| เยือนปราสาทหิน | ||
บทบันทึกการเดินทางสู่เมืองแห่งปราสาทหิน |
||
|
View All |
||
| ลูกผู้ชาย | ||
บทเพลงแห่งศิลปิน หงา ฅาราวาน |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
สะพานไม้ไผ่ทอดข้ามลำห้วยเมื่อหน้าน้ำหลากปีกลาย ยังคงทิ้งร่องรอยความบอบช้ำ การเดินทางของวันเวลาทิ้งเรื่องราวให้จดจำและเรียนรู้ เส้นทางที่เข้าสู่ผืนป่ารอบๆหมู่บ้าน เต็มไปด้วยไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน ไร่หมุนเวียนที่นี่ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย ไร่หมุนเวียนเป็นการทำไร่ที่มีส่วนช่วยให้ไม้ในไร่มีโอกาสฟื้นตัว ครอบครัวหนึ่งๆใช้พื้นที่ทำไร่ประมาณ 3 แปลง โดยหมุนเวียนปลูกปีละแปลง แปลงละประมาณ 1-3 ปีแล้วจึงหมุนเวียนมาเพาะปลูกในพื้นที่เดิมเมื่อย่างเข้าสู่ปีที่10 3 ปีในการทำไร่แปลงแรก เมื่อขึ้นปีที่ 4 ก็จะกลายเป็นไร่ซาก จะถูกทิ้งไว้ให้ต้นไม้ได้ฟื้นตัวงอกงาม(ประมาณ6ปี) กว่าที่จะหมุนเวียนกลับมาใช้อีก ไม้เติบโตในไร่ซาก พื้นดินก็อุดมสมบูรณ์ชุ่มชื่น ไร่ซากกลายเป็นที่หากินเกื้อกูลกันระหว่างคนและสัตว์ การถางไร่จะไม่ตัดต้นไม้เรี่ยดินเพราะเชื่อว่าตอไม้มี เจ้า อาศัยอยู่จะต้องตัดต้นไม้ให้เหลือตอสูงๆและไม่ผ่ากลางตอไม้ ต้นไม้จึงเติบโตเมื่อหน้าฝนมาเยือน ความมืดเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมหมู่บ้านอีกครั้ง แต่ไม่น่ากลัวเท่ากับความมืดในหัวใจของคน กลุ่มคนที่หลงอยู่กับอำนาจและวัตถุยังคงมีอยู่ทั่วผืนดิน เราเป็นชนเผ่าที่อิสระไม่เคยเป็นเมืองขึ้นใคร ผู้เฒ่าแห่งพงไพรเอ่ยคำนี้ออกมาในเช้าวันที่หมอกโรยตัวปกคลุมเหนือแผ่นน้ำ ต่างจากกลุ่มบางกลุ่มที่ภูมิใจว่าเขาไม่ได้เป็นเมืองขึ้นผู้ใด ตั้งแต่ยุคอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน แต่มาถึงวันนี้ ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเรายังคงไม่เป็นเมืองขึ้นของผู้ใดอยู่อีกหรือ วัฒนธรรมต่างๆของเรายังคงอยู่ ผู้เฒ่าเอ่ยขึ้นมาอย่างภาคภูมิใจ ในขณะที่ผมเองนึกถึงวัฒนธรรมของผมว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
จากอดีตกาลคุณสู้รบเพื่อที่จะให้เป็นเอกราช คุณสามารถที่จะรักษาเมืองตัวเองได้ แต่ในปัจจุบันคุณก็ยังภูมิใจในเอกราชของคุณ แต่คุณกำลังเป็นเมืองขึ้นของชาติอื่นในด้านวัฒนธรรม ชาติอื่นกำลังมากลืนกินโดยที่คุณภาคภูมิใจว่านั่นคือสิ่งใหม่ที่เริ่มเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมของคุณที่คุณภูมิใจหากดูกันจรองๆแล้ววัมนธรรมส่วนใดบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของคุณและในเรื่องการดำรงอยู่คุณก็ยังพึ่งต่างชาติ ต่างจากเราที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายหากินอยู่กับผืนป่า สายน้ำ เรากลัวว่าในวันข้างหน้าวิถีแห่งเมืองคงจะเข้ามาทำให้ชนเผ่าของเราต้องสูญสิ้น เพราะผู้มีอำนาจไม่เข้าใจวิถีแห่งเรา ผู้เฒ่าแห่งพงไพรกล่าวขึ้นมาหลังจากที่เรานั่งพูดคุย ผมหวังไว้ว่าวิถีแห่งพงไพรคงไม่สลายไปเหมือนม่านหมอกในเช้าวันนี้ มนุษย์ขีดเส้นทางเดินในจิตใจของตัวเอง พวกเราที่เดินทางมาก็เป็นเช่นเดียว การเดินทางหากปราศจากสิ่งที่รักและคนที่รู้ใจย่อมที่จะมีค่าและความหมายอีกรูปแบบหนึ่ง สายน้ำแห่งทุ่งใหญ่ยังคงรินไหลอาบไล้แสงจันทร์ ภาพเรื่องราวต่างๆผุดขึ้นมาในมโนสำนึก เคล้าคลอเสียงแห่งธรรมชาติที่มีจังหวะและท่วงทำนอง ฃผมเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้าจากสังคมที่เป็นอยู่ จนบางครั้งก็หลุดลอยไปตามกระแสแห่งสังคม นั่งทบทวนถึงความสับสนปนเปที่อยู่ในห้วงลึกของแม่น้ำในดวงใจ เราจะใช้ไม้ที่ตายแล้วมาสร้างบ้าน ต้นไม้ที่มีรังนกอยู่เราจำม่เอามาทำบ้าน เพราะว่าเราจะไม่เอาบ้านของคนอื่นมาเป็นบ้านของเรา คำพูดของผู้เฒ่ายังคงแว่วอยู่ในจิตใจ หยดน้ำค้างพรมพร่าง ดวงดาวเปล่งประกายระยิบเหนือขุนเขา กะเหรี่ยงอาศัยอยู่ในผืนป่า ป่าคืออาหาร ป่าคือสมุนไพร ป่าคือทั้งชีวิต วิถีชีวิตที่เกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่ายังคงมีให้เห็นในชนเผ่า เมฆทะมึนเคลื่อนตัวมาบดบังความสว่าง คำพูดของเจ้านายบอกว่า คนอยู่กับป่าไม่ได้ สายใยแห่งชีวิตกำลังจะถูกกระชากให้ขาดจากกัน หยาดน้ำตาของฟากฟ้าโปรยปราย ความล่มสลายของชนเผ่ากำลังก่อตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ เราเป็นเพียงหนอนตัวเล็กๆที่กัดกินเพียงใบไม้ พอใบปรุใบใหม่ก็ขึ้นมาแทน ผู้เฒ่ากล่าวก่อนที่ผมจะเดินทางออกจากหมู่บ้าน
|