พิมพ์หน้านี้
|
ดั่งตำนานแห่งชีวิต (ภาคสาม) ผมจองตั๋วรถไฟชั้นสองจากกรุงเทพปลายทางเชียงใหม่เที่ยวทุ่มครึ่ง แต่ออกเดินทางจากบ้านช่วงสี่โมงเย็น ตั้งใจจะนั่งเล่นเรื่อยๆ ระหว่างรอขบวนรถที่สถานีรถไฟ สถานีสามเสนคือ สถานีที่ใกล้ที่สุด ระหว่างเดินทางไป ฝนเดือนตุลาคมตกลงมาตลอดทาง จนมาถึงที่สถานีสามเสน ฝนก็ยังไม่สร่างซา ซ้ำจะหนักขึ้นเสียอีก มีที่ว่างหลายที่ ณ ชานชาลาของสถานีในวันนั้น คงด้วยไม่ใช่วันหยุด ไม่ใช่ช่วงเทศกาล ผมจึงรู้สึกผ่อนคลายกับความโล่งตาที่สัมผัส นั่งเหม่อมองทางรถไฟ รางเหล็กที่เห็นมันช่างทอดยาวไกลจริงๆ แต่คงไม่ไกลเท่ากับจุดหมายปลายทางแห่งชีวิตของผม ขณะนั้น ผมแทบไม่รู้เลยจริงๆ ว่าชีวิตตัวเองต้องการอะไร ความมั่นคงน่ะเหรอ มันตายจากไปพร้อมกับการแปรเปลี่ยนของชมพู่นานแล้ว ผมยังลืมเธอไม่ได้ บางทีการที่ผมตัดสินใจเดินทางไกลครั้งนี้ อาจเป็นเพราะ ผมต้องการจะลืมชมพู่ให้สิ้นใจ แต่ผมจะทำได้อย่างไร เมื่อเธอยังชัดเจนเหลือเกินในสำนึก ผมพยายามบอกตัวเองว่า สักวัน เธอก็จะค่อยๆ เลือนหายไป ตามวันเวลาที่เลยผ่าน แต่จะวันไหนเล่า จะนานเพียงใด กว่าที่เธอจะเลือนหายไปจากความทรงจำ ชมพู่ ผมยังคงคิดถึงเธอเสมอ สายฝนเริ่มสร่างซาไปบ้างแล้ว เมื่อผมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู หนึ่งทุ่มตรง เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ กับความคิดของผมที่เลื่อนไหล อีกครึ่งชั่วโมง การเดินทางก็จะเริ่มต้น ผมไม่เคยไปเชียงใหม่ เคยเห็นแต่ในหนังสือท่องเที่ยว รู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ไม่รู้ตัวเองจะเจอะเจอกับอะไรบ้าง สถานที่ ผู้คน เหตุการณ์ ผมคาดเดาไปเรื่อย จนสิ่งหนึ่งเข้ามาหยุดความคิดที่กำลังดำเนินไป ชายหนุ่มสองคนที่ยืนอยู่ตรงชานชาลาเบื้องหน้า พร้อมกีตาร์คนละตัว กับเด็กสาวที่ถือไวโอลิน พวกเขาสามคนยืนนิ่งสักพัก แล้วเสียงดนตรีก็เริ่มบรรเลง เสียงโหยหวนของไวโอลินที่เด็กสาวคนนั้นสี ทำเอาผมแน่นิ่งไม่ไหวติง ผสมผสานกับเสียงกีตาร์ของสองหนุ่มที่เล่นเข้าจังหวะกัน ได้ดีและลงตัว ผมอยากจะหยุดเวลาเอาไว้ตรงนั้นจริงๆ ภาวนาให้รถขบวนที่รอมาช้ากว่ากำหนด ผมจะฟังดนตรีสดๆ ดนตรีที่เป็นดนตรีจริงๆ ทุกวันนี้เพลงที่พวกเขาเล่นยังก้องในหัวผมไม่คลาย บทเพลงของคาราวาน หนุ่มพเนจร ราวกับพวกเขาจะมาเล่นเพื่อต้อนรับการเดินทางของผม มันช่างบังเอิญเสียจริง ผมนิ่งมองพวกเขา ฟังพวกเขา หลายเพลงทีเดียว จนขบวนรถที่รอเข้าเทียบชานชาลา ผมสะพายเป้ เดินตรงไปที่พวกเขา วางธนบัตรหนึ่งร้อยบาทใส่ในกล่องไวโอลินที่วางตรงปลายเท้าเด็กสาว ยิ้มให้เธอ แล้วก้าวขึ้นรถจากไป การเดินทางเริ่มต้นแล้ว เช้าแรกใต้ฟากฟ้าเวียงพิงค์ ผมเดินลงจากรถไฟที่เข้าเทียบชานชาลาสถานีเชียงใหม่ตอนหกนาฬิกา ผู้คนหลากหลายต่างทยอยเดินกันมา ฝรั่งหญิงชายคู่หนึ่งเดินผ่านผมไป กระเป๋าเป้ที่ทั้งสองสะพายไว้ด้านหลัง มันใหญ่พอที่จะทับผมให้แน่นิ่งได้ ผมมองดูด้วยรอยยิ้ม ชาวต่างชาติที่นี่คงจะเยอะไม่เบา เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยว ผม ก้าวเดินเรื่อยๆ จนออกมานอกสถานี มิตรสหายที่บอกจะมารับไม่เห็นวี่แวว ผมเริ่มกังวล แต่สักพัก ก็มองเห็นมอเตอร์ไซค์คันหนึ่งแล่นเข้ามา คนขับขี่ยิ้มจนแทบจะเห็นฟันทุกซี่ ผมเอ่ยทัก เมื่อเขามาหยุดอยู่ตรงหน้า ไอ้ยาว กูนึกว่าจะปล่อยกูทิ้งซะแล้วนะมึง ผมว่ายิ้มๆ ใครจะทิ้งมึงได้ลงวะ คนอย่างกูไม่เคยทิ้งเพื่อนเว้ย ไป ขึ้นรถ ยาวว่าเสร็จ ผมก็ก้าวขึ้นนั่งซ้อน มองดูภาพเมืองเชียงใหม่ไปตลอดทาง เหมือนดวงใจกำลังโบยบิน ทุกอย่างแปลกใหม่ต่อสายตาและความรู้สึกของผมเหลือเกินในขณะนั้น ผมคงลืมทุกสิ่งอย่างที่ผ่านไปแล้วได้ ผมคิด แม้มันจะไม่อาจเป็นไปได้ก็ตาม หวัดดีครับพี่ปู สบายดีนะ ผมเอ่ยทักทายพี่ชายเพื่อนที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องพัก เมื่อไปถึง เอ้อ เป็นไงหนุ่มน้อย ไม่เจอกันนานเลย พี่ปูว่าอย่างคุ้นเคย ก่อนจะยื่นขวดน้ำให้ ไป เอาของไปเก็บก่อน แล้วค่อยสนทนา ยาวบอกผม แล้วเดินนำหน้าเข้าห้องไป เจ้ายาวกับพี่ชายของเขาพี่ปู มาอยู่เชียงใหม่ได้เกือบปีแล้ว ก่อนที่จะชวนผมไปหา ทั้งสองมาขายอาหารในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ด้วยเพราะคนรักของพี่ปูเป็นคนท้องถิ่นที่นี่ พี่ปูตกงานเลยมาเซ้งร้านอาหารในมหาวิทยาลัย เจ้ายาวเองก็ว่างงานจึงมาช่วยกันสองคน ทั้งสองเช่าห้องพักอยู่แถวๆ ถนนเชียงใหม่สันทราย ผมชอบห้องพักของเขา เป็นห้องริมสุด จึงมีประตูด้านหลัง มีพื้นที่ว่าง มองออกไป เห็นยอดดอยสุเทพ ผมจึงยึดทำเลตรงนั้นเป็นที่นั่งเล่นประจำ เหม่อมองดูยอดดอยสุเทพ เพลินตาแทบทุกวัน ไงหนุ่ม เป็นไงบ้าง เชียงใหม่ สองวันยังไม่เบื่อนะ พี่ปูเดินเข้ามาเอ่ยทักแล้วนั่งลงใกล้ๆ กัน ก็ดีพี่ ว่าจะออกไปเที่ยวเหมือนกัน แต่เอาไว้ก่อน ผมบอก อือ จริงสิ เพิ่งมาถึงนี่ ยังไม่ได้ไปไหนเลย งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ไปกัน พี่ปูว่า พลางหันไปทางรถตู้โฟล์คสวาเกนที่จอดนิ่ง ดวงไฟกลมๆ หน้ารถ เหมือนดวงตาของคนแก่ที่นั่งมองดูเด็กๆ เล่นกัน ผมรู้สึกเหมือนมันกำลังยิ้ม ดูท่าจะจอดอยู่นานทีเดียว ชีวิตประจำวันของเราสามคนส่วนใหญ่อยู่ภายในรั้วมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ออกเดินทางตั้งแต่ตีห้า ด้วยเจ้ารถตู้โฟล์คสวาเกน พาหนะที่เริ่มจะคุ้นชินกับผมขึ้นทุกวันๆ เราขายอาหารในโรงอาหารใต้อาคารหอพักหญิง หอสอง อยู่ด้านหน้าคณะมนุษยศาสตร์ เจ้ายาวดูท่าทางจะคุ้นเคยกับพ่อค้าแม่ค้ามากกว่าผู้เป็นพี่ชายที่ดูขรึมๆ พูดน้อย ส่วนผม เพิ่งมาใหม่ ยังนิ่งๆ และช่วยเพื่อนทำงานไปเรื่อยๆ ที่ชื่นใจก็ตรงมีนักศึกษาสาวๆ มายิ้มให้ เวลาผมสลับหน้าที่กับเจ้ายาวมาเป็นคนขาย ยิ่งเห็นพวกเธอ ผมก็ยิ่งคิดถึงชมพู่ ผมคิดถึงรอยยิ้มของเธอ ดวงตาที่เหมือนโลกทั้งใบจะอยู่ในนั้นได้ ผมคิดถึงเธอจับใจมากกว่าครั้งผ่านๆ มา มองดูโทรศัพท์มือถือตัวเอง ผมลบเบอร์เธอไปแล้ว แต่ในหัวผมนี่สิ มันกลับยังจำแม่นไม่ลืม และที่สุดผมก็ตัดสินใจโทรไปหาเธออีกครั้ง เกือบปีแล้วที่ผมไม่ได้คุยกับเธอเลย นับจากที่เธอบอกว่า เธอไม่คิดอะไรกับผมอีกแล้ว หวัดดีชมพู่ ผมเอ่ยตามสาย หนุ่ม เสียงแรกแห่งเธอเอ่ย เป็นไงบ้าง ทำอะไรอยู่ เปลี่ยนเบอร์แล้วเหรอ ทำไมไม่บอกกันบ้างเลยล่ะ เธอเอ่ย น้ำเสียงบ่งบอกถึงความรู้สึกห่วงใย ผมแทบไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ ว่า ความสัมพันธ์ของเราจบลงแล้ว ผมเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อลืม ลืมทุกอย่างที่เคยผ่านพบ แล้วทำไมผมจึงต้องโทรไปหาเธอ ผมไม่เข้าใจการกระทำของตัวเองเลยจริงๆ แต่ผมก็ยังรู้สึกดีใจที่เธอยังเป็นห่วงเป็นใยในตัวผม เราคุยกันได้สักพัก ผมก็ขอตัววางสาย และเสียงสุดท้ายแห่งเธอ เสียงแห่งเธอที่ผมยังจำได้จนทุกวันนี้ เสียงสุดท้ายก่อนที่เธอจะวางสายไป พู่ขอโทษนะ พู่ผิดเอง เรายังเป็นเพื่อนกันได้นะหนุ่ม พู่ยังคิดถึงหนุ่มเสมอนะ และนับจากวันนั้น ชมพู่ก็หายไปจากชีวิตผมในโลกแห่งความเป็นจริง แต่กลายเป็นภาพทรงจำไปตลอดกาล
ทุกวันหลังเลิกขายอาหาร เมื่อกลับมาถึงที่พัก เจ้ายาวมักจะชวนผมไปขี่รถเล่นเสมอ มอเตอร์ไซค์ฮอนด้าเทน่าสีเขียว ที่เสียงท่อดังอย่างกับเสียงฮาร์เล่ย์ คือพาหนะคู่ใจสำหรับการท่องเที่ยวของเรา มันพาผมไปแทบจะทุกซอกทุกมุมของเมืองเชียงใหม่ ตัวเมืองก็ไม่ได้กว้างใหญ่อย่างที่ผมคิด ร้านอาหาร ร้านเหล้า แทบจะครอบครองถนนทุกเส้นในเมือง ตระเวนขี่เข้าซอยนั้นออกซอยนี้ จนผมเบื่อและบอกให้เพื่อนหาที่นั่งดื่มกัน ผมได้ยินเสียงมันบอก ได้เลยเพื่อน แล้วก็เร่งรถเร็วขึ้นจนผมต้องกอดเอวมันไว้แน่น เจ้ายาวพาผมมาจอดที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากที่พักนัก จริงๆ แล้วจะเรียกว่าร้านก็ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะมันเป็นเพียงซุ้มไม้ ที่มีโต๊ะและเก้าอี้วางอยู่ด้านหน้าไม่กี่ตัว ตั้งอยู่ริมฟุตบาทข้างถนน คนขายเป็นหญิงสาว ผิวขาวอย่างคนเหนือ พูดคำเมืองนิ่มๆ ช้าๆ น่ารักทีเดียว เค้าเรียกร้านเหล้าตองเว้ย เจ้ายาวว่า นี่ร้านน้องแดง ขวัญใจกู แล้วพาผมนั่งลง คืออะไรวะเหล้าตอง ผมถาม ก็เหล้าแบ่งขายไงล่ะเจ้า ตองก็คือแบ่งน่ะเจ้า เสียงแม้ค้าคนสวยเอ่ยกับผม รอยยิ้มเธอช่างมีไมตรีจริงๆ ผมรู้สึกเช่นนั้น เหมือนเดิมจ้ะน้องแดง เจ้ายาวหันไปบอกแม่ค้าสาว เธอรับคำแล้วเข้าไปในซุ้มที่เห็นมีขวดเหล้าหลายชนิดวางอยู่ตรงเคาน์เตอร์ของซุ้ม ก่อนจะออกมาพร้อมของที่เจ้ายาวสั่ง ได้แล้วเจ้า เธอว่า วางของลงบนโต๊ะ ยิ้มให้ ก่อนจะเดินกลับไปที่เดิม นี่ เชี่ยงชุนใส่น้ำแข็ง อร่อยกว่าชีวาสอีกนะมึง แก้วละ 7 บาท อืม กูก็เพิ่งเคยเห็นที่นี่แหละ ว่าเค้าแบ่งเหล้าขายกัน ก็ดี ผมว่าเสร็จยกแก้วเป๊กที่มีน้ำสีดำๆ ของเหล้าเชียงชุนขึ้นดื่ม ผมจินตนาการว่าตัวเองกำลังดื่มไวน์ชั้นเลิศ ได้ผล เหล้าไหลลื่นผ่านลำคอ คืนนั้น ผมถองเชี่ยงชุนไปสิบกว่าแก้ว ถ้าซื้อทั้งขวดก็คงได้ และจากวันนั้น ผมก็กลายเป็นส่วนหนึ่งแห่งร้านเหล้าตองของน้องแดงไปในทันที หากวันไหนไม่ไปคงกลับบ้านกันไม่ถูก คืนหนึ่งหลังจากเล่นเชียงชุนไปห้าหกแก้ว เจ้ายาวมองหน้าผม ด้วยดวงตาเซื่องๆ มันเมาหนักกว่าผมแน่ๆ ผมจ้องดวงตาแดงกล่ำของมัน แล้วว่า ทำไมไอ้ยาว กูรู้นะมึงจะชวนกูไปต่อที่อื่น เออ มึงนี่รู้ทัน เอ๊ย รู้จายจริงๆ เจ้ายาวว่า แล้วควักเงินจ่ายค่าเหล้า ก่อนจะพาผมควบเจ้ารถคู่ฬจเข้าไปในตัวเมือง ผมซ้อนโดยไม่ได้สนใจว่าเพื่อนจะพาไปไหน และมาจอดที่ร้านเหล้าแห่งหนึ่ง กระจกหน้าร้านมืดดำสนิท ราวกับร้านปิด แต่สักพักมีฝรั่งเดินออกมา เจ้ายาวพาผมเข้าไป แทบทุกโต๊ะ ไม่มีคนไทยเลยสักคน ผมเริ่มรู้สึกไม่ดี เจ้ายาวพาผมไปนั่งตรงที่ว่างข้างๆ ประตูทางเข้า สักพักคนมาต้อนรับ เป็นชายวัยรุ่น อายุคงไม่น่าจะเกินยี่สิบ หวัดดีพี่ รับอะไรดีครับ เบียร์ เจ้ายาวว่า ทำเสียงใหญ่ ผมนึกขำท่าทางของมัน แต่ไม่ได้ว่าอะไร มองไปรอบๆ ร้าน เห็นฝรั่งสาวคนหนึ่งเดินออกนอกประตูไป สักพักก็กลับเข้ามา เธอมองผม ผมยิ้มให้ ฤทธิ์เบียร์ที่ผสมกับเชี่ยงชุนออกอาการเสียแล้ว และหัวใจผมก็เต้นถี่ขึ้น เมื่อหล่อนเดินเข้ามานั่งข้างๆ ผม และเอ่ยทักเป็นภาษาอังกฤษ ไฮ แอม ซาช่า เธอว่า ผมยิ้มอย่างเดียว เจ้ายาวมองผมยักคิ้วให้ แล้วลุกเดินออกไปนอกร้านพร้อมแก้วเบียร์ในมือ ผมมองตาม ก่อนจะหันมาหาซาช่า แล้วเอ่ย แอม หนุ่ม นุม อืม เธอเรียกชื่อผมด้วยสำเนียงแปร่งๆ รอยยิ้มน่ารัก เป็นหญิงสาวฝรั่งที่หน้าตาดีทีเดียว ผมกระหยิ่มในใจ คงมีลุ้น แล้วชวนเธอคุยต่อด้วยภาษอังกฤษที่กระท่อนกระแท่น แต่แปลกที่เรากลับสื่อสารกันได้อย่างเข้าใจ เธอบอกเธอเป็นจิตรกร เป็นลูกครึ่งสเปนออสเตรเลีย มาเที่ยวเมืองไทยครั้งแรก และกำลังจะเดินทางไปสเปน ผมพบศิปินสาวเข้าให้แล้ว นึกถึงนยายโรแมนติค ที่พระเอกนางเอกเกิดรักกันในแรกเจอ แบบที่เรียกว่า รักแรกพบ หรือ at first sight ทำนองนั้น ผมคิดว่าบางทีผมอาจจะโชคดี ผมคุยกับซาช่าเสียเพลินจนลืมเจ้ายาว แต่เมื่อเพื่อนกลับเข้ามา สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป ซาช่าขอตัว เจ้ายาวนั่งลง มองหน้าผมด้วยดวงตาที่เซื่องหนักกว่าเดิม ไปไหนมาวะ ผมถาม แม่ง ไอ้พวกนี้ สั่งเบียร์มาอีกสิ เจ้ายาวว่า ผมเริ่มรู้สึกไม่ดี ไม่ดีกว่า กลับเหอะ กูว่ามึงเมามากแล้ว ผมบอก และไม่รอคำตอบ เรียกบริกรมาเก็บตังค์ แปลกไม่มีใครเดินมาสักคน จนมีคนหนึ่งเดินผ่าน ผมเรียกเขาอีก เด็กหนุ่มคนนั้นบอก ไม่คิดตังค์ แต่ด้วยทีท่าที่ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เท่านั้น ผมก็ไม่อยากคาดเดาอะไรอีก ลากตัวเพื่อนออกมา ขับรถเอง เจ้ายาวซ้อน แต่พอขับไปได้สักพักเพื่อนก็บอกให้จอด กูปวดเยี่ยว มันว่า แล้วเดินไปบนฟุตบาท เสาไฟฟ้าตรงนั้นคือเป้าหมายของเขา ถามจริงๆ เหอะ มึงออกไปคุยอะไรกับใครวะ ผมว่าขณะดับเครื่องรถ เจ้ายาวนั่งลงกับฟุตบาท ควักบุหรี่มาจุดสูบแล้วว่า กูบอกมันว่ากูเป็นตำรวจ มาสืบข่าวเรื่องยาเสพติด อือ ดีนี่มึง เข้าใจเล่นนะ ผมว่า แล้วมันเชื่อเรอะ เชื่อไม่เชื่อมันก็ไม่เก็บตังค์มึง เจ้ายาวว่า เออดี คราวหลังถ้ามึงมามุขนี้อีกกูไม่เอาด้วยแน่ กลับเหอะ ผมว่า เตียมติดเครื่อง ยังก่อน หาเบียร์กินก่อนสักขวดสิ เจ้ายาวเริ่มก่อกวนผม เฮ้ยพอแล้ว กลับ ผมยืนยัน ระหว่างนั้น มีผู้หญิงสองคนเดินผ่านมา การแต่งตัวบ่งบอกให้รู้ทันทีว่า สองสาวนี่คงมีอาชีพพิเศษ เจ้ายาวลุกไปคุยด้วยทันที พวกเธอทั้งสองมองมายังผม แต่ด้วยสีหน้าหงุดหงิดของผม พวกเธอจึงหันกลับไปหาเจ้ายาว มึงไม่กลับกูกลับ ผมว่า แล้วเดินจากมา ทิ้งรถเพื่อนไว้ เดินด้วยอารมณ์อันฉุนเฉียว ผมยังใหม่ต่อที่นี่ เส้นทางถนนก็ยังไม่คุ้นเคยนัก มีแต่เพื่อนพามา และแล้วผมก็หลงทาง หันหลังเดินกลับ หวังจะเจอเพื่อน แต่ถนนที่เดินมันก็กลับแปลกตาไปอีกอย่าง ผมคิดได้อย่างเดียวตอนนั้น ต้องเดินออกไปหาถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ให้ได้ เพราะนั่นเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำผมกลับที่พักได้ ผมเดินตรงไป ตรงไป ดวงใจกังวล หวาดหวั่น นี่ถ้าหาทางออกไม่ได้จะทำยังไง แต่เหมือนโชคเข้าข้าง เมื่อผมเดินเข้าถนนอีกเส้น ก็มองเห็นไฮเวย์ และเมื่อเดินมาถึง ก็เหลืออีกปัญหาคือ ผมต้องเดินเลียบถนนไปเรื่อยๆ ต้องข้ามช่วงสะพานข้ามแม่น้ำปิง และข้ามแยกศาลเด็ก ระยะทางไกลโขทีเดียวกว่าจะใกล้ที่พัก แต่นั่นคือทางเดียว เพราะตอนนั้น ผมลืมไปว่า กระเป๋าตังค์อยู่ที่หอพัก ไม่ได้เอามาด้วย ผมเดิน เดิน เดิน แทบอยากร้องไห้ เป็นการเดินที่ไกลที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ และกว่าจะกลับถึงที่พัก ก็ปาเข้าไปตีห้า ผมล้มตัวนอน มองไม่เห็นเจ้ายาว มันยังไม่มาถึง แต่สักพัก เสียงมอเตอร์ไซค์ก็ดังให้ได้ยิน ผมแกล้งหลับ เพื่อนเดินเข้ามาหา ได้ยินมันพูด โทษทีนะเพื่อน กูขอโทษ กูขี่รถหามึงทั้งคืนเลย ดีแล้วที่เห็นมึงที่นี่ สิ้นเสียง ก็เห็นมันล้มตัวนอนหลับในทันที ผมกับเจ้ายาวไม่ได้คุยกันเรื่องคืนนั้นอีกเลย ถามแต่ว่าผมกลับมายังไง พอรู้ว่าผมเดินกลับ เขาก็เอ่ยขอโทษผมอีก แต่ผมไม่ได้ติดใจอะไร เพื่อนเมามาก ผมเองก็ด้วย มิตรภาพระหว่างเราหลายปีที่ผ่านมา มันมากพอที่จะทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กลายเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เรายังดำเนินชีวิตเหมือนเดิม ตื่นแต่เช้าออกไปขายอาหาร เลิกงานตอนเย็นแวะร้านน้องแดงคนงาม และไม่มีใครชวนกันไปต่อที่อื่นอีกเลย วันเวลาคล้อยเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว ไม่น่าเชื่อเมื่อผมกลับมานั่งคิดถึงเวลาที่มาอยู่เชียงใหม่กับเจ้ายาว สี่เดือนเข้าไปแล้ว ตอนนั้น และเริ่มคุ้นเคยกับเชียงใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ คืนนั้นที่หลงทาง กลับเป็นเรื่องดี เพราะผมจำถนนแทบทุกเส้นในเมืองเชียงใหม่ได้หมด เอาผมไปทิ้งไว้สักกี่ครั้งก็ไม่มีหลง ทุกวันนี้ ผมหลับตาเดินได้สบาย ผมเริ่มเชื่อคำพูดที่ว่า ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกเสมอ พลอยให้นึกถึงคำพูดของเจ้ายาว แล้วถ้ามีทางเข้า ไม่มีทางออกมึงจะออกทางไหนวะ เพื่อนถามด้วยสีหน้ายียวน ก็ออกทางที่มึงเข้าสิวะ ผมว่า เพื่อนไม่ตอบ ได้ยินแต่เสียงหัวเราะตามมา ................................................
|
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |