• วรรณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wun_warinya@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 370
  • จำนวนผู้ชม : 64918
  • จำนวนผู้โหวต : 129
  • ส่ง msg :
วรรณ วริญญา
"ชีวิตเป็นเพียงเช่นฝันบรรเลง"
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wunwarinya07
วันจันทร์ ที่ 19 พฤศจิกายน 2550
ดั่งตำนานแห่งชีวิต (ภาคสี่)
Posted by วรรณ , ผู้อ่าน : 217 , 20:34:04 น.   | หมวดหมู่ : เรื่องสั้น  
พิมพ์หน้านี้


 

 

“ดั่งตำนานแห่งชีวิต” (ภาคสี่)

 

                อากาศหนาวรอบที่สองมาเยือนชีวิตผมในระหว่างอยู่เชียงใหม่ รอบแรกมาเยือนตอนมาอยู่ได้สองเดือน แต่ก็เหมือนผมได้สัมผัสหนาวแรกไปเมื่อไม่กี่วัน วันเวลาดำเนินไปอย่างรวดเร็วเสียจริง หนึ่งปี หนึ่งปีเต็มๆ กับชีวิตในเวียงพิงค์เชียงใหม่ ผมหลงรักเมืองนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้นเสียแล้ว และหวังจะอยู่ไปเรื่อยๆ นานๆ กิจการของเพื่อนกับพี่ชายก็ไม่มีปัญหาอะไร มีช่วงที่หยุดไปก็ตอนปิดเทอม ระหว่างนั้น เราไปขายบาร์บีคิวกัน ริมถนน ด้านหน้ามหาวิทยาลัย อาศัยเจ้ารถตู้โฟล์คสวาเกน เป็นที่พักบ้างบางคราว เพราะเราขายกันช่วงค่ำ บางทีก็ขับไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนเหมาะ ก็ขนของมาตั้งขาย ผมรู้สึกสนุกกับการใช้ชีวิตเช่นนั้น และเหมือนผมจะลืมเรื่องราวในอดีตได้สิ้น เพียงคนเดียวที่ผมคิดถึงโดยไม่ทรมานความรู้สึก อู๊ด ผมคิดถึงเพื่อน แล้วเล่าเรื่องราวของเขาให้เจ้ายาวฟัง และนั่นทำให้เจ้าอยากพบเจอกับอู๊ด ยิ่งเมื่อผมเล่าเรื่องที่ผมกับอู๊ดเล่นดนตรีด้วยกัน เจ้ายาวก็ยิ่งอยากพบเจอจริงๆ จังๆ

                                “มันทำงานประจำ คงหาเวลามายาก” ผมว่า

                                “อือ ก็จริง เสียดายนะ ที่นี่ กูหาร้านให้มึงเล่นได้สบายเลย” เจ้ายาวว่า

                                “ไม่ลองเล่นคนเดียวดูก่อนล่ะ” พี่ปุพูดบ้าง

                                “ไม่หรอกพี่ ผมวางมือไปนาน กว่าจะฟื้น หมดไฟแล้ว”

                                “อะไร หมดไฟ ยังหนุ่มยังแน่น” พี่ปูเอ่ย

                                “เฮ้ย หมดไฟอะไรกัน กูเห็นมองสาวๆ ตาเป็นมัน” เจ้ายาวแหย่

                                “มันคนละไฟเว้ย” ผมว่า พร้อมๆ กับเสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ทันทีที่รับสาย รอยยิ้มก็บังเกิดเต็มหน้า ผมคุยสักพักก็วางสาย มองหน้าเจ้ายาวกับพี่ปู

 

                                “สงสัยมึงต้องไปหาร้านให้กูเล่นกีตาร์แล้ว” ผมว่า ยิ้มมองหน้าทั้งคู่ที่ทำหน้างงๆ

 

 

                เสื้อกันหนาวที่ผมหาซื้อมาไม่อาจช่วยคลายลมหนาวที่ปะทะผิวกายได้เลย ยิ่งยามที่ขับขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยแล้ว ลมที่ผ่านก็เล่นงานเนื้อหนังภายในจนสั่น ผมค่อยๆ ขี่รถช้าๆ เพื่อลดอาการเหน็บหนาว จนมาถึงสถานีขนส่ง จอดรถ มองหาผู้ที่นัดหมายเอาไว้ ครู่หนึ่งก็มองเห็น คนหนุ่มนั่งนิ่งอยู่ตรงม้านั่ง หมวกสีดำที่สวมใส่นั้น ผมคุ้นเคยดี มีกระเป๋าเป้สะพายไว้ด้านหลังและวางซองหนังใบใหญ่ๆ สีดำไว้บนตัก กีตาร์คู่ใจของเขานั่นเอง ผมเดินตรงเข้าไปหา

                                “ไงไอ้เสือร้าย ยินดีต้อนรับสู่เชียงใหม่” ผมเอ่ย ยิ้ม มองดูอู๊ดที่เงยหน้ามองด้วยรอยยิ้มเช่นกัน

 

               

                ลมหนาวพัดผ่านเกือบตลอดเวลา ตรงด้านหลังของห้องพัก เราสี่คนนั่งกันอยู่ตรงนั้น อู๊ดนั่งเล่นกีตาร์ ที่เขาหอบหิ้วเดินทางมาด้วย เป็นกีตาร์ไฟฟ้า ต่อสายแจ๊คเข้ากับเครื่องเสียงของพี่ปู เท่านี้ก็ก่อเกิดเสียงสะกดสมาชิกที่นั่งอยู่จนเคลิ้มคล้อย ผมกับพี่ปูนิ่งฟัง เจ้ายาวรับหน้าที่ร้อง ถูกบ้าง ผิดบ้าง ด้วยฤทธิ์ดีกรีของเหล้าที่พร่องไปเกือบหมดของขวดที่สอง บรรยากาศที่อบอวลด้วยอุ่นไอแห่งมิตรภาพช่วยคลายหนาวได้มาก อู๊ดคือสมาชิกใหม่ แต่ก็เหมือนกับพวกเราคุ้นเคยกันมายาวนาน จนพี่ปูขอตัวเข้าห้องไปพักผผ่อน เจ้ายาวก็ถอนตัวตาม ผมนั่งคุยกับอู๊ดต่อ เขาวางกีตาร์ไว้ข้างตัว แล้วเอ่ย

 

                                “มึงไม่ได้เอากีตาร์มาด้วยจะเล่นกันยังไงวะ”

                                “ไม่ยากหรอกเรื่องนั้น หาร้านเล่นได้แล้ว กูอาจจะกลับไปเอา” ผมว่า

                                “อือ แล้วเงินที่มึงได้ตอนลาออก หมดแล้วสิ”

                                “ยัง ยังไม่หมด กูกะจะเอาไปให้แม่” ผมบอก “ถ้าอยู่กับกูนานๆ กว่านี้ หมดแน่ๆ”

                                “งั้นกูว่า มึงเอาไปซื้อกีตาร์สักตัว เอาที่พอเล่นได้ น่าจะดีนะ ไม่ต้องเสียเวลากลับไปเอา” อู๊ดว่า

                                “อื้อ ก็ดี” ผมบอก นิ่งคิด มองดูกีตาร์เพื่อนที่วางข้างๆ ผมน่าจะซื้อกีตาร์ใหม่สักตัว อย่างน้อยเงินที่ได้มาก็ไม่สูญเปล่าไปเหมือนที่ผ่านๆ มา

                                “โอเค พรุ่งนี้ไปเดินดูกัน” ผมว่า แล้วขอกีตาร์เพื่อนมาเล่น กรีดนิ้วลงไปบนเส้นสาย เสียงกีตาร์พลิ้วไหวล่องลอยไปตามสายลมหนาวที่พัดผ่าน อู๊ดมองดูยอดดอยสุเทพที่ฉายอยู่เบื้องหน้า อีกไม่นานเขาก็จะชินกับสิ่งแวดล้อมที่นี่

 

                ผมขี่มอเตอร์ไซค์พาอู๊ดที่สะพายกีตาร์ไปด้วยตระเวนในตัวเมืองเชียงใหม่ มองหาร้านเล่นดนตรี ส่วนยาวกับพี่ปูออกไปขายอาหารเช่นเคย ยาวบอกกับผมว่ารู้จักอยู่ร้านหนึ่งแถวๆ ประตูท่าแพ เขาเคยไปนั่งดื่มและพูดคุยกับเจ้าของร้าน ซ้ำยังบอกว่าให้เข้าไปคุยได้เลยบอกว่าเป็นเพื่อนของเขา เราพากันวนหาอยู่นานจนเจอ ก็จะไปเจอง่ายๆ ได้อย่างไร เมื่อร้านที่เขาว่า ซ่อนตัวอยู่หลังรั้วที่มีพุ่มไม้เลื้อยเลาะแน่นไปหมด ผมกับอู๊ดจอดรถไว้หน้าร้าน แล้วผลักประตูเข้าไป มันเหมือนบ้านอยู่อาศัยมากกว่าจะเป็นร้านอาหาร และเมื่อผลักประตูร้านเข้าไป ก็เห็นชายท่าทางใจดีคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆ กับทางเข้า ผมรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน  ผมของเขายาวประบ่าเป็นสีดอกเลาทั้งหัว แต่ผิวพรรณหน้าตายังดูไม่แก่มากนัก ผมเดาว่าคงราวๆ สี่สิบเศษๆ นุ่งยีนส์ สวมเสื้อยืดสีเขียวทับด้วยเชิ้ตยีนส์สีซีด เขามองเราด้วยทีท่ายิ้มๆ มองผมแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปมองที่อู๊ดและกีตาร์ของเขา บรรยากาศภายในร้านตบแต่งในแบบยุโรป ผมมองเห็นเวทีอยู่ทางด้านซ้ายมือ ยกพื้นขึ้นสูงเล็กน้อย เครื่องเสียง ลำโพง และกีตาร์โปร่งตัวหนึ่งตั้งวางอยู่บนนั้น ผมพาอู๊ดเดินเข้าไปหาแล้วยกมือไหว้

                                “สวัสดีครับ คือ ผมว่าจะมาสมัครเล่นดนตรีน่ะครับ” ผมว่า ชายเจ้าของร้านผายมือเป็นทีบอกให้เรานั่ง

                                “อืม จะเล่นดนตรี ลองเลยมั้ย”

                                “ลองเลย” อู๊ดว่า ยิ้มๆ

                                “อย่างงั้นก็ได้ครับ” ผมว่า “งั้นผมยืมกีตาร์บนนั้นนะครับ” ชายเจ้าของร้านพยักหน้าอนุญาติ ผมพาอู๊ดเดินขึ้นเวที อู๊ดจัดการกับเครื่องมือของเขา ส่วนผมหยิบกีตาร์โปร่งบนเวทีขึ้นดู ยี่ห้อทาคามิเน่ (Takamine) ลูบคลำไปทั่วเนื้อไม้มันๆ ของกีตาร์ แล้วไล่นิ้วไปทีละเส้นสาย เสียงกีตาร์ใสกังวาล ชวนให้เล่นยิ่งนัก มองไปทางอู๊ด เขาอยู่ในท่าทีที่พร้อมแล้ว เมื่อเทียบเสียงแล้วปรากฏว่าเข้ากันได้ดีไม่มีเพี้ยน แล้วเพลงแรกก็เริ่ม เมื่อผมกรีดนิ้วมือซ้ายลงบนสายทีละเส้นอย่างอ่อนโยนเนิบช้า แล้วอู๊ดก็โซโลตาม จนครบหนึ่งห้อง ผมเริ่มต้นร้อง

                                “I can tell by your eyes that you prob’bly been cryin’ forever………”

 

วันนั้นเราเลือกเอาเพลง I don’t want to talk about it ของ rod stewart เป็นเพลงเปิด ด้วยจังหวะที่เนิบช้า แล้วให้อู๊ดใส่ท่อนโซโลเอาตามใจ ได้ผล บทเพลงสามารถดึงความสนใจจากเจ้าของร้านได้ดีทีเดียว พอเล่นจบเพลงแรก ชายเจ้าของร้านขอเพลง

                                “ลองเล่นของอีเกิลส์ สักเพลงสิ ผมเป็นแฟนพญาอินทรี” แค่ได้ยินเขาว่าแค่นั้น ผมกับอู๊ดก็หันมามมองหน้ากัน ยิ้ม แล้วก็เริ่มต้นเพลงทันที เราเลือกเอาเพลง hotel California เพราะเป็นเพลงที่เล่นด้วยกันบ่อยๆ และที่สำคัญ ผมชอบเวลาที่อู๊ดโซโลเพลงนี้ มันบาดอารมณ์ดีแท้ ใกล้เคียงกับของจริงทีเดียว และเมื่อบรรเลงเสร็จ ชายเจ้าของร้านก็ให้เราลงมานั่งคุยกันที่เดิม

 

                        “ฝีมือไม่เบานี่ เคยเล่นที่ไหนมาแล้วบ้าง” เจ้าของร้านเอ่ย ดวงหน้ายังแต้มยิ้ม

                                “ก็หลายที่อยู่ครับ ตั้งแต่ยังเรียนมหา’ลัย แต่ก็ร้างไปนานเหมือนกันครับ” ผมว่า

                                “อืม งั้นจะเริ่มวันไหนดี” เจ้าของร้านว่า

                                “วันนี้เลยก็ได้ครับ ไหนๆ มาแล้ว” ผมว่า ยิ้มให้ หันไปมองอู๊ดที่นิ่งเงียบเอาแต่ยิ้ม

                                “อือ ดีๆ ผมให้ชั่วโมงละสองร้อยนะ สองคนก็สี่ร้อย วันละชั่วโมงก่อน กลัวจะเหนื่อย ความจริงฝีมือพวกคุณควรจะได้มากกกว่านี้ แต่ถือว่าเริ่มต้นก่อน แล้วค่อยว่ากันทีหลัง” เจ้าของร้านว่า

                                “ครับ เรื่องนั้น ไม่เป็นปัญหาครับ แต่ผมอยากจะขอยืมกีตาร์ตัวนั้น” ผมว่า

                                “อือ เอาสิ กีตาร์ผมเอง ผมก็พอเล่นได้ ไม่เก่งหรอก” เจ้าของร้านว่า

                                “แล้วเริ่มกี่โมงดีครับ” ผมถาม

                                “คืนนี้ สองทุ่ม” เจ้าของร้านว่า

                                “ครับ” ผมว่า “งั้นช่วงนี้ผม...” ผมยังพูดไม่ทันจบเจ้าของร้านก็เอ่ยแทรก

                                “แล้วนี่ชื่ออะไรกันล่ะ”

                                “อ๋อ ผมหนุ่มครับ ส่วนนี่อู๊ด” ผมบอก

                                “อื้อ หนุ่มกับอู๊ดนะ ผมชื่อรอน” สิ้นประโยคที่เจ้าของร้านเอ่ย ผมก็นึกขึ้นได้ในทันที

                                “รอน เรือนแรม ใช่มั้ยครับ พี่เป็นกวีนี่ครับ ผมอ่านงานของพี่บ่อยๆ แล้วช่วงนี้ไม่ได้เขียนอะไรแล้วเหรอครับ”

                                “อืม ไม่คิดว่าจะได้เจอแฟนตัวจริง” เขาว่า ยิ้มๆ พยักหน้า ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเอ่ย

                                “เขียนทุกวันนั่นแหละ ยังเขียนอยู่เหมือนเดิม” มองดูหน้าผมครู่หนึ่ง แล้วว่า “งั้นผมขอตัวก่อนนะ อย่าลืมล่ะ สองทุมคืนนี้”

                                “ครับ” ผมรับคำแล้วพาอู๊ดก้าวจากมา

 

 

            คืนแรกที่เริ่มเล่น ลูกค้าในร้านมีไม่มากนัก แต่เราก็เล่นกันได้ดี ด้วยเพราะเคยเล่นด้วยกันมานาน ถึงผมจะห่างหายไปเป็นปี แต่เมื่อกลับมาจับกีตาร์คุณภาพดีๆ  ก็ฟื้นคืนฝีมือได้ไม่ยาก หลังเล่นเสร็จ เจ้าของร้านชวนดื่ม ผมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว อู๊ดเองก็พอใจ

                                “ผมไม่คิดมาก่อนจริงๆ ว่าจะได้เจอกับพี่ เคยอ่านแต่ผลงาน รวมเล่มล่าสุดน่าจะประมาณสามปีก่อน” ผมว่า

                                “ใช่ รวมเล่มกวีนิพนธ์ เพียงคืนวันอันล่วงเลย” เขาว่า

                                “ผมอยากเขียนได้แบบพี่บ้าง แนะนำผมหน่อยนะครับ พี่รอน” ผมว่า

                                “อืมได้สิ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่ที่ใจ ถ้าใจเรารัก ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องยาก” พี่รอนว่า “ก็เหมือนที่คุณเล่นดนตรีนี่แหละ ลองไม่มีใจรักใจชอบ ทำยังไงก็ทำได้ไม่ดี ผมชอบนะเวลาที่พวกคุณเล่น” ว่าเสร็จ พี่รอนยกแก้วขึ้นดื่ม ผมมองทีท่าของแกอย่างชื่นชม หันไปยิ้มกับอู๊ดที่ไม่ค่อยจะพูดอะไร แล้วยกเหล้าขึ้นดื่ม

 

                ตั้งแต่ผมมาเล่นดนตรีที่ร้านพี่รอนกับอู๊ด ผมก็ไม่ได้ไปช่วยเจ้ายาวกับพี่ปูขายอาหารอีกเลย เหมือนเวลาของพวกเราจะไม่ตรงกัน ผมกลับเข้าที่พักหลังเที่ยงคืนทุกวัน จากที่เล่นสองทุ่มก็เปลี่ยนมาเล่นช่วงสี่ทุ่ม เล่นเสร็จก็ราวๆ เที่ยงคืน พี่รอนให้เราเพิ่มชั่วโมงเล่น ได้เงินเพิ่ม และราวๆ สองอาทิตย์หลังจากนั้น ผมก็ชวนอู๊ดมาเช่าหอพักใกล้ๆ ที่ร้าน ทั้งนี้ก็เพื่อความสะดวกในการเดินทาง อีกทั้ง ผมคิดว่า ไม่ได้ช่วยอะไรเจ้ายาวกับพี่ปูแล้ว ก็ควรจะย้ายมาอยู่เองดีกว่า เจ้ายาวเองทีแรกก็ไม่อยากให้ย้ายออกมา แต่ก็ต้องจำยอมด้วยเหตุผล ดูท่าทางเพื่อนซึมๆ ไป ด้วยขาดคู่หู แต่ก็มีบ้างที่เพื่อนแวะมาหาที่ร้านและสังสรรค์กัน ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า ร้านที่เพื่อนแนะนำนั้น ไม่ใช่ร้านพี่รอน แต่เป็นอีกร้านที่เลยออกไปอีกไม่ไกลนัก เหมือนมีอะไรดึงดูดให้ผมมาผิดร้าน หากไปถูกผมคงไม่มีโอกาศได้รู้จักกับพี่รอน รอน เรือนแรม

 

                  

                ฤดูหนาวค่อยๆ ก้าวจากไปทีละน้อย ความหนาวเย็นคลายตัวลงเรื่อยๆ วิถีชีวิตผมก็เปลี่ยนแปลงไปนับแต่อู๊ดเดินทางมา จากคนขายอาหาร มาเป็นนักดนตรีในร้านอาหาร กลายเป็นคนกลางคืน ช่วงกลางวัน อู๊ดนอนหลับเป็นตาย ถึงผมจะนอนดึก แต่ก็ไม่ได้ตื่นสายมาก ราวๆ แปดเก้าโมงก็ตื่นแล้ว ตั้งแต่ได้รู้จักกับพี่รอน ช่วงที่ตื่น ผมก็เริ่มหัดเขียนบทกวี เอาหนังสือของพี่รอนมาอ่านบ้าง ซื้อหามาจากร้านหนังสือบ้าง บางอันที่เขียนเสร็จ ผมก็เอาไปให้พี่รอนดู คำติชมจากพี่รอน สร้างแรงบันดาลใจกับผมเสมอมา พี่รอนเคยเขียนเรื่องสั้น ได้รวมเล่มหลายเล่ม แต่ผมไม่เคยอ่านมาก่อน เพิ่งจะมาได้อ่านก็ตอนที่ขอยืมหนังสือแกมา ผมชอบแนวทางแบบที่พี่รอนเขียน ช่วงนั้น พี่รอนกลายเป็นฮีโร่ของผมไปเลย ทุกวันนี้ก็ยังใช่ ผมยังคงระลึกถึงพี่รอนเสมอ แม้จะไม่มีผลงานใดๆ ของพี่รอนออกมาอีกเลยก็ตามหลังจากนั้น นึกๆ แล้วก็อดปลื้มใจไม่ได้ที่ครั้งหนึ่งในชีวิต ได้มีโอกาสร่วมงานและใกล้ชิดกับกวีที่ตัวเราชื่นชม

 

                เข้าสู่มีนาคม อากาศก็เริ่มอบอ้าว ผมยังคงเล่นดนตรีที่ร้านพี่รอนเรื่อยมา แม้ระยะหลังๆ จะรู้ว่ากิจการของที่ร้านไม่ค่อยจะราบรื่น เพราะฤดูกาลท่องเที่ยวเริ่มจะซาลงบ้างแล้ว ลูกค้าก็หายๆ ไป มีเพียงลูกค้าขาประจำที่ยังคงแวะมาอุดหนุนอยู่บ่อยๆ หลายคนเป็นนักเขียนเหมือนพี่รอน ผมเลยพลอยได้โอกาสทำความรู้จัก พูดคุยขอความรู้ไปเรื่อย และนั่นทำให้ผมหันกลับมามองเป้าหมายในชีวิตของตัวเอง ผมไม่เคยจริงจังกับสิ่งใดเท่านี้มาก่อน แม้แต่การเล่นดนตรี ที่ผมทำเป็นอาชีพอยู่ยามนั้น ใช่ผมอยากเป็นนักเขียน เขียนอะไรก็ได้ ขอให้ได้เขียน ไม่ต้องโด่งดัง มีชื่อเสียง ขอแต่ให้ผมเขียนเป็น เขียนได้ เท่านี้ก็พอใจแล้ว ตอนนั้นผมคิดเช่นนั้น และมองเห็นชัดทุกทีๆ ว่า สิ่งที่ตัวเองต้องการนั้นคืออะไร

 

                                “ขยันจริงนะมึง” อู๊ดเอ่ย เมื่อตื่นมาเห็นผมกำลังนั่งเขียน “เขียนกวีเรอะ”

                                “เปล่า วันนี้กูเขียนเพลง” ผมตอบ มองดูหน้าเพื่อนที่ยังมีทีท่าสะลึมสะลือ มองดูนาฬิกาข้างฝา บ่ายโมงตรง

                                “อือ มึงนี่ เปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ตั้งแต่รู้จักกับนักเขียน” อู๊ดว่า

                                “เปลี่ยนยังไงวะ กูก็เหมือนเดิม” ผมบอก

                                “ใช่ เหมือนเดิมน่ะเหมือนเดิม แต่ดูมึงมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่เหมือนตอนที่กูมาหาใหม่ๆ”

                                “ไม่รู้สิ อาจเพราะกูเจอสิ่งที่กูต้องการแล้ว”

                                “เฮ้ย อย่าบอกนะว่ามึงมีใครมาแทนน้องชมพู่แล้ว” อู๊ดว่า

                                “ไม่มี กูยังไม่คิดหาใครมาแทน กูหมายถึงว่า กูรู้ว่าชีวิตกูต้องการอะไร” ผมย้ำ

                                “เออๆ พ่อนักเขียน นับวันมึงก็ยิ่งเหมือนพี่รอนขึ้นทุกวัน” เขาว่า “กินกาแฟดีกว่า” แต่กลับเดินเข้าห้องน้ำ ผมได้แต่นึกขำในทีท่าของเพื่อน มองดูเนื้อความที่ตัวเองเขียน หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นไล่หาทำนอง หาจังหวะให้ลงตัวกับเนื้อเพลงที่เขียน ผมไม่เคยรู้สึกสบายใจเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ บางที ผมอาจเจอทางของตัวเองแล้วก็เป็นได้

 

               

                พี่รอนนั่งนิ่งตรงโต๊ะประจำใกล้ๆ ทางเข้าร้าน มองดูแก้วเบียร์ที่วางตรงหน้า ชันศอกข้างซ้ายไว้บนโต๊ ดูท่าทางครุ่นคิด ผมเอากีตาร์ไปวางบนเวที แล้วเดินลงมาหา ปล่อยอู๊ดจัดการอุปกรณ์บนเวทีคนเดียว

                                “ดูท่าทางพี่เครียดๆ” ผมว่าขณะนั่งลง

                                “อืม ก็นิดหน่อยพี่กำลังคิดถึงเรา” พี่รอนว่า จ้องหน้าผม

                                “มีอะไรรึเปล่าครับ” ผมว่า

                                “คือพี่กำลังจะปิดร้าน แต่ก็เป็นห่วงเราสองคน กลัวไม่มีรายได้ ตัวพี่น่ะไม่เท่าไหร่” พี่รอนว่า ผมได้แต่นิ่ง

                            “แต่ถ้าเรายังอยากจะเล่น พี่หาร้านใหม่ให้ได้นะ” พี่รอนว่า

                                “เอ้อ ไม่เป็นไรครับ ผมเข้าใจ พี่รอนไม่ต้องห่วงผมหรอกครับ ธุรกิจมันก็ต้องเป็นแบนี้”

                                “บางทีพี่อาจย้ายไปอยู่ที่อื่น เพราะที่นี่พี่ก็เช่าเค้าอยู่”

                                “ครับ” ผมพูดแค่นั้น และไม่ได้พูดอะไรต่ออีก ได้แต่ฟังพี่รอนพูด คืนนั้นเป็นคืนสุดท้ายที่เราเล่น หลังเล่นเสร็จ ก็ดื่มกับพี่รอนจนรุ่งสาง นอนที่ร้าน ตื่นมาก็ร่ำลากันตามธรรมเนียม ผมได้กีตาร์เป็นที่ระลึก เป็นกำนัลอันมีค่าต่อผมมิคลาย ชีวิตมันก็อย่างนี้ ช่างเหมือนฝันเสียจริงๆ แม้พี่รอนจะแนะนำร้านใหม่ให้เราไปเล่น แต่ตอนนั้นผมบอกตัวเองว่า พอแล้ว ผมหมดไฟแล้วจริงๆ กับการเล่นตามร้านอาหาร ผมถามอู๊ดหลังจากวันนั้น

                                “เอาไงเพื่อน จะกลับหรืออยู่ต่อ”

                                “แล้วแต่มึง กูมันได้ทั้งนั้น” อู๊ดว่า

                                “อืม เอาไงก็เอา” ผมว่า นึกถึงเจ้ายาวกับพี่ปู แล้วออกเดินทางไปหาทั้งสองที่ร้านในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าเรื่องราวสู่กันฟังและยืนยันว่าจะกลับ แล้วการเดินทางก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง ผมพาอู๊ดมาอยู่อุดร ในอีกสองวันถัดมา

 

 

.................................................


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
mesa วันที่ : 21/11/2007 เวลา : 12.29 น.
http://www.oknation.net/blog/sanjorn
สัญจร  อิสรา  ท่องทางอย่างเสรี

หนุ่มพเนจร...สะพายเป้อีกครั้งแล้ว...

รอน เรือนแรม ฟังคล้ายๆ เดือนแรม ประกายเรือง
นะคะนั่น...รึเราจะคิดมากไปเอง...
ความคิดเห็นที่ 1
moonlight วันที่ : 19/11/2007 เวลา : 21.00 น.
http://www.oknation.net/blog/sangjan
แสงจันทร์

เข้ามาอ่านต่อค่ะ คุณวรรณ

เรียบเรียงเรืองได้ดีมากเลยค่ะ ขยักตอนไว้ได้พอดี๊พอดีเลยค่ะ แหะๆ

รออ่านตอนต่อไปนะคะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤศจิกายน 2007 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30