• วุฐิศานติ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chantwiboon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 37
  • จำนวนผู้ชม : 4660
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
สายน้ำชั่วนิรันดร์
เรื่องเล่าและความทรงจำ การเดินทางของใครบางคน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wutisant
วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม 2551
มาลีกับความตายครั้งที่สอง (เรื่องสั้นช่อการะเกด44)
Posted by วุฐิศานติ์ , ผู้อ่าน : 127 , 09:59:03 น.   | หมวดหมู่ : บันทึกคนเล่าเรื่อง  
พิมพ์หน้านี้


                 

บ่ายวันหนึ่งเมื่อกลับมาถึงสำนักงาน วิภาพบจดหมายฉบับหนึ่งอยู่บนโต๊ะทำงาน เธอหยิบซองสีขาวไร้ลวดลาย มองดูรอยหมึกจางๆ พิมพ์ชื่อและที่อยู่ของเธอ นอกจากนั้นไม่มีข้อความอื่นใดที่อาจบ่งบอกถึงที่มานอกจากตราไปรษณีย์ เพียงแค่นี้เธอก็รู้ได้ว่าเป็นจดหมายของใคร เธอสอดซองจดหมายไว้ในกระเป๋าถือ จัดการกับเอกสารบนโต๊ะอยู่จนกระทั่งเลิกงาน

            เธอเดินออกมารอรถเมล์ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ ขึ้นรถปรับอากาศคันหนึ่งจากต้นสาย เลือกที่นั่งเดี่ยวด้านเดียวกับคนขับ วิภาเปิดกระเป๋าดึงซองจดหมายออกมา ใช้ปลายคัตเตอร์บรรจงกรีดบนซองด้านหนึ่ง เก็บคัตเตอร์แล้วคลี่จดหมายออกดู มีชื่อของเธออยู่มุมบนด้านซ้ายมือ ตามด้วยจุดไข่ปลาสามจุด ไม่มีวันที่หรือถ้อยคำอื่นใดนอกจากตัวพิมพ์ดีดด้วยหมึกจางๆ เป็นพรืดเต็มหลายหน้ากระดาษ เธออ่านเงียบๆ สลับการเหม่อมองภาพความสับสนภายนอกรถ

          วิภาแวะหาอะไรกินก่อนกลับมายังห้องพัก เธออาบน้ำจนรู้สึกเย็นชื่น สวมชุดนอนสีน้ำเงิน เดินมาหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ คลี่ผ้าโพกศีรษะออกขยี้ผม และเช็ดอย่างบรรจง ขณะสายตาจับจ้องอยู่ที่จดหมาย วิภาหย่อนร่างบนเก้าอี้ หยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง

         

วิภา…

          หลายวันมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นกับฉัน มากมายเหลือเกิน จนอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงกลับมาอีกครั้ง ความมืดโรยตัวลงมา สายลมแผ่วพัดหอบไอเย็นเข้ามาภายในกระท่อม ขณะฉันกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ ฉันยังไม่สามารถสลัดภาพของมาลีออกไปได้ ราวกับหล่อนพยายามติดตามฉันอยู่ตลอดเวลา ไม่สินะ ฉันต่างหากที่พยายามติดตามหล่อนไป วิภาจำมาลีได้ไหม ผู้หญิงจากบ้านโสเภณีที่ฉันพยายามเล่าให้ฟัง ในขณะที่ฉันกำลังเขียนถึงเรื่องราวของศรีฬา ตอนหนึ่งฉันเล่าถึงมาลี วันนั้นเป็นวันที่ศรีฬาและเพื่อนๆ หนีโรงเรียนไปเที่ยวที่บ้านโสเภณี จึงทำให้เขาได้รู้จักมาลี ฉันเคยบอกเธอแล้วไม่ใช่หรือว่า มาลีเป็นตัวละครที่มีชีวิตชีวามากที่สุดในฉากนั้น แต่มันก็น่าจะจบลงเพียงเท่านั้น… เธอจำมาลีได้ไหม?

วิภานึกถึงมาลี จำได้ว่าเขาเขียนเล่าถึงเรื่องนี้เสียยืดยาวเชียว นี่เขาคิดจะเล่าเรื่องของมาลีอีกงั้นรึ? วิภาครุ่นคิดขณะที่ผ้าขนหนูยังคลุมศีรษะ เธอลูบเส้นผมอยู่ไปมา

           

          ก่อนที่ฉันจะเล่าเรื่องของมาลี ฉันอยากแนะนำให้เธอรู้จักศรีฬาเสียก่อน ศรีฬาเขามีอะไรหลายอย่างคล้ายกับฉันมากเหลือเกิน แต่ความจริงแล้วฉันมีอะไรที่คล้ายเขามากกว่า เพราะเขาเกิดก่อนฉันหนึ่งปี และมันไม่ได้มีเพียงเราเท่านั้นที่คล้ายกัน แต่รวมถึงครอบครัวของเราทั้งสอง เราจึงกลายเป็นครอบครัวชาวเรือที่คล้ายกันมากที่สุด พ่อของเรามาจากหมู่บ้านเดียวกัน และเป็นเพื่อนรักกัน ในขณะที่แม่ของเรามีเชื้อสายจีนเช่นเดียวกัน

          ในส่วนที่ต่างกันระหว่างเราคือ ตรงที่ฉันมีลักษณะด้อยกว่าเขาในด้านกายภาพ เขามีร่างกายแข็งแรงสมส่วน ในขณะที่ฉันเป็นเหมือนเด็กอมโรค และที่สำคัญที่สุดคือเขามีน้องสาวที่น่ารักคนหนึ่ง ในขณะที่ฉันมีน้องชาย

          ด้วยเหตุว่า ครอบครัวเรามีความละม้ายคล้ายคลึงกันมากจนยากที่จะแยกแยะความแตกต่าง มันจึงเป็นเสมือนกระจกสะท้อนซึ่งสามารถมองเห็นตัวเองได้จากอีกฝ่ายหนึ่ง และนี่เป็นสาเหตุเบื้องต้นทำให้ฉันคิดที่จะเขียนเรื่องราวของเขาออกมา เพราะครึ่งหนึ่งในเรื่องราวของเขานั้นมีฉันรวมอยู่ด้วย และมันง่ายที่จะเล่าเรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา

            วิภาขมวดคิ้วเข้าหากัน ครุ่นคิดถึงศรีฬา เธอเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้ว ครั้งแรกเธอคิดว่าศรีฬาเป็นเพียงแค่ตัวละครที่เกิดขึ้นจากจินตนาการของเขาเสียอีก แต่นี่เขากลับมีตัวตนอยู่จริง หรืออาจเคยมีตัวตนอยู่จริง ถ้าอย่างนั้นแล้วมาลีล่ะ? ความใคร่อยากรู้เข้าครอบงำเธอเสียแล้ว

          แต่แล้วในเช้าวันรุ่งขึ้น เธอรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน? ขณะที่สายลมหนาวพัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างกระท่อมด้านทิศเหนือ ฉันตกอยู่ในภวังค์กึ่งหลับกึ่งตื่นคล้ายอยู่ในความฝัน มาลีมานั่งจ้องมองฉันอยู่ข้างๆ หล่อนคงเฝ้าดูอยู่เงียบๆ เหมือนที่หล่อนเคยเฝ้ามองศรีฬายามที่เขาหลับ หล่อนไม่ได้พยายามปลุกฉันเลย นอกจากเสียงเรียกแผ่วเบาที่คล้ายกับเสียงของสายลมหนาว

          “ถึงเวลาตื่นของเธอแล้วล่ะ”

          ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาพบใบหน้ายิ้มระรื่น แล้วหลับตาลงอีกครั้ง พยายามขับไล่ภาพในความคิดฝันออกไป ฉันคิดว่าตัวเองคงหมกมุ่นอยู่กับงานมากเกินไปจนฟุ้งซ่าน หล่อนช่างมีชีวิตชีวาเหลือเกินในฉากนั้น แต่เมื่อฉันลืมตาขึ้นอีกครั้ง ปากของฉันต้องอ้าค้าง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองใบหน้ายิ้มละไมของหล่อน

          “จำฉันไม่ได้หรือ ฉันอยากเห็นเธอเล่าเรื่องของฉัน” หล่อนพูด แตะนิ้วชี้กับริมฝีปากของตัวเอง แล้วเอามาแตะริมฝีปากของฉัน ก่อนที่ฉันจะแหกปากร้องลั่น เพียงเท่านั้นเอง ทำเอาฉันนิ่งงัน เงียบเชียบ ราวกับเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด

          “ลุกขึ้นมาเถอะ ช่วยเล่าเรื่องของฉันให้จบ” ใบหน้ายิ้มแย้มของหล่อนช่างสดกระจ่างราวกับดวงจันทร์ในคืนเพ็ญ หล่อนดูต่างไปจากเมื่อก่อนมาก ฉันจำได้ดี แต่ยามนี้ หล่อนกลับดูงดงามราวกับดอกไม้ กลิ่นหอมอ่อนๆ รวยรินสดชื่น ทำให้ฉันต้องยอมแพ้ ลุกขึ้นแต่โดยดี

            วิภาขมวดคิ้วเข้าหากันอีกครั้ง แตะนิ้วชี้กับริมฝีปากตัวเองราวกับมันจะช่วยให้เธอเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด หรือว่ามันเป็นเรื่องจริงกันนะ ตอนอยู่บนรถเมล์ เธอคิดว่ามันเป็นเพียงเรื่องสั้น เพราะการอ่านจดหมายของเขาแต่ละฉบับนั้น เหมือนกับได้อ่านเรื่องสั้นสักเรื่องหนึ่ง เขาเป็นคนเงียบ ดูแปลกแยกและโดดเดี่ยว เธอเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า เรื่องที่เขาเล่าอยู่นี้เป็นเรื่องจริง หรือเป็นเรื่องที่อยู่ในจินตนาการอันเพ้อฝันของเขากันแน่ บางทีมาลีอาจเคยมีตัวตน อยู่จริงก็ได้ แต่เธอไม่เชื่อเรื่องผีสางนางไม้หรือวิญญาณเหลวไหลอะไรที่เขาพยายามเล่าอยู่นี้เลย นี่มันศตวรรษไหนกันแล้ว

          ขณะที่ฉันออกไปทำธุระยามเช้า และกลับมาพร้อมแก้วกาแฟ นั่งลงหน้าเครื่องพิมพ์ดีด ฉันพยายามคิดว่าหล่อนเป็นอะไรกันแน่นะ คล้ายกับว่ามีตัวตนอยู่จริง หล่อนนั่งทับส้นเท้าอยู่ข้างๆ เฝ้ามองฉันอ่านทวนต้นฉบับ แสงเช้าสาดเข้ามาตกต้องอยู่หน้าประตูก่อนถึงร่างของมาลี ฉันมองดูใบหน้าแย้มยิ้มของหล่อน

          “ศรีฬาต้องคืนดีกับน้องสาวก่อน” ฉันพูด หล่อนพยักหน้าน้อยๆ ยิ้มให้กำลังใจ

          หลังจากฉันพาน้องสาวมาคืนดีกับศรีฬาแล้ว ฉันเริ่มอารัมภบทถึงงานวัดในฤดูหนาว ค่ำคืนหนึ่งเมื่อศรีฬาทะเลาะกับเพื่อนหญิงที่เขาพามาเที่ยวงาน เขาจึงปล่อยหล่อนไว้ในวงล้อมแห่งแสงสีอันเร้าร้อนของสตริงวงดัง เขาเดินออกมารับไอเย็นของฤดูหนาว และได้พบมาลีโดยบังเอิญ ทั้งสองจึงชวนกันเดินเที่ยวงานวัด ไหว้พระ ยิงปืน ดูหนังกลางแปลงด้วยกัน มาลีพยายามเบียดเรือนกายกับร่างของเขา หล่อนเฝ้ากระซิบบอกเขาว่า หล่อนชอบเขา

          พอหนังจบ พวกเขาเดินออกมาภายนอก ร้านรวงปิดกันหมดแล้ว มาลีพาเขาเข้าไปในซุ้มไม้ริมกำแพงด้านหนึ่ง

          ฉันเหลือบสายตาดูนาฬิกา และหันมองดูรอยยิ้มของมาลี

          “เลยเวลาทำงานของฉันแล้ว พรุ่งนี้ฉันจะต่อฉากนี้ให้จบ” หล่อนยิ้ม พยักหน้าด้วยความพอใจ โน้มร่างเข้ามาจูบแผ่วเบาที่แก้มของฉัน พลางกระซิบคำขอบคุณ หล่อนยืนขึ้น ร่างนั้นเริ่มโปรงแสงและเลือนหายไปตรงหน้า ฉัน รู้สึกถึงความสั่นสะท้านของตัวเอง เมื่อนึกถึงริมฝีปากของหล่อน มันเย็นเยือกราวกับน้ำแข็ง!!

            วิภาเงยหน้าขึ้นจากจดหมายด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดใจ เธอเริ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงพยายามเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟัง เขาต้องการอะไรกันนะ บางทีเขาอาจว่างมากเกินไป หรือเขาอาจเครียดเพราะหมกมุ่นอยู่กับงานเขียนของเขา จึงพยายามที่จะระบายมันออกมา แต่ทำไมเขาต้องระบายใส่เธอด้วย วิภาก้มมองดูจดหมายในมือ เธอลุกขึ้นเดินเอาผ้าขนหนูไปแขวนตกบนราวเหล็ก นั่งลงบนเตียงนอน มองมายังโต๊ะหนังสือ เธอเดินกลับมาหย่อนร่างบนเก้าอี้อีกครั้ง หยิบจดหมายขึ้นมาถือค้างไว้ตรงหน้า

          รุ่งเช้าวันต่อมา มาลีมานั่งมองฉันอยู่เช่นเดิม ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสาง ลมหนาวผ่านเข้ามาแผ่วเบา หล่อนคงเฝ้าดูใบหน้าฉันอยู่เงียบๆ เมื่อฉันลืมตาตื่น ใบหน้าของหล่อนเรื่อแดง เผยรอยยิ้มสดกระจ่าง

          “ตื่นได้แล้วพ่อคนขี้เซา” หล่อนหยอกเย้าแก้ขวย ฉันเฝ้ามองดวงตาคู่นั้นจนหล่อนเบือนหน้าหนี มันทำให้ฉันพบความงามบางอย่าง มันอาจเป็นความงามที่ทำให้ศรีฬาหลงรักหล่อนก็เป็นได้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากเขาจะหลงรักมาลี เพราะมันกำลังทำให้ฉันหลงรักหล่อนด้วยอีกคน  ไม่ได้ ฉันพยายามบอกตัวเอง พยายามหักห้ามใจไม่ให้อ่อนไหวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา วิภาจำบัวตองได้ไหม เด็กสาวแสนหวานคนนั้น ทำไมฉันจะไม่หลงรักหล่อน ในเมื่อหล่อนเหมือนนางฟ้าออกเช่นนั้น

            วิภาจำบัวตอง ตัวละครในเรื่องสั้นของเขาได้ เธอเคยอ่านมัน แต่เธอไม่รู้ว่ามันจะมีความพิเศษอะไร เพราะหล่อนก็แค่ตัวละครที่ไม่อาจสัมผัสได้ นอกจากมโนภาพที่เกิดขึ้นในจินตนาการ นี่เขาหลงรักตัวละครเหล่านี้จริงหรือ? เขาอ่อนไหวง่ายเพียงนี้เชียวหรือ? หรืออาจบางทีเขาคงจะหลงรักผู้หญิงทุกคนที่พบตามท้องถนนก็เป็นได้ เธอพยายามสะบัดศีรษะไปมา ราวกับมันสามารถทำให้ความนึกคิดเหล่านี้หลุดออกไปจากสมองได้

            ฉันรีบลุกขึ้น มาลีช่วยเก็บที่นอนเอาวางไว้บนตู้หนังสือ ฉันหยิบผ้าพันคอมัดย้อมสีเขียวอ่อนมาคล้องคอหล่อน

          “เธอจะได้รู้สึกอุ่น” ฉันพูดเมื่อนึกถึงริมฝีปากเย็นเยือกราวน้ำแข็งของหล่อน มาลีจับมือฉันไว้ รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นในอุ้งมือนั้น อบอุ่นและนุ่มนวล ฉันยิ้มให้และรีบออกไปทำธุระ กลับมายังกระท่อมอีกครั้งพร้อมด้วย  ถ้วยกาแฟและกระติกน้ำร้อน ฉันชงชาเขียวญี่ปุ่น กลิ่นของใบชาระเหยหอม

          “เผื่อเธอจะรู้สึกดีขึ้น” ฉันรินน้ำชาใส่ถ้วยใบน้อย วางไว้ตรงหน้าหล่อน

          “มันไม่จำเป็นสำหรับฉันหรอก” มาลียิ้ม ขบขันความคิดของฉัน

          “แต่เธอหนาวไม่ใช่หรือ ลองดูหน่อยสิ” ฉันคะยั้นคะยอ หล่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบ แล้ววางลงดังเดิม

          “เธอไม่รู้หรอกว่า ที่ที่ฉันจากมามันหนาวขนาดไหน กลางคืนที่มืดมิด” น้ำเสียงของหล่อนเศร้าสร้อย ดวงตาคู่นั้นฉายแววหม่นเพียงเล็กน้อยแล้วเปลี่ยนเป็นสุกใส ระบายยิ้มเต็มใบหน้า   

          “เล่าเรื่องของฉันต่อเถอะ”

          ฉันจัดกระดาษม้วนเข้าแท่นพิมพ์ดีด มองดูหมึกจางๆ เริ่มอ่านที่เขียนค้างไว้เมื่อวาน ฉันรู้ดีถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น คล้ายกับมันเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่ง มาลีมองดูฉันพลางยิ้มน้อยๆ มันอาจเป็นช่วงชีวิตที่หล่อนมีความสุขก็ได้

          ฉันเริ่มเรื่องของมาลีต่อจากเมื่อวาน ทั้งสองกอดจูบกัน ศรีฬาปฏิเสธสิ่งที่เกินเลยไปกว่านั้น ใช่ว่าเขานึกรังเกียจ แต่เป็นเพราะเหตุผลบางอย่าง ฉันไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่มองเห็นความบริสุทธิ์บางอย่างในการแสดงออกอันละมุนละไมของพวกเขา

          มาลีเล่าให้เขาฟังถึงวันแรกที่ได้พบกัน เขาทำให้หล่อนนึกถึงน้องชาย ทั้งที่ความจริงแล้ว มาลีไม่เคยมีน้องชาย หล่อนเพียงฝันอยากมีน้องชายสักคน และเขาเหมือนน้องชายในความฝันของหล่อน แต่มาลีไม่ได้บอกความจริงกับเขาในข้อนี้

          ฉันหยุดเขียนและหันมองมาลี หล่อนยิ้มและเริ่มเล่าให้ฟังว่า ตั้งแต่หล่อนได้พบเด็กหนุ่มคนนี้ ทำให้หล่อนได้พบความฝันในวัยเด็ก หล่อนรู้สึกละอายกับอาชีพของตน หล่อนอยากหนีไปจากมัน และใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิงธรรมดาคนอื่นๆ หล่อนเอ่ยเล่า มองดูฉันด้วยแววตาอ่อนโยน

          ฉันเริ่มฉากตอนที่มาลีมารอพบศรีฬาหน้าโรงเรียนในเย็นวันหนึ่ง ขอร้องให้เขาช่วยหาที่ซ่อนให้ หล่อนเล่าแผนการหนีให้เขาฟัง ร้องขอให้เขาไปรอที่ปั๊มน้ำมันหลอดก่อนถึงโรงพยาบาล เมื่อทั้งสองได้พบกัน เขาพาหล่อนมาค้างที่บ้านพี่ชาย เย็นวันต่อมา เพื่อนมาบอกข่าวการหนีไปจากซ่องของมาลี ทำให้เขารู้ว่า เรื่องที่น่าหวาดกลัวกำลังจะเกิดขึ้น

          มาลียิ้มอย่างพอใจเมื่อฉันบอกว่า พรุ่งนี้จะเขียนเรื่องของหล่อนให้จบ มาลีโน้มร่างเข้ามาจูบที่แก้มของฉันเหมือนวันวาน เอ่ยคำขอบคุณ ร่างของมาลีค่อยๆ โปร่งแสง ก่อนเลือนหายไปพร้อมด้วยรอยยิ้มของมวลดอกไม้ ฉันมองเห็นชายเสื้อแขนยาวสีฟ้าพลิ้วไหวในสายลม

วิภาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยความรู้สึกอ่อนล้า ราวกับว่าเธอได้เข้าไปเผชิญกับเรื่องเล่าของเขาด้วยตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี เรื่องที่มาลีมาหาเขาทุกเช้า มันอาจเป็นส่วนที่เขาจินตนาการหล่อนขึ้นมาเอง และอาจหลงเพริศอยู่กับมันมากเสียจนเกิดสับสน และแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนเป็นเรื่องจริง อันไหนเป็นเรื่องลวงที่เขาพยายามทำให้มันเป็นจริง บางทีเขาอาจเป็นเหมือนพวกวิกลจริต แต่คงไม่ใช่ เธอเคยพบเขาสองสามครั้ง เขาดูเศร้าๆ เงียบและโดดเดี่ยวมากเกินไป เธอคิดว่าควรอยู่ห่างเขาไว้หน่อยคงดี และรักษาระยะห่างตรงนั้นเอาไว้ เพราะเขาอาจทำให้เธอเป็นโรคประสาทไปด้วยก็ได้

            วิภาถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน ก้มมองดูจดหมาย เธอรู้สึกคล้ายกับมีอะไรบางอย่างดึงดูดให้เธออ่านต่อ ทั้งที่เธออยากถอนตัวเองจากเรื่องราวเหล่านี้ให้เร็วที่สุด ทว่าสิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือการอ่านให้มันจบๆ เสียที

          แล้วเช้าวันนั้นก็มาถึง หล่อนนอนลงข้างกายของฉัน และคงเฝ้ามองดวงตาพริ้มหลับของฉันอยู่เนิ่นนานราวกับหล่อนปรารถนาเฝ้ามองอยู่เช่นนั้น จนฉันรู้สึกได้ถึงการจ้องมองของหล่อน ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ผสานกับลมหนาวจางๆ เมื่อลืมตาขึ้น ฉันพบใบหน้าของหล่อนลอยอยู่ตรงหน้า ใกล้เสียจนฉันตกใจ มาลียังคงเฝ้าเพ่งพิศต่อไปโดยไม่สนใจว่าฉันตื่นแล้วหรือยัง หล่อนมองดูดวงตาของฉันอย่างอ่อนโยนราวกับฉันเป็นเด็กน้อยคนหนึ่ง

          “ฉันเหมือนน้องชายของเธอด้วยหรือ”

          หล่อนยิ้ม ส่ายหน้า

          “ไม่ใช่หรอก เธอก็รู้ว่าฉันไม่เคยมีน้องชาย”

          ฉันชันร่างขึ้นนั่งพิงตู้หนังสือ เฝ้ามองดวงตาคู่งาม

          “ศรีฬา เขาก็รู้ว่าเธอไม่เคยมีน้องชาย”

          หล่อนพยักหน้ารับรู้

          “เธอเหมือนกับเขามากนะ เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน”

          หล่อนยิ้ม

          “ใช่แล้ว เราเหมือนกัน เพียงแต่ฉันไม่มีน้องสาว”

          “เธออยากมีน้องสาวรึ”

          ฉันยิ้ม

          “เหมือนเธออยากมีน้องชายนั่นแหละ”

          เราต่างหัวเราะให้กัน

          “เธอไม่รู้รึว่าเขาอยู่ที่ไหน”

          หล่อนส่ายหน้า

          “แต่เธอรู้ว่าฉันอยู่ที่นี่”

          “เป็นเพราะเธอคิดถึงฉันนะซี ฉันจึงรู้ว่าเธออยู่ที่นี่” หล่อนพูด

          “ฉันคงต้องคิดถึงเธอบ่อยๆ แล้วล่ะ”

          หล่อนเผยรอยยิ้มเศร้า

          “ฉันมาอีกไม่ได้แล้ว ฉันจะหายไปเมื่อเรื่องของฉัน - เมื่อฉันได้ตายเป็นครั้งที่สอง ฉันมาลาเธอ”

          “เธอจะไปไหน”

          ฉันรู้สึกคล้ายถูกจู่โจมโดยไม่ทันได้ตั้งตัว

          “ฉันยังเล่าเรื่องของเธอไม่จบเลย”

          “ฉันต้องไปแล้วล่ะ ไกลแสนไกลเชียว พวกเขาจะตามมา พบฉันและจับฉัน” ดวงตาของหล่อนหวาดสะทก

          “ศรีฬาต้องช่วยเธอได้ เขาต้องช่วยเธอได้แน่”

          แต่ดูเหมือนหล่อนรู้ดีว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น

          “ไม่หรอก เธออย่าหลอกตัวเองอยู่เลย พวกเขาจะจับฉัน เด็กหนุ่มคนนั้นช่วยฉันไม่ได้หรอก สุดท้ายเขาต้องเจ็บตัวเพราะฉัน ฉันจดจำค่ำคืนนั้นได้ดี ฉันอยากขอโทษเขาเหลือเกิน แต่ไม่เคยได้มีโอกาส… เธอว่ามั้ย เขาเป็นคนที่น่ารักนะ… ฉันรักเขา” หล่อนมองดูฉัน พูดด้วยเสียงสั่นสะท้าน ไม่ปะติดปะต่อ หยาดน้ำรื้นไหลจากดวงตา

          “ฉันช่วยอะไรเธอไม่ได้เลยหรือ”

          “ไม่หรอก ขอบใจเธอมาก เพียงแค่เธอยอมเล่าเรื่องของฉัน…” มาลีพูดหอบหายใจแรง พยายามเช็ดดวงตาของตัวเอง

          “ฉันจะไม่เล่าเรื่องของเธอ ฉันไม่…” ฉันพูดราวกับพยายามหน่วงเหนี่ยวลูกโป่งที่กำลังจะหลุดลอยสู่ฟากฟ้ายามค่ำคืนเอาไว้

          “ไม่ได้นะ เธอต้องเล่ามันออกมาให้จบ จริงอย่างที่เป็นจริงเท่านั้น เธอรับปากฉันแล้ว”

          “ไม่มีวิธีใดเลยหรือ

          มาลีส่ายหน้า

          “ขอโทษนะที่ทำให้เธอไม่สบายใจ ฉันไม่เป็นไรแล้ว” หล่อนฝืนยิ้ม

          “ฉันต้องไปแล้วล่ะ ฉันอยู่เหมือนทุกวันไม่ได้ ฉันคงไม่ได้พบเธออีก”

           “เธอจะไม่มาอีก

          มาลีส่ายหน้า ยิ้มเศร้า เอื้อมมือปลดผ้าพันคอออก ฉันจับมันไว้ที่เดิม

          “ฉันให้เธอ ที่นั่นหนาวมิใช่หรือ” น้ำตาหล่อนรื้นไหลลงอาบแก้ม หล่อนกอดฉันไว้แน่น ร่างของหล่อนอบอุ่นด้วยเลือดเนื้อเช่นเดียวกับมนุษย์ และแล้วความรู้สึกนั้นค่อยๆ คลายออก ร่างของหล่อนค่อยๆ เลือนจางลง ดวงตาคู่เศร้ามองฉัน จนกระทั่งร่างของหล่อนเลือนหายไป น้ำตาของฉันไหลอาบแก้ม หล่อนจะไม่กลับมาอีกแล้ว

            วิภาเอามือเช็ดดวงตาเปียกชื้น พลิกจดหมายไปหน้าสุดท้าย เธอมีความรู้สึกอย่างแปลกประหลาด ราวกับถูกจ้องมองด้วยดวงตาที่ไม่มีอยู่จริง บางครั้งจากเบื้องหลัง บางครั้งอยู่ตรงหน้าเธอเอง เธอรับรู้ได้ถึงความเศร้าของมาลีราวกับว่าเธอเป็นมาลีเสียเอง ภาพของหล่อนจึงชัดเจน ราวกับมาลีต่างหากที่เป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดให้เธอฟัง

          มันเป็นวันที่ฉันทุกข์ทรมานมากที่สุดในชีวิตของการเขียนหนังสือ มากกว่าวันที่ฉันไม่สามารถเขียนอะไรได้เลย เพราะฉันจำต้องเขียนในสิ่งที่ไม่อยากเขียน และไม่เคยปรารถนาให้มันเกิดขึ้น แต่มันก็เกิดขึ้นจนได้ ใช่สิ ไม่มีใครช่วยหล่อนได้เลย มาลีถูกจับได้ขณะพยายามหนี เพื่อนๆ ตามมาพบศรีฬานอนสลบไสลอยู่ริมถนน พวกเขามาช้าเกินไป อีกไม่กี่วันต่อมา หลังจากศรีฬากลับมาเรียนได้ตามปกติ เขาได้ข่าวว่ามาลีผูกคอตาย

          ฉันทิ้งศรีฬาไว้ตรงนั้น กับความทรงจำครั้งสุดท้ายก่อนที่วัยเยาว์จะพรากไปจากเขา ในขณะที่ฉันยังไม่อาจลืมมาลีได้ ทุกเช้าฉันเฝ้ารอที่จะได้พบหล่อนอีก แต่ก็ไม่มีแม้แต่ร่างโปร่งแสงของมาลี…ทำไมหนอ หล่อนถึงได้มาเหมือนกับความฝันและจากไปไม่ต่างจากความฝัน…

วิภา เธอจะให้ฉันทำอย่างไร ในเมื่อฉันไม่พบผ้าพันคอสีเขียวอ่อนผืนนั้น แม้ว่าฉันพยายามหามันจากทุกซอกทุกมุมของกระท่อมโทรมๆ หลังนี้ มาลีคงรับมันไปเพื่อเป็นของขวัญชิ้นสุดท้าย

          เรื่องราวของศรีฬายังไม่จบเพียงเท่านี้ แต่ฉันไม่รู้จะเขียนอะไรอีกแล้ว เพราะหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้จากลาพวกเราไป แต่เชื่อฉันเถอะว่า เขาจะกลับมาอีกครั้งหนึ่งในเวลาอันใกล้นี้ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวหลายปีที่สูญหายไป ฉันอยากรู้ว่า เขาจะทนต่อเสียงหลากไหลของสายน้ำที่พร่ำเพรียกอยู่ในจิตใจของเขาได้อีกนานแค่ไหน และเมื่อเขากลับมา ฉันจะบอกในสิ่งที่เขาไม่เคยรู้มาตลอดชีวิต เขาไม่เคยรู้หรอกว่า มาลีรักเขามากขนาดไหน การได้พบเขาทำให้ทั้งชีวิตของหล่อนเปลี่ยนแปลงไป แต่บางที เขาอาจลืมมาลีไปแล้ว…

            จดหมายจบเพียงเท่านี้ มีคำลงท้ายคำเดียวว่า “เสมอ” และไม่ลงชื่อเหมือนทุกครั้ง ราวกับเขาไม่เคยให้ความสำคัญกับมันเลย

            วิภาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ภาพต่างๆ ยังหมุนเวียนอยู่ในความคิดคำนึง โดยเฉพาะภาพของมาลี เธอมองเห็นภาพได้ชัดเจนราวกับว่าเธอเคยรู้จักหล่อนมาก่อน

            วิภาลุกขึ้นจากโต๊ะ หันมาทางเตียงนอน ฉับพลันร่างของเธอเย็นวาบด้วยความตระหนกใจ เมื่อมองเห็น ภาพรางๆ ของหญิงสาวในชุดสีฟ้านั่งอยู่บนเตียง หล่อนส่งยิ้มให้เธอ วิภารู้ได้ทันใดเลยว่า หล่อนคือมาลี! หล่อนช่างเหมือนกับภาพในความคิดของเธอเสียจริง เธออ้าปากค้างโดยไม่มีเสียงใดเล็ดลอดจากริมฝีปาก เอามือขยี้ตาตัวเอง เมื่อเอามือออก เธอพบแต่ความว่างเปล่า เธอพยายามขยี้ตาอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ เดินช้าๆ มายังเตียงนอน พลันเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอย่างนึกหวาด พบเห็นเพียงความว่างเปล่า หากทว่าภาพของมาลียังติดตรึงอยู่ในใจของเธอ

            วิภานั่งลงบนเตียงนอน ร่างของเธอยังเย็นเฉียบ แต่แล้วเธอเหลือบไปเห็นผ้าพันคอสีเขียวอ่อนตกอยู่ เธอหยิบมันขึ้นมาดูและพลันนึกถึงผ้าพันคอสีเขียวที่เขาให้มาลีเป็นของขวัญ แต่มันมาอยู่ในห้องของเธอได้อย่างไรกัน

            วิภาเหลียวมองไปรอบๆ ห้องอีกครั้ง…

พิมพ์ครั้งแรก นิตยสารช่อการระเกด ฉบับ 44, 2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
parnny วันที่ : 16/05/2008 เวลา : 11.30 น.
http://www.oknation.net/blog/chonlatee


สวัสดีครับเพื่อน
แวะมาทักทาย ดีใจมากเลยที่เจอกันที่นี่
อ่านงานของนายแล้ว อยากรู้จักหญิงสาวคนนั้นจัง

น่ากลัวนะ

ขอบคุณครับ
บก.ปาน
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< พฤษภาคม 2008 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30 31