พิมพ์หน้านี้
|
ผลการสอบสวนคดี การเปิดเผยข้อมูล บริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ตามที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ 2/2550 เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2550 ให้กรณีนิติบุคคล (บริษัท เอสซี แอสเซท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)) ปกปิดข้อมูลโครงสร้างการถือหุ้นในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และผู้ถือหุ้นมิได้รายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นตามกฎหมาย เป็นคดีพิเศษนั้น บัดนี้คณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมสรุปสำนวนแล้ว ได้ความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทโอ เอไอ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งปัจจุบันคือ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SC Asset) ต่อมาในช่วงกลางปี 2543 พ.ต.ท.ทักษิณฯ และภรรยา ได้ขายหุ้น SC Asset และหุ้นบางส่วนของครอบครัวอีก 5 แห่ง ได้แก่ 1.บริษัท พีที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด 2.บริษัท เวิร์ธ ซัพพลาย จำกัด 3.บริษัท บี.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 4.บริษัท เอส ซี เค เอสเทต จำกัด 5.บริษัท เอส ซี ออฟฟิส ปาร์ค จำกัด ให้แก่ Win Mark Limited ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนที่บริติช เวอร์จิน ไอส์แลนด์ (BVI) รวมมูลค่าทั้งสิ้น 1,527 ล้านบาท หลังจากนั้นวันที่ 11 สิงหาคม 2546 Win Mark ได้โอนหุ้น SC Asset ที่มีอยู่ทั้งหมดให้ Value Investment Mutual Fund Inc. (VIF) (หรือเดิมชื่อ Value Asset Fund Limited : VAF) และวันที่ 1 กันยายน 2546 VIF ได้โอนหุ้น SC Asset มาโดยตลอด จนกระทั่งประมาณเดือนเมษายน-สิงหาคม 2549 OGF และ ODF จึงได้ทยอยขายออกไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ จนหมด จากพฤติการณ์ดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับปรากฏว่า เมื่อ 28 สิงหาคม 2546 VIF ได้สละสิทธิการซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ SC Asset ในราคาพาร์ให้บุตรสาย 2 คนของ พ.ต.ท.ทักษิณฯ เป็นผู้รับซื้อหุ้นเพิ่มทุน ทั้งที่ในการประชุมครั้งเดียวกันนั้น มีวาระให้เสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไป เพื่อนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย การสละสิทธิดังกล่าวเป็นเหตุให้ VIF ต้องเสียประโยชน์จากส่วนต่างของราคาหุ้น เมื่อ SC Asset ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประมาณ 71 ล้านบาทเศษ และต่อมาในปี 2547 Win Mark ได้โอนขายหุ้นบริษัทของครอบครัวชินวัตร 5 บริษัท คืนให้แก่ น.ส.พิณทองทาฯ และบริษัทของครอบครัวชินวัตรอื่นอีก 2 บริษัท รวมเป็นเงิน 18.8 ล้านดอลล่าร์ โดย Win Mark ไม่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนและถือครองหุ้นเป็นระยะเวลานาน ทำให้มีข้อสงสัยว่า Win Mark VIF OGF และ ODF อาจเป็นนิติบุคคลอำพรางการถือหุ้น (Nominee) ของพ.ต.ท.ทักษิณฯ กับครองครัว สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้ส่งข้อมูลที่ได้รับจากการตรวจสอบมายังกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม ในการนี้ คณะพนักงานสอบสวน ซึ่งมีพนักงานอัยการ และผู้แทนสำนักงาน ก.ล.ต. เข้าร่วมเป็นที่ปรึกษาด้วย ได้สอบสวนในประเด็นข้อสงสัยต่างๆแล้ว พบพยานหลักฐานที่ทำให้น่าเชื่อว่า Win Mark VIF OGF และ ODF เป็นนิติบุคคลที่อำพรางการถือหุ้น ของพ.ต.ท.ทักษิณ ฯ และภรรยา จึงแสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และภรรยา เป็นเจ้าของหุ้นและเป็นผู้มีอำนาจการตัดสินใจดำเนินการเกี่ยวกับหุ้น SC Asset และหุ้นของบริษัทในครอบครัวชินวัตรอีก 5 แห่งที่ถือโดยนิติบุคคลดังกล่าวมาโดยตลอด จากข้อเท็จจริงข้างต้น จึงสรุปผลการสอบสวนได้ดังนี้ 1. SC Asset เปิดเผยข้อมูล ในแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2546 ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือ เปิดเผยว่า ครอบครัวชินวัตรถือหุ้นใน SC Asset ร้อยละ 60.82 โดยมิได้นำหุ้นที่ถือแทนโดย OGF และ ODF มานับรวมกับการถือหุ้นของครอบครัว ซึ่งหากนับรวมแล้ว จะทำให้ครอบครัวชินวัตรถือหุ้นรวมทั้งหมดร้อยละ 79.87 ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นข้อมูลที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากทำให้ผู้ลงทุนเข้าใจว่า ครอบครัวชินวัตรสามารถควบคุมได้เฉพาะมติที่ใช้เสียงข้างมาก ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง สามารถควบคุมมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้ทั้งหมด แม้จะเป็นเรื่องที่ต้องใช้เสียงถึง 3 ใน 4 ของที่ประชุมผู้ถือหุ้น การกระทำข้างต้นของบริษัท SC Asset เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 278 แห่งพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 และนางบุษบา ดามาพงศ์ อดีตผู้บริหารที่ร่วมลงนามรับรองความถูกต้องของแบบแสดงรายการข้อมูลดังกล่าว เข้าข่ายกระทำผิดตามมาตรา 301 ประกอบ 278 แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน 2. การที่ OGF และ ODF ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่อำพรางการถือหุ้น (Nominee) ของพ.ต.ท.ทักษิณฯ และภรรยา ขายหุ้น SC Asset ที่ถืออยู่ออกไปในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2548 ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณฯ และภรรยา ซึ่งเป็นเจ้าของที่แท้จริง มีหน้าที่ต้องรายการการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้น SC Asset ตามมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ทุกครั้งที่จำหน่ายหุ้นข้ามทุกร้อยละ 5 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วของกิจการนั้น โดยมีหน้าที่ต้องรายงานทั้งหมด 4 ครั้ง การไม่รายงานดังกล่าว ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณฯ และภรรยาเข้าข่ายกระทำผิดตามมาตรา 298 ประกอบมาตรา 246 แห่ง พ.ร.บ.หลักทรัพย์ ขณะที่พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกบริษัท SC Asset นางบุษบา ดามาพงศ์ พ.ต.ท.ทักษิณฯ และภรรยา มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว โดยให้มาในช่วงระหว่างวันที่ 26-29 มิถุนายน 2550 นอกจากนี้ จากการสอบสวน ยังพบว่า มีการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายอื่น ซึ่งอยู่ในอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวคือ พ.ต.ท.ทักษิณฯ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่แสดงบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าว จึงอาจเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน หรือหนี้สินอันเป็นเท็จ ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 32 , 33 และ 34 และพ.ต.ท.ทักษิณฯ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจกระทำการอันมีลักษณะเข้าไปบริหาร ครอบงำ หรือจัดหาผลประโยชน์ในหุ้นของบริษัทต่างๆที่กล่าวข้างต้น ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นส่วนของรัฐมนตรี พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 17 ซึ่งจะได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป
|
| มาชมดูเรือพระราชพิธี | ||
อลังการแห่งนาวา |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |