พิมพ์หน้านี้
|
ตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลอาญาได้อนุมัติฝากขังนายสมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ 12 วัน ตามคำขอของเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหาที่พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคง (คมช.) ฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยภาพวาด ภาพระบายสี หรือตัวอักษร โดยการป่าวประกาศ จากการที่กลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ได้จัดกิจกรรมปาเป้าที่สนามหลวง โดยอ้างว่านายสมบัติ ใช้ใบหน้าล้อเลียน พล.อ.สพรั่ง และ พล.อ.สนธิ ในอิริยาบทที่ไม่เหมาะสม ทำให้ทั้งสองคนได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง เสียชื่อเสียง ซึ่งนายสมบัติ ยืนยันชัดว่าโกรธเคืองทั้งสองคนที่ทำรัฐประหาร ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย และไม่ขอประกันตัว เพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน 35 จังหวัดที่ถูกปกครองด้วยกฎอัยการศึก พวกเขาก็ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกัน ผ่านไป 3 วันแล้ว ยังไม่มีข่าวนี้ในสื่อกระแสหลักทุกประเภท เช้าวันที่ 3 ก.ย. ณ ห้องพบญาติ เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เขตบางเขน นายสมบัติออกมาพบญาติ เพื่อนฝูง และเพื่อนร่วมงาน ในเสื้อสีฟ้า (ชุดผู้ต้องขัง)และกางเกงยีนส์ตัวเดิมที่ใส่ตั้งแต่เข้ามา แต่ถูกตัดสั้นแค่หน้าขา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและยกมือไหว้ทักทายสมาชิกกลุ่มพลเมืองภิวัฒน์ ,คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฎิรูปสื่อ(คปส.) ,เครือข่ายเสรีภาพต่อต้านการเซ็นเซอร์ประเทศไทย (FACT) และพันธมิตรที่ใส่ วันอาทิตย์เสื้อแดง มาเยี่ยมให้กำลังใจกว่า 50 คน พร้อมดอกกุหลาบ ข้าวกล่อง และผลไม้จำนวนมาก
การอยู่ที่นี่ดีกว่าที่ผมคิดไว้ 10 เท่า คนข้างในเลี้ยงข้าวผมตลอดเลย มีกาแฟ มีขนมปัง เพียงแต่อยู่ที่นี่ไม่รู้ข่าวสารอะไรเลย ตอนนี้ก็รู้สึกคันมือมาก เพราะว่าไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์ นายสมบัติกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และยืนยันว่า จะอยู่ให้ครบผลัดของการฝากขังหรือมากกว่านั้น แล้วแต่สถานการณ์ข้างนอก(คุก) จะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า ทำไมถึงยอมถูกคุมขัง นำอิสรภาพของตัวเองมาแลกกับคดีหมิ่นประมาท ทั้งที่สามารถประกันตัวได้ มีนัยยะของการต่อสู้ทางการเมือง ความพยายามยกเลิกกฎอัยการศึกษาอย่างไร เพราะคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจวิธีการต่อสู้ลักษณะนี้? นายสมบัติ กล่าวว่า ถึงแม้จะเข้ามาอยู่ในเรือนจำเป็นเพียงแค่การจำกัดสิทธิเสรีภาพทางกายภาพเท่านั้น แต่ประชาชนอีกจำนวนมากที่ถูกจำกัดเสรีภาพ สิทธิการแสดงความคิดเห็น สิทธิทางการเมือง ด้วยกฎอัยการศึก จึงยินดีที่จะเอาตัวเองไปสื่อความหมายเพื่อกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งเวลานี้ประชาชนเองก็ถูกควบคุมทุกรูปแบบ การใช้ตัวเองเข้าไปสื่อความหมายถึงการละเมิดสิทธิเสรีภาพ ทำให้รู้ว่าการต่อสู้จะมีค่าแค่ไหนต่อสังคมภายใต้การจองจำ การได้มาอยู่ในเรือนจำผมโอเคมาก ไม่ได้ทำให้รู้สึกสับสนทางความคิดเลย แต่ก็ยังต้องระวังสุขภาพมากขึ้น ซึ่งผมก็พยายามอยู่ และรู้สึกว่าผมมีเสรีภาพในพื้นที่ที่จำกัดเสรีภาพของผม เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรต่อไป นายสมบัติกล่าวว่า จะใช้ยุทธศาสตร์พื้นที่สีแดงกับการยกเลิกกฎอัยการศึก ส่วนเรื่องคดีหมิ่นประมาทกับแกนนำคมช. เป็นแค่สีสันเท่านั้น และแม้จะถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ แต่ก็พยายามทุกวิธีให้มีการสื่อสารเรื่องนี้ออกไป เพื่อให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ควรจะมีสิทธิเสรีภาพสักที ให้สิทธิเสรีภาพประชาชนมากมาย เป็นคำทิ้งท้ายพร้อมกล่าวคำขอบคุณผู้มาให้กำลังใจ เมื่อหมดเวลาเยี่ยม แววตาของนายสมบัติดูมีความสุขกับอิสรภาพภายในเรือนจำที่เชื่อว่าจะนำไปสู่อิสรภาพของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยในอนาคต นางประทีป อึ้งทรงธรรม อาตะ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เดินทางไปร่วมให้กำลังใจในครั้งนี้ด้วย กล่าวว่า ประชาชนที่ถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพภายใต้กฎอัยการศึก และจากอำนาจต่างๆ กำลังจะทวงคืนประชาธิปไตย ซึ่งถือว่าประชาชนอย่างเราเจ็บปวดมากเมื่อนายสมบัติเข้าไปอยู่ในเรือนจำ เพราะเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีอุดมการณ์และเป็นคนดีที่มีความคิดสร้างสรรค์ เขายอมเสียสละ ความเป็นเสรีภาพของตัวเอง ทั้งเอาความสุขตัวเองเข้าแลกกับประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพของคนจำนวนมาก น่าเจ็บปวดสำหรับประเทศไทยของเรา เรากำลังทำลายคนเก่ง คนดี ซึ่งการกระทำของเขาสามารถจุดประกายให้เพื่อนร่วมอุดมการณ์ได้มีการต่อสู้อย่างมีพลังมาก
ส่วนนายกุลศักดิ์ เรืองคงเกียรติ หรือ จิ้น กรรมาชน หนึ่งพันธมิตรพลเมืองภิวัฒน์ กล่าวว่า แม้จะไม่เห้นด้วยกับการเอตตัวเองเข้าไปจองจำลักษณะนี้ แต่ก็เคารพในการตัดสินใจของนายสมบัติ เพราะอย่างน้อยการถูกจองจำนั้นถือเป็นการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ด้วยการเอาความอิสรภาพของตนเอง เป็นการต่อสู้อย่างอหิงสา แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้อาจไม่สามารถปลุกจิตสำนึกของผู้คนให้เห็นความยุติธรรมได้ ซึ่งต่อไปการต่อสู้ของประชาชนจะมีความยากลำบากขึ้น ถ้าประเทศไม่มีประชาธิปไตย โดยใช้กลไกในอำนาจรัฐ ข่มขู่ ฟ้องร้อง และทำทุกอย่างให้การต่อสู้ขาดแกนนำ เพื่อบั่นทอนกำลังใจในการต่อสู้ และให้ล้มเลิกการต่อสู้ก็เท่ากับ ดับไฟแห่งเสรีภาพ ด้านน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) วันนี้เข้าเยี่ยมแต่ไม่ได้คุยกับนายสมบัติ เพราะคนเข้าเยี่ยมจำนวนมาก สำหรับเครือข่ายคปส. จะส่งข่าวสารนี้ให้เครือข่ายคนทำงานด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ ได้รับรู้และเข้าใจกับการแสดงออกของนายสมบัติเชื่อมโยงกับสิทธิเสรีภาพ ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งกฎอัยการศึก และกฎหมายหมิ่นประมาท เมื่อถามว่าคิดอย่างไรที่สื่อกระแสหลักไม่เสนอข่าวนี้เลย น.ส.สุภิญญา กล่าวว่า ต้องทำใจเพราะใสื่อจะเสนอสิ่งที่กระแสสังคม ถ้าเรื่องการจับกุมข้อหาหมิ่นประมาทกับผู้มีอำนาจ โดยคนส่วนใหญ่ในสังคมยังเข้าข้างอยู่กับทางผู้มีอำนาจ กระแสเรื่องนี้ก็จะไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร จำเป็นต้องใช้เวลาในการสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนทิศทางกระแสสังคม |