พิมพ์หน้านี้
|
สวัสดีครับ ท่านผู้ชม-ผู้อ่านที่เคารพรักทุก ๆ ท่าน วันนี้ผมจะขออนุญาตเสนอความรู้ในเรื่องของดนตรีไทยนะครับ ตามหลักฐานงานค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ ได้เปิดเผยว่า ในสมัยโบราณชนชาติไทยได้ตั้งถิ่นฐานภูมิลำเนาอยู่ในดินแดนตอนกลางระหว่างลุ่มแม่น้ำฮวงโหและแม่น้ำแยงซี ในประเทศจีนปัจจุบัน แต่ด้วยความกดดันจากชนชาติจีน หรือด้วยความจำเป็นในการทำมาหากิน หรือทั้งสองอย่าง ชนชาวไทยจึงต้องอพยพกระจัดกระจายและถอยร่นลงมาทางใต้ และแยกย้ายกันไปโดยลำดับ (นักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ผู้หนึ่งได้เสนอหลักฐานว่า เมื่อระหว่างเวลาก่อนพุทธศักราช ๑๗๑๒ ปี ถึงก่อนพุทธศักราช ๑๖๖๒ กล่าวคือประมาณ ๔๒๑๒ ปีมาแล้ว ปรากฏว่าทางใต้ของประเทศจีนมีอาณาจักรไทย ชื่อ ฉ่องหวู่ (Tsaung-wu) ตั้งอยู่ในท้องที่ซึ่งเป็นมณฑลฮูนาน กวางตุ้ง และกวางสี บัดนี้รวมกัน และยืนยันว่าประชาชนพลเมืองแห่งอาณาจักรใต้นี้ เป็นผู้มีความสามารถในศิลปทางดนตรีอย่างเป็นที่น่าสังเกต โดยเฉพาะดนตรีของจีนในปัจจุบันนี้ได้กำเนิดมาจากอาณาจักรใต้นี้เป็นส่วนมาก แม้การค้นคว้าจะไม่แสดงผลเป็นรายการติดต่อกัน แต่ก็ปรากฏว่า ต่อมาเมื่อสมัยราว ๓๐๐๐ ปีมาแล้ว กล่าวคือ ระหว่างราวก่อน พ.ศ.๕๐๐ ถึงก่อน พ.ศ.๓๐๐ ก็ได้มีอาณาจักรไทยตั้งขึ้นในตอนใต้ของประเทศจีนหลายอาณาจักร เช่น แคว้นลุง แคว้นปา และแคว้นจก ในมณฑลเสฉวน ทั้งกษัตริย์ผู้ครองแคว้นฌ้อ ในมณฑลฮูเป ซึ่งปรากฏพระนามตามพงศาวดารจีนว่า ฌ้อปาอ๋อง ครองราชย์เมื่อ ระหว่าง พ.ศ.๓๑๐๓๔๓ นั้น นักประวัติศาสตร์บางท่านยืนยันว่าเป็นเชื้อชาติไทย) และปรากฏต่อมาว่า ชนชาติไทยและกษัตริย์ไทยได้ตั้งอาณาจักรไทยขึ้นในดินแดนของประเทศจีนตอนใต้อีกหลายแคว้น อาณาจักรไทยที่รู้จักกันดีในประวัติศาสตร์ คือ อาณาจักรน่านเจ้า นอกจากนั้น ยังมีชนชาวไทยอีกหลายพวกอพยพไปทางตะวันตก ก็ไปเป็นไทยอาหม และไทยอัสสัม ในแคว้นอัสสัม ส่วนพวกที่อพยพลงมาทางตะวันตกเฉียงใต้ ก็มาเป็นพวกไทยน้อย ในแคว้นสิบสองจุไทย และพวกไทน้อยนี้ต่อมาก็พากันแยกย้ายลงมาตั้งอาณาจักรไทยขึ้นในแหลมอินโดจีนตอนเหนืออีกหลายอาณาจักร มีโยนก หรือลานนา และลานช้าง เป็นต้น เมื่ออาณาจักรน่านเจ้าของไทยถูกรุกรานสิ้นอิสรภาพไปเมื่อ พ.ศ.๑๗๙๗ แล้ว ก็ปรากฏมีชนชาติไทยอพยพตามกันลงมาอีก จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ตลอดเวลามานั้น ชนเชื้อชาติไทย พวกที่ยังคงตั้งภูมิลำเนาอยู่ ณ ดินแดนในประเทศจีนตอนใต้ก็ดี พวกที่อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานบ้านเมืองอยู่ในถิ่นต่าง ๆ ก็ดีต่างนิยมความเป็นไทยอันเป็นสัญลักษณ์ของชาติ และมีความสัมพันธ์กัน น้อยหรือมาก ห่างไกลหรือใกล้ชิดตามสายแห่งการคมนาคมตลอดมา เช่น ปรากฏในพงศาวดารลานช้าง ส่อแสดงว่าอาณาจักรไทยเหล่านั้น มีความสัมพันธ์กันทางวัฒนธรรม มีนักดนตรีและละครฟ้อนรำบางพวก ในอาณาจักรไทยในดินแดนเดิมนั้นได้นำเอาศิลปะทางดนตรีละครฟ้อนรำติดตามลงมาเผยแพร่สั่งสอนพวกไทยด้วยกันทางใต้นี้ด้วย และในสมัยเดียวกันนั้น ชนชาวไทยพวกที่อพยพลงมาทางใต้ในแหลมอินโดจีน ก็ได้ตั้งอาณาจักรขึ้นทางใต้ เช่น สุโขทัย และอยุธยา ในปัจจุบันนี้ชนชาติไทยในแหลมอินโดจีนได้รวมเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ของตน ตั้งขึ้นเป็นประเทศเอกราช มีรัฐบาลของตนเองปกครองอยู่ ๒ ประเทศ ตั้งอยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำโขง คือ ประเทศไทย ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันตก มีกรุงเทพมหานครเป็นนครหลวง และประเทศลาว ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายหรือฝั่งตะวันออกของแม่น้ำโขง มีนครเวียงจันทน์เป็นนครหลวง ทั้งสองประเทศต่างปกครองโดยระบบเสรีประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติของแต่ละประเทศ ชนชาติไทยคงจะได้รู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตรีขึ้นเอง หรือเลียนแบบอย่างแล้วนำมาประดิษฐ์ขึ้นใช้เป็นของตนเอง มาแต่สมัยโบราณเมื่อครั้งยังตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนของตนในประเทศจีน เพราะปรากฏตามตำนานว่า ไทยเป็นผู้มีนิสัยรักการดนตรีและขับร้องมาแต่โบราณกาล ดังจะเห็นได้จากหลักฐานดังกล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ชนชาวไทยมีความสามารถในศิลปทางดนตรี ตั้งแต่สมัยอยู่ในอาณาจักรฉ่องหวู่ ซึ่งนักค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่า ดนตรีของจีนในปัจจุบันนี้ ได้กำเนิดไปจากอาณาจักรฉ่องหวู่ของไทยหลายอย่าง แต่อย่างไรก็ดีตลอดเวลาที่คนไทยกับคนจีนยังตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้ชิดติดต่อกันเช่นนั้น ก็คงจะแลกเปลี่ยนหรือเอาอย่างกันและกัน ซึ่งไทยเราเองก็คงจะรับเอาเครื่องดนตรีบางชนิดของจีนมาใช้และเอามาเป็นแบบอย่างบ้าง นอกนั้นยังมีเครื่องดนตรีอีกหลายชนิด ซึ่งเข้าใจว่า เป็นของชนชาติไทยประดิษฐ์ขึ้นใช้กันอยู่ก่อนที่จะลงมาพบวัฒนธรรมแบบอินเดีย ซึ่งแพร่หลายอยู่ในท้องที่ตอนใต้ของแหลมอินโดจีนก่อนที่ชนชาวไทยจะอพยพลงมา จะสังเกตให้เห็นว่า เครื่องดนตรีดั้งเดิมของไทย บัญญัติชื่อขึ้นเรียกตามเสียงด้วยคำโดดในภาษาไทย (ไม่มีคำควบ คำคู่ คำแผลง หรือคำต่างประเทศเข้ามาปะปน) เช่น เกราะ, กรับ, ฉาบ, ฉิ่ง, ปี่, ขลุ่ย, เพี้ยะ, ซอ, ฆ้อง และกลอง เป็นต้น ต่อมาเมื่อรู้จักประดิษฐ์เครื่องดนตรีให้ก้าวหน้าขึ้น เช่น เอาไม้มาทำอย่างกรับแต่วางเรียงไป และเอาฆ้องหลาย ๆ ใบมาทำเป็นวง จึงบัญญัติชื่อเป็นคำแผลงและคำผสมขึ้นเรียกเครื่องดนตรีเหล่านั้นว่า ระนาด ฆ้องวง ฯลฯ เครื่องดนตรีของไทยแต่เดิมดังกล่าวนั้น ส่วนใหญ่คงจะใช้สำหรับให้สัญญาณนัดหมายและกำหนดเวลา เช่น เกราะ, โกร่ง, ฆ้อง, กลอง และใช้สำหรับการสนุกสนานรื่นเริง เช่น กรับ, ฉาบ, ฉิ่ง, ปี่, ขลุ่ย, เพี้ยะ, ซอ และแคน ส่วนกฎเกณฑ์ในการรวมวงก็คงมีบ้าง แต่คงมิได้วางระเบียบไว้เป็นการแน่นอน คงจะร่วมเล่นกันตามที่จะเห็นว่าไพเราะและสุดแต่สะดวกในการปฏิบัติ ต่อมาเมื่อชนชาวไทยได้อพยพลงมาตั้งถิ่นฐานทางใต้ตลอดจนก่อตั้งอาณาจักรขึ้นในแหลมอินโดจีน และได้มาพบวัฒนธรรมแบบอินเดียหลายอย่าง โดยเฉพาะเครื่องดนตรีของอินเดีย ซึ่งชนชาติมอญเขมรรับไว้แต่ก่อน ชนชาวไทยซึ่งมีนิสัยทางดนตรีอยู่แล้ว จึงรับเอาวัฒนธรรมทางดนตรีแบบอินเดียผสมกับแบบมอญเขมร เข้ามาปะปนคลุกเคล้ากับเครื่องดนตรีเดิมของตน จึงเกิดเครื่องดนตรีชนิดใหม่ ๆ ขึ้นในวงการดนตรีไทยหลายอย่าง เช่น พีณ, สังข์, ปี่ไฉน, บัณเฑาะว์, กระจับปี่, จะเข้ และโทน ทับ เป็นต้น ดังมีระบุถึงไว้ในหนังสือไตรภูมิพระร่วงและในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย และในกฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ต่อมาเมื่อมีความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และเรานิยมศิลปะทางดนตรีและการละเล่นของเพื่อนบ้านใกล้เคียงเหล่านั้น ไทยเราจึงนำเอาเพลงขับร้องที่เรียกว่า เพลงภาษา และนำเอาทั้งเครื่องดนตรีบางอย่างของเพื่อนบ้านใกล้เคียงมาเล่นในวงดนตรีของไทยด้วย เช่น กลองแขกของชวา, กลองมลายูของมลายู, เปิงมางของมอญ, และกลองยาวของไทยใหญ่ซึ่งพม่านำมาใช้ ทั้งได้หวนกลับไปนำเอาเครื่องดนตรีของจีนมาเล่นผสมวงด้วย เช่น ขิม ม้าล่อ และกลองจีน เป็นต้น ต่อมาเมื่อเรามีความสัมพันธ์กับชาวประเทศตะวันตกและอเมริกา ก็ได้นำเอากลองฝรั่งมาใช้บรรเลงร่วมวง เช่นที่เรียกกันว่า กลอง (อเ) มริกัน ตลอดจนเครื่องดนตรีฝรั่งอื่นๆ มีไวโอลิน และออร์แกน เป็นต้น เมื่อพิจารณาตามชื่อของเครื่องดนตรีที่กล่าวมา พอจะกำหนดได้ว่าเครื่องดนตรีชนิดที่เป็นสมบัติโบราณของไทยแต่เดิมมา เราบัญญัติชื่อตามเสียงด้วยคำโดดในภาษาไทย แล้วต่อมาขนานชื่อตามรูปร่างลักษณะบ้าง ตามแบบแผนที่ใช้ประกอบการเล่นบ้าง ตามตำนานที่ได้มาจากของชาติอื่นและตามชื่อที่เรียกกันอยู่ก่อนในภาษาเดิมบ้าง ดังจะเห็นได้จากชื่อของเครื่องดนตรีบางชนิดต่อไปนี้ :- ๑. ชื่อตามเสียง เช่น โกร่ง, กรับ, ฉาบ, ฉิ่ง, ปี่, ขลุ่ย ฯลฯ ๒. ชื่อตามรูปร่างลักษณะ เช่น ซอสามสาย, จะเข้, กลองยาว, สองหน้า ฯลฯ ๓. ชื่อตามประกอบการละเล่น เช่น ฆ้องระเบง, กลองชาตรี ฯลฯ ๔. ชื่อตามตำนาน เช่น กลองแขก, ปี่ชวา, กลองมลายู, กลอง (อเ) มริกัน ฯลฯ ๕. ชื่อตามภาษาเดิม เช่น พีณ, สังข์, ปี่ไฉน, บัณเฑาะว์ ฯลฯ ปล. ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับดนตรีไทยยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับ โอกาสหน้าผมจะมาลงให้ท่านได้รับทราบกันอีกครั้ง ขอบคุณมากครับ |