พิมพ์หน้านี้
|
ดั่งตำนานแห่งชีวิต (ภาคห้า) ชีวิตคนเรามันก็เหมือนกับถนน ผมคิดอย่างนั้น ถนนดี รถก็แล่นสะดวกสบาย ถนนขรุขระ ก็แล่นไปมาลำบาก จะต่างกันก็ตรงที่ ถนนมีปลายทางที่แน่นอน แต่ถนนชีวิต เราไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ใด และจะเจอกับสภาพอย่างไรบ้างระหว่างผ่านทาง ผมเดินทางสู่เชียงใหม่ ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นปีเศษๆ พาเพื่อนไปเร่ร่อนด้วย ใจก็หวังจะได้อยู่เรื่อยไป แต่ที่สุด ความผันผวนแห่งชีวิตก็ตามมาเล่นงานจนได้ อู๊ดยังไม่อยากกลับไปบ้านที่ขอนแก่น เพราะไม่มีอะไรให้ทำ จะเข้ากรุงเทพฯ ก็ยังเบื่อๆ กับการหางานใหม่ ส่วนผม แม้คิดว่าได้เจอจุดหมายที่ต้องการแล้ว แต่ผมก็ยังเริ่มต้นไม่ได้ ขณะนั้น ในใจของผมคิดถึงแต่การเขียน ผมต้องการจะเป็นนักเขียนให้ได้จริงๆ แต่ก็รู้ว่ามันยากเย็นแสนเข็ญ ประสบการณ์จากการอ่านชีวประวัติของนักเขียนหลายๆ คน รวมทั้งคำบอกเล่าจากพี่รอนถึงวิถีที่จะต้องพบเจอ ผมถามตัวเองมาตลอดทางว่าจะทำได้ไหม จะทนได้ไหม และคำตอบเดียวที่สะท้อนอยู่ในสำนึกคือ ผมทนได้ และยืนยันกับตัวเองว่า สักวัน ผมจะไปให้ถึงที่ใฝ่ฝัน ไม่ว่ามันจะยากเย็นเพียงใดก็ตาม จากเชียงใหม่มีรถทัวร์มาอุดรโดยตรง ผมกับอู๊ดเลยไม่ต้องไปอ้อมเพื่อต่อรถที่อื่น ขึ้นที่เชียงใหม่มาลงที่อุดรได้เลย เราออกจากเชียงใหม่ช่วงค่ำๆ ถึงอุดรช่วงสายๆ ของอีกวัน มาลงที่สถานีขนส่งใจกลางเมือง ก่อนจะพากันเดินข้ามถนนเพื่อไปยังที่พัก บ้านผมอยู่ไม่ไกลจากสถานีขนส่งมากนัก ที่บ้านมีแม่กับน้องสาวอยู่ เป็นทาวน์เฮ้าส์ที่พ่อผมซื้อเอาไว้ก่อนที่ท่านจะไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น กว่าสองปีที่ผมไม่ได้กลับมาบ้านที่อุดร บ่อยครั้งที่ผมรู้สึกผิด ผมหวังแต่จะไปตามทางที่ตัวเองมุ่งหมาย โดยไม่ได้คิดเลยว่า ยังมีคนเป็นห่วงและรอคอยเราอยู่ ผมคิดถึงแม่จับใจ เร่งฝีเท้าเพื่อให้ถึงบ้านโดยเร็ว ผมรู้สึกตื่นเต้นเมื่อมายืนอยู่ตรงหน้ารั้วบ้าน อู๊ดยืนนิ่งอยู่ข้างๆ แล้วผมก็ค่อยๆ ผลักประตูรั้วเข้าไป มองเห็นแม่ที่นั่งอยู่ตรงโซฟาในบ้าน เปิดประตูมุ้งลวดเข้าไปหา ก้มลงกราบ แม่ลูบหัวผม แล้วผมจึงค่อยๆ เงยหน้ามองแม่ ผมเห็นหยาดน้ำตาของแม่ กลัวตัวเองจะกลั้นน้ำตาไม่ได้ จึงหันไปบอกอู๊ด อู๊ดวางของ ยกมือไหว้แม่ ไปไงมาไงกันล่ะ กินข้าวกินปลายัง ไปดูสิในครัวมีอะไรบ้าง แม่ว่า ก่อนจะลุกเดินเข้าไปในครัว