พิมพ์หน้านี้
|
ดั่งตำนานแห่งชีวิต (ภาคจบ) กิ่งก้านของเถาเล็บมือนาง เลื้อยรัดจนแน่นรั้วไม้ดูรกรุงรัง และยังเศษใบไม้แห้งที่เกลื่อนกระจายเต็มพื้นซีเมนต์หน้าประตูเข้าบ้านนั่นอีก ผมยืนดูแล้วค่อยๆ ไขกุญแจรั้วเปิดประตูเข้าไป มองดูม้านั่งที่เปรอะฝุ่นตรงใกล้ๆ ประตูหน้าบ้าน ก่อนจะไขกุญแจเข้าไป กลิ่นแห่งอดีต อบอวลในมโนสำนึก กี่ปีแล้วนะ ที่บ้านหลังนี้ร้างลาจากผู้พักอาศัย เกือบสามปีเข้าไปแล้ว ที่ผมไม่ได้กลับมาบ้านที่ปากเกร็ดนี่เลย หลังจากลาออกจากงานธนาคารแล้วไปอยู่เชียงใหม่ เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ ผมมองดูคราบฝุ่นที่เกาะอยู่แทบทุกซอกมุมของบ้าน วางกระเป๋าเป้เดินทาง วางกีตาร์ที่อยู่ในซองหนังสีดำ กีตาร์ที่ได้รับกำนัลจากพี่รอน เรือนแรม กวีที่ผมชื่นชมนับถือ แล้วลงมือทำความสะอาดในทันที ร่วมสามชั่วโมง บ้านก็กลับมามีชีวิตแลดูสะอาดตาอีกครั้ง และเหมือนชีวิตอีกอย่าง ชีวิตอย่างใหม่กำลังเดินทางมาสู่ตัวผม อดีตวันวานเดินทางจากเราไปจนสิ้นแล้ว จริงๆ แล้วชีวิตวิ่งไปข้างหน้าเสมอ เพียงแต่เราลองหันมามองเบื้องหลังที่ผ่านมา เราจะรู้ในทันที รู้ในทีนทีว่า ชีวิตมันเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว ผมเชื่อเช่นนั้น ในวันแรกที่กลับมาอยู่บ้านที่ปากเกร็ด แม้ผมจะเดินทางกลับมาสถานที่ที่เคยอยู่ก็ตาม แต่การอยู่ครั้งนี้ จะไม่เหมือนครั้งที่เคยผ่านมา ใช่ ผมกำลังวิ่งเข้าหาความเดียวดาย ไม่เหมือนก่อนที่ผมวิ่งหนีมันเรื่อยมา และสิ่งที่ได้รับก็คือ ผมไม่เคยหนีมันพ้นเลยจริงๆ ผมนึกถึงคำพูดของเออร์เนสท์ เฮมมิ่งเวย์ นักเขียนโนเบลชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ ที่ว่า งานเขียนคือชีวิตที่อยู่โดเดี่ยว......... มันคงจะเป็นอย่างที่แกว่าจริงๆ ตะวันค่อยๆ ทิ้งดวงลงช้าๆ ผมนั่งเล่นฟังเพลงที่เปิดอย่างใจเย็นตรงม้านั่งหน้าบ้าน แล้วก็มีใครคนหนึ่งทักทาย หนุ่มใช่มั้ย นั่นนะ เสียงเอ่ยทักดังมาจากทางรั้วหน้าบ้าน เสียงเพลงของ เอลวิส เพรสลีย์ love me tender ก้องกังวาลรอบบรรยากาศ ครับ ผมเอ่ย แล้วเดินไปที่รั้ว หวัดดีครับพี่สันต์ไม่เจอกันนานเลย เข้ามาก่อนครับ หายไปนานเลยนะเรา แล้วแม่ล่ะเป็นไงบ้าง พี่สันต์ว่าเมื่อเข้ามานั่งด้วยกัน ก็อยู่อุดรครับ สบายดี ผมก็เพิ่งกลับมาจากอุดร ไปอยู่กับแม่มาเกือบปี ผมว่า มองพี่สันต์ด้วยรอยยิ้ม แกอายุเกือบจะหกสิบอยู่แล้ว แต่ยังดูร่าเริงไม่แก่ตามอายุ ผมเรียกแกว่าพี่ก็เพราะเรียกตามที่แกเรียกตัวเอง อืม ก็ดี หนุ่มมาอยู่นี่ก็ดี พี่สันต์จะได้มีเพื่อนดื่มเบียร์ แกว่าเสร็จก็ควักเงินยื่นให้ผม แล้วว่า ซื้อมาหมดนี่เลย พี่สันต์อยากดื่มด้วยนานแล้ว พี่สันต์ชอบหนุ่มเปิดเพลง ได้เลยครับ เดี๋ยวผมจัดให้ ผมว่า กำลังจะลุกจากที่ พอดีมีจักรยานคันหนึ่งมาจอดที่หน้าบ้านพี่สันต์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของผม ผู้ที่ขี่มันมาเป็นเด็กสาวตัวผอมๆ สูงๆ พี่สันต์มองแล้วก็เดินออกไปหา ก่อนจะเดินกลับเข้ามาหาผมอีกครั้ง หลานสาวพี่สันต์เอง เจ้าปุ้ย พี่สันต์ว่า ผมนิ่งฟัง เหม่อมองไปยังบ้านพี่สันต์ ใครจะเชื่อ ว่าเด็กสาวคนนี้ คนที่เห็นผอมๆ สูงๆ ปั่นจักรยานเข้าบ้านไปนี้ จะกลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ของผม เด็กสาวที่ชื่อปุ้ย หรือชื่อจริงของเธอ วริญญา พี่สันต์เล่าเรื่องปุ้ยให้ผมฟังประจำ เวลาที่แกมานั่งคุยด้วยที่บ้าน ผมจึงรู้ว่าปุ้ยเป็นเด็กสาวที่เรียนเก่ง เธอเคยได้ทุนไปออสเตรเลียมาหนึ่งปี ตอนนี้เรียนอยู่มัธยมปีที่หก ที่สำคัญ เธอไม่ต้องสอบเอ็นทรานซ์ เพราะได้โควต้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่ลาดกระบัง ยิ่งฟังผมก็ยิ่งชื่นชม ปุ้ย ไม่ใช่เด็กสาวที่ดูอ่อนโยนอ่อนหวาน เธอออกจะทะมัดทะแมง ดูเหมือนทอมบอย แต่ก็เพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น ที่จริงเธอก็เป็นเด็กผู้หญิงธรรมดา แต่ที่ผมชื่นชมเธอมากๆ ก็ตรงที่ความเป็นตัวของตัวเอง ผมไม่เคยเห็นเธอแต่งตัวตามแฟชั่นหรือเอนอ่อนไปกับวิถีของวัยรุ่นปัจจุบัน มีเวลาว่างเธอชอบหางานพิเศษทำ พี่สันต์เล่าให้ผมฟังเกี่ยวกับตัวเธอ จนผมแทบจะรู้ทุกสิ่งที่เธอเป็น และแน่นอน ผมหลงรักเธอเข้าให้แล้ว และนับแต่วันนั้น วันที่ได้เจอปุ้ยเป็นครั้งแรก ผมก็เริ่มนึกทวนความหลัง ก่อนจะลงมือเขียนเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งที่มีเธอเป็นแรงบันดาลใจ ผมเขียนเสร็จในเวลาไม่นาน เรื่องสั้นเรื่องแรกที่ได้เงินค่าเรื่อง เด็กสาวที่ผมฝันถึง นั่นทำให้ผมประทับใจในตัวปุ้ยมากขึ้นเพราะ ผมเขียนถึงเธอ และเป็นเรื่องแรกที่ได้รับค่าเรื่อง แม้กว่าจะได้เงินก็หลังจากที่เขียนส่งไปแล้วร่วมสี่เดือนก็ตาม ที่สำคัญ นั่นคือครั้งแรกที่ผมใช้ชื่อเธอมาเป็นนามปากกา และใช้อยู่จนทุกวันนี้เรื่อยมา ชีวิตผมเริ่มผ่อนคลายลง นับแต่กลับมาอยู่เพียงลำพังที่ปากเกร็ด วิถีอันเรียบง่ายที่ผมปรารถนา ก่อเกิดในชีวิตประจำวันเรื่อยมา ผมไม่เร่งรีบ เร่งร้อนเหมือนแต่ก่อน บางวันคิดเขียนอะไรไม่ออก ผมก็จะอ่านหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน หรือไม่ก็ไปเดินอ่านตามร้านหนังสือในห้างใกล้ๆ บ้าน นอกจากนี้แล้ว บทเพลงหวานๆ ซึ้งๆ ในอดีตก็ช่วยขับเคลื่อนจินตนาการของผมได้เป็นอย่างดี ผมกลายเป็นคนที่ชอบระลึกถึงอดีตไปโดยไม่รู้ตัว ผมอาจจะแก่ลงแล้วจริงๆ ก็เป็นได้ ช่วงเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ หลายตอน ผมเอามาเขียนเป็นเรื่องสั้นบ้าง เป็นบทกลอนบ้าง แล้วแต่ความคิดจะดำเนินไปในทำนองไหน เรื่องราวประสบการณ์ต่างๆ ที่เคยพบพาน ไม่น่าเชื่อ มันคือข้อมูลให้ผมใช้เขียนได้เป็นอย่างดี แม้บางเรื่องจะทิ่มแทงใจผมมากก็ตาม อย่างเรื่องราวของผมกับชมพู่ ผมนั่งนึก ทบทวนเรื่องราวระหว่างเรา แล้วมันก็กลายเป็นนิยายที่ผมลงมือเขียน นิยายเรื่องแรกในชีวิต แม้จะยังไม่มีที่ใดตอบรับเลยก็ตาม แต่ผมก็ภูมิใจที่ว่า มันคือส่วนหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ในชีวิตของผม ตัวละครหลายตัวในนั้น มีชีวิตโลดแล่นอยู่บนโลกจริงๆ เรื่องที่เคยทำให้ผมเจ็บช้ำ แปลก เมื่อผมมาทบทวนเขียนถึง กลับทำให้ผมเพลิดเพลินราวกับนั่งดูเรื่องราวเหล่านั้นในโรงภาพยนตร์ ผมรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ เวลาเนิ่นานหลายเดือนผ่านพ้นไป คราวนี้เวลาไม่ได้เร็วเหมือนอย่างที่ผ่านๆ มา ทุกๆ วันเหมือนเวลาจะค่อยๆ เดินไปอย่างแช่มช้า คงเพราะจิตใจของผมเองก็เป็นได้ที่เยือกเย็นลง หรืออาจเป็นเพราะผมปล่อยวางทุกสิ่งอย่างมากขึ้น ใครคนหนึ่งเคยพูดให้ผมฟังว่า วิถีการงานมันมักจะเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอของเราด้วย ใช่ ผมคิดว่ามันคงเป็นเช่นนั้น ผมใช้ชีวิตวันๆ ด้วยการครุ่นคิด เพ่งมองความเป็นไป นึกทบทวนเรื่องราวในชีวิตที่ผ่านๆ มา นี่กระมังที่ทำให้ผมเปลี่ยนแปลงไป ผมไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว หรือผมกำลังก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ก็เป็นได้ งานเขียนหลากหลายที่ผมสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่แม้จะไม่ได้รับการตอบรับ แต่ผมก็ยังคงเก็บเอาไว้ ผมไม่ได้เคร่งเครียดหรือเศร้าใจเลยที่เขียนแล้วไม่ได้พิมพ์ ผมเชื่อว่า สักวันหนึ่งคงมีสักที่เห็นคุณค่าของมัน ผมถามตัวเองบ่อยครั้งว่าตอนนี้เราเป็นอะไร นึกเปรียบเทียบกับพ่อค้าขายก๋วยเตี๋ยว พ่อค้าเปิดร้าน แต่ขายของไม่ได้ ถามว่าเขาเป็นพ่อค้าหรือไม่ คำตอบก็คือเป็น ไม่ว่าเขาจะขายได้หรือไม่ได้ก็ตาม คำตอบที่ได้รับนั้น ทำให้ผมมุ่งมั่นกับสิ่งที่ตัวเองทำโดยไม่หวั่นไหว เรื่อยมา จนบัดนี้ บ่อยครั้งที่ผมหยิบกีตาร์ขึ้นมา แล้วเอาบทกลอนที่เขียนๆ เก็บเอาไว้ มาใส่ทำนอง เปลี่ยนเนื้อไปบ้างเพื่อให้เข้ากับจังหวะ ไม่น่าเชื่อ ผมสามารถเขียนเพลงได้หลายสิบเพลง ผมรวบรวมเก็บไว้ คิดถึงเพื่อนอย่างอู๊ดขึ้นมาในทันที หลังจากที่เขากลับมาจากอุดรคราวนั้น ผมก็ไม่ได้ถามข่าวคราวของเขาอีกเลย รู้แต่ว่าเพื่อนไปอยู่กับพี่สาวแถวๆ รังสิตคลองสาม นั่นก็เป็นช่วงที่เพื่อนโทรมาบอกตอนจากกันใหม่ๆ เขาทิ้งเบอร์โทรไว้ให้ ผมตัดสินใจโทรหา แล้วมิตรภาพก็กลับมาสานต่อกันอีกครั้ง เมื่อผมไปหาเขาที่บ้านพี่สาวที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านรังสิตคลองสาม ว่าไงไอ้เสือร้าย กลายมาเป็นพ่อบ้านอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนแล้วเหรอวะ ผมเอ่ยทัก เมื่อเราได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง มึงก็พูดไป กูแค่มาเลี้ยงหลานให้เขา อู๊ดว่า เขายังเหมือนเดิม ทรงผม หรือท่าทาง ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย แต่ผม คงเปลี่ยนไปเยอะ กูว่ามึงดูดีกว่าสมัยเล่นดนตรีอีกนะเนี่ย สงสัยจะเป็นเสี่ยแล้ว เสี่ยอะไรล่ะมึง รายได้เดือนๆ นึงยังแทบจะไม่มี ดีนะที่ยังมีเงินจากพ่อกูช่วย ไม่งั้นแย่ว่ะ ผมบอก แล้วเป็นไง งานเขียนมึง อู๊ดถาม ก็เรื่อยๆ ก็เหมือนที่พี่รอนแกว่า เขียนมันทุกวัน ได้เงินไม่ได้เงินไม่เกี่ยว ผมบอก อือ ดีแล้ว กูดีใจที่มึงค้นพบจุดหมาย ไม่เหมือนกู อู๊ดว่า กินเหล้าดีกว่า ไป ว่าเสร็จก็ชวนผมออกไปซื้อของที่ร้านใกล้ๆ บ้าน เวลาผ่านพ้นไปอย่างไร เหตุการณ์ในชีวิตจะผันเปลี่ยนไปเช่นไร แต่มิตรภาพระหว่างเราไม่เคยเลือนหายไปกับสิ่งเหล่านั้นเลยจริงๆ และผมก็ยังเชื่อว่า มันจะยังคงดำเนินไปเช่นนี้ตราบนานเท่านาน กลายเป็นตำนานให้เพื่อนฝูงหรือลูกๆ หลานๆ ของเรา เล่าขานเรื่องราวของพวกเราสืบต่อไป เรื่องราวระหว่างมิตรสหาย เรื่องราวของวงเดอะ เวย์ (The way) ใช่บางที มันก็อาจกลายเป็นวงดนตรีที่กลายเป็นตำนาน ตำนานแห่งชีวิตของเราเอง ........................................ |
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |