พิมพ์หน้านี้
|
วันอาทิตย์ ๑๙ ตุลาคม เราตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงเพลงจีน และรอยยิ้มของอาดี ขณะที่ท้องฟ้าใกล้สาง หมอกบางเบามองเห็นเป็นสีฟ้าคราม เรือจอดนิ่งริมเนินทรายฝั่งพม่า ขณะกัปตันเรือเปิดสัญญาณเตือนแม่เต่าทั้งหมดที่ขึ้นไปวางไข่บนฝั่งให้กลับลงเรือเพื่อออกเดินทางต่อ เสียงเพลงจีนที่ฉันคุ้นเคยแว่วดังจากลำโพงในยามเช้าอันสดชื่น เทียนมี่มี่ ฉันร้องบอกอาดี เขามองฉันด้วยรอยยิ้มและพยักหน้า เทียนมี่มี่ เขาย้ำ ใช่แล้ว เพลงนี้แหละ ดูเหมือนเขาต้องการพูดเช่นนั้น เพราะเมื่อคืน เราถามเขาว่า รู้จักเพลงนี้ไหม จากนั้นฉันจึงเริ่มร้องเพลงนี้ให้เขาฟังอย่างกระพร่องกระแพร่ง และแล้วเขาก็จำได้ เราจึงเริ่มร้องเพลงคลอกันไปอย่างอารมณ์ดี เรือยังคงล่องขึ้นไปตามลำน้ำโขง ตลอดสองฟากฝั่งเป็นป่าเขา มีหาดทรายทอดยาวเป็นช่วงๆ เกาะแก่งมะหินมะผาตั้งวางกระจัดกระจาย ฉันไม่รู้ว่าเราผ่านค่ำคืนมาได้อย่างไร คงเหมือนกับทุกค่ำคืนที่ฉันไม่รู้ว่าเราจะสามารถผ่านไปถึงเช้าของวันใหม่ได้อย่างไร อากาศยามเช้าเย็นเยือก ทว่ากลับอบอุ่นและหอมหวานสำหรับฉัน ภาพของยามเช้ายังสดใหม่ สายหมอกเรี่ยลอยปกคลุมเทือกเขาเบาบาง หินผางดงามด้วยน้ำค้างจากค่ำคืน ต้นไม้ใบหญ้าสดชื่นและเขียวขจี ขณะสายฝนพร่างพรายลงมา ท้องฟ้าเพิ่มความหม่นมัว หมอกยิ่งหนาหนัก สายน้ำยังคงเคลื่อนไหลโอบอุ้มขอนไม้ลอยคว้าง ฉันรู้สึกเป็นอิสระอย่างแปลกประหลาด ราวเหินลอยอยู่ในฟ้ากว้าง เป็นความรู้สึกอันอิสระที่สามารถกู่ร้อง ตบปากเหมือนชนเผ่าอินเดียนแดงอย่างที่เราชอบเล่นกันอยู่เสมอ ทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองกลับกลายเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้ง เหมือนเมื่อคราวหัดโบกรถเที่ยวเป็นครั้งแรก พเนจรไปทั่วเทือกเขาราวกับสายลมหนาว หรือว่านี่คือความอิสระอย่างจริงแท้
หลังบะหมี่เช้า กัปตันจอดเรือให้ลูกเรือออกเดินสำรวจพื้นที่ บางคนหามุมถ่ายรูป ในขณะที่อีกบางคนหามุมถ่ายที่อยู่ลึกลับเกินสายตาผู้คนจะมองเห็น พื้นที่บริเวณนี้เป็นโขดหิน มีเนินหาดทรายขาวสะอาด และกำลังถูกประทับด้วยรอยเท้าหลายสิบคู่ เป็นรอยเท้าอันแปลกแยกแตกต่างไปจากรอยเท้าแห่งธรรมชาติ ทว่ามันเป็นสิ่งเดียวที่พวกเราฉกฉวยเอาจากธรรมชาติได้ ในนามของนักเดินทาง ฉันพยายามเก็บภาพในอีกรูปแบบหนึ่ง ภาพที่ไม่มีกล้องถ่ายรูปใด หรือแม้แต่ถ้อยคำใดสามารถบันทึกเก็บไว้ได้ ทว่าเป็นความงามที่สามารถสัมผัสได้ด้วยหัวใจ เรือเดินทางต่อไป บนฝั่งพม่าเป็นด่านสบเหลย มีท่าเทียบเรือและผนังกั้นน้ำเป็นกำแพงสูง บนแผ่นดินพม่าไม่ค่อยมีไม้ใหญ่มากนัก ส่วนมากเป็นป่าไผ่ ป่าไม้ซาง ขณะที่ทางฝั่งลาวยังพบเห็นต้นไม้ใหญ่เป็นบางช่วง สลับไร่ข้าวบนสันดอย อากาศอบอุ่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อแสงแดดเผยความร้อนแรง เรือเข้าเทียบฝั่งที่ด่านสุดท้ายของลาว รองกัปตันเรือเอาพาสปอร์ตของพวกเราขึ้นไปประทับตราออกที่ด่านลาว หลังอาหารกลางวัน เรือเข้าเทียบริมฝั่งอีกหนใต้ต้นไม้ใหญ่แตกกิ่งก้านสาขาสะพรั่งงาม แม่น้ำสายเล็กๆ ไหลขวางกั้นแบ่งแยกดินแดนจีน ลาว ฉันขึ้นไปเก็บภาพสามเหลี่ยมปากแม่น้ำที่แบ่งแยกสามแผ่นดินออกจากกัน คือพม่า ลาว จีน พาสปอร์ตของเราถูกนำขึ้นไปประทับที่จุดผ่านแดนอีกครั้ง แค่แม่น้ำสายเล็กๆ ก็แบ่งแยกประเทศได้ เพื่อนที่มาด้วยกันเอ่ยขึ้น จริงสินะ ใครกันเป็นผู้กำหนดว่านี่คือดินแดนของประเทศหนึ่ง และนั่นคือดินแดนอีกประเทศหนึ่ง หลายครั้งหลายคราด้วยกัน ฉันนึกสงสัย ด้วยไม่อาจทำความเข้าใจว่า เหตุใดมนุษย์จึงชอบแบ่งแยกสิ่งต่างๆ ออกจากกัน แบ่งแยกเป็นแผ่นดิน แบ่งแยกเป็นประเทศ และทำสงครามเพื่อแย่งชิงผืนแผ่นดินที่ไม่เคยปรารถนาการแบ่งแยก เพียงแค่สายน้ำเล็กๆ กลับแบ่งแยกประเทศออกจากกัน ทว่ากับผู้คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนเหล่านี้ จะมีใครบ้างไหม? ที่อาจแบ่งแยกพวกเขาออกจากกันได้ ฉันได้แต่สงสัย เรือเราล่องผ่านเข้ามาในแผ่นดินจีน ทิ้งแผ่นดินลาวไว้เบื้องหลัง ทัศนียภาพสองฟากฝั่งไม่มีความแตกต่างกันเลย บ้านเรือนของผู้คนเริ่มปรากฏขึ้นตามไหล่เขา ไร่ข้าว ข้าวโพด และป่าไผ่สลับกับสวนยางพาราเป็นชั้นเป็นเชิงลดหลั่นลงมาตั้งแต่ยอดดอยถึงตีนดอย เรามาถึงท่าเรือกวนเหลยเมื่อบ่ายมากแล้ว เรือเข้าเทียบท่า เจ้าหน้าที่ประจำด่านลงมาตรวจนับคน เพื่อทำการตรวจโรค จากนั้นเราต้องขึ้นไปลงบันทึกผ่านแดนเพื่อตรวจสอบวีซ่าและพาสปอร์ตที่ด่านทีละคน ออกจากท่าเรือกวนเหลย สายลมเย็นพัดเข้ามาแทนที่ความร้อนอ้าวของแผ่นดิน ไอเย็นจากแม่น้ำและป่าเขา ความหวานชื่นจากรอยยิ้มและสองแขนหยิบยื่นไมตรีจากสาวจีนริมฝั่งน้ำ เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันรู้สึกได้ถึงกลิ่นไออันอิสระล่องลอยอยู่รอบข้าง ความอิสระและเสรี อากาศชื้นเย็นยะเยือก แสงสีทองของยามเย็นประดับประดาหมู่เมฆงามเหนือสันเขา แสงสีสุดท้ายขับกล่อมให้ยามเย็นคลายจากความอ่อนล้า ผ่อนคลายสงบยิ่ง ค่ำคืนมาเยือนอย่างเชือนช้า เรือมาถึงกาลันป้า ตอนสองทุ่ม อีกไม่ไกลนักจะถึงเมืองเชียงรุ่ง คืนนี้เราจะจอดนอนที่นี่ เพื่อให้คนเรือได้เข้าไปเที่ยวในหมู่บ้าน เรือจะออกเดินทางอีกครั้งในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น กาลันป้าหรือเมืองฮำ เป็นเมืองของชาวไทลื้ออีกแห่งหนึ่งที่ยังคงสถาปัตยกรรมบ้านเรือนตามแบบไทลื้อเอาไว้ เป็นเมืองซึ่งรัฐบาลจีนประกาศให้เป็นเขตอุทยานวัฒนธรรมของชนชาติไทลื้อ ออกกฎห้ามก่อสร้างหรือดัดแปลงบ้านเรือนใดใด ที่ไม่ใช่โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของไทลื้อ เพื่ออนุรักษ์ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของเมือง หากทว่าด้วยหูตาที่ถูกลดศักยภาพลงในค่ำคืน เราจึงไม่สามารถเก็บภาพอะไรได้มากนัก เราพากันเดินวนไปในตลาดแถบย่านบันเทิง มีร้านอาหารเล็กๆ มากมายเปิดเป็นร้านคาราโอเกะ มีทั้งเพลงจีน เพลงไทลื้อ และเพลงไทยร่วมสมัย โต๊ะสนุกส์ที่เปิดอยู่ทุกหัวมุมถนน ร้านค้า ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านขายอาหารริมทาง รถเข็นขายของปิ้งย่าง และผู้คนของเมืองในชุดอันทันสมัย เณรน้อยขี่จักรยานไปตามถนนสายมืดหม่น และเณรบางรูปควบรถเครื่องผ่านไปด้วยความเร็วสูง ค่ำคืนแห่งกาลันป้าถูกโอบกอดด้วยบรรยากาศเช่นนี้
จันทร์ที่ ๒๐ ตุลาคม ฉันตื่นขึ้นมาแต่เช้า ฝนโปรยสายลงมาให้ชุ่มชื่นหัวใจ สายหมอกล่องลอยโอบคลุมไปทั่วทั้งขุนเขา หาดหินริมฝั่งและร่องรอยการหมุนวนบนผิวน้ำที่ล่องไหลไม่สิ้นสุด ฉันตื่นขึ้นมาแต่เช้า มองเห็นสายหมอกล่องไหลจากภูเขา เขียวงาม เรือเราออกเดินทางอีกครั้ง ลูกเรือทั้งหมดรวมอยู่หน้าหม้อต้มบะหมี่ สายลมหอบไอเย็นสดชื่นของแม่น้ำเข้ามาจนรู้สึกหนาวยะเยือก คนหาปลาลอยเรืออยู่ริมฝั่ง เราใกล้เขตเมืองเชียงรุ่งเข้ามาทุกขณะ มองเห็นกระเช้าลอยฟ้าข้ามลำน้ำโขงอยู่เบื้องหน้า ทุกคนตื่นตาตื่นใจกันใหญ่ พวกเราถูกเตือนให้นั่งลง ขณะที่ลูกเรือตรวจเข้มและใส่ชุดชูชีพเตรียมพร้อม ช่วงตอนหนึ่งท้องเรือครูดไปกับหาดหินใต้พื้นน้ำ แม่น้ำในบริเวณนี้ค่อนข้างตื้นเขิน สะพานแขวนเมืองเชียงรุ่งทอดขวางอยู่เบื้องหน้า ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา แผ่นดินที่ฝันถึงการมาเยือน เรากำลังจะออกไปเดินเล่นในเมือง วันพรุ่งนี้ฉันจะเขียนถึงพี่สาวอีก ด้วยความคิดถึง น้องชาย |
| ห้องหนังสือส่วนตัว | ||
เรื่องเล่าที่ยังไม่เคยมีใครเล่า |
||
|
View All |
||
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||