• วรรณ
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : wun_warinya@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-28
  • จำนวนเรื่อง : 370
  • จำนวนผู้ชม : 64918
  • จำนวนผู้โหวต : 129
  • ส่ง msg :
วรรณ วริญญา
"ชีวิตเป็นเพียงเช่นฝันบรรเลง"
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wunwarinya07
วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม 2551
คือเธอ ผู้เป็นดั่งแรงบันดาลใจ
Posted by วรรณ , ผู้อ่าน : 337 , 23:56:08 น.   | หมวดหมู่ : เรื่องสั้น  
พิมพ์หน้านี้


“คือเธอ ผู้เป็นดั่งแรงบันดาลใจ”

 

                                                                                               

โดย  วรรณ วริญญา

 

1

 

 

ขวดเหล้าเปล่าๆ สองขวดกับขวดเบียร์ที่ว่างเปล่าเช่นกันกว่าห้าขวด วางกองเรียงรายใต้ม้านั่งหินอ่อน  ส่วนที่อยู่บนโต๊ะนั้น มีแก้วเหล้าวางอยู่สองสามใบ แสงแดดยามสายๆ สะท้อนกับขวดเปล่าๆ ใสๆ ส่องประกายวิบวับ คนหนุ่มมองดูมันจากด้านนอกของรั้วบ้าน ในใจก็พลันนึก เอาอีกแล้ว พี่ชายกู กินอะไรกันนักกันหนา พลันก็เปิดประตูรั้วก้าวเข้าไป ไม่แปลกใจที่ประตูรั้วและประตูในบ้านไม่ได้ล็อคเอาไว้ และเมื่อเปิดประตูบ้านเข้าไป ก็เห็นร่างผู้ชายที่เขาเคารพดุจพี่ชาย นอนถอดเสื้อแน่นิ่งบนพื้นกระเบื้องสีฟ้า เสื้อยืดสีเทาวางกองอยู่ตรงปลายเท้า สวมแต่เพียงกางเกงยีนส์สีซีดๆ ติดกันๆ เป็นโซฟาสีน้ำตาลอ่อนๆ นี่คงจะกลิ้งตกลงมา หรือไม่ก็เมาจนก้าวขึ้นไปนอนบนโซฟาไม่ไหว คนมาเยือนคิด ขณะมองดูรอบกายของผู้เป็นเจ้าของบ้านที่หลับตานิ่งสนิทราวกับคนไม่มีชีวิต หากไม่เห็นอาการเคลื่อนไหวที่หน้าท้องและหน้าอกอันผอมๆ เกร็งๆ นั่น ก็อาจจะคิดได้ว่าเขาหมดลมหายใจไปแล้ว คนมาเยือนได้แต่นิ่งมอง แล้วสักพัก คนที่นอนไม่ได้สติก็หลุดคำพูดออกมา ทั้งๆ ยังหลับใหลไม่ลืมตา

                                “บุ๋ย ๆ.....” สิ้นเสียง ก็พลิกตัวไปอีกด้าน หันหลังให้ คนมาเยือนได้แต่ส่ายหัว แต่ยังไม่กล้าปลุก เพราะดูจากสภาพแล้ว ไม่มีทางที่เขาจะฟื้นตื่นขึ้นมาได้ง่ายๆ จึงได้แต่ช่วยจัดเก็บข้าวของภายในบ้าน จนสะอาดเรียบร้อย แล้วออกมาเก็บแก้วกับขวดเปล่า กวาดเศษขยะทิ้งจนเกลี้ยง รวมทั้งยังล้างถ้วยชามที่กองเต็มอยู่ในครัวด้วยอีก เสร็จเรียบร้อย เปิดตู้เย็น เห็นเบียร์สามขวดที่ไม่มีร่องรอยการเปิดแช่ไว้อยู่ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาสนใจ กาแฟเย็นกระป๋องต่างหากที่ต้องการ แล้วหยิบออกมานั่งดื่มคนเดียวเพลินๆ ปล่อยความคิดเล่นๆ ตรงม้านั่งที่เพิ่งทำความสะอาดไป มองไปยังเบื้องหน้าฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ไกลกันนัก แค่ถนนคอนกรีตที่กว้างไม่กี่เมตรกางกั้นไว้เท่านั้น บ้านปูนสองชั้น สีไข่ไก่ทั่วทั้งหลัง ซ่อนตัวเงียบๆ ภายใต้แมกไม้ครึ้มๆ สะท้อนอยู่ในดวงตา ดูแล้วก่อความรู้สึกร่มรื่นขึ้นในทันที พลางคิด นี่กระมังเหตุที่พี่ชายที่เขานับถือ ต้องเมามายถึงเพียงนี้ บ้านที่เขามองดู คือบ้านของหญิงสาวคนนั้น คนที่ทำให้ผู้เป็นเจ้าของบ้านละเมอหา “บุ๋ย” เคยได้ยินแต่เขาเล่าให้ฟัง และยิ่งพักหลังๆ ดูเหมือนพี่ชายคนนี้ของเขาจะเพ้อหาอย่างหนัก ด้วยเธอลาจากไปยังดินแดนอันห่างไกล ผืนแผ่นดินแห่งทวีปยุโรป ประเทศที่ได้ชื่อว่าในอดีต ตะวันไม่เคยตกดิน ดินแดนที่เรียกชื่อว่า ประเทศอังกฤษ “บุ๋ย” ผู้หญิงที่ทำให้ผู้ชายที่สลบไสลในบ้านตอนนี้ รำพึงรำพันถึงเสมอมา ผู้ชายที่เขานับถือว่าเข้มแข็ง เปี่ยมด้วยปรัชญาแห่งชีวิต หมดท่าเสียแล้วให้แก่เด็กสาวที่ลับลาห่างไกล

 

 

จวบจนตะวันคล้อยเคลื่อนจากกลางฟ้า เสียงเคลื่อนไหวจากภายในก็ดังให้ได้ยิน ลุกจากม้านั่ง เดินกลับเข้าไปในบ้าน พบเจ้าของบ้านกำลังลุกยืน ผมยาวๆ ของเขานั้น ยุ่งเหยิงไม่เป็นรูปทรง ดวงตาแดงกล่ำ แม้เค้าโครงแห่งความหล่อเหลาจะมีอยู่บ้าง แต่ภาพที่เห็นยามนี้ มันไม่ได้น่ามองเอาเสียเลย เจ้าของบ้านเป็นฝ่ายทักขึ้นก่อน ด้วยน้ำเสียงแหบเครือ

 

                                “ไง ไอ้ผมยาว มาตอนไหนวะ” ว่าเสร็จ ก็เดินเอียงๆ เข้ามาหา

                                “หวัดดีพี่ต้น โห เมาซะแปล้เลย กลิ่นเหล้ายังหึ่งอยู่เลยเนี่ย” พลางทำจมูกย่น

                                “เอาน่า ไม่เมาเหล้า แต่เมารักว่ะ” ว่าเสร็จก็หัวเราะ ก่อนจะโอบผู้มาเยือน แล้วพากันมานั่งตรงโซฟา

                                “กินไปได้ยังไง เหล้าสองขวด เบียร์อีกห้า แถมยังมีในตู้อีกสาม” 

                                “โธ่ ก็ข้ารอเอ็งอยู่น่ะสิ ไอ้ป้อม เอ็งไม่มาก็เลยกินคนเดียว” ต้นว่า พลางมองไปนอกประตู ซึ่งพอจะมองเห็นรั้วอัลลอยด์สีเขียวของบ้านฝั่งตรงข้ามได้บ้าง

                                “ไม่อยากเชื่อเลยว่า พี่ต้นจะชอบน้องเค้าขนาดนี้ ตอนเค้าอยู่ทำทีไม่สน” ป้อมว่า

                                “ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้แหละวะ ใครจะคิดล่ะว่า จะจากไปเร็วแบบนั้น ก็เห็นๆ ว่าเพิ่งจะเรียนจบ แต่คงไม่ได้เจอกันอีกแล้วล่ะ ช่างเหอะ” ต้นว่า พลางถอนหายใจ แล้วลุกขึ้น หันมามองคนมาเยือน ยิ้มๆ ยกมือเสยผมยาวๆ ที่ยังดูกระเซิงๆ แล้วว่า

                                “ถอนดีกว่าว่ะ” พลันเดินไปยังตู้เย็นที่ตั้งอยู่ในครัวทันที ป้อมได้แต่ยิ้มมองตาม พยายามจินตนาการถึงเด็กสาวคนนั้น “บุ๋ย” เธอคงจะสวยสดใสน่าดู เสน่ห์แห่งเธอจึงมีพลังรุนแรงถึงเพียงนี้ ทำเอาผู้ชายที่เพิ่งลุกไปเมื่อครู่ ถึงกับไม่เป็นอันกินอันนอน ซึมเซาด้วยพิษแห่งความคิดถึง ป้อมได้แต่นึกเห็นใจ แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่านี้ การมาอยู่เป็นเพื่อน อาจเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วก็เป็นได้

 

 

 

ตะวันลับฟ้าไปนานแล้ว ต้นนอนหงายหน้าบนโซฟาสีน้ำตาลอ่อนๆ ตัวเดียวที่มีอยู่ในบ้าน มือข้างหนึ่งก่ายหน้าผาก อีกข้างวางไว้บนหน้าอกที่เปลือยเปล่า หากไม่เมาเหมือนวันก่อน ที่ตรงนี้ก็คงไม่ต่างอะไรจากเตียงนอน เป็นทั้งที่นั่ง ที่นอน ที่ต้อนรับแขกผู้มาเยือน เขานอนนิ่งอยู่ตรงนี้มาตั้งแต่ก่อนตะวันจะตกดิน ปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย สลับกับการทอดถอนใจในบางขณะ มองดูเพดานฝ้าอย่างเลื่อนลอย คิดถึงน้ำใจของเพื่อนรุ่นน้องที่มาอยู่เป็นเพื่อนเมื่อสองวันก่อน และกลับไปเมื่อช่วงเช้าๆ ของวันนี้ คงนึกเป็นห่วงในสภาพจิตใจของเขา ที่ดูเหมือนมันจะไร้หลักไร้แหล่ง ล่องลอยไปตามกระแสแห่งอารมณ์ที่ไม่คงที่ การดื่มอย่างหนักมาเป็นสัปดาห์ ก็ดูเหมือนจะบั่นทอนทั้งกายและใจให้ล้าโรยและอ่อนแอลงไปทุกวัน แต่จะทำอย่างไรได้ เมื่อจิตใจมันไม่ยอมเชื่อฟังเหตุผลแห่งความคิดอีกด้าน แรงยั่วแห่งความรู้สึก มันมีพลังเหนือกว่ามากนัก ใครเล่าจะทนทานไหว ใครเล่าจะไม่รู้สึกเศร้าซึม ในเมื่อใครคนหนึ่ง คนที่เป็นแรงในการขับเคลื่อนพลังแห่งดวงใจมาโดยตลอด พลันอำลาจากไกล ทั้งๆ ที่ก่อนหน้า ดูเหมือนบทเพลงแห่งการลาจากจะไม่มีแม้แต่ท่วงทำนองขึ้นนำ แต่อยู่ๆ ก็กลับบรรเลงก้องดังอย่างไม่ได้ตั้งตัว มารู้อีกที ใครคนนั้นก็จากไปไกลแสนไกลเสียแล้ว มีเพียงดวงหน้า รอยยิ้ม แววตา และสำเนียงพูดจาที่เคยได้ยิน ซึ่งบันทึกอยู่ในรอยทรงจำเรื่อยมาเท่านั้น ที่คอยฉายภาพให้ระลึกถึงแต่ในสำนึก แต่ความเป็นจริงที่พบเจอ เขาสัมผัสได้แค่เพียงความว่างเปล่า รับรู้แต่ความอ้างว้างในดวงใจ ยิ่งคิดถึง ก็ยิ่งอัดอั้น ระบายออกมาได้แต่เพียงการทอดถอนใจ และบางครั้ง ก็เพียงแต่เอ่ยชื่อแห่งเธอออกมาเบาๆ “บุ๋ย” “บุ๋ย” เรียกซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ช่างเลื่อนลอยและวังเวงในอารมณ์เสียจริง ความหวังเล็กๆ ที่เหมือนแสงสว่างอันเลือนรางเพียงอย่างเดียวก็คือ บุ๋ยอาจจะกลับมาสักวันหนึ่งหรืออย่างน้อยที่สุด เธออาจจะรับรู้ในสิ่งที่เขารู้สึกและอาจจะติดต่อกลับมาบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงความหวังที่ริบหรี่เหลือเกิน เหมือนแสงหิ่งห้อย ที่คงไม่พอให้มองเห็นหนทางใดๆ ภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิด หัวจิตหัวใจยามนี้ ใยหนอจึงอาลัยอาวรณ์ยิ่งนัก คำพูดต่างๆ ที่เคยได้ยินก็กลับผลุดโผล่มาบ่อนทำลายดวงใจเพิ่มเข้าอีก

                                “เฮ้ยมึงรู้มั้ย” เพื่อนสนิทที่เคยมาหาเมื่อเดือนก่อน เอ่ยขึ้น ขณะนั่งดื่มด้วยกัน

                                “อะไร” ต้นถาม

                                “ก็ถ้าเวลาที่เรารู้สึกคิดถึงใครมากๆ เนี่ย คิดถึงแบบจะเป็นจะตายเลยนะ รู้มั้ย หมายความว่ายังไง”

                                “ไม่รู้สิ คงเพราะเค้ารู้มั้งว่าเราคิดถึง” ต้นบอก

                                “ผิดแล้วเพื่อน ตรงกันข้ามต่างหาก” เพื่อนว่า ถือแก้วเหล้าในมือ จ้องมองหน้าเขานิ่ง แล้วว่า อย่างช้าๆ

                                “ถ้าเราคิดถึงใครมากๆ คิดถึงแทบใจจะขาดเลยเนี่ยนะ หมายความว่า ใครคนนั้น ไม่ได้คิดถึงอะไรเราเลย” ว่าเสร็จ เพื่อนก็ยกเหล้าเข้าปาก ต้นได้แต่คิดในตอนนั้น คนอย่างเขาจะคิดถึงใครได้ขนาดนั้น ไม่มีทาง แต่ยามนี้ ขณะนี้ เวลานี้ เขารับรู้ถึงอารมณ์เช่นนั้นอย่างชัดแจ้ง ความคิดถึงที่ท่วมท้น ความคิดถึงที่ว่าแทบจะขาดใจนั้น บัดนี้ มันอัดอั้นอยู่เต็มจิตเต็มใจของเขาแล้วทั้งหมด และนั่นก็คงจะหมายความว่า คนที่เขาคิดถึง ไม่ได้คิดอะไรถึงเขาเลย ยิ่งนึกถึงคำพูดของเพื่อน ก็ยิ่งเปล่าเปลี่ยวในอารมณ์ ถอนใจออกมาโดยไม่รู้ตัว แล้วเสียงแห่งตัวเองอันแผ่วเบา เบาเสียจนเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าตัวเองเอ่ยมันออกมา เสียงเบาๆ ที่ว่า “บุ๋ย บุ๋ยคงไม่ได้คิดถึงพี่แล้วจริงๆ”  สิ้นเสียงแผ่วเบานั้น ดวงตาก็ปิดลงพร้อมกับหยดน้ำอุ่นๆ ก็ค่อยๆ ไหลริน แล้วทิ้งตัวเองให้สั่นสะอื้นเพียงลำพังอยู่อย่างนั้น ท่ามกลางค่ำคืนที่เงียบงันยาวนาน

 

 

2

 

แสงแดดอ่อนๆ สะท้อนอยู่ในกระถางบัวใบน้อย ดอกบัวเล็กๆ เรียวๆ กำลังจะโผล่พ้นจากผิวน้ำ  ลมยามเช้าล้อเล่นกับกิ่งก้านต้นราชาวดี เม็ดเกสรเล็กๆ สีขาวๆ ร่วงหล่นตามแรงลม เกลื่อนกระจายเต็มลานซีเมนต์หน้าบ้าน ต้นฟื้นตื่นอย่างช้าๆ ค่อยๆ ดันตัวเองลุกขึ้นนั่ง พอนิ่งนั่งได้สักพักก็หันเหสายตามองไปทางประตูบ้าน แล้วก็พบว่า คืนทั้งคืน เขาไม่ได้ปิดประตูบ้าน พลันลุกกายหยัดยืน แล้วก้าวออกไปหวังจะปิดประตูเข้ามา แต่พอได้สัมผัสกับลมเย็นๆ ยามเช้า จึงเปลี่ยนใจ เดินออกไปนอกบ้าน ตรงไปนั่งยังม้านั่ง เหม่อมองไปที่บ้านฝั่งตรงข้าม จ้องนิ่งอย่างเดียวดาย ความคิดถึงที่มีอยู่ก่อนหน้า น่าแปลก เช้านี้ทำไมมันจางๆ ลงไป ทั้งที่เมื่อคืนก็ยังคิดถึงอย่างหน่วงหนัก หรือเพราะบรรยากาศอันสดชื่นแห่งเช้าตรู่ หรือบางที อาจเหมือนคำพูดของเพื่อนที่เคยบอก บางทีบุ๋ยอาจจะคิดถึงพี่บ้างก็ได้ ความคิดถึงที่มีมันจึงคลายๆ ลง ต้นคิด แล้วภาพเก่าๆ ของคืนวันในอดีตก็ย้อนคืนสู่สำนึก ภาพแรกของบุ๋ยกลับชัดเจนขึ้นในรอยทรงจำ นับจากวินาทีแรกที่พบเจอ จนวินาสุดท้าย ที่ดวงหน้างามๆ นั้นลาจากไกล “บุ๋ย” ผู้หญิงคนดียวที่สร้างแรงบันดาลใจแก่เขาเสมอมา รอยยิ้มแห่งเธอ แจ่มชัดเหลือเกิน ราวกับเธอวนเวียนอยู่ข้างๆ สำเนียงเสียงพูดจา ก็ราวกับกำลังเอื้อนเอ่ยให้เขาได้ยิน ต้นหลุดสู่โลกแห่งภวังค์ ภาพแห่งอดีตกำลังโอบล้อมตัวเขา จนยากที่จะหลุดหนีออกมาได้เสียแล้ว

 

                                “แม่ แม่คะ เปิดประตูหน่อย บุ๋ยลืมเอากุญแจไปด้วย” เสียงใสๆ นั้นดังมาจากหน้าบ้าน ต้น คนหนุ่มที่เพิ่งเดินทางกลับมาสู่บ้าน สู่ถิ่นฐานอันคุ้นเคย หลังจากการเร่ร่อนนานกว่าห้าปี จนตัวเองแปลกหน้าไปเสียแล้วกับคนแถบนี้  เมื่อได้ยินเสียงนั้น ก็ราวกับมนต์ดลใจให้ลุกออกไปมองดู ภาพที่เห็น เกี่ยวรัดความรู้สึกคนหนุ่มในทันที ลอบมองดูเจ้าของเสียง แอบได้ยินเธอคุยกับผู้เป็นแม่ที่กำลังเดินออกมาเปิดประตูให้ ก็บ้านเธอกับบ้านเขา มันอยู่ตรงข้ามกันและห่างกันแค่ไม่กี่เมตร จึงพอจะได้ยินเสียงพูดคุยกันได้ ต้นได้ยินแล้วก็ยิ้มๆ ให้กับเสียงและภาพที่เห็น

                                “เรานี่ขี้ลืมจัง” คนเป็นแม่บ่นๆ แต่ยังยิ้มให้กับลูกสาว

                                “โธ่ แม่ ก็บุ๋ยรีบนี่” เธอว่า แล้วก้าวเข้าบ้านพร้อมผู้เป็นแม่ ก่อนจะได้ยินเสียงเธอก้าวออกมาอีกครั้ง ภายใต้ชุดนักเรียนมัธยมปลาย ดวงหน้าใสๆ ผ่องพรรณ เดินฝ่าสายแดดยามสายผ่านไป หัวใจต้นขณะนั้น ล่องลอยติดตามไปพร้อมกับเธอ และนับจากนั้น บุ๋ย ก็ไม่เคยห่างหายไปจากดวงใจของเขาอีกเลย ท่ามกลางความโดดเดี่ยวครั้งใหม่ ที่โถมสู่ชีวิต เพียงแต่ครั้งนี้ มีความรู้สึกวาบหวามร่วมอยู่ด้วย

 

ประสบการณ์ที่ผันผ่านระหว่างวันคืนที่ไร้หลักแหล่ง ถูกเขาเปลี่ยนแปลงเป็นถ้อยคำบนหน้ากระดาษ วันแล้ววันเล่า ที่เฝ้าพากเพียรเขียนอยู่เรื่อยร่ำไป ต้นปล่อยชีวิตหลังจากการกลับมาอยู่บ้านเก่าอีกครั้ง ด้วยการเขียนหนังสือ สิ่งเดียวที่เขาทำ และดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาระบายสิ่งต่างๆ ที่สะสมไว้ในสำนึก ทุกภาพทุกเหตุการณ์ ทุกเรื่องราว ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ ความประทับใจหรือความสะเทือนใจ เหมือนมันจะพร่างพรูออกมาไม่หยุดหย่อน นั่นเองที่ทำให้เขาเหมือนจะโดดเดี่ยว หากแต่เป็นความโดดเดี่ยวที่สนุกมือเขายิ่งนัก นอกจากนี้แล้ว ก็คงเพียงเด็กสาวบ้านตรงข้าม “บุ๋ย” เท่านั้น ที่ซาบซ่านในดวงใจกว่าสิ่งอื่นใด แม้จะรู้ว่าวันวัยของเขาและเธอมันต่างกันมาก ตอนที่เขาเพิ่งได้เจอ บุ๋ย เธอเพิ่งจะเรียนมัธยมปลาย ส่วนเขานั้น อายุเดินทางเข้าสู่หลักสามสิบแล้ว นั่นจึงเป็นดั่งเกราะกำบังที่กั้นความคิดและความรู้สึกที่ดีที่เขามีต่อเธอเอาไว้อย่างมิดชิด ทุกอย่างสำหรับต้นในขณะนั้น เป็นเพียงภาพฝันที่เขาสร้างขึ้นมาเองทั้งหมด การได้เห็นเธออยู่เกือบทุกวัน ตอนเช้าไปโรงเรียน และเย็นๆ กลับจากโรงเรียน นั่นคงมากพอแล้วสำหรับผู้ชายที่อ้างว้างเช่นเขา แต่ต้นไม่อาจรู้ได้เลยว่าสิ่งที่เขาสะสมไว้ ความชื่นชมที่ตัวเองสร้างขึ้นนั้น จะกลับกลายเติบใหญ่ ตามวันเดือนปีที่พ้นผ่านไป และตัวเขาเองก็ไม่มีพลังเหลือพอที่จะโค่นมันทิ้ง แต่ใครเล่าจะย้อนวันคืนกลับไปได้ ที่ทำได้ก็เพียง ระลึกถึงมัน ก็เท่านั้น

 

 

                               

                                “ว่าไงเฮีย วันนี้ดูท่าจะไม่เมานี่” ป้อมเอ่ยทักสหายรุ่นพี่ ขณะยืนอยู่หน้ารั้ว ท่ามกลางสายแดดยามบ่ายที่ร้อนแรง มองดูเจ้าของบ้านที่นั่งเล่นกีตาร์ตรงม้านั่ง แล้วพลันผลักประตูรั้วเข้าไปนั่งร่วมด้วย

                                “อืม นั่งเล่นๆ เพลินๆ มาตั้งแต่เช้าๆ แล้ว ช่วงนี้ไม่ได้ดื่มมาหลายวัน เอ็งมาพูดถึง เริ่มจะอยากเลยเนี่ย” ต้นว่า ยิ้ม มือยังไม่วางกีตาร์

                                “โธ่ พี่นี่ช่างหาเรื่องอ้างได้ตลอด งั้น วันนี้ผมเลี้ยงละกัน” ป้อมว่า มองหน้า “แต่มีข้อแม้”

                                “ข้อแม้อะไรของเอ็งวะ” ต้นถาม

                                “พี่ต้องเล่าเรื่องน้องบุ๋ยให้ผมฟังให้หมด เพราะที่ผ่านๆ มา พี่เล่าแต่ความคิดของพี่ ไม่เคยเล่าเรื่องความเป็นมาของเธอเลย” ป้อมว่า

                                “เอ็งจะอยากรู้ไปทำไมวะ ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่ชื่นชมน้องเค้ามานาน ก็เท่านั้น” ต้นว่า ก้มหน้าเล่นกีตาร์เบาๆ

                                “ไม่รู้ล่ะ ผมอยากรู้นี่ คราวก่อน พี่ก็ได้แต่เมาๆ ไม่ยอมเล่า ผมอยากรู้จริงๆ น้องเค้ามีพลังอะไรนักหนา ถึงทำให้คนเข้มๆ อย่างพี่ อ่อนแอหวั่นไหวได้ถึงเพียงนี้ ถึงขนาดละเมอเพ้อหา” ป้อมว่า ยิ้มยั่ว

                                “ใครละเมอวะ ก็แค่เมาๆ ให้ลืมเท่านั้น เดี๋ยวก็ลืมได้” ต้นว่าขึงขัง

                                “ปากแข็ง ปากแข็ง ไม่รู้ล่ะ วันนี้ยังไงก็ต้องเล่า” ป้อมว่า แล้วยื่นมือไปขอกีตาร์ “มา เล่นบ้างสิ” ต้นยื่นให้ แล้วมองดูเพื่อนรุ่นน้อง พลางคิด ก็ดี จะได้ไม่ต้องเก็บกักเอาไว้ทรมานตัวเองคนเดียวอีกต่อไป อย่างน้อย เจ้าป้อมก็คงช่วยผ่อนคลายความรู้สึกเหล่านี้ได้บ้าง

 

ตะวันกำลังจะทิ้งดวง เห็นแต่แสงสีส้มๆ ทาบทับ             ทั่วแผ่นฟ้า สองสหายต่างวัยเริ่มต้นวงสนทนา ตรงม้านั่งที่เดิมต้นรวบมัดผมยาวๆ ไว้เป็นมวยด้านหลัง ดูเรียบร้อย ส่วนป้อมปล่อยผมดำยาวสยายเคลียไหล่ บทสนทนาเริ่มขึ้นด้วยการเอ่ยของป้อม

                                “บ้านน้องเค้าน่าอยู่นะ ต้นไม้เยอะดี” ป้อมว่า สายตามองไปยังบ้านฝั่งตรงข้าม  

                                “อืม ข้าก็เคยอยากอยู่ แต่ตอนนี้ไม่แล้ว” ต้นว่า เสียงเนือยๆ ยกแก้วดื่มก่อนเป็นคนแรก

                                “เริ่มเลยสิ ผมอยากจะฟังแล้ว เอาให้เห็นทุกภาพ ทุกความรู้สึกเลยนะ เหมือนในหนังสือที่พี่เคยเขียนๆ นั่นแหละ” ป้อมว่า จ้องต้นเขม็ง

                                “เออ เอ็งไม่ต้องย้ำ กินเหล้าก่อน ได้ฟิวก่อนสิวะ” ต้นว่า

                                “ได้ เอ้า งั้นดื่ม” ป้อมว่าเสร็จก็ยกแก้วเหล้าขึ้นชน แล้วต่างก็ดื่มหมดทั้งคู่ ไม่นานนัก เรื่องของเด็กสาวคนนั้น “บุ๋ย” ก็เปิดม่านการแสดง ผ่านการเล่าจากหัวจิตหัวใจของต้น

 

 

 

ฤดูฝนที่เพิ่งเริ่มมาเยือน นำเอาความชื่นฉ่ำมาสู่บรรยากาศ หลังจากได้เห็นดวงหน้าสดใสของเด็กสาวบ้านตรงข้าม เมื่อสองวันก่อน ต้นก็ได้แต่นอนฝันหวาน รู้สึกเหมือนตัวเองจะย้อนวันวัยกลับไปสู่สมัยที่เพิ่งเริ่มมีความรักใหม่ๆ ราวกับตัวเองจะลดอายุให้เหลือเท่ากับเด็กสาวที่ตรึงใจอยู่ยามนี้ มองผ่านประตูกระจกไปยังบ้านของสาวเจ้า นึกถึงคำพูดสมัยเด็กๆ ที่เพื่อนๆ ล้อๆ กันว่า “ไม่เห็นหน้า เห็นหลังคาบ้าน ก็ยังดี” แล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ ลำพัง ความรู้สึกว่ารัก มันก็ดีตรงนี้ ดวงใจมันเคลิ้มๆ ล่องลอย นานแล้วที่ตัวเขาเองไม่ได้รับรู้สัมผัสภายในเช่นนี้ หลังความเจ็บปวดจากความรักที่ร้างลา ได้เจือจางเบาบางลงไป ก็คงมีครั้งนี้ครั้งแรก ที่ทำให้เขาเริ่มต้องการสิ่งใหม่มาเติมเต็มใจร้าวๆ ดวงเดิม เขาไม่อยากนึกถึงสิ่งเก่าๆ อีกเลย บุ๋ย เด็กสาวที่เพิ่งได้เจอ เปรียบเหมือนอนาคตของเขา และตัวเขาเองนั้นก็ไม่เคยคิดถึงสิ่งใดๆ เลย นอกจากดวงหน้าใสๆ ของบุ๋ย ไม่คิดแม้แต่การพลัดพรากที่อาจต้องเกิดขั้นในสักวัน ดวงใจขณะนั้น จ่อมจมอยู่กับการแอบชื่นชม รอเวลาได้พบ หวังโอกาสพูดคุย ต้นคิดเพียงแค่นั้นในตอนนั้น

 

ความสัมพันธ์ระหว่างต้นกับบุ๋ยเด็กสาวบ้านตรงข้าม ก็คงจะมีอยู่เพียงเท่านั้น แค่เขาได้แอบชื่นชม แอบฝันใฝ่ ถ้าหากต้นไม่มีโอกาสได้รู้จักกับบุคคลคนหนึ่ง บุคคลซึ่งเปรียบเสมือนตัวแปรสำคัญในการคลี่คลายเหตุการณ์ที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเลยนี้ ให้เปลี่ยนแปลงไป บุคคลที่เสมือนหนึ่งผู้มาขีดเส้นแห่งการเริ่มต้นให้แก่เขา บุคคลซึ่งปรากฎกายในเย็นวันหนึ่ง หลังจากสายฝนเพิ่งสร่างซาหายไป

                                “นั่นต้นใช่มั้ย” ชายร่างท้วม อายุราวๆ สักห้าสิบ เอ่ยทักต้นที่กำลังเปิดประตูรั้วบ้านเดินออกมา

                                “อ้อ แปะเกี๊ยง หวัดดีครับ ไม่เจอซะนาน สบายดีนะครับ” ต้นเอ่ยทักเช่นกัน

                                “หายไปนานเลยเรา เป็นไงมาไง มามา อย่างงี้ต้องดื่มกันหน่อย” แปะเกี๊ยงว่าเสร็จ ก็พาต้นเดินเข้ามาในบ้านของตัว บ้านที่เด็กสาวที่ต้นใฝ่ฝัน อาจจะกำลังอยู่ข้างในนั้นด้วย ต้นยิ้มในใจ ภาพของบุ๋ยค่อยๆ ปรากฎในสำนึก มองไปรอบๆ บ้าน อันที่จริงเขากับแปะเกี๊ยงรู้จักกันมาตั้งแต่เขายังเด็กๆ ด้วยบ้านอยู่ตรงข้ามกัน แต่หลังจากที่ครอบครัวเขาย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด ก็ห่างหายกันไป รวมทั้งตัวเขาเองด้วยที่เดินทางแรมรอนไปสียนาน แต่แปะเกี๊ยงก็ยังจำเขาได้ และยังทักทายดั่งคนสนิทชิดเชื้อ พลันก็นึก แล้วตอนนั้นบุ๋ยไปอยู่ไหน

                                “เอ้า นั่งๆ เดี๋ยวผมเอาเครื่องดื่มกับแก้วมาให้” แปะเกี๊ยงว่า ขณะชวนให้ต้นนั่งที่ม้านั่งหินอ่อนที่ตั้งอยู่ข้างตัวบ้าน ใกล้ๆ กับหน้าต่างกระจก ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน ต้นนั่งลง พลันมองผ่านกระจกหน้าต่างเห็นบุ๋ยกำลังดูโทรทัศน์กับผู้เป็นแม่ ได้ยินเสียงของเธอแว่วดังออกมา พาเอาอารมณ์เคลิ้มลอยหวั่นไหว เผลอยิ้มไม่รู้ตัว จนแปะเกี๊ยงเดินออกมาพร้อมเบียร์กับแก้วสองใบ อารมณ์จึงกลับมาสู่ความเป็นปกติอีกครั้ง

                                “ไม่คิดว่าจะเจอต้น เห็นแม่เคยบอกว่า ไปอยู่แถวๆ เมืองเหนือมาเหรอ” แปะเกี๊ยงเริ่มคุย พลางรินเบียร์ใส่แก้วยื่นมาให้

                                “ครับ ช่วงนั้น ตระเวนไปเรื่อยครับ” ต้นบอก แล้วรับแก้ว

                                “อืม แล้วแม่ก็ย้ายไปอยู่กับน้องๆ ใช่มั้ย”

                                “ครับ ผมก็เลยกลับมาดูแลบ้านให้ ไม่แน่อาจจะขาย” ต้นว่า

                                “เฮ้ย จะขายทำไม เสียดายออก แล้วเราจะไปอยู่ไหนล่ะ” แปะเกี๊ยงว่า

                                “ก็ยังไม่วางแผนอะไรครับ แค่คิดๆ ไว้” ต้นว่า ยกเบียร์ขึ้นดื่ม พยายามลอบฟังเสียงบุ๋ยอยู่ทุกขณะ

                                “อืม เพิ่งจะกลับมา จะย้ายหนีกันอีกแล้ว เอาๆ แต่ตอนนี้ยังไม่ไปนี่นะ” คนแก่กว่าว่า แล้วยกเบียร์ขึ้นดื่มอึกใหญ่ แล้วสิ่งที่รอคอยก็ปรากฎ เมื่อร่างระหงของบุ๋ยเด็กสาวที่ต้นใฝ่ฝัน เดินออกมาจากตัวบ้าน จูงจักรยานออกมาด้วย แต่ก่อนที่เธอจะตรงไปยังประตูรั้วหน้าบ้าน แปะเกี๊ยงก็ร้องเรียก

                                “บุ๋ย บุ๋ย ไปไหน ตลาดเหรอ”

                                “ค่ะ” บุ๋ยเอ่ย ชงักการเดิน

                                “มานี่หน่อยสิ แปะจะฝากซื้ออะไรหน่อย” สิ้นเสียงแปะเกี๊ยง บุ๋ยจอดจักรยานแล้วเดินตรงเข้ามาหา ต้นมองเด็กสาวไม่วางตา หัวใจเต้นรัวสั่นไหว บุ๋ยค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ ท่วงทีแช่มช้อยแต่มั่นคงของเธอ มัดใจคนหนุ่มอย่างต้นจนแน่นิ่งไม่ไหวติง ราวกับสรรพสิ่งรอบกายเคลื่อนไหวอย่างเนิบช้า จนบุ๋ยเดินมาถึงตัว อยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ต้นกลับรู้สึกเหมือนเธออยู่ไกลเหลือเกิน อยากจะเอ่ยด้วย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองบ้าง หลบบ้าง ฟังแต่เสียงเธอรับคำแปะเกี๊ยง

                                “ซื้อยำลูกชิ้นปลาตรงตลาดให้แปะหน่อยนะ เอ้านี่ตังค์” พลางล้วงกระเป๋ากางเกง

                                “ค่ะ” บุ๋ยเอ่ย “แต่รอหน่อยนะ เพราะบุ๋ยจะซื้อของหลายอย่าง”

                                “อืม ไม่เป็นไร” แปะเกี๊ยงว่า ยื่นเงินให้ บุ๋ยรับเงินแล้วหันหลังเดินจาก ต้นมองด้วยความรู้สึกชื่นชม จนสายตาแปะเกี๊ยงหันมามอง จึงหลบเลี่ยง แล้วเอ่ยแก้เขิน

                                “น้องเค้าตัวสูงจัง ไม่รู้ว่าแปะมีหลานด้วย”

                                “ก็เราไปอยู่ที่อื่นนี่ ไปนานด้วย ตอนนั้นบุ๋ยยังเล็กๆ อยู่เลย” แปะเกี๊ยงว่า

                                “อืม คงใช่ ผมจากไปนานจริงๆ” ต้นว่า พลางคิดถึงวันคืนเก่าก่อนที่ตัวเองห่างหาย สิบกว่าปีแล้วเหรอเนี่ย เด็กสาวคนนี้นี่เอง ที่เขาเคยเห็นเมื่อวันวาน คนเดียวกับที่เคยมายืนรอรถรับส่งไปโรงเรียนตรงหน้าบ้าน เมื่อสิบกว่าปีก่อน ตัวผอมๆ ในชุดนักเรียนอนุบาล แต่ครั้งนี้ ที่เพิ่งได้พบเห็น ราวกับเป็นคนละคนกัน เหมือนอยู่ๆ เธอก็สลัดคราบวัยเด็กทิ้งไป แล้วสวมชุดวัยสาวในทันที และช่วงเวลาก่อนหน้านั้น คือช่วงที่เขาห่างหายไปนั่นเอง คิดแล้วก็ได้แต่สะท้อนใจให้กับกาลเวลาที่พ้นผ่าน ความเปลี่ยนแปลง มันช่างจริงเสียยิ่งกว่าอื่นใด ต้นคิด ดวงหน้าของบุ๋ยล่องลอยอยู่เต็มสำนึกทุกขณะระหว่างนั้น

 

 

3

 

ต้นเดินไปส่งป้อมสหายรุ่นน้องที่หน้าประตูรั้ว แม้เวลาจะย่างเข้าสู่ยามบ่ายแล้ว แต่ท้องฟ้ากลับหม่นๆ มัวๆ อากาศก็ร้อนอบอ้าว จนเหงื่อค่อยๆ ไหลซึมเต็มเสื้อยืดสีขาว ป้อมเองก็เอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับเหงื่อบนใบหน้า

                                “กลับเหอะ เดี๋ยวฝนจะตก บรรยากาศแบบนี้ ตกแน่ๆ” ต้นบอก

                                “อืม ผมก็ว่างั้น นี่ถ้าไม่ติดธุระที่บ้านนะ ผมอาจจะอยู่ต่อ ฟังพี่เล่าเรื่องน้องบุ๋ยแล้ว ผมรู้สึกเหมือนดูหนังไทยสมัยก่อนเลย ที่พระเอกแก่เกือบๆ น้องพ่อนางเอก” ป้อมว่าหัวเราะ

                                “เออ เอ็งก็พูดไป ข้ายังไม่แก่ขนาดนั้นหรอกน่า” ต้นว่า ยิ้มตาม

                                “อืม งั้นผมลาล่ะ วันหลังจะแวะมาหาใหม่ ขอบคุณเหล้า ขอบคุณเรื่องราวดีๆ” ป้อมว่า แล้วก้าวเดินจากไป ต้นปิดประตูรั้วแล้วกลับเข้ามานั่งนิ่งบนโซฟาในบ้าน มองดูบรรยากาศหม่นมัวที่ล้อมรอบกาย ความเหงาเดินทางมาสู่จิตใจอีกครั้ง และเพียงไม่นาน สายฝนก็กระหน่ำเทลงมา รุนแรงเสียจนเสียงแห่งสายน้ำกลบกลืนทุกสรรพเสียงไปสิ้น เพียงเสียงแห่งดวงใจตัวเองเท่านั้น ที่ดังกังวาลในสำนึก ความทรงจำอันงดงามในอดีตก็หวนคืนมาให้คิดถึงอีกครั้ง บรรยากาศแบบนี้ ความชุ่มชื่นที่เคยได้สัมผัส ความรู้สึกอิ่มเอมที่เคยปรากฎในร่องรอยแห่งอดีตทรงจำ กลับมาฉายชัดเพื่อย้ำเตือนให้คิดถึงคืนวันดีๆ คืนวันดีๆ ซึ่งไม่อาจย้อนกลับมาได้อีกแล้ว

 

 

หนังสือเรื่องสั้นของนักเขียนคนโปรดเล่มหนึ่งกับนิยายที่เคยอ่านมาแล้วเล่มหนึ่ง ที่ถึงแม้จะใส่ไว้ในถุงพลาสติกอย่างมิดชิด แต่ก็ไม่น่าวางใจนัก ในเมื่อฝนกำลังสาดเทรุนแรงไม่ลืมหูลืมตา ต้นก้าวออกจากร้านหนังสือ หลังจากหาซื้อหนังสือที่ตัวเองชื่นชอบ แต่ก็ก้าวไปไม่พ้นหน้าร้านหนังสือแห่งนั้น ได้แต่อาศัยร่มเงาของกันสาดหน้าร้านป้องบังความเปียกชื้น แต่ก็ยังมีกระเซ็นมาถูกเนื้อตัวอยู่บ้าง และดูเหมือนว่าจะต้องยืนหลบฝนอยู่เพียงลำพัง ว่าจะหันหลังกลับเข้าไปเดินเล่นในร้านเพื่อฆ่าเวลา จนกว่าฝนจะสร่างซาลง แต่ใครคนหนึ่งก็เดินสวนออกมา ร่างสูงระหง สง่างามเหลือเกินในสายตาต้นขณะนั้น เสื้อยืดสีขาว กับกางเกงยีนส์สีจางๆ และท่วงทีที่ดูทะมัดทะแมง เดินมาใกล้ๆ และก็เช่นเดียวกับเขา เจ้าของร่างงาม เดินไปไหนไม่ได้ ได้แต่ยืนรอให้ฝนหยุดอยู่ตรงหน้าร้านหนังสือแห่งนั้น ต้นแน่นิ่งราวกับถูกสะกดจิต ไม่ไหวติงใดๆ มีเพียงดวงใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ จนสายตาของคนที่ยืนข้างๆ หันมาสบ ประโยคแรกจากเขาก็เอ่ย

                                “น้องบุ๋ย” ต้นว่า เด็กสาวยิ้มๆ นั่นแสดงว่าเธอจำเขาได้ ต้นจึงว่าต่อ “มาซื้อหนังสือเหรอครับ”

                                “ค่ะ ซื้อหนังสือข้อสอบน่ะค่ะ” เธอยิ้มอายๆ เอามือเสยผมที่หล่นมาปรกหน้า ต้นจ้องมองความงามที่ปรากฎอยู่ตรงหน้า พยายามควบคุมตัวเองด้วยการหันไปมองสายฝนที่ยังคงเทกระหน่ำ แล้วหันมาหาเด็กสาวอีกครั้ง

                                “ฝนแรงจัง สงสัยจะต้องหลบอยู่อีกนานเลย” ต้นว่า ยิ้ม

                                “ค่ะ” บุ๋ยมองเขา แล้วก็กลับก้มหน้าลงอีก

                                “ไปเดินเล่นๆ ข้างในก่อนมั้ย ฝนซาแล้วค่อยกลับ” ต้นยิ้ม บุ๋ยไม่ได้เอื้อนเอ่ยอะไร พอเห็นต้นขยับตัวจึงขยับตาม แล้วเดินเข้าไปในร้านด้วยกัน วินาทีนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนจะไร้ความหมายไปโดยสิ้นเชิง ไม่มีอะไรวิเศษหรือสำคัญเท่านี้อีกแล้ว ร้านหนังสือก็ดูราวกับจะมีเพียงเขาและเด็กสาวที่เขาปลาบปลื้มเพียงสองคนเท่านั้น จากที่ว่าจะเดินเพื่อฆ่าเวลา ก็กลับกลายเป็นเดินคุยกันไปมาเกือบชั่วโมง ต้นแนะนำหนังสือ และนักเขียนที่ตัวเองชื่นชอบให้บุ๋ยรู้จัก ดูท่าทางเด็กสาวก็สนใจในสิ่งที่เขาบอกกล่าว เธอสดใส บริสุทธิ์ งดงามยิ่งนักในความรู้สึกของต้น ยิ่งได้อยู่ใกล้ๆ ต้นก็ยิ่งอบอุ่นอย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน ไม่รู้จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่าอย่างไร ความรัก ความเอ็นดู หรือความปลาบปลื้มชื่นชม ทุกๆ อย่างมันผสมปนเปกันไปหมด แต่ที่รู้แน่ๆ ชัดๆ อยู่อย่างเดียวก็คือว่า เขาไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดอีกแล้ว นอกจากการได้อยู่ใกล้ๆ กับบุ๋ย เด็กสาวที่เพิ่มเติมเรี่ยวแรงให้ก่อเกิดแก่ดวงใจอีกครั้ง หลังจากที่มันหดหายไปเสียนาน

 

ต้นประคองจักรยานเอาไว้ บุ๋ยลงจากเบาะหลังที่นั่งซ้อน แล้วยื่นถุงหนังสือให้ ต้นยื่นมือข้างหนึ่งไปรับ พอบุ๋ยเอามือประคองจักรยานได้เองแล้วจึงปล่อยมือตัวเองอีกข้างที่จับรถเอาไว้ออก กลิ่นชื้นๆ ของฝนที่เปียกพื้นถนนล่องลอยติดจมูก แต่กลิ่นเนื้อกายแห่งบุ๋ยก็กลับลบเลือนกลิ่นใดๆ จนสิ้น เส้นผมที่ถูกละอองฝนจางๆ ช่างหอมซ่านยิ่งนักในรู้สึก ต้นได้แต่นิ่งมองเด็กสาวอย่างลืมตัว จนเธอเป็นฝ่ายเอ่ย

                                “บุ๋ยเข้าบ้านก่อนนะ” เธอว่าต้นจึงหลุดจากอารมณ์อันเหม่อลอย ยิ้มให้เธอ แล้วก้าวกลับมายังฝั่งของบ้านตัวเอง ก่อนจะหันไปมองดูเด็กสาวจูงจักรยานหายเข้าไปในบ้าน อารมณ์ขณะนั้น ล่องลอยเคลิ้มฝันในทุกย่างก้าว ยิ้มเต็มหน้าไม่รู้ตัว พอเข้ามานั่งในบ้านได้ ก็หยิบเอาหนังสือขึ้นมาโอบกอด ก้มลงหอมหนังสือทั้งๆ ที่อยู่ในถุงพลาสติกซึ่งยังมีร่องรอยแห่งละอองฝน ซื้อมาสองเล่ม เล่มหนึ่งให้บุ๋ย เป็นนิยายของเสนีย์ เสาวพงษ์ ที่เอามาตีพิมพ์ใหม่ “ความรักของวัลยา” พลางนึกถึงนางเอก “วัลยา” ตัวจริงเธอคงจะเหมือนกับบุ๋ยกระมัง เก่ง เชื่อมั่นในตัวเอง มีอุดมคติสูง ต้นได้แต่คิดฝันไปเรื่อยและก็คาดหวังว่าเธอคงจะชอบหนังสือเล่มนั้น ซึ่งถ้าหากเธอชอบ เขาก็คงจะเป็นที่ชื่นชมของเธอบ้างก็ได้ ต้นคิดแล้วก็ยิ่งหวิวไหวในดวงใจขึ้นมา ไม่อาจนั่งอยู่นิ่งๆ ได้ ลุกเดินไปเดินมา มือไม่ยอมปล่อยวางถุงหนังสือ จิตใจมันไม่ได้อยู่กับตัวเองเสียแล้ว อยู่ตรงนั้นต่างหาก ที่บ้านอันร่มรื่นฝั่งตรงข้าม เด็กสาวคนนั้น “บุ๋ย” เธอคว้าดวงใจแห่งเขาไปครอบครองจนสิ้นแล้ว

 

 

ฝนสร่างซาไปแล้ว ภาพอดีตยามนั้นก็จากพ้นไปนานแล้วเช่นกัน ต้นเหม่อมองผ่านกระจกประตู ภาพของบ้านฝั่งตรงข้ามสะท้อนฉายชัดในดวงตา อวลไอเย็นชื้นจากบรรยากาศภายนอก แผ่ผ่านเข้ามาคลอบคลุมถึงภายใน พาให้กายรู้สึกเย็นยะเยือก แต่ดวงใจนั้นสิยิ่งกว่า รอยยิ้มแห่งบุ๋ยในครานั้น ทุกอิริยาบถแห่งเธอเมื่อครั้งที่ระลึกถึง ยังคงติดตรึงในทรงจำมิรู้เลือน ราวกับเหตุการณ์เหล่านั้นเพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อวาน ภาพทรงจำที่ย้อนมาให้นึกถึง นั่นมันกว่าสี่ปีมาแล้ว เวลานั้นความหวังอันแช่มชื้นดั่งความชุ่มฉ่ำแห่งสายฝนก่อเกิดอยู่เต็มดวงใจ ตรงกันข้ามเหลือเกินกับยามนี้ ที่ทุกสิ่งอย่างกลับดูเลือนรางว่างเปล่า มีแต่ความซึมเศร้า ความเงียบเหงา ที่ครอบครองดวงใจและความรู้สึกอยู่ในทุกอณูแห่งลมหายใจ ต้นพยายามสลัดภาพทรงจำในคืนวันอันแสนดี คืนวันอันแสนดีแห่งอดีต ที่มีแต่ร่องรอยของบุ๋ยอยู่เต็มไปหมดให้เลือนหาย แต่มันกลับเป็นไปไม่ได้เลย ยิ่งพยายามก็ยิ่งเหมือนการตอกย้ำให้จดจำฝังแน่น หรือบางที เขาอาจไม่ได้อยากลืม เขาต้องการที่จะจดจำมันไว้ เขาต้องการที่จะเก็บภาพแห่งอดีตเหล่านั้น ฝังมันให้ลึกในห้วงดวงใจมากกว่า ใช่ เขาอาจต้องการเช่นนั้นจริงๆ

 

 

ความสัมพันธ์หลังจากวันฝนตกที่ร้านหนังสือระหว่างต้นกับบุ๋ยดูเหมือนจะได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ต้นก็กลับหวั่นๆ ลึกๆ อยู่เสมอ ราวกับสิ่งที่คิดไว้นั้นจะเป็นดั่งลางสังหรณ์ที่คอยย้ำเตือนเขาให้ยับยั้งชั่งใจ แต่ช่วงระหว่างนั้น ความสุขใจที่กำลังก่อเกิด ก็บดบังความคิดที่เริ่มส่งเสียงให้ได้ยินเบาๆ ต้นไม่คิดถึงเรื่องวันวัยระหว่างเขากับบุ๋ย ที่เคยกลัวก่อนหน้า ไม่สนใจแม้แต่ฐานะความเป็นอยู่ของตัวเขาเองกับบุ๋ย ลืมสิ้นความแตกต่างที่ว่า เขาเลยวัยค้นหามาแล้ว ส่วนบุ๋ยเปรียบดอกไม้ที่เริ่มแย้ม ยังอยู่ในวัยแห่งการแสวงหา ชีวิตเธอต้องมองไปข้างหน้า ส่วนเขา ได้ผ่านกระบวนการเหล่านั้นมาหมดแล้ว แต่ใครเล่าจะใส่ใจ ในเมื่อตอนนั้น สัมพันธ์อันงดงามกำลังจะเริ่มต้น คนหนุ่มวัยสามสิบอย่างต้น จึงไม่อาจต้านทานความปรารถนาแห่งหัวใจตัวเองได้พ้น

 

                               

                               

                                “อ้อบุ๋ย จะไปข้างนอกเหรอ” ต้นเอ่ยกับบุ๋ยที่กำลังจูงจักรยานออกมาจากบ้านตอนช่วงสายๆ ของวัน แต่ที่จริง เขามาดักรออยู่ก่อนแล้ว

                                “ค่ะ จะไปซื้อกับข้าวให้แม่” บุ๋ยว่า รอยยิ้มแห่งเธอที่มีให้นั้น เริ่มคุ้นเคยขึ้น

                                “อืม งั้นพี่ไปด้วยนะ พี่ว่าจะไปตลาดเหมือนกัน มา เดี๋ยวพี่ปั่นจักรยานให้ บุ๋ยซ้อนนะ” ต้นบอก และโดยไม่รีรอ ก็คว้าจักรยานมาแทน บุ๋ยไม่ได้ว่าอะไรตอบ พอต้นขึ้นขี่รถ เธอก็นั่งซ้อนท้ายทันที ต้นไม่รู้ว่าเด็กสาวคิดหรือรู้สึกอย่างไร เขารู้แต่เพียงความต้องการในใจแห่งตัวเองเท่านั้น ความใกล้ชิดที่เกิดขึ้น คือปรารถนาแห่งหัวใจของเขา ในใจยามนั้น ต่อให้ต้องปั่นจักรยานไปอีกไกลแค่ไหน ขอเพียงมีบุ๋ยนั่งซ้อนท้ายไปด้วย เขาก็จะปั่นมันอยู่อย่างนั้นไม่ยอมหยุด เว้นเสียแต่บุ๋ยจะเป็นฝ่ายบอกให้หยุดเท่านั้น  

 

                                “งั้นพี่เดินไปด้วยนะ จะได้ช่วยบุ๋ยถือ” ต้นบอก เมื่อจอดจักรยานไว้หน้าตลาด

                                “ไม่เป็นไรค่ะ บุ๋ยต้องซื้อของหลายอย่าง พี่ต้นซื้อของพี่ต้นก่อนก็ได้” บุ๋ยว่า

                                “อืม งั้นพี่ช่วยบุ๋ยซื้อก่อน ค่อยมาซื้อของพี่ พี่ซื้อไม่เยอะ ไม่กี่อย่างเอง นะนะ” ต้นว่า บุ๋ยมองเขาแล้วยิ้มอย่างเปิดเผย เหมือนจะมีทีท่าขำๆ ที่แห็นเขาแสดงอาการอ้อนวอนเหมือนเด็กๆ ทั้งคู่เดินเลือกซื้อของด้วยกัน แม้จะเพิ่งได้พูดคุย แต่ก็ราวกับจะรู้จักคุ้นเคยกันมานาน ต้นนั้นดูจะเป็นสุขยิ่งนัก ที่มีโอกาศได้ใกล้ชิดพูดคุย อะไรจะงดงามไปกว่ารอยยิ้มแห่งบุ๋ย เสียงพูดจา เสียงหัวเราะอันสดใสของเด็กสาว แค่เท่านี้ สิ่งอื่นใด เขาก็ไม่ได้สนใจอีกเลย แม้แต่เสียงตักเตือน ที่ลอบเข้ามาย้ำในยามจิตใจนิ่งสงบ

 

                                “บุ๋ยเรียนจบมอปลายแล้วนี่” ต้นถามขณะขี่จักรยานออกมาจากตลาด

                                “ค่ะ” เสียงตอบจากบุ๋ยที่ซ้อนอยู่ด้านหลัง

                                “แล้วเลือกรึยังจะเรียนที่ไหน”

                                “บุ๋ยเลือกเรียนสถาปัตย์” เธอว่า

                                “อืมดีนี่ เท่ดีนะผู้หญิงเรียน ถาปัตย์” ต้นว่า

                                “บุ๋ยชอบอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเท่หรือเปล่า แม่ก็อยากให้เรียนด้วย” บุ๋ยว่า

                                “อืม ดีๆ พี่ว่าบุ๋ยทำได้ พี่เชื่อ บุ๋ยเก่งอยู่แล้ว” ต้นว่า บุ๋ยไม่ได้ตอบอะไร ต้นได้แต่ยิ้ม และเดาเอาว่า บุ๋ยก็คงกำลังยิ้ม ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ทั้งคู่ไม่ได้คุยอะไรกันอีก จนมาถึงบ้าน เช่นเดิม ต้นประคองรถ หยิบของของตัวเองจากบุ๋ย รอจนบุ๋ยประคองจักรยานเองได้ ก็ก้าวกลับมายังบ้านของตัว หันมองดูบุ๋ยหายเข้าไปในบ้านแล้ว จึงเข้าบ้านบ้าง ดวงใจพองโต ความปลาบปลื้มทบทวีขึ้นในดวงใจ ต้นเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าบุ๋ยจะต้องสอบติด และได้เรียนในคณะที่บุ๋ยวาดหวังเอาไว้ ส่วนเขา ไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้คิดถึงบุ๋ย แม้หลังจากนั้น เขาจะไม่ค่อยได้มีโอกาสเจอบุ๋ยบ่อยนัก ด้วยได้รู้ข่าวจากแปะเกี๊ยงซึ่งเป็นลุงของเธอ ที่บอกว่า เธอกำลังตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือ รวมทั้งไปเรียนพิเศษ อยู่ทุกสัปดาห์ ด้วยใกล้เวลาที่จะสอบเข้ามาทุกขณะ ต้นรู้สึกอิ่มเอมแทนเด็กสาว คิดไกลไปจนถึงว่าวันหนึ่งตัวเองจะได้ไปยืนเคียงข้างบุ๋ยในวันที่เธอเรียนจบรับปริญญา คิดไกลถึงกับว่าเขาเองเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งในชีวิตเธอ ไม่คิดด้วยซ้ำว่าสิ่งที่ตัวเองคิดนั้น มันไกลเกิน ซ้ำยังผิดถนัด

 

 

กาลเวลาพ้นผ่านไปเรื่อยๆ ต้นไม่ได้เจอบุ๋ยเหมือนดังที่ต้องการ จวบจนเย็นวันหนึ่ง แปะเกี๊ยงมาเรียกที่บ้าน และชวนเขาดื่ม แต่คราวนี้เปลี่ยนมาดื่มที่บ้านเขา แม้จะผิดหวังที่ไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับบุ๋ย แต่ก็คงพอจะได้รู้ข่าวของบุ๋ยจากแปะเกี๊ยงได้บ้าง

                                “แล้วน้องบุ๋ยเป็นไงบ้างครับ เรื่องเรียน” ต้นถาม พยายามอ้างเรื่องเรียน ด้วยกลัวแปะเกี๊ยงจะรู้ว่าเขารู้สึกเช่นไรกับบุ๋ย

                                “อืม บุ๋ยเค้าเก่ง เขาได้สถาปัตย์ที่ลาดกระบัง” แปะเกี๊ยงว่า รอยยิ้มภูมิใจฉายชัดในแววตาและดวงหน้า

                                “ดีจังครับ อืม ผมก็เชื่อว่าน้องเค้าต้องทำได้ ดีใจด้วยจริงๆ ครับ” แม้จะพยายามระงับความรู้สึก แต่ก็เก็บไว้ได้ไม่มิดชิด

                                “อืม ดูเราจะดีใจกว่าเจ้าตัวเค้าอีกนะเนี่ย” คนแก่กว่าว่า ต้นจึงได้แต่ยิ้มๆ แล้วชวนคุยเรื่องอื่น แต่อารมณ์ภายในนั้น กลับรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก ถ้าได้เจอบุ๋ยวันไหน จะเข้าไปแสดงความดีใจด้วย ต้นอยากให้บุ๋ยรู้ว่า เขารู้สึกภูมิใจกับเธอมากจริงๆ แต่โอกาสเช่นว่าก็นานทีเดียวกว่าจะเกิด

 

ตั้งแต่ที่รู้ข่าวว่าบุ๋ยเอนทรานซ์ติด ก็ดูเหมือนว่า บุ๋ยจะไม่ผ่านมาให้เขาได้พบเจออีกเลย เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า เหมือนอยู่ๆ มันก็หายวับไปกับตา ไม่ต่างอะไรเลยกับความฝัน ที่ถึงแม้จะสวยสดงดงามเพียงไหน แต่สุดท้ายเมื่อฟื้นตื่น ความสุขความงามเหล่านั้นก็อันตรธานหายไปสิ้น ต้นกลับมาสู่ความรู้สึกอ้างว้างอีกครั้ง ดวงใจที่เคยเต็มตื้นด้วยความอิ่มเอม ก็กลับมาแห้งแล้งว่างเปล่า เพียงดวงหน้าแห่งบุ๋ยเท่านั้นที่ยังคงมั่นในความทรงจำไม่เปลี่ยนแปลง ต้นเชื่อว่า บุ๋ยคงมีหน้าที่ให้รับผิดชอบอีกมาก เธอกำลังเริ่มต้นชีวิตในแบบใหม่ ความร่าเริง ความสดใสแห่งวัย คงนำพาให้เธอลืมเลือนความใกล้ชิดที่เคยเกิดขึ้นระหว่างเขาและเธอก่อนหน้า อนาคตที่แจ่มใส เปิดทางรอเธออยู่แล้ว เธอควรต้องก้าวไปสู่จุดนั้น มันคงดีกว่า ดีกว่าที่เธอจะเข้ามาสู่อ้อมกอดแห่งเขา อ้อมกอดที่ถึงแม้จะอบอุ่น แต่มันก็กลับหยุดนิ่งเสียแล้ว ความครุ่นคิดต่างๆ นาๆ ความรู้สึกหมดหวัง นำพาต้นกลับมาสู่งานเขียนอีกครั้ง เขาเก็บตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ผูกมัดตัวเองไว้กับโต๊ะเขียนหนังสือ ผ่านวัน ผ่านคืน จนเหมือนจะลืมวันลืมคืน แต่แล้วสิ่งที่เลือนหายไปก็กลับมาส่องแสงประกายแก่ดวงใจอีกครั้ง แม้จะคล้ายๆ เป็นการสั่งลาก็ตาม แต่ก็ยังติดตรึงอยู่ในห้วงลึกแห่งจิตใจมิคลอนคลาย มันเป็นเช้าวันหนึ่ง เช้าวันที่ต้นจะไม่มีวันลืมเลือนมันเลยจนชั่วชีวิต

 

ต้นเดินไปรับพัสดุที่บุรุษไปรษณีย์นำมาส่ง มันเป็นห่อพัสดุที่แม่ของเขาส่งมาให้ เห็นแล้วต้นก็รู้ทันทีว่าเป็นอาหารของฝากพวกไส้กรอก หมูยอ เพราะแม่โทรศัพท์มาบอกก่อนหน้านี้แล้ว หลังจากเซ็นต์ชื่อรับของ นางฟ้าในดวงใจของเขาก็เผยกาย เธอสวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงขาสั้นตัวหลวมๆ สีน้ำตาล สะพายเป้ใบย่อมๆ สีน้ำเงิน ท่วงท่าที่ยังดูทะมัดทะแมงเช่นเคย และดูเหมือนนี่จะเป็นเอกลักษณ์แห่งเธอ ทั้งสองมองตากัน ราวกับจะมีอะไรสักอย่างมาหยุดเวลาช่วงสั้นๆ ขณะนั้นเอาไว้ ราวกับจะให้ทั้งสองรับรู้ความรู้สึกผ่านดวงตาของทั้งคู่ และเมื่อเวลาเริ่มเดิน ต้นก็เป็นฝ่ายเดินไปหา พร้อมกล่องพัสดุในมือ

                                “หวัดดีบุ๋ย หายไปนานเลย ดีใจด้วยนะที่ได้สถาปัตย์ที่ลาดกระบัง สมใจนะ พี่ดีใจด้วยจริงๆ”ต้นเอ่ย ยิ้มมองหน้าบุ๋ย

                                “ค่ะ พี่ต้น บุ๋ยต้องอยู่หอ มันไกล ไปกลับไม่ไหว” บุ๋ยว่า หยุดยืนคุยกับต้นอย่างตั้งใจและเต็มใจ

                                “อืม นี่ พี่ให้ ของฝากจากแม่พี่ส่งมาให้ มีกุนเชียง หมูยอ อร่อยนะ” ต้นยื่นกล่องให้

                                “โห เยอะนะเนี่ย พี่แบ่งไว้บ้างก็ได้ ที่บ้านบุ๋ยกินไม่หมดหรอก” บุ๋ยว่า ยังไม่กล้ารับ

                                “เอาเถอะ พี่กินจนเบื่อแล้ว” ต้นยังยืนยัน

                                “งั้นเดี๋ยวบุ๋ยเอาไปแบ่งนะ พี่รอก่อนนะ” ว่าเสร็จบุ๋ยก็รับกล่องของแล้วเอาเข้าบ้านไป สักพักก็เดินออกมา พร้อมกล่องใบเดิม

                                “บุ๋ยแบ่งไว้แล้ว แม่บอกขอบคุณมาก” เธอว่า ยังยิ้มเต็มหน้า

                                “ครับ แล้วนี่บุ๋ยจะไปเรียนเหรอ” ต้นถาม

                                “วันนี้ไม่มีเรียนค่ะ มีกิจกรรมนิดหน่อย”

                                “งั้นพี่เดินไปด้วยนะ ว่าจะไปข้างนอกพอดี” ต้นบอก บุ๋ยได้แต่ยิ้มๆ แต่แววตานั้นบ่งบอกว่าเธออนุญาติ ต้นเอาของไปเก็บ ก่อนจะเดินออกมา แล้วทั้งคู่ก็เดินไปด้วยกัน เวลานาทีที่ดำเนินไประหว่างนั้น ดูเหมือนมันจะสั้นๆ แต่ก็กลับยาวนานยิ่งนักในความรู้สึก ระยะทางใกล้ๆ ก็ดูเหมือนมันจะยืดยาวออกไปเพื่อให้เขาตักตวงความรู้สึกอันดี ความรู้สึกอันอบอุ่นในดวงใจให้ได้มากและนานที่สุด ราวกับว่ามันจะเป็นโอกาสสุดท้าย ต้นเดินไปส่งบุ๋ยจนถึงป้ายรถเมล์ หลากหลายเรื่องราวที่ต่างพูดคุยกัน จนบุ๋ยเอ่ยเรื่องหนึ่งออกมา

                                “พี่ต้นจำหนังสือที่ให้บุ๋ยได้มั้ย” บุ๋ยว่า หันหน้ามามองเขา

                                “จำได้สิ ความรักของวัลยา ของ เสนีย์ เสาวพงษ์” ต้นว่า สบตาเธอ

                                “พี่ต้นรู้มั้ย ชื่อนางเอกน่ะ วัลยา” บุ๋ยว่า อมยิ้ม

                                “ครับ ทำไมเหรอ” ต้นว่า งงๆ

                                “ชื่อเดียวกับชื่อบุ๋ยเลย” บุ๋ยว่า ก่อนจะยิ้มเต็มหน้า พอดีกับรถสายที่รอมาจอด จึงขอตัว ก่อนไปยังโบกมือให้พร้อมรอยยิ้มสดใสเปิดเผยเต็มหน้า ต้นโบกมือและยิ้มตอบเช่นกัน รอจนรถเคลื่อนจากไป จึงกลับเข้าบ้าน หัวใจพองโตขึ้นอีกครั้ง แต่เขากลับไม่รู้เลยว่า นี่คือครั้งสุดท้าย ที่เขาจะได้ใกล้ชิดกับบุ๋ย

 

 

4

 

จากวันที่ไปส่งบุ๋ยที่ป้ายรถเมล์วันนั้น ก็ดูเหมือนโชคชะตาจะนำพาให้เขาต้องห่างไกลไปจากบุ๋ย เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้รับข่าวจากน้องว่า แม่ไม่สบาย เขาต้องกลับไปดูแลแม่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด ไม่ใช่แค่เดือนสองเดือน แต่มันเป็นเวลาเกือบปี แม้จะคิดถึงบุ๋ยเพียงใด แต่ความเป็นห่วงแม่ก็ทำให้เขาต้องยอมห่างไกลจากบุ๋ย และถึงแม้จะกลับมาแล้ว เมื่อแม่สบายดีและมีอาการดีมากขึ้น แต่เขาก็กลับไม่เคยได้เจอบุ๋ยเหมือนแต่ก่อน พยายามปลอบตัวเองว่า บุ๋ยคงอยู่ที่หอพัก การเรียนคงหนักขึ้นตามปีชั้นที่เลื่อนขึ้นไป แม้บางวันจะเห็นบุ๋ยกลับมายังบ้าน แต่ก็หาโอกาสทักทายไม่ได้ ที่สุด ต้นก็ต้องตัดใจ และคิดว่า โอกาสดีๆ ที่เคยได้รับนั้นมันก็คงมากพอแล้ว ได้แต่ระลึกถึง คิดถึง นั่นคือสิ่งเดียวที่เขาพอจะทำได้อย่างจริงๆ จังๆ แล้วชื่อนั้นก็โผล่ผ่านไปมาในสำนึก “วัลยา” ชื่อนี้ทำให้เขาคิดออก เขาจะเอาชื่อนี้มาใช้เป็นชื่อในการเขียนหนังสือ วันใดที่เขาประสบความสำเร็จ วันนั้นบุ๋ยก็จะได้รับรู้ด้วยตัวเองว่า บุ๋ย ยิ่งใหญ่และสำคัญต่อชีวิตของเขามากเพียงไหน ต้นเริ่มจริงจังกับสิ่งที่ตัวเองเขียนมากกว่าเดิม โดยมีชื่อแห่งบุ๋ยเป็นแรงบันดาลใจ จนที่สุด เมื่อเวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ เรื่องที่เขาเขียนก็ได้รับการตีพิมพ์ และชื่อที่เขาใช้ก็ได้ปรากฏสมดังตั้งใจ “วารี วัลยา” 

 

 

 

ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เร็วจนเมื่อต้นย้อนกลับมาคิดดูก็กลับปรากฏว่า วันที่เขาคุยกับบุ๋ยที่ป้ายรถเมล์กับวันที่เขาเขียนหนังสือโดยใช้ชื่อบุ๋ยมาจนทุกวันนี้นั้น ระยะเวลาจะผ่านพ้นไปถึงสี่ปี สี่ปีเต็มๆ นั่นหมายความว่า บุ๋ยกำลังจะเรียนจบ ต้นสะท้อนใจกับวันเวลาอีกครั้ง เหมือนครั้งที่เขาเจอบุ๋ยแรกๆ แล้วก็นึกสะท้อนใจที่เห็นบุ๋ยเติบโตเปลี่ยนแปลง ครั้งนี้ก็เช่นกัน กาลเวลาสี่ปีที่ผ่านไป มันช่างดูนานเหลือเกิน แต่ใยเขากลับไม่รู้สึกว่าบุ๋ยห่างไกลไปจากเขาเลย คงเพราะ ชื่อแห่งบุ๋ยตราตรึงในทุกขณะแห่งการดำเนินชีวิตของเขา แต่พอเมื่อมารู้ข่าวถึงการจากลา ทุกสิ่งอย่างในความรู้สึก มันก็กลับหักพังลงอย่างสิ้นเชิง วันนั้น วันที่ต้นรู้ข่าวว่าบุ๋ยไม่อยู่ บุ๋ยได้เดินทางจากเขาไปไกลแสนไกลเสียแล้ว แปะเกี๊ยงเป็นคนบอกให้เขารู้ เช่นเคยอย่างทุกครั้ง แกชวนเขาให้ไปดื่มเป็นเพื่อนที่บ้าน

                                “บุ๋ยกลับมาบ้านบ้างหรือเปล่าครับ” ต้นถาม หลังจากดื่มไปได้สักพัก

                                “อืม ผมลืมบอกคุณไปเลย” แปะเกี๊ยงว่า พลางยกเบียร์ขึ้นดื่ม แล้วว่าต่อ “บุ๋ยไปอังกฤษแล้ว เห็นว่าจะไปเรียนต่อน่ะ” สิ้นคำที่แปะเกี๊ยงบอก เหมือนค้อนฟาดลงมาที่หัวของต้น เขาแน่นิ่งลงในทันใด แก้วเบียร์ที่กำลังจะยกก็เหมือนจะหลุดร่วงออกจากมือ เบียร์หกจากแก้วจนแปะเกี๊ยงบอกเตือน

                                “เฮ้ยๆ เบียร์หก แล้ว” 

                                “อ๋อครับ มือมันลื่นๆ น่ะครับ” ต้นว่า ก่อนจะขอตัวเข้าห้องน้ำ พยายามกลั้นเก็บอารมณ์ ล้างหน้า แล้วกลับมาหาอีกครั้ง และนั่นคือจุดเริ่มของการดื่มอย่างหนักเรื่อยมา บุ๋ยไปโดยไม่ได้บอกลาอะไรเขาเลย ระยะเวลาที่ไม่เจอกัน มันคงนานมากพอที่จะทำให้อะไรต่ออะไรมันเลือนหายไปจากความรู้สึกได้ เหมือนอย่างที่เขาเคยคิด เขาสำคัญตัวเองผิดมาตลอด การดื่มอย่างหนัก เหมือนเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เขาลืมเลือนยอดดวงใจที่หลุดลอยจากไป แม้จะเป็นไปเพียงชั่วครั้งคราวก็ตาม

 

 

                               

 

                                “พี่ต้นครับ พี่ต้น” ป้อมตะโกนเรียกอยู่หน้าประตูรั้ว แดดยามเช้ายังคงอุ่นๆ ในมือของเขามีสิ่งของมาฝาก ของฝากที่ต้นคงไม่กล้าปฏิเศธ ในยามอารณ์อ่อนแอเช่นนี้

                                “เออๆ มาแล้วๆ” ต้นเอ่ย ขณะเดินมาเปิดประตูให้ “นึกยังไงวะ มาแต่เช้าแบบนี้”

                                “ยังไม่ตื่นล่ะสิ” ป้อมว่า

                                “ตื่นแล้ว ตื่นพร้อมๆ กับเอ็งมาหานี่แหละ” ต้นว่า เปิดประตู ยื่นมือรับของ กำลังจะพาสหายรุ่นน้องเข้ามาก็มองเห็นแปะเกี๊ยงเดินออกมาจากบ้าน

                                “เฮ้ยป้อม เอาของไปเก็บรอพี่ก่อน เดี๋ยวขอเวลาแป๊บ” ต้นเอ่ย แล้วเดินออกไปหาแปะเกี๊ยง ที่มองเห็นเขาด้วยเช่นกัน

                                “ไปไหนครับแปะ” ต้นเอ่ยทัก

                                “อืม ว่าจะเอาของไปส่งให้บุ๋ยหน่อย” แปะเกี๊ยงว่า และราวกับต้นจะคิดอะไรออก จึงเอ่ยออกไป

                                “งั้นแปะรอแป๊ปนะ ผมมีอะไรจะฝากไปด้วย” ต้นว่าแล้วเดินกลับเข้ามาในบ้าน ป้อมมองเขายิ้มๆ แต่ต้นไม่สนใจ ตรงไปหยิบของบนโต๊ะหนังสือ ได้แล้วก็เดินออกไปหาแปะเกี๊ยงในทันที

                                “นี่ครับแปะ ผมฝากให้บุ๋ยด้วยนะครับ” ต้นบอก ยื่นของให้

                                “อืม พระเหรอ เออดีๆ อยู่ไกลๆ จะได้มีเครื่องรางคุ้มครอง ได้ๆ เดี๋ยวผมจะส่งไปให้” แปะเกี๊ยงว่า

                                “ขอบคุณครับแปะ” ต้นว่ายกมือไหว้ เมื่อผู้อาสุโสเดินจากไปแล้ว ก็กลับเข้ามาหาป้อม พลางคิด ถ้าบุ๋ยมีจิตมีใจที่ต้องตรงกับเขา คงเปิดเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่เขาพับซ่อนเอาไว้ภายในกล่องพระ ในนั้น บรรยายความรู้สึกทั้งหมดที่เขามีต่อบุ๋ย

                                “ไงเฮีย เริ่มเลยดีมั้ย” ป้อมว่า

                                “เฮ้ยเอ็งจะรีบไปไหนวะ อาบน้ำอาบท่า กินข้าวกินน้ำก่อนสิ” ต้นว่ายิ้มๆ

                                “เออ ช่วงนี้แปลกนะ เลิกคร่ำครวญถึงน้องบุ๋ยแล้วเรอะ” ป้อมเย้า

                                “ไม่เลิกหรอก ยังคิดถึงอยู่แหละ คิดถึงมากเหมือนเดิม แต่” ต้นว่า

                                “แต่อะไร” ป้อมถาม

                                “ช่างเหอะ ไม่มีอะไรหรอก” ต้นว่า “ไว้เย็นๆ แล้วกัน ค่อยดื่ม อาบน้ำก่อนดีกว่า ไม่ได้อาบมาแต่เมื่อคืนแล้ว” ต้นว่า แล้วลุกไปจัดการธุระส่วนตัว ก่อนที่ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างเคยๆ ถึงแม้ต้นจะดื่มด่ำ เมามาย เพื่อหวังให้ลืมเลือน แต่ไม่เคยมีแม้สักครั้งเดียว ที่จะตัดบุ๋ยออกไปจากสำนึกได้ แม้ในยามหลับไหล บุ๋ยก็มักจะแทรกซ้อนให้เห็นเป็นภาพในความฝันอยู่เสมอ เธอยังคงครอบครองดวงใจแห่งเขาอยู่อย่างแน่นหนาไม่คลอนคลาย ต้นเองก็เริ่มจะยอมจำนนต่อสิ่งที่เกิดขึ้นกับอารมณ์และความรู้สึกของตัวเองนี้เสียแล้ว เขาพ่ายแพ้แก่มันอย่างยับเยิน ความหวังอย่างเดียวเท่านั้น ที่พอจะเกิดขึ้นได้ แต่มันก็ริบหรี่เหลือเกิน จนยากที่จะเป็นจริงความหวังที่ว่าก็คือ บุ๋ยอาจจะคิดถึงเขาและรับรู้ความรู้สึกอันจริงแท้ในดวงใจที่เขามีต่อบุ๋ยเสมอมา

 

 

หลังจากที่คิด ทบทวน มองหาผลดีผลเสียอยู่นาน บวกกับความสิ้นหวังที่ก่อเกิดในดวงใจ ที่สุดต้นก็ตัดสินใจ ทำบางสิ่งบางอย่าง เขาคิด ว่านี่อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุด อย่างน้อยการจากไกลไปจากที่แห่งนี้ บ้านหลังนี้ คงช่วยุติปัญหาในดวงใจแห่งเขาได้บ้างไม่มากก็น้อย หรืออย่างน้อย เมื่อไม่อาจลืม ก็ไปเสียจากสิ่งที่อยากลืม นานวันมันก็จะลืมได้เอง ต้นเขียนข้อความประกาศขายบ้านลงบนแผ่นกระดานขนาดย่อมๆ อันที่จริงความคิดนี้เริ่มจากการได้พูดคุยกับป้อมเมื่อเดือนก่อน หลังจากดื่มกินด้วยกันคราวนั้น เมื่อความคิดได้รับการสนับสนุน การดำเนินการก็เริ่มขึ้น ต้นเอาป้ายกระดานที่ตัวเองเขียนข้อความประกาศขายเอาไว้ เตรียมติดไว้ที่หน้าประตูรั้ว ขณะกำลังติดป้ายอยู่นั้น เสียงอันคุ้นเคยก็ดังมาจากข้างหลัง ต้นชงักมือ วางของ แล้วหันกลับมาคุยกับคนทักทาย

                                “ครับแปะเกี๊ยง” ต้นเอ่ย

                                “ทำอะไรน่ะ” คนแก่กว่าถาม

                                “อ๋อ ผมกำลังติดประกาศขายบ้านน่ะครับ” ต้นบอก น้ำเสียงเรียบๆ

                                “อะไรนะ จะขายบ้านเหรอ” แปะเกี๊ยงว่าอย่างไม่อยากจะเชื่อ

                                “ครับ ผมตัดสินใจแล้ว” ต้นว่า

                                “ผมว่าหลังๆ มาคุณเปลี่ยนไปนะ” แปะเกี๊ยงว่า “ไป ไป คุยกันก่อน” ว่าเสร็จก็ชวนต้นกลับมาในบ้าน นั่งลงที่ม้านั่งด้วยกัน

                                “หลังๆ มาดูคุณซึมๆ ตั้งแต่” หยุดจังหวะนิดหนึ่ง มองหน้าคนหนุ่มแล้วว่า “ตั้งแต่บุ๋ยไม่อยู่”

                                “เปล่านี่ครับ” ต้นปฏิเสธ

                                “เฮ้ยอย่าปิดบังเลย ผมรู้น่า ผมดีใจนะที่มีคนมาชอบลูกหลานผม”

                                “เอ่อ ผมแค่” ต้นเอ่ยอึกอัก ไม่รู้จะบอกยังไง

                                “เอาน่า ผมว่าเดี๋ยวคุณก็ต้องเอาป้ายออก” แปะเกี๊ยงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจ จนต้นเองรู้สึกแปลกใจ