พิมพ์หน้านี้
ปรัชญาของคนปลูกดอกไม้ ใครบางคนเคยพูดว่า การได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่มหนึ่ง ดุจดั่งได้พบมิตรสหายรู้ใจ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันที่ขาดแคลนมิตรภาพเช่นนี้ ยังให้มิตรสหายยิ่งมีคุณค่าผูกพันกันมากขึ้น และนี่คือเรื่องราวของมิตรสหายแห่งโลกหนังสือที่ผมอยากแนะนำให้คุณได้รู้จัก ผมอยากเขียนเรื่องสั้นให้เหมือนกับการปลูกดอกไม้ บางประโยคของคำนำจากรวมเรื่องสั้นชุดร่างแหแห่งวิหค บ่งบอกบางสิ่งบางอย่างของผู้ชายคนนี้ ด้วยมิว่าจะเป็นสวนดอกไม้หรือสวนหนังสือ ต่างต้องใช้ความรัก ความเอาใจใส่ดูแล การทะนุถนอมละเอียดอ่อนมิต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ชายที่ชื่อมาโนช พรหมสิงห์ การงานทั้งสองนี้ถือได้ว่าเป็นการงานแห่งรัก ผมรู้สึกว่าการปลูกดอกไม้ เป็นการงานที่ทำให้มนุษย์รู้สึกสดชื่นเบิกบาน บางทีหนุ่มอาจจะให้สาว หรือสาวอาจจะให้หนุ่ม ดอกไม้เป็นส่วนประกอบตรงนี้สำหรับมนุษย์ ผมรู้สึกว่าเขาจะรู้ไหมนะว่าเราปลูก เราทำงานตรงนี้ขอเพียงแค่มีส่วนในความปีติ ความยินดีของมนุษย์ที่ได้สัมผัสดอกไม้ เหมือนกับงานเขียน ผมจะเก็บตัวทำงานเงียบๆ บอกกล่าวเรื่องราวให้คนอื่นคนไกลสักคนหนึ่ง หวังว่าเขาอาจเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆ จากเรื่องราวของเรา เหมือนกับดอกไม้ที่สร้างความปีติให้มนุษย์ เขาบอกเล่าความรู้สึกด้วยดวงตาวาวประกาย และนี่ทำให้เขาใช้เวลานานมากในการเขียนเรื่องสั้นแต่ละเรื่อง ทั้งการคิดค้นข้อมูลและการประดิดประดอยเขียน มาโนชเริ่มสนใจการอ่านหนังสือมาตั้งแต่เด็ก การที่เป็นคนเงียบๆ จึงไม่ค่อยมีเพื่อนมากนัก หนังสือจึงเป็นเสมือนเพื่อนชิดใกล้ ครั้นเข้ามหาวิทยาลัยในยุคที่นักศึกษาถูกแบ่งแยกเป็นซ้าย-ขวา การอ่านวรรณกรรมทำให้เขารู้สึกแปลกแยก ผมรู้สึกเหมือนเป็นคอมมิวนิสต์โรแมนติก ถูกวิจารณ์ว่าเป็นพวกซ้ายเอียงขวา ถือลัทธิแก้ ตอนนั้นเขาเริ่มสนใจการขีดเขียน เริ่มมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารของมหาวิทยาลัย ผมเปลี่ยนนามปากกาไปเรื่อย ไม่อยากให้ใครรู้ เขามีตู้ให้หย่อนต้นฉบับ เราก็ไปขโมยหย่อน จากวัยเด็กที่ครอบครัวมีอาชีพปลูกดอกไม้ ทุกเช้าเขาจะนำดอกเยอบิร่าไปนั่งขายก่อนไปโรงเรียน จากสัมผัสสัมพันธ์ตรงนั้น ทำให้เขารู้สึกผูกพันกับต้นไม้ดอกไม้และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ผมคิดฝันตั้งแต่เด็ก อยากสร้างกระท่อมสักหลัง อยากทำสวน มีชีวิตอย่างสมถะ เรียบง่าย จากความฝันวัยเด็ก ทำให้เขาลาออกจากอาชีพครู หลังจากสอนอยู่นาน ๑๐ ปี เราคิดว่าถ้าไม่ทำตอนนี้ ก็คงไม่ได้ทำ ถ้ามัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง เดี๋ยวก็คงตาย ชีวิตมนุษย์ส่วนใหญ่อาจมีลักษณะอย่างนี้ ความฝันเอาไว้ก่อน อยู่ไปวันๆ ถูกกระแสฉุดลากถูลู่ถูกังไปเรื่อย ผมรู้สึกว่าถ้าไม่ทำชาตินี้ ชาติหน้าไม่รู้จะได้เกิดหรือเปล่า มันต้องทำ จะได้รู้ว่าเรากำลังเดินทางไปหาฝัน จะได้รู้ว่าฝันนั้นสวยงาม ดีหรือเลวร้าย จะได้รู้ในชาตินี้ ผมรู้สึกว่าความฝันของมนุษย์มันยิ่งใหญ่ แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือการเดินทางไปตามความฝัน ถ้ากล้าที่จะฝัน ต้องกล้าที่จะเดินไปทำเสียวันนี้ ทว่าการปลูกดอกไม้ มิได้เป็นเรื่องโรแมนติกอย่างที่ใครคิด เขาบอกเราว่า เหนื่อยโคตรเลยครับ แต่มันมีความสุข บางทีแดดร้อนเปรี้ยง หรือฝนพรำก็ต้องออกไปดายหญ้า บางทีหนาวจะมัวนอนห่มผ้าไม่ได้ เช้าต้องออกไปรดต้นไม้ ใส่เสื้อหนาๆ ก็ไม่ได้ ต้องใส่เสื้อยืด ลงไปคลุกกับน้ำ เปียกโชกทั้งตัว แต่หน้าหนาวน้ำมันจะอุ่น บางทีต้องเอาน้ำราดตัวเพื่อให้มันอุ่น แม้ว่าวันนี้ เขาจะมิได้ปลูกดอกไม้อีกแล้ว แต่ความผูกพันยังคงอยู่เสมอ บางวันฝนตก ผมยังคิดถึงบรรยากาศการลงสวน คนทำสวนก็เหมือนชาวนา พอเห็นฝนจะรู้สึกตื้นตันใจ อยากกระโจนลงไป คนทำสวนดอกไม้ผูกพันอยู่กับฤดูฝนและหนาว เพราะไม้ดอกชอบหน้าหนาว พอลมหนาวมาจะคิดถึงชีวิตเมื่อก่อน มันมีความสัมพันธ์กัน ประกอบเป็นวิญญาณเข้าทั้งหมด ทั้งการทำสวน และการเขียนหนังสือ ครั้นเมื่อถูกถามว่าพบปรัชญาอะไรจากการปลูกดอกไม้ เขาบอกให้เราลองสบตากับลำดวนต้นใหญ่ กลีบดอกสีเหลืองละมุนแอบซ่อนอยู่ตามหลืบใบ ส่งกลิ่นหอมอ่อนหวานในสายลม พลางออกตัวว่า ผมยังสู้ต้นลำดวนไม่ได้ เรายังให้อะไรกับคนผ่านทางไม่ได้มากเท่าเขา แค่เราเขียนหนังสือไม่ยิ่งใหญ่อะไรหรอก ถ้าเทียบกับสิ่งอื่นแล้ว ทุกเช้าที่ผมไปส่งแฟนทำงาน จะผ่านแม่ลูกคู่หนึ่ง เขาจะช่วยกันกวาดถนน หรือถ้าวันไหนแม่ไม่ว่างพ่อจะมาแทน แต่จะมีลูกมาด้วย กวาดถนนดูยิ่งใหญ่กว่าเราเยอะ ดูเขามุ่งมั่น มีความสุข มันก็ได้แง่คิด ไม่เฉพาะผมหรอก ใครทำอะไรตรงไหนก็ได้แง่คิดจากงานที่ทำ ลองสังเกตดู อาจได้พบปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ กับเรื่องการเขียนหนังสือ ภาษาของเขาทำให้เรามองเห็นถึงการใส่ใจ การเก็บซับรายละเอียดของทุกสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เพราะสำหรับมาโนชแล้ว งานเขียนเป็นกระบวนการสำรวจตัวตนอย่างหนึ่ง สุดท้ายมันได้สำรวจตัวเรา ถ้าเราเขียนถึงอารมณ์โกรธของตัวละคร เราจะสำรวจอารมณ์โกรธทั้งมวลของตัวเรา ในจิตใจเรา ความอิจฉาริษยา กิเลสตัณหา ทำให้ได้รู้จักตัวเรา รู้จักความไม่ดีไม่งามในตัวเอง...บางทีหลังเขียนงานเสร็จ บางคนบอกว่าเหมือนเข้าสู่พิธีล้างบาป งานเขียนมันเหมือนเอาตัวตน แง่ไม่ดีไม่งามทั้งหมดตีแผ่ออกมา งานเขียนมีพลังอย่างหนึ่ง คือมันจะขัดเกลาคนเขียนก่อนที่มันจะขัดเกลาคนอ่าน ในแง่งามมันทำให้เราถูกขัดเกลาจากงานของเราก่อนจะไปยกระดับจิตใจผู้อื่น ความปีติสุขมีส่วนเล็กๆ นี้แฝงอยู่ ถ้าเรามุ่งมั่นที่จะทำกระบวนการรู้จักตัว กระบวนการขัดเกลามันจะเพิ่มขึ้น ความพิถีพิถันมันจะเพิ่มขึ้น ด้วยความรักความมุ่งมั่นที่จะพัฒนางานเขียนให้ข้ามพ้นจากสายลมบนถนนโบราณ เราได้แต่คาดหวังว่าจะได้อ่านงานเล่มใหม่ของเขาในเร็วๆ นี้ ตัดตอนจาก คนหนังสือแห่งเมืองอุบลฯ คอลัมน์เล็กนั้นงาม นิตยสารสานแสงอรุณ ฉบับพระไตรปิฎก ภูมิปัญญาที่เราหลงลืม 2550 |
| ห้องหนังสือส่วนตัว | ||
เรื่องเล่าที่ยังไม่เคยมีใครเล่า |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||