• ไปรษณีย์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wor17@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-06-04
  • จำนวนเรื่อง : 82
  • จำนวนผู้ชม : 25554
  • จำนวนผู้โหวต : 82
  • ส่ง msg :
เพียงลมพัดผ่าน
ที่เสียดแทงผิวกาย ที่พลิ้วผ่านพัด อะไรที่เข้ามาสัมผัส และอะไรที่เราไม่อาจเก็บไว้ในใจ
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wor1789
วันจันทร์ ที่ 13 ตุลาคม 2551
7 ตุลา คืนอันแสนรันทด...จาก forward mail
Posted by ไปรษณีย์ , ผู้อ่าน : 112 , 14:34:27 น.   | หมวดหมู่ : วานอ่าน  
พิมพ์หน้านี้


 

ฉันเป็นคนหนึ่งที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา

 

จากวันนั้นผ่านมา 4 วันแล้ว เรื่องราวต่างๆ ที่สืบเนื่องจากเหตุการณ์นั้นก็ผ่านมาผ่านไปอีกมากมาย รวมไปถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ที่อบอวลอยู่ในบรรยากาศ และที่ประดังถาโถมเข้าใส่ฉันโดยตรง ถึงวันนี้ก็เดินทางมาถึงจุดๆ หนึ่งที่ฉันคิดว่าอยากจะถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวในใจหลายๆ อย่างออกมาเป็นตัวหนังสือ ในแนวทางที่ฉันถนัด

 

ฉันเดินทางไปที่ทำเนียบฯ เพื่อร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ เวลาประมาณห้าทุ่มของคืนวันที่ 6 ต.ค. 2551 ก็เหมือนปกติทุกครั้งที่ไป ฉันก็เดินเล่นรอบๆ ช้อปปิ้ง หาของกินไปเรื่อยเปื่อย เดินไปหูก็ฟังคำปราศรัยไปบ้าง ไม่ฟังบ้าง หลังเที่ยงคืนก็เข้าไปเต้นเย้วๆ ที่หน้าเวทีตอนพี่ตั้ว ศรัณยู ขึ้นเวทีมาพร้อมกับคนอื่นๆ ในวง ฉันบอกกับพี่สาวที่ไปด้วยกันอีกคนหนึ่งว่า ตลกดีแท้ ที่เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมาพวกเราเพิ่งไปดูคอนเสิร์ตเพลงแจ๊ซของศิลปินระดับโลกกันมาแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับมาเต้นเย้วๆ ไปกับเพลงสามช่ากู้ชาติซะแล้ว

 

ฉันเดินออกจากทำเนียบฯ เมื่อตอนเวลาประมาณตี 1 กว่าๆ หลังจากพี่ตั้วและวงลาเวทีไปแล้ว พี่สาวที่มาด้วยกันลากลับไปก่อนหน้านี้ได้พักหนึ่งแล้ว ตอนนี้ฉันจึงเหลือตัวคนเดียว ออกจากทำเนียบฯได้แล้ว ทีแรกตั้งใจจะกลับบ้านเลย แต่ยังติดใจเพลงมันๆ ของพี่ตั้ว ยังเต้นไม่หนำใจ และเห็นพี่เขาบอกว่าจะไปขึ้นเวทีชั่วคราวที่หน้ารัฐสภาต่อ สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจเดินไปที่ที่ชุมนุมหน้ารัฐสภา พร้อมกับความตั้งใจอยากเต้นครึ่งหนึ่ง และอยากไปดูสภาพที่ชุมนุมอีกครึ่งหนึ่ง

 

เดินเรื่อยๆ สบายๆ ไปจนถึงที่ในเวลาประมาณเกือบตี 2 ฉันเดินผ่านกลุ่มน้องๆ Young PAD (กลุ่มพันธมิตรนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย) ที่มานั่งรวมตัวเป็นการ์ดอาสาและปราศรัยในกลุ่มของตนอยู่บริเวณด้านหน้าพระที่นั่งอนันตฯ ฉันเห็นป้ายเขียนบอกว่าเป็นกลุ่ม Young PAD จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย คิดในใจว่าน้องร่วมสถาบันเราก็มากับเค้าด้วยแฮะ อบอุ่นดีจริงๆ J

 

ถัดจากกลุ่มน้องๆ Young PAD ก็มีด่านการ์ดอาสาฯ ตั้งขวางถนนคอยตรวจอาวุธอยู่ เหมือนกับที่มัฆวานฯ และทำเนียบฯ ฉันเปิดกระเป๋าที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เชียร์จำพวกมือตบหลากขนาดหลายสีสัน และข้าวของสารพัดที่ช้อปกระจายมาจากแถวทำเนียบฯ ให้เขาค้น พอเห็นของในกระเป๋าฉันแล้ว พี่การ์ดมาดเข้มเงยหน้าขึ้นมามองหน้าฉัน แล้วเขาก็หัวเราะขำคิกๆ แล้วก็กวักมือให้เดินผ่านเข้าไป

 

ฉันจ้ำผ่านรถสุขา 2 คัน พร้อมกลิ่นหอมฉึ่งในระดับที่ทนไหวแต่ไม่อยากอยู่นาน เมื่อเข้าไปใกล้บริเวณรัฐสภา ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ผู้ชุมนุมที่มาอยู่ที่นี่มีมากกว่าที่คิด กระจายตัวอยู่ตั้งแต่บริเวณข้างพระที่นั่งอนันตฯ เรื่อยไป ฉันเดินไปจนถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้าด้านหน้าอาคารรัฐสภา ด้านที่ฝั่งตรงข้ามเป็นเขาดินวนา บริเวณนี้มีผู้ชุมนุมอยู่กันหนาแน่นที่สุด เพราะมีเวทีปราศรัยชั่วคราวตั้งอยู่ เวทีประกอบขึ้นบนท้ายรถ 6 ล้อ สองคัน จอดติดริมฟุตปาทด้านเขาดิน หันท้ายรถชนกัน เวทีจึงแบ่งเป็นสองส่วนบนหลังรถสองคัน มีผู้ชุมนุมดีกรีระดับแม่ยกและแฟนพันธุ์แท้พันธมิตรนั่งๆ นอนๆ อยู่เต็มพื้นที่ถนนระหว่างเวทีกับประตูรั้วรัฐสภา มีไฟสปอตไลต์จำนวนหนึ่งส่องให้ความสว่างบนเวที เข้าใจว่าสหภาพการไฟฟ้าฝ่ายผลิตเป็นผู้ต่อไฟให้เรา แต่ตามท้องถนนและฟุตปาทที่ผู้ชุมนุมกระจายตัวกันอยู่นั้นค่อนข้างมืดเป็นส่วนใหญ่ ไฟถนนก็สว่างไม่เพียงพอ บรรยากาศจึงดูมืดมนอึมครึม มองไปเห็นเงามืดๆ ของกลุ่มคนขยับไปมาดูน่าเสียวอยู่ไม่น้อย

 

ตี 2 แล้ว ฉันยังไม่เห็นวี่แววของพี่ตั้ว มีเพียงโฆษกเวที ผู้ปราศรัย และแกนนำพันธมิตรรุ่นสองบ่างท่านอยู่บนเวที คอยพูดคุยกับฝูงชนไม่ให้เกิดความเงียบ ผู้ชุมนุมก็นั่งบ้าง นอนบ้าง หลับบ้างไม่หลับบ้าง เดินไปมาบ้าง อยู่ประปรายเต็มพื้นที่ท้องถนนและบนฟุตปาทริมรั้วเขาดิน (สำหรับฟุตปาทด้านอาคารรัฐสภา ทางเจ้าหน้าที่ได้ตั้งรั้วเหล็กกั้นห่างออกมาจากรั้วรัฐสภาประมาณ 1-2 เมตรตลอดแนว และมีการประกาศขอความร่วมมือจากผู้ชุมนุมเป็นระยะๆ ไม่ให้เข้าใกล้และทำอันตรายใดๆ แก่รั้วของอาคารรัฐสภา รวมไปถึงไม่ให้ขึ้นไปเดินบนฟุตปาทดด้านพระที่นั่งอนันตฯ ด้วย เพราะเป็นเขตพระราชฐาน) ผู้ชุมนุมมีที่ดูอ่อนล้าบ้างแต่ส่วนมากยังดูกระปรี้กระเปร่าดีอยู่ แม้จะเดินทางมาปักหลักอยู่ที่นี่เป็นเวลาหลายชั่วโมงแล้วตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ฉันคิดในใจว่าคนพวกนี้ฟิตจริงๆ แฮะ ทำไปด๊ายยยยย

 

ฉันเดินสังเกตการณ์ไปเรื่อยๆ ตามประสาคนชอบสังเกต กะว่าจะเดินไปยังสุดม็อบอีกด้านหนึ่ง แล้วเรียกรถแท็กซี่อ้อมกลับไปยังรถตัวเองที่จอดอยู่ที่เวทีมวยราชดำเนิน เพราะตอนนี้เหนื่อยและล้าจากวันอันหนักหน่วงมาเต็มทีแล้ว เห็นทีคงเดินกลับไปรถเองไม่ไหวแน่

 

ถึงสามแยกอู่ทองใน ฉันเลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปบนถนนราชวิถี ผ่านรถแจกอาหารไปจนถึงบริเวณสามแยกพิชัย ที่เป็นจุดสิ้นสุดของเขตชุมนุม ที่กลางแยกมีรถกระบะสีแดงตั้งเครื่องขยายเสียงจอดอยู่คันหนึ่ง ข้างๆ รถเป็นพื้นที่เวทีปราศรัยที่แยกออกเป็นเอกเทศ เพื่อให้ความคึกคักกับบริเวณนี้ ซึ่งอยู่ห่างจากเวทีใหญ่และมีคนน้อยกว่าเป็นพิเศษ ตอนที่เดินไปถึง มีโฆษกที่ฉันคุ้นหน้าคุ้นตาแต่จำชื่อไม่ได้ประจำอยู่ และกำลังส่งต่อหน้าที่เอ็นเตอร์เทนให้กับศิลปินนักดนตรีนักร้องท่านหนึ่ง

 

มาถึงตรงนี้ฉันก็รู้สึกแปลกใจที่ผู้ชุมนุมบริเวณนี้ดูไม่เหมือนผู้ชุมนุมที่คิดไว้ คือฉันกะไว้ว่าแถวๆ นี้ ฉันคงเจอกลุ่มพี่บึ้กการ์ดอาสา และพวกกลุ่มชายฉกรรจ์ ที่จะมาเป็นด่านหน้าป้องกันพวกเรา แต่คนส่วนใหญ่ที่นี่กลับเป็นคนหนุ่มคนสาวในวัยไร่เรี่ยกับฉันแทบทั้งนั้น ผิดกับที่ทำเนียบฯ ที่เป็นผู้ชุมนุมสว. (สูงวัย) ที่เคยเห็นจนชินตาลิบลับ หนำซ้ำ ผู้ชุมนุมทั้งหญิงและชาย (กะๆ ดูแล้วฉันว่ามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชายนิดหน่อย) ที่ฉันเห็นอยู่บริเวณนี้ ยังแต่งตัวทันสมัยและมีหน้าตาดี ดูสดใสน่ามอง ไม่ต่างอะไรกับพวกวัยรุ่นย่านสยามสแควร์เลย ฉันแปลกใจครึ่งหนึ่ง และดีใจครึ่งหนึ่ง รู้สึกกลมกลืนไปกับฝูงชน ไม่รู้สึกแปลกแยกแต่อย่างใด

 

ฉันเดินเลยสามแยกพิชัยไปจนถึงรั้วลวดหนามและกองยางรถยนต์กั้นเขตชุมนุม มีคนมุงดูอยู่หนาแน่น ฉันเขย่งดูจากแนวหลังก็พอได้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านหน้า ถัดจากแนวรั้วไปประมาณ 50 เมตร มีแถวของเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมโล่กำบัง ตั้งเรียงเต็มแนวถนนอยู่ไกลออกไปในความมืด ฉันมองไม่เห็นว่าพวกเขาพกอาวุธหรือเปล่า และนับไม่ถูกว่ามีอยู่กี่คน แต่จากที่เห็นคร่าวๆ ก็เยอะกลุ่มใหญ่ทีเดียว

 

ฉันรู้สึกเสียววาบขึ้นมาทันที เพราะภาพที่เห็นนั้นน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก จากที่นึกว่าจะเดินไปเรียกแท็กซี่หลังรั้ว ตอนนี้ก็เป็นอันว่าต้องถอยกลับอย่างด่วนจี๋ หลังรั้วนั้นไม่มีแท็กซี่อย่างไม่ต้องสงสัย

 

จากที่ก่อนหน้านี้ คิดว่าคงไม่มีอะไรน่ากลัว ตอนนี้ฉันเริ่มเปลี่ยนความคิดแล้ว จากที่เคยคิดฝันเมื่อสมัยยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาธรรมศาสตร์และการเมือง ในช่วงฟิตๆ หลังจากเห็นภาพ “ไอ้ก้านยาว” ว่า สักวันนึง ฉันจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการชุมนุมเพื่อประชาธิปไตย และจะได้ยืนอยู่แถวหน้าอย่างเขาบ้าง เพราะมันคงเท่โคตรๆ แน่ๆ แต่ตอนนี้ฉันกลับเกิดอาการปอดแหกอย่างเต็มรูปแบบ รีบถอยกรูดห่างจากแนวรั้วด้วยอาการหน้าชาเพราะความกลัว จู่ๆ เลือดไอ้ก้านยาวในตัวฉันก็ไม่รู้เหือดหายไปไหนเสียแล้วซะอย่างนั้น

 

ฉันแพ้ใจตัวเองและเดินถอยทัพมาจนถึงสามแยกอู่ทองใน ตรงจุดแจกอาหารอีกครั้ง พอเริ่มตั้งหลักได้ก็หยุดคิดว่าจะเอาไงต่อไปดี ฉันยืนๆ ย่องๆ วนไปมาอยู่ตรงนั้นสักพัก จนเวลาที่ผ่านไปหลายนาที ประกอบกับเสียงเพลงเพราะๆ ของศิลปินท่านนั้น ได้ขับกล่อมประสาทที่กำลังแตกกระเจิงของฉัน ให้รู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศและเรียกพลังใจกลับคืนมา

 

ลุงก้านยาวกลับมาแว้วว!!..  ฉันฮึดเดินกลับไปที่แนวรั้วอีกครั้ง และจ้องดูแถวตำรวจฝั่งโน้นอยู่ท่ามกลางพี่น้องประชาชนฝั่งนี้ พี่ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาสมทบ เขาถามฉันว่า พวกตำรวจขยับเข้ามาหรือ? ฉันตอบไปว่าฉันไม่รู้ เพราะเพิ่งมาถึง แล้วก็กลับมาพูดกับตัวเองในใจว่า “ขยับเข้ามาละเหรอ?? ตายแล้วๆๆๆ!!!”

 

... แล้วฉันก็บอกลุงก้านยาวว่า “ไปกันเถอะลุง วันนี้งานยังไม่เข้าหรอก 555”...

 

ฉันตัดสินใจเดินกลับทางเดิม เพราะไม่กล้าเดินออกนอกม็อบไปพร้อมเสื้อพันธมิตรที่ใส่หราอยู่ แม้จะยังมีทางออกด้านถนนพิชัยที่ดูปลอดภัยดี มีรถแท็กซี่ให้เห็นอยู่ไกลๆ มีผู้คนทยอยเดินเข้า-ออกจากม็อบและไม่เห็นมีตำรวจอยู่ แต่ฉันก็กลัวๆ หวั่นๆ อย่างบอกไม่ถูก เลยเลือกที่จะเดินกลับ ถึงจะเหนื่อยหน่อย แต่ปลอดภัยชัวร์

 

ฉันเดินกลับไปจนถึงเวทีใหญ่หน้ารัฐสภาอีกครั้ง เผอิญว่า “พี่ตั้ม” โฆษกขวัญใจของฉันขึ้นพูดพอดี ที่ตั้งใจไว้ว่าจะรีบจ้ำกลับบ้าน ฉันเลยเสียศูนย์ ปล่อยมือลุงก้านยาว แล้วแวะหาที่นั่ง กะว่าอยู่เป็นเพื่อนพี่ตั้มเขาอีกสักพัก คงไม่เป็นไรม๊างงง

 

จบจากพี่ตั้ม ปรากฏว่าเป็นพี่ตั้วมารับไม้ต่อ พร้อมน้าเสก น้าซู และวงทั้งวงครบองค์ประชุม เลยเป็นอันว่าฉันก็หาที่นั่งฟัง 3 ช่าสุดโปรดอย่างเป็นกิจจะลักษณะ จนกระทั่งเลยเถิดไปจนนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นถนนหน้าประตูใหญ่รัฐสภา ท่ามกลางฝูงชนที่ตอนนี้ลุกขึ้นมาเต้นกันถ้วนหน้าแล้วนั่นแหละ

 

หลังจากพี่ตั้ว ก็มีโฆษกต่างๆ ผลัดกันมาขึ้นเวทีสร้างเสียงหัวเราะและให้ความรู้แก่พวกเรา ทั้งในเรื่องประเด็นการเมืองที่เราต่อสู้กันอยู่ และรวมไปถึงเรื่องการปฏิบัติตัวเมื่อเกิดการสลายการชุมนุม ฉันเลิกคิดจะกลับบ้านไปนานแล้ว และคอยงีบหลับแบบเก็บแต้ม ทีละ 2-3 นาทีบ้าง 5 นาทีบ้าง 10 นาทีบ้าง ง่อกๆ แง่กๆ ไปจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปจนถึงประมาณตีห้าครึ่ง

 

ฉันกำลังเก็บแต้มอยู่ ซึ่งรอบนี้หลับลึกพอควร แต่จู่ๆ ก็มีเสียงนกหวีดดังยาวแหลมปรี๊ดผ่าอากาศมาจากทางด้านแยกอู่ทองใน

 

ฉันกระเด้งขึ้นยืนทันทีทั้งๆ ที่สมองยังไม่สั่งการ รู้ตัวอีกทีก็พบตัวเองหยิบข้าวของครบถ้วน และใส่รองเท้าเสร็จเรียบร้อยเตรียมวิ่งแล้ว มองไปรอบๆ ก็เห็นผู้คนแตกตื่นกันยกใหญ่ คนที่หลับใหลอยู่ก็กระเด้งขึ้นมาเตรียมพร้อมวิ่งเหมือนฉันกันเกือบหมดแล้ว และบางคนนั้นออกวิ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามกับที่มาของเสียงนกหวีดแล้วด้วยซ้ำ

 

โฆษกหญิงบนเวทีพยายามควบคุมสถานการณ์ บอกให้เราอยู่ในความสงบ การ์ดอาสาหญิงคนหนึ่งที่ยืนรักษาการณ์อยู่ริมรั้วรัฐสภาด้านหลังฉัน ตะโกนเตือนสติพวกเรา ให้อยู่ในความสงบ พอทุกคนลุกขึ้นยืน ที่ว่างบนถนนก็เหลือมากกว่าที่คิด และพวกเราดูมีจำนวนน้อยลงกว่าตอนที่นั่งๆ นอนๆ กันอยู่

 

จนผ่านไปประมาณ 2-3 นาที เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้ว พวกเราก็ค่อยๆ ลงนั่งอย่าง(พยายามจะ)สงบอีกครั้ง พี่ตั้มขึ้นเวทีมารับช่วงไมค์ต่อแล้ว พวกเราผู้หญิงถูกบอกให้นั่งอยู่เฉยๆ และพวกผู้ชายค่อยๆ ทยอยกันเดินไปตามเสียงนกหวีด เพื่อดูสถานการณ์ จนถึงวันนี้ฉันยังไม่รู้เลยว่าใครเป็นคนเป่านกหวีดครั้งนั้น และเป่าเพื่ออะไร เพราะเราอยู่กันต่อไปอีกพักใหญ่ๆ โดยที่เหตุการณ์เป็นปกติดี

 

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณเสียงนกหวีดเสียงนั้น ที่ได้ปลุกพวกเราให้ตื่นถึงขั้นเต้นได้อย่างตาสว่างเต็มที่ เพราะหลังจากนั้นไม่นาน พวกเราก็เจอของจริง

 

6 โมงครึ่งโดยประมาณ ฟ้าสว่างแล้ว พวกเราจึงเริ่มขยับขยาย ฉันมองเห็นอะไรชัดเจนขึ้น และสติกลับคืนมาอย่างเต็มที่แล้ว แม้จะยังเพลียอยู่มากเพราะขาดการนอนก็ตาม แต่ฉันก็รู้สึกปลอดภัยขึ้น แม้ในใจจะหวั่นๆ และยังนึกถึงเรื่องราวเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 ที่เจ้าหน้าที่รัฐเข้าทำการสลายกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุมอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในตอนรุ่งเช้า เหมือนกับตอนนี้ไม่มีผิดเพี้ยน

 

โฆษกหลายๆ คนยังรวมตัวกันอยู่บนเวที คอยพูดให้ความรู้และควบคุมสถานการณ์ ยังพอได้ยินเสียงหัวเราะอยู่เรื่อยๆ ประปราย คนที่มีแว่นตากันแก๊สน้ำตา ก็เอาออกมาสวมคล้องคอกันไว้แล้ว ถึงตอนนี้ฉันก็เพิ่งนึกได้ว่า ฉันไม่มีอุปกรณ์สำหรับสู้กับแก๊สน้ำตาใดๆ ติดตัวเลยแม้แต่น้อย ทุกคนคงได้รับแจกกันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ และตอนขบวนเคลื่อนมาถึงที่นี่เมื่อหัวค่ำแล้ว แต่ฉันมาทีหลังและตั้งแต่มาก็ยังไม่เห็นมีการแจกของอะไร ทั้งตัวเองก็ลืมนึกไป เพราะไม่ได้เตรียมตัวว่าจะต้องมาเจอ ในกระเป๋าก็มีเพียงแค่มือตบ 2-3 อัน กับผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ ที่พกติดตัวอยู่แล้วเท่านั้น แว่นที่ใส่อยู่ก็เป็นแว่นสายตาธรรมดา กันฝุ่นกันตดยังไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับแก๊สน้ำตา แถมน้ำซักขวดที่จะใช้ล้างตา ฉันก็ไม่มีเสียด้วย

 

พอคิดได้แล้ว ฉันก็เริ่มหันซ้ายหันขวา พยายามกวาดตาหาอะไรก็ตามที่พอจะเป็นประโยชน์ หันไปสบตาคุณป้าข้างหน้าที่ให้เสื่อปูนอนแก่ฉันตั้งแต่หลายชั่วโมงก่อน แล้วแกก็ยื่นผ้าผืนเล็กๆ สีขาว ที่แกบอกว่าได้รับแจกมาเกินให้กับฉัน

 

ฉันลุกขึ้นกะจะเดินไปหาน้ำมาสำรองไว้ซักขวด ก็ไม่ทันจะได้ขยับขาไปไหนไกล เสียงดังตูม ก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้น 2 ครั้งติดๆ กัน มาจากทางสามแยกพิชัย หันมองไปตามต้นเสียง เห็นควันสีขาวอมเทาพวยพุ่งพ้นแนวกำแพงและแนวตึกขึ้นสู่ฟ้าจำนวนมาก ตามด้วยเสียงตูมๆๆ ซึ่งเบากว่าและเป็นเสียงตูมคนละแบบ คือแหลมเล็กกว่าสองตูมแรกอีกจำนวนหนึ่ง ที่รัวตามมาติดๆ กันจำนวนนับไม่ถ้วนเป็นเวลานาน

 

แปลกดีที่ตอนนี้ทุกคนไม่วิ่งหนี แต่กลับหยุดยืนอยู่กับที่คอยดูสถานการณ์ แต่ฉันว่าที่เราไม่หนี เพราะเราไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหนได้อย่างไรต่างหาก เพราะเรารู้ว่า นอกจากทางด้านแยกพิชัยแล้ว ยังมีกำลังตำรวจจำนวนมากอยู่ภายหลังกำแพงเขาดิน พวกเขาเข้ามาตั้งแต่เมื่อกลางดึกแล้ว และเตรียมพร้อมจะบุกเราได้ทุกเมื่อ รวมถึงมีกำลังตำรวจอีกจำนวนหนึ่งที่คอยอยู่ในรั้วรัฐสภาอยู่แล้วด้วย

 

หลังเสียงตูม 2 ตูมแรก การ์ดอาสาของเราคนหนึ่งโกรธแค้นมากจนเผลอตัวฟาดท่อนเหล็กเข้าที่โซ่และกุญแจที่ล่ามประตูรัฐสภาไว้หลายที หวังจะทำลายกุญแจ ตำรวจที่อยู่ข้างในจึงเดินแถวดาหน้าพร้อมโล่กำบังและติดอาวุธตรงรี่มายังประตูและการ์ดคนนั้นทันที โชคดีที่พี่ตั้มพูดให้เขาสงบสติอารมณ์ได้ก่อน จึงหยุดทำลายกุญแจ และถอยออกมา ตำรวจจึงไม่ทำอะไร ฉันยืนอยู่ห่างจากประตูแค่ไม่กี่ก้าว ยืนค้างอยู่ตรงนั้นเพราะวิ่งไม่ออก

 

เสียงตูมตามยังดังอยู่เรื่อยๆ ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และพี่น้องเราที่อยู่ทางโน้นเป็นอย่างไรบ้าง พี่ตั้มพยายามพูดควบคุมสถานการณ์ ซึ่งเขาทำได้ดีมากๆ พวกเราทุกคนก็มีสติและให้ความร่วมมือกันดีมากๆ ถึงตอนนี้เราเริ่มแสบตากันแล้ว เพราะแก๊สน้ำตาจากแยกพิชัยเริ่มกระจายปกคลุมมาถึงตรงที่เราอยู่แล้ว ฉันเหลือบไปเห็นน้ำขวดแจกฟรี จึงวิ่งไปเอาน้ำมาไว้ขวดหนึ่ง ฉันตัวคนเดียว ไม่รู้จะไปหลบที่ไหนหรือหันไปพึ่งใคร เลือกไม่ถูกว่าจะยืนอยู่ใกล้กำแพงเขาดินที่เบื้องหลังเต็มไปด้วยตำรวจ หรือจะไปยืนด้านรั้วรัฐสภาที่ข้างในมีตำรวจเต็มไปหมดดี จะยืนตรงกลางถนนก็ไม่ได้ เพราะต้องเคลียร์พื้นที่ให้รถพยาบาลวิ่ง ชั่งใจอยู่นาน สุดท้ายฉันเลยวิ่งไปหลบใกล้ๆ พี่ตั้ว ที่หลังรถ 6 ล้อที่เป็นเวที เพราะพี่เขาตัวใหญ่ดี อยู่ใกล้ๆ ก็อุ่นใจขึ้นได้เยอะ

 

ตั้งแต่เกิดมา ฉันเคยผ่านประสบการณ์เกลียดและกลัวตำรวจมาแล้วหลายครั้ง ในหลายๆ สถานการณ์ แต่ไม่มีครั้งไหนเลยที่ฉันรู้สึกกลัวตำรวจมากเท่าครั้งนี้ เรียกว่ากลัวตำรวจยิ่งกว่ากลัวโจร!

 

แก๊สน้ำตาแสบจริงๆ นอกจากแสบตาแล้ว ยังแสบไปทั้งหน้า และลามไปถึงในปากและในลำคอ ฉันไม่สามารถหายใจทางปากได้เลย เพราะจะแสบกว่าหายใจทางจมูกมาก ฉันเริ่มลืมตาไม่ขึ้นแล้ว เพราะแสบไปหมด ล้างตาก็ไม่หายแสบ จะหลับตาก็กลัวจะวิ่งหนีลูกปืนไม่ทัน ได้แต่เอาผ้าชุบน้ำโปะหน้าบรรเทาอาการแสบร้อนไปอย่างนั้น แล้วลืมตาปรี่ๆ ไว้คอยสังเกตการณ์ ฉันอยากเห็นสภาพตัวเองตอนนั้นมาก เดาว่าคงดูย่ำแย่เอาการ เพราะตากล้องเอเอสทีวีมาถ่ายภาพฉันด้วย พี่เขาซูมหน้าเสียใกล้อยู่นานจนฉันเขิน (กลัวไม่สวย)

 

ตอนนั้นฉันไม่มีความรู้ใดๆ เรื่องหลักการสลายการชุมนุมตามหลักสากล เพราะพี่ตั้มบอกแค่เพียงหลักปฏิบัติเมื่อโดนแก๊สน้ำตาเท่านั้น ฉันไม่รู้เลยว่ามันควรจะต้องเริ่มจากการประกาศเตือน การฉีดน้ำผสมสี การดันด้วยโล่ ฯลฯ ก่อน แล้วสุดท้ายจึงจะยิงแก๊สน้ำตาได้ ฉันไม่รู้เรื่องเลย แต่ฉันรู้แน่นอนว่ามันไม่มีกระบวนการเหล่านี้เลยแม้แต่อย่างเดียว แม้จะไม่ได้อยู่ตรงจุดเกิดเหตุแยกพิชัย แต่ฉันก็บอกได้เลยว่า สัญญาณแรกที่บอกให้เรารู้ตัวว่าเราถูกโจมตีนั้น คือเสียงตูม 2 ตูมแรกนั้นแน่นอน

 

ไม่มีใครหนีเลยจริงๆ ฉันนับถือน้ำใจของทุกคนมาก ที่ถึงจะแสบร้อนน้ำตาไหลกันแค่ไหน ก็ไม่มีใครหนีไปไหน เรายังคงปักหลักกันอยู่ตรงนั้น ช่วยกันดูแลกันและกัน มีคนเอาผ้าปิดปาก และน้ำแข็งมาให้ฉัน และคอยบอกวิธีล้างตาให้ด้วย

 

พี่ตั้วยืนอยู่ข้างหน้าฉัน เขาใส่แว่นที่แท้จริงแล้วคือแว่นดำน้ำสีฟ้ากิ๊ก ดูตลกดี ดูเขาเพลียมาก แต่เขาก็ไม่หนีไปไหน ยังคงอยู่ตรงนั้นกับพวกเราตลอด

 

รถกระบะบรรทุกชายขาขาด เลือดสาดกระจายเต็ม วิ่งผ่านหน้าฉันไป จากนั้นก็มีรถพยาบาลและรถของหน่วยแพทย์วิ่งกันวุ่นวาย ฉันไม่กล้าเดินไปที่จุดเกิดเหตุ แต่ก็ไม่กล้าเดินหนีไปอีกทางหนึ่ง ฉันไม่กล้าขยับไปไหนทั้งนั้น ได้แต่ยืนตัวชาอยู่กับที่ตรงนั้น อยู่กับพี่ตั้วของฉัน J

 

เหตุการณ์วุ่นวายดำเนินไป พร้อมๆ กับที่ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลค่อยๆ ผลัดกันออกมาจากในตัวอาคารรัฐสภา ถึงตอนนี้เรารู้แล้วว่าพวกเขาเข้าไปข้างในได้แล้ว นายสมชาย วงสวัสดิ์ ก็เข้าไปแล้วและยังยืนยันจะแถลงนโยบายตามที่กำหนดไว้ พวกเขาออกมายืนดูพวกเราร้องไห้กันจากจุดไกลๆ ส.ส.คนหนึ่งชูนิ้วกลางให้พวกเราเป็นการยั่วยุ แต่พวกเราก็ควบคุมสติได้ดี ไม่มีใครใช้ความรุนแรงใดๆ ทั้งสิ้น

 

โฆษกบนเวทีบอกให้พวกเรารู้ว่า ส.ส.พรรคฝ่ายค้านออกแถลงการณ์แล้วว่าจะไม่เข้าร่วมการประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลในวันนี้ พวกเราได้ดีใจกันเล็กน้อยที่ได้รู้ว่าสหภาพแรงงานฯ ได้ตัดน้ำและไฟในอาคารรัฐสภา แล้วก็ทึ่งเหลือเกินที่นายสมชาย วงสวัสดิ์ ยังคงยืนยันจะแถลงนโยบายต่อไป ทั้งๆ ที่ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีแอร์ และที่ประชุมไม่ครบองค์ประชุม ซึ่งหมายถึงการแถลงนโยบายในครั้งนี้ ไม่มีความชอบธรรมและไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญโดยแท้

 

ฉันสงสารพี่ชายที่ขาขาดคนนั้น เขาสูญเสียขาไปให้กับอะไรกัน???

.....................................................

 

แปดโมงกว่า รถพยาบาลและหน่วยแพทย์ไม่วิ่งวุ่นวายแล้ว พวกเราก็เริ่มหายแสบตากันแล้ว สถานการณ์กลับเป็นปกติอีกครั้ง เชื่อว่าส.ส.และคนอื่นๆ คงเข้าไปในสภาได้หมดแล้ว เรากลับไปยึดประตูด้านแยกพิชัยได้อีกครั้ง และล้อมรัฐสภาไว้หมด ไม่ให้ใครที่เข้าไปแล้วได้ออกมา

 

ฉันผละจากการหลบอยู่แถวๆ ข้างหลังพี่ตั้วได้สักพักแล้ว เพราะพี่เขางานยุ่ง พี่ตั้วประสานงานกับเจ้าหน้าที่แพทย์สนามที่เข้าไปเคลียร์พื้นที่บริเวณแยกพิชัยและอู่ทองใน ปรากฏพบเศษชิ้นส่วนร่างกายมากมาย พี่ตั้วน้ำชิ้นส่วนนิ้วไปให้พี่ตั้มประกาศหาเจ้าของด้วย

 

ฉันหาที่ลงนั่งอีกครั้ง ผู้ชุมนุมเริ่มหนาตาขึ้น และทยอยกันมามากขึ้นๆ เรื่อยๆ ไม่มีหยุด จนทั้งถนนและฟุตปาทเต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง แดดเริ่มร้อน เริ่มมีอาหารและน้ำทยอยมาให้บริการ ฉันได้รับข้าวกล่องแม่ยกพันธมิตรจากพี่สาวข้างๆ ที่แบ่งปันมาให้ กินได้ไม่กี่คำฉันก็กินต่อไม่ลง พอคนเริ่มเยอะมากๆ ฉันก็รู้สึกอบอุ่นขึ้น พี่น้องเรามากันแล้ว เราจะปักหลักกันต่อไป ตอนนี้ตาฉันบวมเป็นนกกะปูดแล้วเห็นจะได้ เพราะร้องไห้มาหลายชั่วโมง และก็เหนื่อยและเพลียมาก เพราะอดนอนมาหนึ่งวันเต็มๆ แล้ว แค่ได้งีบตอนกลางคืนนิดหน่อยเท่านั้น แล้วฉันก็เริ่มลงนอนเอนกายพักสายตาอีกครั้ง

 

10 โมงกว่า แดดเริ่มร้อนมาก ฉันหมดแรงแล้วจริงๆ เลยตัดสินใจกลับบ้าน เพราะเห็นว่าเรามีคนเยอะมากมายขนาดนี้ และยังคงทยอยกันมาเรื่อยๆ หลังจากได้ข่าวการสลายการชุมนุมเมื่อเช้า ฉันคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์อะไรรุนแรงแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจคงไม่กล้าทำอะไรรุนแรงกับประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากมายนับแสนขนาดนี้

 

ลุงก้านยาวจูงมือฉันเดินออกจากม็อบ เราเดินสวนกับผู้คนนับหมื่นที่ทยอยกันเข้าไปที่หน้ารัฐสภา ลุงบอกว่าให้อภัยที่เมื่อคืนฉันปล่อยมือลุงแล้วโผไปหาพี่ตั้มและพี่ตั้วแทน เพราะอย่างน้อยฉันก็ยังอยู่ตรงนั้น ไม่วิ่งหนีลุงไปไหน

 

.......................................

 

 

ฉันกลับบ้านไปอาบน้ำและหลับพักผ่อน แล้วกลับมาที่ม็อบอีกครั้งตอนเย็น ประมาณหกโมงกว่าๆ

 

มีรายงานแล้วว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วแน่นอน 1 คน ไม่ใช่จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่แยกพิชัยเมื่อเช้าที่ฉันอยู่ด้วย แต่เป็นจากเหตุสลายการชุมนุมช่วงเย็น ที่ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาและอาวุธสงครามใส่กองทัพประชาชนมือเปล่า เพียงเพื่อให้ส.ส.ที่ถูกล้อมอยู่ภายในอาคารรัฐสภา ได้ออกมาข้างนอก

 

ฉันไม่อยากจะเชื่อว่าตำรวจจะกล้าระดมยิงอาวุธไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ใส่ฝูงชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากมายมหาศาลขนาดนั้นได้ เขาทำได้ยังไงกัน???

 

ผู้เสียชีวิตคนนั้นชื่อโบ เธออายุไล่เลี่ยกันกับฉัน

 

คุณลุงก้านยาวปล่อยมือฉันแล้วไปหาโบ

 

โบ... ฉันสงสัยเหลือเกินว่า เธอเสียชีวิตไปเพื่ออะไรกัน???

 

.........................................

 

ประมาณ 1 ทุ่ม ฉันพยายามจะเดินกลับไปที่รัฐสภา กะว่าจะไปดูที่เกิดเหตุที่แยกพิชัย แต่ไม่สามารถเดินไปได้ เพราะโดนปิดทางด้วยฝูงชนขนาดมหึมาที่เดินสวนกลับมา ทุกคนมีสภาพเหมือนฉันเมื่อตอนเช้าตรู่วันนี้ เห็นแล้วบอกได้เลยว่าโดนแก๊สน้ำตามากันทั้งนั้น

 

ตำรวจกำลังระดมยิงแก๊สน้ำตาใส่ประชาชนที่กำลังเดินทัพกลับจากรัฐสภามายังบริเวณทำเนียบฯ พวกเขาแค่เดินกันมาเฉยๆ แต่พอถึงบริเวณลานพระบรมรูปฯ ตำรวจก็ระดมยิงแก๊สน้ำตาและอาวุธสงครามอื่นๆ ออกมาจากบชน. ที่จุดนี้มีคนเสียขาไปอีก 4 คน

 

ฉันยังคงสงสัยว่า พวกเขาเสียขาไปให้กับอะไรกันอีก???

 

........................................

 

วันนั้นฉันไม่ได้กลับไปที่รัฐสภา และไม่ได้เดินออกจากบริเวณทำเนียบฯ และมัฆวานฯ ไปไหนอีก

 

ฉันหาคุณลุงก้านยาวไม่เจอ!!

 

............................................

 

หลังจากนั้น ฉันได้มาเห็นภาพเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นที่แยกพิชัยในช่วงเช้าตรู่นั้น รวมถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมครั้งต่อๆ มา หลังจากเช้าวันนั้น...

 

ฉันได้แต่ร้องไห้... ร้อง ร้อง ร้อง และ ร้อง... ร้องโดยไม่ต้องมีแก๊สน้ำตา

 

ร้องให้กับสิ่งที่มนุษย์ที่เรียกตัวเองว่าตำรวจผู้รับใช้ประชาชน และผู้ผดุงสันติราษฎร์ ได้กระทำต่อเพื่อนมนุษย์พี่น้องร่วมชาติของเรา ร้องให้กับความต่ำช้าของคนเพียงกลุ่มหนึ่ง ที่เหยียบย่ำข้ามผ่านซากศพและความสูญเสียที่มากมายเกินใครจะเรียกกลับคืนได้ ไปเพียงเพื่อที่จะได้กระทำการตามวิถีทางอันชั่วร้ายต่างๆ นานา โดยไม่คำนึงถึงอะไรนอกจากผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง และร้องให้กับผู้ใช้อำนาจรัฐที่ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบธรรมตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

 

............................................

 

 

เย็นวันรุ่งขึ้นคือวันที่ 8 ต.ค. ฉันเดินไปที่จุดเกิดเหตุ บริเวณหน้าบชน. มีตำรวจประมาณ 20-30 นาย ตรึงกำลังกระจายกันอยู่หลังรั้วเหล็ก ลวดหนาม และยางรถยนต์ที่กำลังถูกทยอยนำมากองรวมกันกลางถนน เพื่อกั้นมิให้ผู้ชุมนุมรุกล้ำไปถึงยังบชน.

 

ฉันยืนอยู่กับพี่สาวที่ไปด้วยกันคนหนึ่ง และมีประชาชนคนอื่นๆ อยู่อีกประมาณ 10 กว่าคน เดินไปมาอยู่ใกล้ๆ ขณะที่เรากำลังยืนและถ่ายรูปจุดเกิดเหตุกันอยู่นั้น ก็มีเสียงตะโกนออกมาจากภายหลังกำแพงคอนกรีตของบชน.ว่า

 

“ฆ่ามัน... ฆ่ามัน!!!”

 

เราอึ้งและอึ้ง คนอื่นๆ ที่อยู่แถวนั้นที่ได้ยินก็เริ่มเดินเข้ามา และเริ่มมีปากเสียงกัน เพราะคนฝ่ายข้างเราเดือดดาล ที่ฝ่ายตำรวจช่างกล้าพูดออกมาอย่างนั้น

 

ฉันตะโกนถามไปสุดเสียงว่า ก็เมื่อวานคุณฆ่าเราไปแล้วไง แล้วคุณยังจะฆ่าอีกหรือ???

 

ไม่มีตำรวจคนไหนตอบกลับ

 

แล้วนายตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่ง ก็ปีนรั้วโผล่หน้าขึ้นมาให้พวกเราเห็น

 

เขาคือเจ้าของเสียงนั้น

 

และเขากำลังแสยะยิ้ม

 

.......................

 

ฉันเชื่อว่ายังมีตำรวจดีๆ อีกมากมาย และฉันหวังว่า คงจะมีตำรวจเลวแบบนี้และแบบอีกหลายคนที่เข้าเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าอย่างเลือดเย็น เพื่อสลายการชุมนุมในวันที่ 7 ต.ค. 51 อยู่ไม่มากนักในสังคมไทย

 

ถึงวันนี้ มีผู้เสียชีวิตที่แน่นอนแล้ว 2 ราย

 

ที่อาการสาหัส และอาจจะเสียชีวิตอีกหลายราย

 

ที่พิการอีกมากมาย และผู้บาดเจ็บจำนวนนับไม่ถ้วน

 

 

............................................

 

ฉันก็เป็นคนหนึ่งที่เติบโตมาในสังคมทุนนิยมในโลกปัจจุบัน ฉันใช้ชีวิตสบายเยี่ยงคนไทยชนชั้นกลางในประเทศอันสงบสุขนี้มาโดยตลอด แต่โชคยังดีที่ประสบการณ์ชีวิตที่ได้พานพบมานั้น ได้ลดทอนความเป็นทุนนิยมในตัวฉันลงไปบ้าง และกดกลั้นไว้ไม่ให้มันลุกโชนจนพาให้ชีวิตไร้ซึ่งความสงบสุขจนเกินไป

 

ฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ใช่เรื่องของฉัน มันเป็นเรื่องของการเมืองที่น่าเบื่อและไกลตัว และคิดแบบไร้เดียงสาว่า ฉันเป็นกลาง ฉันอยากให้โลกนี้มีสันติสุข ทุกคนไม่เข่นฆ่าด่าทอกัน ทุกคนรักกัน

 

ฉันเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่า พวกพันธมิตรมันบ้ารึเปล่า พวกคนที่ขึ้นบนเวทีมันบ้าไปแล้ว ตะโกนๆๆ ด่าๆๆ อยู่ได้ หนวกหู ไร้สาระ แกนนำพันธมิตรบางคนฉันก็ไม่ชอบถึงขั้นเกลียด น่ารำคาญจริงๆ รถติดชะมัดยาด

 

ฉันเขียนบอกเล่าเรื่องราวในครั้งนี้ แม้จะเหมือนกับเป็นการเรียกคะแนนเสียงให้ฝ่ายพันธมิตร เพราะฉันเองก็ประกาศตัวว่าวันนี้ฉันอยู่ฝ่ายพันธมิตร แต่แท้ที่จริงฉันคงไม่อาจไปชักจูงหรือไปมีอิทธิพลกับความคิดความเชื่อของใครได้ และที่สำคัญคือไม่ได้ต้องการจะทำอย่างนั้น

 

แต่ฉันเขียนถ่ายทอดเรื่องราวนี้ เพื่ออยากจะให้คนที่ยังไม่รับรู้รับร้อนกับสภาพความปั่นป่วนทางศีลธรรมมนุษย์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และอยากจะให้เพื่อนๆ ที่ยังคงแค่มองดูเรื่องนี้อยู่ห่างๆ ได้รู้ว่า มันถึงเวลาแล้วที่ท่านจะขยับเดิน

 

จะเลือกเดินไปทางไหน ก็สุดแล้วแต่หัวใจ สมอง และสองเท้าของท่านจะนำพาไป

 

มันไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องการเมืองที่ท่านคิดว่าน่าเบื่อ มันเป็นเรื่องทุกเรื่องที่ถูกกระทบไปจนสิ้น มันเป็นเรื่องของท่านนั่นแหละ เพียงแต่ท่านยังไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง

 

...............................................

 

ในสงครามที่แท้จริง... เราก็เป็นเพียงส่วนเล็กเศษเสี้ยวหนึ่งที่มีหน้าที่คือต้องเลือกข้าง

 

ในสงครามที่แท้จริง... ไม่มีพื้นที่ตรงกลางให้คุณหลบมุดหัวอยู่

 

ในสนามรบ... พื้นที่ตรงกลางที่คนที่คิดว่าตัวเองเป็นกลางยึดยืนอยู่นั้น ก็คือพื้นที่ตรงกลางระหว่างห่ากระสุนที่ถูกกระหน่ำยิงนั่นแหละ แล้วคุณยังคิดว่าจะมีชีวิตรอดอยู่ในพื้นที่อันคับแคบนั้นได้อีกหรือ???

 

 

ถึงวันนี้ เรื่องราวมันเดินทางมาไกลเกินกว่าจะอธิบายถึงจุดเริ่มต้นและรายละเอียดต่างๆ รายทางแล้ว

 

คนที่ร่วมในเหตุการณ์ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหน แท้จริงแล้วคงไม่มีใครอยากให้เรื่องเลวร้ายเหล่านี้เกิดขึ้น

 

ทุกคนอยากให้ประเทศสงบ อยากให้โลกมีสันติสุข

 

แต่สันติดังกล่าวนั้น เราปฏิเสธไม่ได้ว่าในโลกแห่งความเป็นจริงแล้ว มันต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ต้องสูญเสียไป บางอย่างที่แม้จะพยายามแค่ไหนเราก็หลบไม่ได้ และความจริงนั้นคือเราเลี่ยงไม่พ้น

 

เหล่ากษัตริย์ วีรบุรุษ วีรสตรี และบรรพบุรุษของเรา ได้เอาชีวิตและทุกสิ่งอย่างเข้าแลก เพื่อให้เรามีผืนแผ่นดินอยู่อย่างสงบสุขจนถึงทุกวันนี้ แล้วเราจะยัดเยียดให้ภาระอันหนักอึ้งที่แท้จริงควรเป็นของเราทุกคนนี้ ไปตกอยู่ในความรับผิดชอบของคนเพียงกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดหรือ??

 

เราจะปล่อยให้พวกเขาแบกสิ่งที่แท้จริงเป็นของเราอยู่อีกนานเท่าไหร่???

 

หรือจนกว่าพวกเขาเหล่านั้นจะร่างแหลกสลายไป จากน้ำมือของส่วนหนึ่งของเราเอง????

 

.................................................

 

 

สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดและการกระทำที่เล่ามานี้ของฉัน ก็ขอให้ท่านเลือกทำตามที่ท่านเลือกต่อไป ขอให้จดหมายฉบับนี้มันเป็นเพียงลมที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป อย่าให้มันมาเป็นสาเหตุให้ท่านเกิดอารมณ์ความรู้สึกใดๆ เพราะฉันไม่มีเจตนาที่จะปลุกปั่นหรือยั่วยุใดๆ ไม่ว่ากับใครก็ตาม ขอให้ท่านปล่อยมันผ่านไป อย่าได้สนใจอะไรกับลมที่ไม่มีตัวตนนี้เลย

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
ณดาว วันที่ : 13/10/2008 เวลา : 17.53 น.
http://www.oknation.net/blog/petpetpe

เดินตามทุกตัวหนังสืออย่างตื่นเต้น และมีอารมณ์ร่วม...
ความคิดเห็นที่ 3
เด็กการะเกด วันที่ : 13/10/2008 เวลา : 15.37 น.
http://www.oknation.net/blog/kara
ถ้าสิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน สิ้นกษัตริย์..เราจะยืนหยัดได้อย่างไร..

เห็นใจและเข้าใจ
เพราะเราก้ออยู่ในเหตุการณ์
เจอเหมือนที่น้องเจอ
เศร้าจนแค้น
จะทำทุกอย่างที่จะให้
พวกขายชาติสิ้นไป
ความคิดเห็นที่ 2
Nozz วันที่ : 13/10/2008 เวลา : 15.30 น.
http://www.oknation.net/blog/nozzila
http://www.oknation.net/blog/xinchaovietnam บ้านหลังนี้.....เวียดนามล้วนๆ http://www.oknation.net/blog/testblog หลังล่าสุดที่ไม่มีอะไร

ช่วยวิจารณ์หน่อยนะครับ
http://www.oknation.net/blog/nozzila/2008/10/13/entry-1
ความคิดเห็นที่ 1
คนไร้ใจ วันที่ : 13/10/2008 เวลา : 14.52 น.
http://www.oknation.net/blog/mumu

เขียนได้ดีและละเอียดมากค่ะ อ่านแล้วเข้าใจเหมือนอยู่ในเหตุการณ์
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2008 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31