พิมพ์หน้านี้
|
หลายๆ ครั้งที่ฉันนั่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ โดยปล่อยให้ปากกาและสมุดไดอารี่ต้องคอยเก้อ เพราะฉันไม่สามารถปลดปล่อยตัวหนังสือเพื่อเก็บกักมันไว้บนหน้ากระดาษตรงหน้าได้ ทั้งๆ ที่มันล้นเอ่อจ่อที่ปลายนิ้วแล้ว แต่ยังขาดซึ่งเรี่ยวแรงและพลังขับเคลื่อนเขยื้อนขยับนิ้ว ที่พร้อมจะทำหน้าที่ละเลง
เรื่องราวต่าง ๆ ที่อยากถ่ายทอดสด จึงจำต้องหยุดคว้าง จอดขวางทางจราจรของการบันทึก สมุดไดอารี่วางเรียงรายเต็มชั้นวางหนังสือ จึงถูกอัดแน่นไปด้วยความว่างเปล่าอยู่ภายใน ความทรงจำที่อยากบันทึกจึงถูกเก็บเบียดเสียดอยู่ในสมองที่รกรุงรัง
อาจเป็นเพราะฉันชอบที่จะสุขและเศร้าอยู่ในความคำนึงผู้เดียว มากกว่าที่จะต้อง(เรียก)ใช้สมาธิ(ที่ไม่เต็มใจนัก)เพื่ออ่านรำลึกถึงสิ่งที่ผ่านมา สมุดที่วางแบอยู่ตรงหน้าจึงกลายเป็นบุคคลที่สาม ที่เข้ามาผิดเวลา และเป็นส่วนเกินที่ฉันยังไม่พร้อมจะแบ่งปันเรื่องราวได้ในทันที จะว่าไป... แม้แต่กับสมุดไดอารี่ ฉันก็ยังต้องการเวลาเพื่อปรับความเข้าใจต่อกันเสียก่อนที่จะฝากเรื่องราวไว้ด้วย
แต่ในห้วงความรู้สึกพิเศษบางครั้งฉันก็อยากฝากตัวหนังสือแบบเร่งด่วน อยากแช่แข็งความหอมหวานหรือความทรมานที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ต้องการให้ต้นฉบับความรู้สึกเดิมถูกกาลเวลาแทะโลม กัดกิน จนเกิดรอยแหว่งเว้า ทำให้ถ้อยคำต้องถูกบิดเบือนไป อย่างน่าเสียดาย แต่ทว่าฉันกำลังรอ เจ้านั่น อยู่ต่างหากล่ะ ในความเงียบงัน ว้าเหว่ ช่วงโพล้เพล้ของความวุ่นวาย บางสิ่งกำลังเยื้องกายอย่างเงียบๆ
มันคือ ความเหงา...
ในช่วงอารมณ์ที่ว่างเปล่า มันคือแขกสำคัญที่ฉันรอคอยเข้ามาเยี่ยมเยียนอย่างมีไมตรี และทันทีที่มันมาถึง ฉันจึงสามารถไล่จับตัวอักษรระเกะระกะ ที่แอบซ่อนอยู่ได้อย่างแม่นยำ ตัวหนังสือคุยกันอย่างสนุกสนานผ่านปลายปากกาที่โลดเต้นพลิ้วไหวภายใต้การบังคับ ของฉันที่ถูกปลดปล่อย แผ่นกระดาษถูกแปดเปื้อนด้วยน้ำหมึกที่ถูกความรู้สึกครอบงำ หน้าแล้วหน้าเล่า
และสมุดไดอารี่กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เพราะได้ เจ้านั่นของฉัน ทำหน้าที่ขับไล่ความว่างเปล่าออกไปอย่างไม่ไยดี
|