• วุฐิศานติ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chantwiboon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 5358
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
สายน้ำชั่วนิรันดร์
เรื่องเล่าและความทรงจำ การเดินทางของใครบางคน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wutisant
วันพุธ ที่ 23 กรกฎาคม 2551
กลางสนามรบ
Posted by วุฐิศานติ์ , ผู้อ่าน : 106 , 10:46:00 น.   | หมวดหมู่ : บันทึกคนเล่าเรื่อง  
พิมพ์หน้านี้


กลางสนามรบ

 

 

เสียงห่ากระสุนปืนเงียบลงแล้ว เมื่อเสียงระเบิดชุดสุดท้ายฉีกกระชากร่างกายและหักโค่นต้นไม้แตกกระจาย ทั่วบริเวณเงียบสงัดราวกับอยู่ในสุสานร้าง ไม่มีเสียงร้องครวญครางของความเจ็บปวด ไม่ได้ยินแม้เสียงสายลมโยกไหวยอดมะพร้าว อย่าว่าแต่เสียงนกหรือแมลงเลย แม้แต่เสียงลมหายใจที่สะท้อนขึ้นลงตรงทรวงอกด้านซ้ายยังแทบไม่สัมผัสยิน –หรือว่า ไม่หลงเหลือสิ่งมีชีวิตใดบนแผ่นดินนี้อีกแล้ว- ทั้งหมดทั้งมวลตกอยู่ในความเงียบสงัดยิ่ง ท่ามกลางกลุ่มควันปืนและกลิ่นดินระเบิด กลิ่นเหม็นไหม้คละคลุ้งชวนคลื่นเหียนอย่างร้ายกาจ ดวงอาทิตย์แผดกล้าเคลื่อนไปทางทิศตะวันตก ความร้อนที่แผดเผาจากดวงอาทิตย์ ความร้อนระอุของแผ่นดิน มวลหมอกควันปกคลุมอยู่รอบบริเวณ ทำให้ข้านึกถึงความเย็นเยียบของสายหมอกยามอรุณ ม่านหมอกปกคลุมทั่วทั้งหุบเขา หมู่บ้าน และถนนหนทางตัดผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า แสงตะเกียงเล็ดลอดออกมาจากกระท่อมเก่าโทรม ความร้อนจากเตาไฟช่วยเอื้อไออบอุ่น เบื้องนอกหนาวเย็น มวลหมอกยะเยือกมองดูคล้ายละอองฝน ข้าอ้าปาก ไล่งับสายหมอก เย็นชื่นฉ่ำลิ้น บนท้องถนนปรากฏเป็นร่างเลือนรางเบื้องหลังม่านหมอก มองเห็นเป็นริ้วขบวนสีของดวงอาทิตย์ยามเช้าของนักบวชประจำวัดบนภูเขาออกเดินบิณฑบาต จีวรสีดวงอาทิตย์ยามเช้าชุ่มชื้นด้วยหมอก ปล่อยชายพลิ้วไหวตามจังหวะ    ก้าวย่าง ข้ายังวิ่งไล่งับสายหมอก ร้องเรียกย่าที่อยู่ในบ้านให้ออกมาเตรียมใส่บาตร –บ้าน ช่างเป็นถ้อยคำที่เราคุ้นเคยยิ่ง และเลือนรางห่างไกลเช่นเดียวกัน- ทีละก้าว ทีละก้าว ดวงตะวันยามเช้าเคลื่อนใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา หมอกเริ่มจางลง จางลงจนมองเห็นดวงหน้าของนักบวชทั้งสามรูป ดวงหน้านั้นสงบงันอย่างประหลาด ดูราวกับแย้มสรวลน้อยๆ แม้กระทั่งสามเณรอายุคราวเดียวกับข้าซึ่งยืนอยู่ท้ายสุด นักบวชยืนนิ่ง ค้อมกายอย่างสำรวม แง้มฝาบาตรออกรับข้าวหอมกรุ่นจากย่า จนสามเณรรับบาตรเสร็จ ย่ากดหัวข้าให้นั่งลงพนมมือรับศีลรับพร ครั้นเงยหน้าขึ้น ข้ามองเห็น ริ้วขบวนของดวงอาทิตย์ยามเช้าเคลื่อนห่างออกไป

                   “นักบวชพากันไปไหนหนอ

                   “ออกไปโปรดสัตว์ไงลูก พระท่านออกไปโปรดสัตว์”

ย่าบอกข้า แต่ข้ากลับเห็นนักบวชเดินไปตามบ้านคนและหยุดรับบาตรด้วยอาการสงบ ในขณะที่ย่าเดินกลับเข้าบ้าน สามเณรอยู่ในความเลือนรางสุดท้ายของสายหมอก ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าหนักแน่น กระทบพื้นถนนเป็นจังหวะดังมาจากทิศทางที่นักบวชลับหายไป เสียงเพลงปลุกใจผสานขึ้นเป็นท่วงทำนองอันมีจังหวะจะโคนแน่นนอนตายตัว ดังขึ้น ดังขึ้น จนมองเห็นร่างปรากฏเลือนรางในม่านหมอก เป็นริ้วขบวนสีเข้มดูขึงขัง แข็งแกร่ง อาจหาญและมั่นคง วิ่งด้วย ฝีเท้าสม่ำเสมอและพร้อมเพรียงกัน เคลื่อนใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา เสียงเพลงปลุกใจถูกเปล่งออกมาจากทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ ผสมผสานกับเสียงลมหายใจฝืดฝาดเหมือนกับเสียงลมหายใจของฝูงวัวในท้องทุ่ง พวกทหารแต่งชุดสีท้องฟ้ายามพลบค่ำ วิ่งอยู่ในแถวเรียงสามดูเป็นระเบียบ ครูฝึกสองคนวิ่งอยู่นอกแถว เป็นคนนำเพลงและตะโกนนับเลขเหมือนกับนักเรียนในหมู่บ้านที่ข้าชอบไปยืนแอบดูเขาเรียนหนังสือกันอยู่เสมอ นับหนึ่ง สอง สาม หนึ่ง สอง หนึ่ง สอง สาม พวกทหารตะโกนนับเลขวนไปวนมาอย่างเอาจริงเอาจัง ใบหน้าสีเข้มของพวกเขาเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ แววตาระโหย หากทว่าเสียงที่เปล่งออกมามั่นคงอยู่เสมอ พวกเขาเป็นพวกที่มาใหม่ ย่าบอกข้าเช่นนั้น พวกเขามาใหม่กันทุกวัน วิ่งผ่านหน้าข้าไปทุกวันด้วยใบหน้าเรียบเฉย ศีรษะชื้นไปด้วยหมอก เสื้อผ้าเปียกชุ่ม

                   “ไปไหนกัน จะพากันไปไหนข้าตะโกนออกไปสุดเสียง

                   “ไปสนามรบไงล่ะหนู เราจะไปสนามรบ”

ข้าได้ยินเสียงร้องตอบมาจากทหารร่างสูงที่อยู่ท้ายแถว ข้าเห็นเขายิ้มและโบกมือไปมา ข้ามองตามกองทหารมุ่งหน้าไปสู่สนามรบ ด้วยจังหวะวิ่งอันสม่ำเสมอและพร้อมเพรียงกัน จนกระทั่งลับหายจากสายตา ขณะแสงสีส้มปรากฏเลือนรางเหนือยอดเขา มองเห็นเป็นดวงกลมอยู่ในม่านหมอก ดื่มซับและขับไล่ หมอกจางลงทีละน้อย ทีละน้อย…

 

 

เสียงปืนดังขึ้นอีกระลอกภายหลังความเงียบสงัดอันยาวนาน ดวงอาทิตย์ร้อนแรงค่อนไปทางทิศตะวันตก อีก ไม่นานหรอกย่า ความมืดจะมาเยือน ดวงอาทิตย์จะลับหายจากดงมะพร้าว ท้องฟ้ายามพลบเปล่งสีสันสวยงาม และคงงดงามยิ่งขึ้นในสถานที่ห่างไกลและไม่คุ้นเคยเช่นนี้ งดงามยิ่งขึ้นในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังอย่างต่อเนื่อง ท้องฟ้าอาจดูงดงามกว่าทุกวันที่เคยมีมา หรือบางทีอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะได้สัมผัสโลกงดงามของยามเย็น มันทำให้ข้านึกถึงหมู่บ้านในหุบเขา ขณะดวงอาทิตย์ลับหายจากยอดเขา เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้น    อีกครั้ง ดูเหน็ดเหนื่อยและอ่อนล้ายิ่ง ทหารกองเดียวกับตอนเช้า เสียงเพลงปลุกใจยังดังกึกก้อง สม่ำเสมอและ   พร้อมเพรียง

                   “ไปไหนกัน จะพากันไปไหนข้าร้องถาม

                   “เรากลับมาจากสนามรบไงล่ะไอ้หนู กลับมาจากสนามรบ”

ทหารร่างสูงคนสุดท้ายร้องบอกเช่นเดียวกันกับตอนเช้า ข้าออกวิ่งตามเขาไป ทหารคนนั้นพูดขึ้นเมื่อข้าตามมาทันเขา

                   “ข้ารู้จักพ่อของเจ้า”

                   “พ่อข้าเป็นทหาร”

                   “พ่อเจ้าเป็นทหารที่ดี”

                   “ข้าจะเป็นทหารที่ดีอย่างพ่อ”

ข้ามองเห็นเขายิ้ม วิ่งจากไปพร้อมกับแถวทหาร ทิ้งให้ข้ายืนหอบเหนื่อยในแสงเลือนรางของยามพลบค่ำ

 

 

เสียงปืนยังแผดลั่นไม่มีทีท่าว่าจะเงียบลง ข้านอนหมอบอยู่ในดงหญ้า ด้วยความรู้สึกโดดเดี่ยวเดียวดาย หลังเสียงระเบิดชุดสุดท้าย ข้านอนนิ่งอยู่ที่นี่ด้วยความหนักอึ้ง หรือว่าข้ากำลังจะตาย เช่นเดียวกับความมืดค่อยๆ โรยตัวลงมาอย่างเชื่องช้า กลืนกินท้องฟ้าเบื้องบน กลืนกินต้นไม้ ภูเขา หมู่บ้านและถนนหนทางที่ตัดผ่านภูเขาลูกแล้วลูกเล่า กลืนกินนักบวชและดวงหน้าอันสงบงันของพวกท่าน กลืนกินกองทหารที่มุ่งหน้าไปสู่สนามรบ กลืนกินพ่อ บ้านและเตาไฟอันอบอุ่นของย่า กลืนกินผู้คนและทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับความตายที่กำลังกลืนกินชีวิตข้า…

 

 

เสียงปืนยังดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ระเบิดลงที่นั่นที่นี่ ฝุ่นดินกระจัดกระจาย เศษเนื้อฉีกขาด ต้นไม้หักโค่น เลือดสีแดงหลั่งริน ความตายแลบลิ้นคอยเลียเลือดที่หลั่งรินไม่เคยหยุด เช่นเดียวกับความมืดกลืนกินโลกทั้งโลก ห้าสิบปีมาแล้ว ความมืดยังคงกลืนกินโลกทั้งโลก เลือดยังหลั่งริน ความตายยังแผ่ลาม นับพันๆ ปีมาแล้ว ความมืดยังกลืนกินโลกทั้งโลก เลือดยังคงหลั่งริน ความตายแผ่ลามไปทั่วผืนแผ่นดิน ที่นั่นที่นี่ ทุกส่วนทุกมุมของโลก เลือดยังคงหลั่งรินไม่เคยหยุด ทุกวัน ทุกชั่วโมง ทุกนาที…

                    “ทำไมพวกเขาต้องทำสงครามกันด้วยข้าเอ่ยถามย่า

          “สันติภาพไงล่ะ ทุกคนต้องการสันติภาพเหมือนกับพ่อของเจ้า และเขาก็ไม่เคยได้กลับมา พวกเขาไม่เคยรู้เลยว่า สันติภาพที่พวกเขาต้องการมันแอบซ่อนอยู่ในบ้านของเรา อยู่ในเตาไฟอันอบอุ่นของย่า นี่ไง เจ้าเห็นไหม นี่แหละสันติภาพ…ย่าเกลียดมัน 

ย่าบอกว่า เพราะทุกคนต้องการสันติภาพ เขาจึงเข้าร่วมทำสงคราม แต่พวกเขาก็ไม่เคยได้กลับมาเหมือนกับพ่อ   สันติภาพกลืนกินพวกเขา สันติภาพท่วมนองพื้นแผ่นดิน และมันคงเอ่อท้นจนท่วมโลกใบนี้ โลกที่ผู้คนเข้าร่วมเข่นฆ่าทำสงครามกัน –ย่าเกลียดมัน!- ไม่ใช่เพียงสงครามเท่านั้นที่ย่าเกลียด แต่ย่าเกลียดทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสงคราม เกลียดการกดขี่ข่มเหงของพวกสลอร์ค เกลียดการแบ่งแยกและความแตกร้าวของชนเผ่า ย่าเกลียดพ่อและข้าที่เข้าร่วมการปฏิวัติ รวมทั้งสันติภาพที่พวกเราต้องการ - แต่ย่าจะรู้อะไร…

 

 

เสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ม่านหมอกควันและกลิ่นชวนคลื่นเหียนคลุ้งคาวไม่เคยจางหายจากอากาศ ดวงอาทิตย์ลอยอยู่ริมขอบฟ้าด้านทิศตะวันตก สาดแสงอ่อนจางอาลัย ดูคล้ายกับริ้วขบวนของนักบวชที่เดินลับหายเข้าไปในม่านหมอกบนภูเขาและไม่เคยหวนกลับลงมาอีก ทิ้งเบื้องหลังให้ปกคลุมอยู่ด้วยหมอกควันแห่งสงคราม ทิ้งย่าให้รอคอยอยู่กับความหวังที่ไม่อาจเป็นจริง ขณะที่เสียงฝีเท้าค่อยๆ ดังขึ้น ดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอและพร้อมเพรียง ใบหน้าของพวกเขาเคร่งขรึม อาวุธกระชับอยู่กับร่าง เครื่องหลัง และหมวกที่ครอบคลุมศีรษะ เคลื่อนขบวนด้วยสีของท้องฟ้ายามพลบค่ำ

                   “จะไปไหนกัน จะพากันไปไหน ข้าร้องถาม

                   “เราจะไปสงคราม มาเถอะไอ้หนู เราไปทำสงครามด้วยกัน”

ทหารร่างสูงพูดอย่างเคร่งขรึม ข้าโห่ร้องอย่างดีใจวิ่งถลาออกไปสบทบกับพวกทหาร เหมือนกับยามที่ข้าวิ่งถลาออกไปเล่นทำสงครามกับเพื่อนๆ พวกเราร่วมทำสงคราม บาดเจ็บ ล้มตายและมีเลือดหลั่งริน ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างปลอมๆ เกิดขึ้นโดยสมมุติ เรามีอาวุธที่ทำขึ้นจากกิ่งไม้ เราสมมุติว่าบาดเจ็บ สมมุติว่าล้มตาย สมมุติว่ามีเลือดหลั่งริน เมื่อเราเบื่อที่จะทำสงครามซึ่งกันและกัน เราจึงเดินกอดคอกันกลับบ้าน เมื่อเราเบื่อที่จะทำสงครามกันอย่างสมมุติ เราจึงก้าวเข้าสู่สงครามแห่งความจริง

                   “มาเถอะไอ้หนู เราไปทำสงครามด้วยกัน”

เสียงนั้นร้องเรียกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ข้าโห่ร้องอย่างดีใจ วิ่งถลาออกไปสมทบกับพวกทหารที่จะไปสงคราม

 

 

เสียงปืนยังดังอย่างต่อเนื่อง ดวงอาทิตย์ลับหายจากขอบฟ้า ข้านอนอยู่ในความเงียบ มองดูท้องฟ้างดงามของยามพลบ ท้องฟ้าเป็นสีแดงกว่าที่เคยแดง แดงด้วยสีแห่งสันติภาพเหมือนที่ย่าเคยบอก มันเป็นสีแดงของเลือดที่หลั่งรินจนท่วมแผ่นดิน เสียงปืนเงียบลงแล้ว รอบข้างตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง ไร้เสียงแห่งการเคลื่อนไหว ราวกับ สรรพสิ่งต้องมนตราจากความงดงามของยามพลบ ความมืดโรยตัวอย่างเชื่องช้าจากท้องฟ้าเบื้องบน ขณะเดียวกัน ความมืดระเหิดระเหยขึ้นจากพื้นดินเบื้องล่าง สันติภาพสีแดงหลั่งรินออกมาจากร่างกายของพวกเรา หลั่งรินออกจากร่างกายอันหนักอึ้งของข้า เช่นเดียวกับที่มันหลั่งรินออกมาจากร่างกายของฝ่ายตรงข้าม หลั่งริน เอ่อท้นสูงขึ้น สูงขึ้นจนถึงปลายเท้า เอ่อท้นเหมือนน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สูงขึ้นจนถึงหัวเข่า ต้นขา ท่วมเอว ในขณะที่ความมืด   กลืนกินท้องฟ้าและพื้นแผ่นดิน ความตายกลืนกินสันติภาพอย่างกระหาย สันติภาพข้นด้วยกลิ่นคาวคลุ้งเอ่อท่วมจนถึงหน้าอก คอ คาง และริมฝีปาก เอ่อขึ้นท่วมจมูก ดวงตา และศีรษะ ข้ารู้สึกหายใจไม่ออก ข้ากำลังถูกสันติภาพกลืนกินเช่นเดียวกันกับพ่อ  ความมืดกลืนกินท้องฟ้า ความตายกลืนกินสันติภาพที่กำลังเอ่อท่วมแผ่นดินโลก หมอกควันจางหายไปหมดแล้ว ข้ารู้สึกเหมือนร่างลอยคว้าง มองเห็นสันติภาพสะท้อนอยู่ในความมืดทั้งหมดทั้งมวลของท้องฟ้า สันติภาพแผ่กว้างออกราวมหาสมุทร ซากศพมากมายลอยคว้างอยู่กลางทะเลสันติภาพ!!

 

 

ค่ำคืนมาเยือนนานแล้ว ไม่มีเสียงปืนดังอีกแล้ว ไม่เหลือเสียงใดในโลกอีกแล้ว ข้ารู้สึกหายใจปลอดโปร่งยิ่งขึ้น กลิ่นของค่ำคืนอวลอยู่ในจมูก กลิ่นหญ้าสดและไอชื้นจากพื้นดิน แสงดาวสวยงามบนฟากฟ้า ข้านึกถึงบ้านในหุบเขา  บ้านที่เราไม่อาจหวนกลับคืนไปได้อีกแล้ว ไม่หลงเหลือผู้คนอีกแล้วในหมู่บ้านที่ข้าได้ผ่านมา มีแต่ความว่างร้าง เศษเถ้าถ่านและกลิ่นซากศพอันรุนแรง ผู้คนต่างพากันอพยพหลบหนีข้ามไปยังชายแดนฝั่งตรงข้าม  ย่าไม่รู้หรอกว่า เราไม่อาจหวนคืนกลับไปสู่บ้านได้อีกแล้ว ไม่หลงเหลือสิ่งใดอีกแล้ว แม้แต่เตาไฟอันอบอุ่นของย่า ไม่มีแผ่นดินใด      หลงเหลือให้เราได้ย้อนกลับไปอีกแล้ว และเราไม่อาจหลบหนีไปไหนได้อีกแล้วเช่นกัน ไม่มีพื้นแผ่นดินข้างหน้าให้เราได้ก้าวเดินต่อไป นอกจากอยู่ที่นี่ ฝังกายอยู่ตรงนี้ บนแผ่นดินของปู่ย่าตาทวดของเรา… ความจริงแล้ว ข้าน่าจะเชื่อย่าตั้งแต่แรก สันติภาพไม่ได้มีอยู่จริง หากมีมันคงแอบซ่อนอยู่ในบ้านของเรา อยู่ในเตาไฟอันอบอุ่นของย่า สงครามมันยาวนานเกินไปแล้วย่า มันกวาดต้อนผู้คนเข้าไปกี่รุ่นคนมาแล้ว สงครามแห่งการปลดแอก สงครามแห่งการปฏิวัติ สงครามอันไม่สิ้นสุด ข้าเกลียดมัน…

                   “มาเถอะไอ้หนู เราไปทำสงครามร่วมกัน”

ข้าโห่ร้องอย่างดีใจ วิ่งถลาออกไปสมทบกับพวกทหาร ทหารร่างสูงมองข้าเคร่งขรึม เขายื่นปืนให้ข้าด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ข้ารู้สึกหนาวยะเยือก…

 

 

ภาพประดับโดย: ปาโบล ปีกัสโซ

พิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ทางไท ฉบับ 1-15 พฤษภาคม 2549


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
ธวัชชัย_สัสดีทอง วันที่ : 24/07/2008 เวลา : 11.27 น.
http://www.oknation.net/blog/T-watchai

สายโด่งสวัสดิ์ครับ

ขอแปะไว้ก่อนนะครับ เสร็จธุระค่ำ ๆ จะมาอ่าน


ด้วยมิตรภาพ
ความคิดเห็นที่ 2
ปากกาศรีบูรพา วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 11.05 น.
http://www.oknation.net/blog/kaweesri


น่าสนใจจะกลับมาอ่าน
ความคิดเห็นที่ 1
goo555 วันที่ : 23/07/2008 เวลา : 10.51 น.
http://www.oknation.net/blog/goo555

War is good for human's nature.
55555
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31