ผมนั่งอยู่กับอู๊ด มองหน้าเพื่อนแล้วว่า มึงก็อยู่กับกูไปก่อนสักพัก เบื่อเมื่อไหร่ค่อยคิดกลับ ว่าไง ก็คงต้องเป็นแบบนั้น ลงเรือลำเดียวกันแล้วนี่ อู๊ดว่า อืม งั้น ไป เอาของไปเก็บบนห้องแล้วไปกินข้าวกัน กูไม่ได้กินข้าวฝีมือแม่มาเป็นปีๆ แล้ว ผมว่าเสร็จก็ลุกพาเพื่อนเดินขึ้นบนบ้าน ได้กลิ่นกับข้าวที่แม่กำลังทำ ผมถามตัวเอง ผมจะเดินทางไปไหนต่อไหนอีกทำไม
เช้าแรกใต้ฟากฟ้าเมืองอุดร หลังจากห่างหายไปเป็นปีๆ ผมนั่งดื่มกาแฟตรงม้านั่งหน้าบ้าน อู๊ดยังคงนอนไม่ตื่น อันเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของเขา มองดูบรรยากาศอันเคยสัมผัส อันที่จริงผมมาอยู่ที่อุดรแค่ช่วงมัธยมปลาย เมื่อเรียนมหาวิทยาลัยก็ไปอยู่บ้านที่ปากเกร็ด ตอนนี้ที่นั่นไม่มีใครอยู่ เพราะน้องมาอยู่กับแม่ที่อุดร บางที ผมคิด ผมอาจจะกลับไปอยู่ที่ปากเกร็ดอีกครั้ง ทางนี้ที่อุดรไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง น้องสาวคงดูแลแม่ได้ดีกว่าผม ผมยังเหลือเงินอยู่ประมาณสามหมื่นบาท เงินก้อนสุดท้ายที่ผมตั้งใจจะเก็บเอาไว้ให้แม่ ตัวผมเองคงไม่ต้องใช้อะไรมากมายนัก บรรยากาศที่ปากเกร็ด ความเป็นส่วนตัว คงช่วยให้ผมคิดเขียนอะไรได้อย่างตั้งใจ ผมคงไม่เร่ร่อนเดินทางไปที่ไหนอีกแล้ว ผมรู้แล้วว่าผมต้องการจะทำอะไร ไม่ต้องค้นหาสิ่งใดอีกแล้ว เวลาช่วงนี้ ผมอยากจะอยู่กับแม่สักพัก ซึมซับไออุ่นจากความรักของแม่ ก่อนจะปลีกตัวเองไปอยู่เพียงลำพังที่บ้านปากเกร็ด ไงหนุ่ม กลับมาเมื่อไหร่ล่ะ เสียงเอ่ยทักดังมาจากหน้าประตูรั้ว ผมเดินเข้าไปหายกมือไหว้ หวัดดีครับน้าโหน่ง สบายดีนะครับ ผมเอ่ยทักน้าชาย น้องชายแท้ๆ ของแม่ แกซื้อบ้านอยู่ละแวกใกล้ๆ กัน เมื่อผมเปิดประตูรั้วให้ แกก็ก้าวเข้ามานั่งที่ม้านั่งทันที ได้ข่าวไปเร่ร่อนอยู่ทางเหนือเหรอ ทำไมไม่มาอยู่บ้าน น้ามีงานจะฝากให้ตั้งหลายที่ น้าโหน่งว่า ไปเปลี่ยนบรรยากาศน่ะครับ ผมว่า เห็นแม่เค้าบอกว่าไปเล่นดนตรีเหรอ น้าโหน่งถาม ครับ เล่นกับเพื่อนน่ะครับ ผมบอก อือ เอางี้มั้ย น้ารู้จักร้านนึงที่นี่ กำลังต้องการนักดนตรี สนใจไปเล่นรึเปล่า น้าโหน่งบอก ผมนิ่งคิด ส่วนตัวผมเริ่มจะเบื่อๆ กับวิถีเช่นนี้แล้ว แต่เมื่อคิดถึงเพื่อน อู๊ดยังว่างเปล่า อยู่เฉยๆ ก็ไม่มีรายได้อะไร ผมจึงตัดสินใจรับปาก ครับ เล่นครับ อืม งั้นไปที่ร้านนี่นะ บอกเขาว่าเป็นหลาน น้าโหน่งว่า แล้วยื่นนามบัตรให้ งั้นน้าไปล่ะ ว่างๆ ค่อยคุยกันใหม่ ไปหาที่บ้านบ้างก็ได้ เจ้าอ้วนมันถามหาอยู่ น้าโหน่งเอ่ยเสร็จก็ลุกเดินจากไป ผมดื่มกาแฟจนหมดแก้วจึงกลับเข้าบ้านด้วยสายแดดเริ่มรุกไล่ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ร้านเหล้าแห่งนั้นตั้งอยู่ริมถนน เยื้องๆ กับโรงแรมเจริญศรี โรงแรมชื่อดังอันดับหนึ่งของอุดรธานี ผมไปที่ร้านตอนหัวค่ำ สะพายกีตาร์ไปกับอู๊ด ถนนเส้นนั้น คราคร่ำไปด้วยร้านอาหารร้านเหล้าเป็นส่วนใหญ่ อาจเพราะอยู่ละแวกเดียวกับโรงแรมก็เป็นได้ ร้านที่น้าชายบอกตั้งอยู่เกือบปลายสุดของถนน ติดๆ กันนั้นมีร้านดนตรีเพื่อชีวิตชื่อดังตั้งอยู่ เปรียบเทียบกันแล้ว ร้านเพื่อชีวิตลูกค้าหนาแน่นไม่เบา แต่ร้านที่ผมจะไปเล่น ยังดูบางตา ทันทีที่จอดรถ ผมกับอู๊ดก็เดินเข้าไปในร้าน เด็กบริกรสาวหน้าตาน่ารักเดินยิ้มมาต้อนรับและเชื้อเชิญให้เรานั่ง ผมเลือกนั่งตรงด้านหน้าร้าน เพราะรู้สึกโล่งๆ พี่มาเล่นดนตรีเหรอคะ เธอถาม ครับ จะมาสมัครน่ะครับ ได้ข่าวว่าต้องการนักดนตรี ผมบอก งั้นรอแป๊บนะคะ เดี๋ยวหนูไปตามพี่พจน์มาให้ค่ะ ว่าเสร็จเธอก็เดินหายเข้าไปในร้าน สักพักก็มีชายร่างท้วมเดินออกมา แกขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับเรา หวัดดีครับ ผมกับอู๊ดยกมือไหว้เกือบจะพร้อมกัน อือ หวัดดี ชายเจ้าของร้านว่า แล้วได้ข่าวจากไหนล่ะว่าผมรับสมัครนักดนตรี เอ้อ น้าโหน่งครับ ที่เป็นกุ๊กที่เจริญศรีบอกมาครับ แกเป็นน้าชายผมน่ะครับ ผมว่า อ้อ โหน่ง สนิทกับผมดี เป็นหลานเหรอ เจ้าของร้านว่า อืม เล่นเลยสิ เครื่องมือพร้อมแล้วนี่ ครับ เล่นเลยก็ได้ครับ ผมว่า มองหน้าอู๊ด แล้วพากันเดินไปที่เวทีด้านใน เวทีที่นี่ไม่ได้มีอะไรมาก ไม่ได้ปรับพื้น มีที่วางโน้ต ไมโครโฟน ลำโพงหนึ่งตัว ไม่มีเก้าอี้ ดูท่าทางเราจะต้องยืนเล่น เราช่วยกันติดตั้งอุปกรณ์ไม่นานก็พร้อมเล่น ชายเจ้าของร้านนั่งจ้องดูที่โต๊ะด้านหน้าเวที ดูท่าทางจริงจัง ผมมองหน้าอู๊ดอีกครั้ง แล้วบอก Stand by me เพื่อน ว่าเสร็จก็ดีดกีตาร์เป็นจังหวะทันที แล้วจึงเริ่มร้อง when the night has come and the land is dark and the moon there is only light we see เจ้าของร้านนั่งฟังจนจบเพลง แล้วบอกให้เราเล่นเพลงไทย นั่นทำให้ผมอึดอัด ด้วยเพราะที่ผ่านมาผมกับอู๊ดเล่นแต่เพลงสากล เราเจองานยากเสียแล้ว ผมมองหน้าอู๊ดอีกครั้ง คราวนี้เพื่อนออกความเห็น โจ ก้องเพื่อน ไม่กล้าบอกเธอ ช้าๆ ก่อน อู๊ดว่า มือขยับกีตาร์ โอเค ผมว่า แล้วขึ้นต้นดีดสาย อู๊ดขึ้นโซโลตาม เสียงกีตาร์ของเขาก้องกังวาลทั่วร้านดีจริงๆ ผสมกับเสียงเกากีตาร์อย่างพลิ้วไหวของผม เราสองคนก็ล่องลอยไปกับบทเพลงจนจบ อืม ดีๆ เล่นต่อไปเลยนะ สามทุ่มค่อยเลิก เจ้าของร้านว่า เราก็เลยได้เล่นต่อเนื่อง ลูกค้าในร้านทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ ขอเพลงบ้าง ฟังเฉยๆ บ้าง ส่วนใหญ่จะขอเพลงเพื่อชีวิต ซึ่งเราไม่ขัดข้อง แต่ปัญหาคือเรื่องเสียงร้อง เพราะผมร้องแนวนี้ไม่ได้ ผมเริ่มมองเห็นปัญหา แต่ไม่ได้ว่าอะไร จนเล่นครบเวลา ก็เก็บของ เจ้าของร้านชวนเรานั่งคุยต่อ ดื่มอะไรดี เบียร์แล้วกันนะ เจ้าของร้านว่า แล้วสั่งให้เด็กเอาเบียร์มาให้เรา ท่าทางลูกค้าที่นี่จะชอบเพื่อชีวิตกันนะครับ ผมว่า ใช่ๆ ผมว่า พวกคุณเก่งนะ แต่คงต้องลองเล่นเพื่อชีวิตบ้าง เขาว่า ครับจะลองซ้อมไว้ครับ อู๊ดบอก งั้นวันนี้ เล่นไปชั่วโมงครึ่ง ก็รับไปคนละสองร้อย ว่าเสร็จก็ยื่นเงินให้เรา ผมรับ แล้วนั่งดื่มต่อ เบียร์นี่สั่งเลยนะ วันนี้ผมเลี้ยง แต่วันหลังต้องจ่ายเองนะ เจ้าของร้านว่า แล้วลุกจากไป ผมยิ้มมองหน้าอุ๊ด ซดเบียร์กันเพลิน ก่อนจะพากันกลับเข้าบ้านเมื่อใกล้เที่ยงคืน เราได้เล่นที่ร้านของพี่พจน์อาทิตย์ละสี่วัน คือ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ นอกจากนี้ที่ร้านยังมีนักดนตรีคนอื่นมาเล่น เป็นแนวเพื่อชีวิตเล่นคนเดียว ผมเคยพาอู๊ดไปนั่งฟัง ถ้าเทียบกันแล้ว เราสองคนเล่นมีสีสันมากกว่า แต่อย่างว่า แต่ละถิ่นแต่ละที่ รสนิยมมันต่างกัน คืนหนึ่ง เราขึ้นเล่นกันตามปกติ มีนักดนตรีที่ร้านคนหนึ่งมานั่งดูพวกเรา ท่าทางที่มองมานั้น ผมรู้สึกเหมือนเขาต้องการทดสอบผมกับอู๊ด ผมมองไปที่อู๊ด ยังไม่ทันเอ่ยอะไร อู๊ดก็เดินออกไปหน้าเวที พร้อมกับร้องบอกผม เฮ้ย scorpion เว้ย คืนนี้ when you smoke is going down สิ้นเสียงบอกจากอู๊ด ผมก็ไล่สายกีตาร์ในทันที อู๊ดไล่ตาม และก่อนจะถึงท่อนร้อง อู๊ดแทรกเสียงโซโลที่บาดลึก อันเป็นงานถนัดของเขาเพิ่มเข้าไป นักดนตรีที่นั่งจ้องอยู่นั้น นิ่งมองเราไม่วางตา จนถึงช่วงโซโล กลางเพลง เสียงอันบาดลึกจากกีตาร์ของอู๊ดก็ทำเอาแขกในร้านแทบจะหยุดนิ่งเพื่อจ้องมอง และเพลงจบลงด้วยการเกากีตาร์ที่ช้าลง ช้าลง จนสุดเสียง เสียงปรบมือก็ดังทั่วร้าน นักดนตรีที่นั่งมองอยู่ เดินเข้ามาขอจับมือกับอู๊ด หันมายิ้มให้ผม ก่อนจะกลับไปนั่งดื่มต่อโดยมีพี่พจน์เจ้าของร้านร่วมดื่มด้วย จากคืนนั้นผมเริ่มรู้สึกว่า เราได้สร้างแฟนเพลงของเราขึ้นแล้วที่ร้านของพี่พจน์ ลูกค้าที่ชอบเพลงแนวที่เราเล่น จะเจอะเจอกันเสมอในช่วงวันที่เราเล่น แต่ก็น้อยมาก หากคิดจากส่วนรวม สรุปแล้ว ร้านก็ยังไม่มีลูกค้ามากพอ ผมเริ่มสังหรณ์ใจว่า ด้วยประสบการณ์ที่เคยเห็นผ่านๆ มา บางที ร้านแห่งนี้อาจต้องปิดกิจการในที่สุด แต่เราสองคนก็อยู่ไม่ถึงวันที่ร้านจะปิดกิจการ เมื่อคืนหนึ่ง หลังจากที่เล่นกันมาได้เดือนเศษๆ ก่อนที่เราจะขึ้นเวทีในคืนนั้น อู๊ดถองเหล้าไปหลายแก้ว ผสมกับเบียร์จากลูกค้าประจำเข้าไปอีก ผมไม่กลัวว่าเขาจะเล่นไม่ได้ แต่ผมกลัว กลัวว่าผมจะตามเขาไม่ทัน และก่อนจะขึ้นเวทีคืนนั้นก็เกิดเรื่อง เสียงร้องวี้ดว้ายของเด็กบริกรสาว คนที่มาทักเราวันแรก ดังขึ้น อู๊ดหันไปหาทันที และพบว่า เธอกำลังถูกแขกในร้านคนหนึ่งดึงแขนไว้ เป็นชายร่างล่ำสัน อายุคงราวๆ สามสิบ อู๊ดเดินไปหาทันที และยังไม่ทันที่ผมหรือใครจะห้ามอะไร ชายคนนั้นก็กลิ้งไปกองกับพื้นด้วยมัดข้างซ้ายของอู๊ด ข้างที่เขาใช้จับปิ๊กกีตาร์ พี่พจน์วิ่งออกมาทันที ต่อว่าอู๊ดเสียงดัง และนั่นคือหมัดที่สองที่อู๊ดปล่อยออกไป ผมเห็นพี่พจน์ล้มลงกับพื้น และมันเพียงพอที่จะทำให้เรายุติอาชีพนักดนตรีร้านอาหารที่อุดร โทษทีว่ะ คืนก่อน อู๊ดว่า สะพายเป้ข้างหลัง มือซ้ายถือซองกีตาร์ ผมยืนเป็นเพื่อนที่สถานีขนส่งช่วงสายๆ ของวัน ไม่ใช่ความผิดของมึง กูเองก็คงทำ เพียงแต่กูช้ากว่ามึงก็เท่านั้น ผมว่า แล้วมึงจะทำอะไรต่อ อู๊ดถาม คงอยู่กับแม่สักพัก แล้วอาจจะกลับไปอยู่บ้านที่ปากเกร็ด ไม่มีคนอยู่นานแล้ว ห่วงบ้าน ผมว่า มองดูอู๊ดที่ยืนนิ่งเหม่อมองดูรถเคลื่อนผ่านบนท้องถนน อืม กลับไป เมื่อไหร่ก็บอกด้วย เผื่อกูจะไปอยู่ด้วย อู๊ดหันมาคุยกับผมหลังเงียบไปสักพัก ได้เลยเพื่อน ผมว่า ตบไหล่เพื่อนเบาๆ ใช่สินะ มึงคงเขียนอะไรได้เยอะ บ้านมึงที่ปากเกร็ด กูว่าเหมาะที่มึงจะทำงานอย่างนั้น อู๊ดว่า จนรถคันที่รอมาจอด กล่าวลากันแล้วก้าวขึ้นรถ ผมรออยู่จนรถออกจากสถานีขนส่ง ความเงียบเหงากระแทกใส่ดวงใจผมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ ผมมองเห็นทางที่จะเอาชนะมัน เอาชนะโดยไม่ใช่การวิ่งหนี แต่ผมจะวิ่งเข้าหามัน ............................................... |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |