|

"วันนี้เราทำข้าวเหนียวทุเรียนกินด้วยล่ะ กลิ่นหอมฉุยเลย" เสียงบอกเล่าจากโทรศัพท์มือถือทำเอาฉันน้ำลายสอทันที เพราะนั่นคือเมนูโปรดของฉัน "ข้าวเหนียวสุกกำลังดีเลย ใช้หม้อหุงข้าวหุงนะ ใส่น้ำปริ่มข้าวนิดเดียวก็พอ เคยทำป่ะ"
โหย อย่ามาถามเลย เรื่องในครัว เป็นเรื่องที่ฉันหันหลังให้ตลอด อิจฉาเพื่อนพอสมควรที่สามารถทำทั้งกับข้าวและขนมเอง นี่ขนาดเพื่อนเป็นผู้ชายยังเรียนรู้งานที่น่าจะเป็นของผู้หญิง แต่จะว่าไป เชฟ หรือ กุ๊ก เก่งๆ มักจะเป็น ผู้ชาย ดังนั้นความผิดของฉันจึงเบาบางลงทันที จำได้ว่า ตอนเรียนประถม คุณครูให้มีการฝึกทำขนมในวิชา คหกรรม มันรักนก เป็นขนมที่ฉันเลือกเรียนเพราะค่อนข้างง่าย เพียงแค่มี มัน และน้ำตาลปีบสักก้อนเล็ก ๆ หั่นมันเป็นเส้นเล็ก ๆ เตรียมน้ำมันในกระทะ เดือดได้ที่ ก็ใส่มันลงไป พอมันออกสีเหลืองทอง ก็หยอดน้ำตาลปีบไปสักปลายนิ้ว แค่นี้ก็ได้ขนมมาแล้ว หลังจากนั้น ที่บ้านฉันจึงมี มันรักนก เป็นอาหารว่าง เกือบทุกวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ตอนนั้นฉันรู้แต่ว่า ฉันคงต้องเป็นแม่ค้าขนมที่โลกต้องจารึก ความฝัน(เฟื่อง)ของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งประกายเจิดจ้า ท้าอนาคตอย่างน่ากลัว จากนั้นไม่นานในวิชาเดียวกัน เป็นการเย็บปักถักร้อย ฉันยังจำไม่เคยลืม คุณครู ให้เลือกซ่อมแซมเสื้อผ้าเพื่อเป็นการสอบภาคปฏิบัติ เพื่อนฉันเกือบทุกคน เลือก เย็บซ่อมกระดุมที่หลุด เพราะค่อนข้างง่ายและสามารถทำให้สอบผ่านได้อย่างแน่นอน มีเพียงฉันคนเดียวที่เลือก การเย็บสอยชายกระโปรง ที่หลุดลุ่ย ซึ่งนั่นเปรียบเหมือนการเลือกท่ายากที่สุดของงานฝีมือ และมีเพียงฉันคนเดียวที่ได้คะแนนเต็มโดยมติเอกฉันท์ ไม่มีการเขวี้ยงเหรียญ หรือโดดถีบหน้าผู้ตัดสินแต่อย่างใด และตอนนั้นความฝันของฉันจึงเปลี่ยนไปเป็น ดีไซเนอร์ก้องโลก ทันที ความฝันของฉันยังไม่หยุดยั้ง เมื่อชีวิตของฉันยังไม่หยุดนิ่ง วันหนึ่งคุณลุงให้ดินสอกดเป็นของขวัญวันเปิดเทอม มันเป็นนวัตกรรมที่สุดยอดในสมัยเด็กของฉัน ฉันทะนุถนอม ใช้งานอย่างระมัดระวัง ไปไหนมาไหนในโรงเรียนจะถือมันตลอดให้เพื่อนๆ อิจฉาเล่น แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เจ้าดินสอกดเกิดขัดข้อง ไส้ดินสอติดค้างอยุ่ในหลอด ฉันจำเป็นต้องแกะชิ้นส่วน และซ่อมแซมด้วยความหวงแหนและโหยหา และเมื่อประกอบเข้าที่ ดินสอใช้งานได้ปกติ ครั้งนั้น มันอาจจะดูบ้าบิ่นสำหรับความฝันฉันสักหน่อย แต่ฉัน(ในตอนนั้น)ก็แค่คนที่มีสิทธิ์ฝัน ฉันเห็นตัวเองเป็นวิศวกรในองค์การนาซ่าที่โด่งดัง แต่ขอโทษนะ ฉันเติบโตมากับความจริงเท่านั้น "สวัสดีค่ะ" ฉันกรอกเสียงหวานใส่โทรศัพท์ เมื่อรู้ว่าสายที่รออยู่เป็นลูกค้ารายใหญ่ "นี่คุณซอ ช้อนที่คุณส่งเข้ามาจำนวนขาดในถุงอีกแล้ว" ฉันทำงานเป็นเสมียนดูแลงานแทนเจ้านายให้เกือบทุกอย่าง เสียงร้องสุข หรือร้องทุกข์ของลูกค้าจึงเป็นเรือ่งที่ต้องพบเจอทุกวัน การตอบโต้ของฉันจึงสร้างความนิยม น่าตา และเป็นกำไรหรือขาดทุนให้กับบริษัทได้ "พี่แจ้งจำนวนมาก็ได้ค่ะ เด๋วหนูชดเชยให้ตามนั้นเลย" ฉันไม่คัดค้านหรือปฏิเสธ แต่รีบแก้ไขให้เลยทันที เพราะลูกค้าเจ้านี้มียอดซื้อเยอะ ยอมเสียนิดหน่อยดีกว่าเสียความรู้สึกต่อกัน "พี่ไม่ยอมนะ เธอโกงฉันมากี่ครั้งแล้วเนี่ย นี่ถ้าฉันไม่เช็คยอดก็ไม่รู้ว่าของส่งขาด" โกง คำนี้แรงนะ ลูกค้าชักจะมากไปแล้ว ไร้มารยาทและดูถูกบริษัทฉันอย่างมาก ฉันยังนิ่งไม่ตอบใดๆ เพราะกลัวว่า จะตอบโต้รุนแรงจนทำให้ลูกค้าโกรธได้ ฉันยังยึดถือผลประโยชน์ของบริษัทนำหน้าอารมณ์ของตัวเอง "เธอต้องส่งชดเชยย้อนหลังมาให้เผื่อด้วยเลย เอายอดทั้งปีเลยนะ ฉันถือว่ายอดที่ฉันไม่ได้ตรวจเช็คนั้นคือยอดขาดด้วย"
ดูเหมือนอาการนิ่งของฉันจะทำให้ลูกค้าเหิมเกริม เอาเปรียบบริษัทฉันอย่างน่าเกลียด นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งจากลูกค้าอีกเป็นร้อยๆ ที่มาบรรเลงความโกรธ ความเกลียดให้กับฉัน ฉันต้องใช้ความอดทนอย่างสิ้นเปลืองมาตลอด บางรายฉันก็แก้ปัญหาได้ บางรายก็ต้องยอมแตกหัก นึกย้อนถึงความหอมหวานจากวัยฝันในตอนเด็กแล้วก็อดขำไม่ได้ที่มันช่างแตกต่างกับความเป็นจริงกันเหลือเกิน ความยุ่งยาก ยุ่งเหยิง ในทุกจังหวะการก้าวเดินของชีวิตทำให้ฉันไม่คิดจะฝันอะไร เพียงแต่เดินอยู่ในโลกของความจริงอย่างแข็งแกร่ง ต่อสู้กับความจริงอย่างรู้ทันแค่นี้ก็เหนื่อยพอแล้ว ลูกค้ากำลังรอการตัดสินใจจากฉันอยู่ และฉันก็ตอบเธอโดยให้เธอรู้ว่า ความฝันกับความจริงต่างกันอย่างไร
"เราให้ขนาดนั้นไม่ได้หรอกค่ะ และ เราจะชดเชยคุณจากยอดปัจจุบันที่ขาดจำนวนเท่านั้น"
|