พิมพ์หน้านี้
|
คนของเส้นขอบฟ้า วิทยากร โสวัตร: เรื่อง, รุ่งโรจน์ ไกรบุตร: ภาพ สังสรรค์เสวนากับ เขมานันทะ ว่าด้วย พุทธเจ้า ผู้หญิง และความรัก
อเสวนา จ พาลานํ ปณฺฑิตานญฺจ เสวนา การไม่เสวนากับคนพาลและการเสวนากับบัณฑิต (เป็นมงคล) คำสอนโบราณที่ได้ยินมาแต่เล็กแต่น้อยนี้ อาจดูเชยไปแล้วในยุคที่ภาษาอังกฤษและภูมิปัญญาตะวันตกเป็นใหญ่ในแผ่นดินอย่างทุกวันนี้ แต่เมื่อย้อนไปไกลกว่านั้นภาษาที่ใช้บรรจุคำสอนนี้ก็เคยรุ่งเรืองอย่างมากในแผ่นดินสุวรรณภูมิ อย่างไรก็ตามไม่ว่าคำสอนนี้จะเคลือบด้วยภาษาใด แต่แก่นของคำต่างหากคือความหมายที่แท้ของการสื่อสาร ดังนั้นหลายต่อหลายครั้งที่นักภาษาและผู้ที่รู้ภาษาอื่นจึงพลาดเพราะมัวแต่ระเริงเล่นในถ้อยคำประเภทสำเนียงและแอ็คติ้ง แต่ละเลยตัวสาระที่แท้หรือแก่นคำ คนของเส้นขอบฟ้า ฉบับนี้จึงตรงอย่างยิ่งกับคำสอนโบราณนี้ ด้วยว่าท่านเป็นคุรุ เป็นปกาศกผู้ประกาศคำสอนของพุทธองค์ เป็นวิปัสสนิก เป็นศิลปิน เป็นกวี ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะสมมุติเรียก แต่สำหรับผม ท่านเขมานันทะ (โกวิท เอนกชัย) เป็นครูทางวิญญาณตั้งแต่ครั้งที่รู้จักผ่านตัวหนังสือ กระทั่งได้มาใกล้ชิดสนทนายิ่งย้ำชัดถึงความจริงของความรู้สึกนึกคิดแต่เดิม และแน่นอนการได้สังสรรค์เสวนากับท่านถือเป็นมงคลอย่างยิ่งแล้วสำหรับชีวิต ยิ่งกว่านั้นมั่นใจได้ว่าเรื่องที่เสวนาย่อมเป็นเรื่องที่ดีงาม ขอเชิญท่านผู้อ่านมาร่วมรับมงคลด้วยกัน ณ บัดนี้...
อยากให้อาจารย์พูดถึงผู้หญิงหน่อยครับ เราน่าจะเริ่มต้นที่ปชาบดีโคตมี พระน้านาง คือน้องสาวของพระมารดาของเจ้าชายสิทธัตถะ เราไม่ค่อยได้ยินการกล่าวสรรเสริญพระน้านางว่าเป็นตัวอย่างหรือต้นแบบของพระพุทธองค์ เราไม่เคยได้คิดในแง่นี้ เพราะว่าพระเจ้าสุทโธทนะ พยายามปิดล้อมให้สนุกสนานกับโลกอยู่ ก็โดยการขอร้องให้เจ้าชายแต่งงาน เพื่อยุติการออกบวช เมื่อจวนแจเข้า พระพุทธองค์สมัยเมื่อเป็นเจ้าชายก็ตั้งเงื่อนไขกับพระราชบิดาว่าถ้าหาผู้หญิงที่เหมือนพระน้านางทุกอย่างจะยอมแต่ง แต่ถ้าไม่ได้ก็จะขออยู่เป็นโสดไปจนตาย
ทำไมถึงตั้งเงื่อนไขอย่างนั้น เพราะว่าต้องมีผู้หญิงที่มีอุปนิสัยใจคอเหมือนพระน้านางทุกประการ นั่นแสดงว่าพระองค์ท่านเติบโตมาด้วยน้ำมือพระน้านาง เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศาสดาของโลกองค์หนึ่ง แล้วหาได้ไหมครับ พระเจ้าสุทโธทนะก็เลยประกาศ ส่งข่าวไปสู่ผู้หญิงทุกวรรณะ ไม่เฉพาะกษัตริย์หรือพราหมณ์ จัดส่งมาให้เจ้าชายดูว่าชอบคนไหน แต่ไม่มีที่ถูกใจเลย เพราะว่าเจ้าชายมีต้นแบบอยู่ที่พระน้านางโดยประการเดียว หลังพระพุทธมารดา (พูดภาษาชาวบ้านว่า) สิ้นพระชนม์แล้ว พระน้านางเป็นผู้เดียวที่เจ้าชายฝากชีวิตไว้ ในการคัดสรรนั้นได้ยโสธราพิมพา เงาร่างของปชาบดีโคตมีมาเป็นคู่ครอง เรารู้ดีว่าพระน้านางต่อมาเป็นพระภิกษุณีรูปแรกในพุทธศาสนา ทั้งๆ ที่รู้ว่าเจ้าชายต้องออกบวชแน่ แต่ก็พยายามปราม พอข่าวเข้าหูพระน้านางว่ามกุฎราชกุมารของกบิลพัสดุ์ออกบวช พระน้านางรับสั่งทหารหญิงประจำวังให้หยุดยั้งเจ้าชายให้ได้ เมื่อฉันนะ กลับวังหลังจากส่งเสด็จออกผนวช พร้อมกับเครื่องทรงประจำกายของเจ้าชาย พอเห็นเครื่องทรงยโสธราพิมพาล้มสลบลง แต่ปชาบดีพระน้านางเฉยเพราะรู้อยู่ว่าเรื่องของเรื่องต้องเป็นอย่างนี้ ทรงรับสั่งให้มหาดเล็กเอาเครื่องทรงของเจ้าชายสิทธัตถะไปทิ้งสระหลวงให้หมด และห้ามร้องไห้ในพระราชวัง พระน้านางเป็นผู้มีอำนาจรองจากพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นที่ไว้วางใจของจอมคนกบิลพัสดุ์มาก ทั้งหมดนี้ผมเอามาจากลลิตวิสตระพระคัมภีร์พุทธประวัติของมหายานซึ่งเราๆ ท่านๆ ไม่ค่อยคุ้น เมื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วพระองค์เคยพูดถึงพระน้านางบ้างไหมครับ ตอนที่จะมีเรื่องราวมากมายระหว่างพระพุทธองค์กับพระน้านาง พระน้านางขอบวชครับ ซึ่งตอนนั้นศาสนาเรานักบวชหญิงไม่มี เมื่อพระน้านางทูลขอบรรพชากับพระพุทธองค์ครั้งแรก ก็ได้รับการปฏิเสธโดยไม่แสดงเหตุผล ต่อมาภายหลังจึงได้รู้ว่า เพราะกลัวภิกษุณีจะลำบากเพราะเป็นผู้หญิงเวลาเดินทางไกลยุ่งยาก และเป็นจริงนะครับ ท่านอาจารย์สวนโมกข์ (พุทธทาสภิกขุ) คิดว่าสาเหตุที่ภิกษุณีสาบสูญไปจากโลกของพระพุทธศาสนา เพราะให้ผู้หญิงบวชนี่แหละ มันเกิดยุ่งขึ้นมา จะเห็นชัดว่าพระองค์ท่านได้วางคุรุกรรม กฎเกณฑ์อะไรหยุมหยิมมากสำหรับภิกษุณีโดยเฉพาะเพื่อกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เช่นมีกฎอยู่ข้อหนึ่ง ห้ามภิกษุณีเดินทวนกระแสน้ำที่น้ำเกินหัวเข่า เพราะมันเกิดความกำหนัดได้ในกระแสน้ำเพราะบริเวณขาอ่อนมันไวต่อความรู้สึกมาก
แล้วทำไมพระองค์จึงต้องรอให้พระอานนท์ท้วงติงก่อน ว่าผู้หญิงมีสิทธิ์บรรลุธรรมไหม ถ้ามีแล้วทำไมให้บวชไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้พวกนักคิดนักวิชาการหลายคนมองว่าเป็นเรื่องที่ใส่เข้ามาในภายหลังเพื่อที่จะกดขี่ผู้หญิง อาจารย์มองอย่างไรครับ พระพุทธองค์หนแรกมีท่าทีกีดกันไม่ยอมอนุญาต ทรงนิ่งเฉยซึ่งแปลว่าไม่ ทีนี้พระน้านางก็ร้องไห้เสียใจ พระอานนท์ เข้าไปสู่พระศาสดา อ้างถึงพระน้านางที่เคยเลี้ยงดู ป้อนข้าวป้อนนม อาบน้ำ ทำทุกอย่างให้ แล้วถามพระพุทธองค์ว่าการบวชเป็นการแทนคุณใช่หรือไม่ พระศาสดาทรงนิ่ง แล้วทรงวางกฎเกณฑ์เรียกว่าคุรุกรรม พระน้านางยินดีต่อกฎเหล็กอันนั้น ต่อมาทรงบรรลุพระอรหัตตผล
พูดแบบปุถุชนเราได้ไหมว่าพระพุทธเจ้ามีผู้หญิงเป็นแรงบันดาลใจ ถ้ามีก็พระน้านางนี่เองครับ ตั้งแต่ตอนเป็นเจ้าชายน้อยแล้ว เหมือนกับที่คนทำงานศิลปะมีผู้หญิงเป็นแรงบันดาลใจไหมครับ ก็รู้ๆ กันอยู่แล้วนะครับ แรงบันดาลใจระดับนี้ รักผู้หญิงมาก็มีเรี่ยวมีแรงที่จะทำอะไรให้ คือสร้างสรรค์งานศิลปะ แต่ผมคิดว่าเรื่องลึกกว่านั้นมี คือการรู้จักธรรมชาติแท้ของตัวเองไม่เกี่ยวกับแรงบันดาลใจจากที่อื่น ซึ่งพระองค์ออกบวช ถ้ามองอย่างจิตวิทยาของฟรอยด์ ก็เพราะกามคุณนั่นเอง เกลียดก็เลยหนี นี่เป็นประเด็นทางจิตวิทยา แต่ผมกำลังจะนำมาสู่ประเด็นของวิปัสสนา การรู้แจ้งประจักษ์ต่อธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งมักจะมีความคิดปรุงแต่งกางกั้นอยู่ เหมือนเราฉีกเศษกระดาษใส่ในขวดแล้วพยายามเป่าให้มันเข้าไป มันก็ดันออกมา เป่าทีไรมันก็ดันออกมา เราพยายามปฏิบัติเพื่อละตัวตน เสร็จแล้วก็เอาตัวตนใส่ ความยุ่งยากมันอยู่ตรงนี้ครับ จนกว่าจะเห็นอาการต่างๆ อย่างอาการดีใจ เสียใจนั้นเราพอเข้าใจกันได้ สิ่งหยาบๆ เข้าใจได้ แต่ความปลื้มใจ ความยึดถือนี่เราไม่เข้าใจ เราเข้าใจได้ในระดับตัวหนังสือหรือความหมาย ในระดับความคิด เราคิดได้ เช่นอย่างผมคิดได้ถึงสุขที่มีลูก คิดได้นะครับ แต่ไม่เท่าคนที่เขามีจริงๆ ประสบการณ์ที่ตัวเองประสบโดยตรงสำคัญนะครับ องคุลิมาลก็มีประสบการณ์สูงทั้งในการภาวนาและโหดร้าย แต่ชวนสงสัยอยู่ดีว่าในธรรมชาติมีหรือเปล่าที่เกิดการพลิกผันเช่นนี้ขึ้นมา องคุลิมาลไม่ได้ปฎิบัติธรรมเลยและฆ่าคนด้วย ทำไมจึงบรรลุธรรมอย่างน่าแปลกประหลาด ชวนให้นึกถึงการสั่งสมบารมี เราหยุดแล้วแต่ท่านยังไม่หยุด คงไม่ได้หมายความว่าหยุดฆ่าคน เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ฆ่าใคร มันน่าจะเป็นการแปรปรวนพลิกผันทางอารมณ์ คนที่เลวร้ายมือชุ่มเลือดอาจกลับมาเป็นอริยบุคคลได้ นี่คือสิ่งที่ตรงกับพระเยซูตรัสว่า โสเภณีผู้ที่เลื่อมใสอาจเข้าสู่สรวงสวรรค์ก่อนพวกคงแก่เรียนอีก บางทีเมล็ดพันธุ์แห่งการรู้แจ้งมันซ่อนตัวอยู่ พอฝนตกฝนปรอยมันได้อากาศได้อะไรก็โตพรวดพราดขึ้นมา นี่ก็คิดเล่นนะครับ อีกคนหนึ่งคือปฏาจาราเถรี นี่ก็ฉกาจฉกรรจ์พอๆ กัน ในบรรดาสตรีในโลกนี้ปฏาจาราทุกข์มากที่สุด ภายในคืนเดียวทุกสิ่งวอดวายหมดเลย คืนฟ้าร่ำไห้ระหว่างทางกลับไปสู่บ้านเกิดนั้นสามีถูกงูกัดตาย ขณะที่คลอดลูกคนที่สอง เมื่ออุ้มลูกแรกคลอดข้ามแม่น้ำคงคาที่เชี่ยวกรากไปวางไว้อีกฝั่ง แล้วกลับมารับลูกคนโตพอถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวโผลงมาจะกินลูกคนเล็กนางยกมือไล่ แต่ลูกคนโตที่รออยู่นึกว่าแม่เรียกให้ไปหาจึงเดินลงน้ำไปก็จมหาย ส่วนลูกแรกคลอดโดนเหยี่ยวจิกเอาไป กลับไปถึงบ้านฟ้าผ่าบ้าน พี่ชายที่ตัวเองรักมากตาย พ่อตาย แม่ตายในคืนเดียว ปฏาจาราเสียจริต เปลื้องผ้าเดินเข้ามาในที่ประชุมสงฆ์ที่พระพุทธเจ้ากำลังแสดงธรรมอยู่ ท่านใช้ประโยคนี้ ดูก่อนน้องหญิง จงรู้สึกตัวเถิด ท่านใช้คำที่นุ่มนวลที่สุดกับคนที่สิ้นไร้ที่สุด ด้วยคำพูดอันมหัศจรรย์นั้น ปฏาจารารวบรวมสมประฤดีได้ ที่มันแตกก็ถูกรวบรวมกลับเข้ามา แล้วไม่ช้าไม่นานก็กลายเป็นผู้รู้คนหนึ่ง เป็นเรื่องอัศจรรย์พอๆ กับองคุลิมาล สาวกของพระพุทธเจ้ามีหลากหลายมากครับ
เมื่อผู้หญิงมีคุณความดีและศักยภาพขนาดนี้แล้วทำไมต้องให้ลูกของมารเป็นผู้หญิง (ธิดามาร) ครับ ผู้หญิงเรื่องมากจะตาย ถ้าเราไม่มัวประจบความคิดทันสมัยนะครับ เราจะพบว่าผู้หญิงเรื่องมาก ผู้ชายเรื่องมากก็มี แต่โดยธรรมชาติไม่ใช่ เพราะว่าชายรักธรรมชาติความเป็นชายในตัวเอง จึงไม่พ้นมือหญิง นี่มาในพระสูตร หญิงรักความเป็นหญิงในตัวเองจึงไม่พ้นมือชาย ถ้าชายไม่รักความเป็นชายในตัวเองก็จะหลุดพ้นจากผู้หญิง
อธิบายขยายความสักหน่อยได้ไหมครับ อธิบายลำบาก ยกตัวอย่างผู้ชายคนหนึ่งผู้หญิงคนหนึ่ง การแต่งตัวก็ดี จริตจะก้านก็ดีเพื่อเสริมความที่ตัวเองอยากจะเป็น อยากเป็นชายรักความเป็นชายก็แต่งตัวเสริมความเป็นชาย และได้ยินเสียงผู้หญิงขึ้นมาก็ชื่นชม ผู้ชายรักความเป็นหญิงก็เป็นเรื่องธรรมดาๆ แต่ถ้าเราวิเคราะห์เจาะลึกผู้ชายเขารักความเป็นชายจึงมุ่งเสริมความเป็นชายของตัวเอง กล่าวคือมีอีโก้อย่างชาย ผู้หญิงรักความเป็นหญิงได้ยินเสียงผู้ชายก็ชื่นชอบ อะไรอย่างนี้ ผู้ชายก็เหมือนกัน ไม่มีเสียงใดชวนฟังเท่าเสียงหญิงสำหรับชาย
แล้วก็ไม่มีเสียงใดน่าฟังเท่าเสียงชายสำหรับผู้หญิงเช่นเดียวกัน ใช่ ในหนังสืออัตชีวประวัติของอาจารย์ (ทางทรายใกล้ทะเลสาบ) ได้พูดถึงความรักต่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เจอบนรถไฟไว้ประมาณสองบท แล้วตอนบวชความรู้สึกคิดถึงผู้หญิงคนนั้นตามมารบกวนหรือเปล่าครับ มันเป็นสองลักษณะครับ ที่รบกวนคือความต้องการทางกามารมณ์ ไม่ใช่ผู้หญิงนะครับ เป็นความต้องการทางเพศซึ่งเราสามารถกำราบมันได้ แต่ตอนนั้นผมกำราบไม่ลงเพราะมันรุนแรงมาก (เล่าไว้แล้วในหนังสือ) มันจะเป็นสิ่งเสียหายหรือไม่นี่ต้องตั้งคำถาม สมมุติพระเกิดกำหนัดในกามขึ้นมา ที่จริงเป็นเรื่องธรรมดาทั้งนั้นครับ ส่วนการกระทำผิดต่อสมณเพศของตัวเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นการผิดต่อพระธรรมวินัย ส่วนกามคุณที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไปโดยธรรมชาติครับ เด็กเล็กเกินไป หรือคนแก่เฒ่าเกินไปก็ไม่ทำให้เกิดกามคุณ ตัวกามคุณมันไม่ได้อยู่ที่วัตถุ จิตที่กำหนัดคือกามของบุคคล จิตกำหนัดกามคุณก็ปรากฏ มันมาเป็นพักๆ ครับ มันไม่ได้อยู่ตลอดเวลา ประกอบกับการประสบสิ่งเร้า เช่นการได้เห็นเรือนร่างของสตรี หรือกลิ่น ผมเล่านิดหน่อยที่ในโรงหนัง (โรงมหรสพทางวิญญาณที่สวนโมกข์) นางงามสุราษฏร์ธานีมา ผมนอนวาดรูปอยู่ กลิ่นหอมโชยมาก่อนเลย ผมก็จิตตก คำว่าจิตตกไม่ใช่ตกวูบแล้วกลายเป็นปุถุชนคนหนาไม่ใช่อย่างนั้น คือเกิดความวุ่นวายสับสนผิดปกติ เหมือนกับมีแผลน่ะครับต้องไปเยียวยาบำบัด
กลิ่นนี่คือกลิ่นกายใช่ไหมครับ พระพุทธองค์ตรัสว่าผู้หญิงมีกลิ่นเหม็นมาก ทั้งกลิ่นกายและเครื่องปรุงแต่งทั้งหลายนั่นแหละ โดยหวังจะปรามการดำริในกามของภิกษุและสามเณร
เมื่อพระพุทธเจ้าบอกว่าเหม็น แล้วทำไมเรารู้สึกว่าหอมล่ะครับ มันประกอบกันหลายปัจจัยครับ เมื่อเราป่วยไข้หนักความรู้สึกทางเพศก็ไม่เกิด เมื่อเราฝึกปรือโดยความเป็นทาสของอารมณ์ กามคุณโจมตีได้ง่าย การอยู่ป่าคนเดียวไม่ใช่หลักประกันที่แท้จริงนะครับ สิ่งที่จะช่วยได้คือสติและการจัดการกับสิ่งแวดล้อม เมื่ออยู่อารามแบบนี้ กลุ่มคนแบบนี้ เมื่อรู้สึกตัวขึ้นว่าจิตใจไม่เจริญขึ้นให้หนีเลยโดยไม่ต้องล่ำลาใคร เป็นคำสั่งของพุทธองค์ ในทางกลับกัน จะอยู่ในอารามแห่งใด คนโหดร้ายใจดำแร้นแค้น แต่ว่าสติเจริญ ให้อยู่ เขาไล่ก็ไม่ต้องไป อยู่ที่ว่าสติเกิดหรือเปล่า เพราะต้องเฝ้าดูที่ตัวเรา อย่าไปพยายามที่จะเป็นผู้รู้โลกซึ่งเป็นฐานชื่อเสียงของเรา เราทำงั้นไม่ได้ครับ เราต้องการจะรู้เห็นเข้าใจธรรมชาติชีวิตของเราเอง แต่ว่าการกระทำทั้งหมดต้องมีขอบเขตในเบื้องต้น เราจะเฝ้าดูอาการแปรปรวนของจิตใจ ซึ่งมันนำตัวมันเองมากับความคิด ก่อนจะเกิดกามคุณขึ้นมามันคิดขึ้นมาก่อน พอคิดขึ้นมาโดยทั่วไปจะไม่ทันมัน จะไม่รู้ตัวว่ากำลังคิดแล้ว และความคิดก็ดำเนินต่อไป เรามักเรียกว่าปรุงแต่ง คือเมื่อความคิดอันหนึ่งเกิดมันก็จะดับโดยธรรมชาติ แต่เราไม่เข้าใจ จึงไปปรุงแต่งมันเข้าโดยความเป็นพยัญชนะ เช่นดูผู้หญิงแล้วก็ดูอก ดูตะโพก คิดเรื่อยๆ ดังนั้นจิตใจก็หวิวๆ ว่อน ง่ายที่จะตกใต้เงื้อมมือของสิ่งที่มักถูกเรียกว่ากิเลสตัณหา จริงๆ คำคำนี้เป็นคำกลางๆ เพราะแม้แต่ความอยากบรรลุธรรมก็เป็นตัณหาอย่างหนึ่ง
แล้วอีกประเด็นหนึ่งล่ะครับ ที่ผมยืนอยู่วันนั้นเป็นโขดหินเกือบเท่าบ้านนี้นะครับ ผมยืนอยู่ข้างบนดูวิว มีเด็กผู้หญิงต้อนวัวมากินหญ้าบนภูเขาแหงนหน้าเห็นผมก็ยกมือไหว้ แล้วผ้าถุงมันจะหลุดแกเลยย้ายชายพกและผมเห็นเข้า สติมันไม่มีกำลังพอที่จะตัดบทเดี๋ยวนั้น มันก็ตามติดถึงถ้ำเลย ไม่ใช่ไปตามผู้หญิงนะครับ หมายถึงอารมณ์ที่พัวพัน ไม่ว่าแง่บวกหรือแง่ลบนะครับ แง่ลบเราพยายามมองเป็นซากศพ ไม่สำเร็จ ผมก็รู้ตัวแล้วว่าโดนเล่นงานแล้ว ไม่ใช่จากภายนอก จากศาสตราวุธของศัตรู หรือความอดอยากลำบาก แต่ศัตรูที่แท้จริงเกิดขึ้นแล้วภายใน ที่จริงถ้ารู้จักหลักวิปัสสนาพอเพียง ไม่ต้องทำอะไรเลย มันจะดับไปเอง มันเกิดได้ก็ดับได้ แต่ตอนนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดาเกินไป แต่ผมรู้เท่าไม่ทัน ไปแตะกับมันเข้า ไปยุ่งกับมันเข้า มันก็เลยพัวพัน ดิ้นไม่หลุดครับเจอศัตรูภายในแล้ว ขึ้นไปนั่งบนเพดานถ้ำ พระจันทร์ขึ้น แต่ผมไม่เห็น จริงๆ เห็นแต่ไม่รู้ว่ามีการเห็น คือไม่สนใจเลยครับ พอเห็นพระจันทร์เท่านั้นความโล่งโปร่งก็ปรากฏขึ้นแทน เราหนีตัวเองไกลจนกลับบ้านไม่ถูกต่างหาก บ้านคือความปกติครับ ความรู้สึกตัวธรรมดาเหมือนที่เราเป็นอยู่นี้ เราไม่มีความโกรธหรือโลภอะไร คำว่าปกติมันเป็นอยู่แล้วครับ แต่เราได้รับคำแนะนำมาผิดๆ อยากเป็นซุปเปอร์แมน คิดว่าการบรรลุธรรมคือการมีฤทธิ์เดช ความงมงายนี้แฝงอยู่เล็กๆ น้อยๆ ตลอดทางของการภาวนา เราไม่ต้องการให้ตัวเองปกติ เราต้องการให้มันสนุก ครึกครื้น ให้มันวิเศษ ดังนั้นตัวจริงของเราเลยถูกบดบัง ตัวจริงที่มันเป็นปกติ ภาวะที่ดีที่สุดคือปกติ คำพูดนี้เราอาจจะพูดเล่นพูดหัวกัน แต่มันมีความจริงที่ลึกซึ้งในตัวของมัน มีชีวิตที่ปกติธรรมดาอย่าปรารถนาอะไร ได้อะไรมาในที่สุดก็ต้องตาย คิดแบบนี้คิดแบบศาสนาไม่ใช่ปรัชญา คือเราจะตายแล้วเราจะโลภไปหาอะไร ซึ่งต่อจากนั้นมันจะกระตุ้นธรรมชาติของความเจือจาน เห็นมนุษย์เป็นเพื่อนมนุษย์ เมื่อทุกคนต้องตายแล้วจะไปเบียดเบียนกันทำไม มันจะงอกงามขึ้นเองครับโดยไม่รู้ตัวทีเดียว แต่ถ้าเราต้องการเป็นฮีโร่เสียแล้วนี่ยาก ยากเพราะว่ามันจะนำเราไกลห่างจากภาวะปกติดั้งเดิมของเรา คือพยายามที่จะเป็นอะไรใหม่ๆ สมมุติเราเกิดตัณหา กามราคะขึ้น ก็สามารถที่จะตัดมันทิ้งไป แล้วเลือกความรู้สึกตัวง่ายๆ แทนได้ คือพอเรารู้ตัวเท่านั้น สิ่งที่ไม่ต้องการที่ฝืนธรรมชาติก็ตกไปเอง เราไม่สามารถละกิเลสตัณหาได้โดยตรง เพียงแต่เราไม่เอาเท่านั้นเอง ไม่ต้องการ ถ้าไม่ต้องการมันก็งอกงามไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่เราสงสัยหรือลังเลครับ คำว่าลังเลดูคล้ายๆ มีฤทธิ์เดชไม่มาก แต่จริงๆ มากครับ เพราะลังเลเราจึงทำผิดแล้วผิดอีก ถ้าไม่ลังเลนะเรามีการสมัครที่จะรัก รักภาวะปกติ เมื่อเราปกติมากๆ เข้า มันมีพลังในตัวมันเองในการหยุดยั้งและคลี่คลาย เช่นเราจะได้ยินว่าละความโกรธให้ทำอย่างนั้นๆ ผมว่าเป็นสิ่งที่ไร้ผล จนกว่าจะไม่เอาเองครับ เราไม่เอาเอง ความรู้สึกตัวมันเป็นเรื่องพื้นๆ เท่านั้น แต่มันยังไม่รวมตัวกันเข้า เหมือนจอกที่อยู่ในห้วยในบึงเมื่อไม่รวมตัวมันก็ไม่มีพลัง ความรู้สึกตัวง่ายๆ ที่หลวงพ่อเทียน สอนก็ดี มีปรากฏในพระไตรปิฎกก็ดี เมื่อพูดถึงการรวมตัวของมันแล้วรู้ตัวทั่วพร้อม ชาวพุทธถือว่าเป็นวิถีทางของการภาวนา ยกมือนี่มันวูบวาบๆ ใช่ไหม ลองยกดู มันเย็นๆ พอมารวมตัวกันเข้ามันกลายสภาพจากสติ ภาวนา กลายมาเป็นวิปัสสนา คือเริ่มเห็นอะไรแปลกๆ เห็นเหตุของความทุกข์ ปกติเราจะไม่เห็น เราดีแต่ทุกข์ เราไม่เห็นเหตุ เราไม่เคยดูที่เหตุของมันเลย แต่เรามักไปดูที่ผลไม่ว่าจะเป็นบวกหรือลบ พอนั่งสมาธิจิตสงบขึ้นมาก็ไปดูที่ผลมันเข้า แล้วก็หลงปลื้มใจ อาการเช่นนี้จับตัวผู้ภาวนาอยู่ ถ้าเราเห็นเหตุจะเกิดวิปัสสนาขึ้นมา วิปัสสนาคือการเห็นแบบสัมผัสได้ อย่างเราดูจิตใจของเรามันก็ไม่มีอะไร เพราะว่าพอเราไปดูมันเข้ามันก็บดบังไม่ให้เราเห็นธรรมชาติก่อนหน้าที่เราจะดู เช่นเราดูความคิด แค่คิดว่าจะดูก็เสียท่าแล้ว เพราะมันเป็นความคิด มาในรูปของอะไรต่างๆ นานา แก่นของวิปัสสนาคือสมดุล ในภาวะสมดุลไม่รักไม่เกลียด ไม่โลภ ไม่หลง ความรู้สึกมันจะปรากฏขึ้น เหตุที่มันปรากฏขึ้นเพราะมันมีอยู่แล้วครับ แต่เราค้นสมดุลไม่เจอเท่านั้นเอง
|
| ห้องหนังสือส่วนตัว | ||
เรื่องเล่าที่ยังไม่เคยมีใครเล่า |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||