รุกสยาม ในพระนามของพระเจ้า (Pour la plus grande gloire de dieu) มอร์กาน สปอร์แตซ: เขียน, กรรณิกา จรรย์แสง: แปล พิมพ์ครั้งที่ 2: สำนักพิมพ์มติชน, ตุลาคม 2549, 716 หน้า, 480 บาท (ปกแข็ง) 
...หมาป่าจะเป็นฝ่ายผิด ก็เฉพาะเวลาที่มันไม่ได้มีอำนาจมากที่สุด ลา ฟองแตน, นิทานอีสบ, ค.ศ.1669
รุกสยามในพระนามของพระเจ้า
วันที่ 19 พฤศจิกายน คริสต์ศักราช 2006 ที่พระเจ้าประทานให้ ข้าพเจ้าเร่งฝีเท้าก้าวฝ่าเปลวแดดเข้าร้านแมคโดนัลล์ (เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา) พลางเหลียวซ้ายแลขวามองหาใบหน้าคุ้นเคยที่ไม่พบกันมานาน เมื่อไม่พบเห็นก็สำรวจตรวจตราที่ว่างและพาตัวเองเข้าไปหย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ทรงกลมขนาดจิ๋ว วางย่ามประจำเผ่านากาที่ซื้อมาจากแม่สายเมื่อสองปีก่อน นัยว่าเพื่อจับจองเป็นเจ้าของชั่วคราว แล้วลุกขึ้นเดินไปยังเคาท์เตอร์ที่สาวพนักงานต้อนรับยืนยิ้มพร้อมจำนรรจาเสียงหวาน ในขณะที่ข้าพเจ้ายืนเก้กัง จ้องมองดูแผ่นป้ายรายการอาหารและราคาที่มีไว้บริการ เฝ้ามองดูคนอื่นยืนสั่งอาหารด้วยไม่รู้ว่าตัวเองจะสั่งอะไร และจะสั่งอย่างไร พลางนึกสาปแช่งเพื่อนที่ (เสือก) นัดหมายเอาไว้ที่นี่ เมื่อถึงคิว ข้าพเจ้าสั่งกาแฟร้อนกับพนักงานโดยแทบไม่ต้องคิด จากนั้นก็ก้มหน้างุดพิจารณาอาหารที่มีสีสันน่ากิน และชี้นิ้วไปยังอาหารรูปทรงห่วงยางเคลือบด้วยช็อกกลอแล็ตและสตอเบอรีอย่างละชิ้น พลางยิ้มให้พนักงานอย่างขัดเขิน จ่ายเงินและถือถาดอาหารกลับมายังโต๊ะ นั่งลงและจัดการกับอาหาร (รสชาติไม่เป็นสับปะรด) ตรงหน้าอย่างหิวโหย แต่ก็ยังไม่วายเหลือบตาขึ้นมองดูลูกค้า (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและเด็ก) นั่งดื่มกินอยู่ในร้าน (โอ้โห พวกเขาทำราวกับมันเป็นอาหารรสเลิศอย่างนั้นแหละ) ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึงวันที่ 26 กันยายน คริสต์ศักราช 1687 ที่พระเจ้าประทานให้ เมื่อเรือรบหลวงลัวโซ ขนาดระวางหนักหกร้อยตันพร้อมปืนต่อสู้ประจำเรือ 46 กระบอกแล่นเข้าใกล้ฝั่งชายเลนราชอาณาจักรสยาม (หน้า 25) ฉากเปิดในนวนิยายเรื่องรุกสยาม ในพระนามของพระเจ้า ด้วยความรุ่มรวยของทรัพยากรแห่งราชอาณาจักรสยาม หรือจะเป็นความร่ำรวยในสายตาของนานาประเทศที่เข้ามาติดต่อกับสยามเพื่อหวังผลประโยชน์ทางด้านการค้าขาย การเผยแผ่ศาสนา และด้านการเมืองการทหาร หรือสุดท้ายก็หวังผลเพื่อยึดครองดินแดนสยามเป็นอาณานิคม นี้เองเป็นเหตุให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศสส่งขบวนเรือราชทูตชุดที่สองมาเจริญราชไมตรียังกรุงสยาม พร้อมกับโกษาปาน ราชทูตสยามที่กลับมาจากไปเยือนฝรั่งเศส โดยส่งราชทูตพิเศษคือ ลาลูแบร์ และ เซเบเรต์ รวมถึงทหารติดอาวุธอีก 700 นาย เพื่อดำเนินการให้เจ้าแผ่นดินสยามยอมยกป้อมเมืองบางกอกให้ โดยมีกลการเมืองซ่อนอยู่เบื้องหลังด้วยการเคลื่อนไหวของนักบวชเยซูอิต กลการเมืองที่ว่าคือ เจตนาที่จะเข้ายึดอำนาจในสยามด้วยการทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง (หน้า 11) เพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่การเข้ายึดครองอินโดจีนและแว่นแคว้นทั้งหมดในชมพูทวีป นวนิยายเริ่มเล่าเรื่องราวการเดินทางของขบวนราชทูตของฝรั่งเศส ซึ่งในระหว่างการเดินทางแรมรอนทุกข์ยากข้ามน้ำข้ามทะเลตลอดระยะเวลาเจ็ดเดือน ทหารในกองทัพล้มตายไปกว่าร้อยคนด้วยโรคลักปิดลักเปิดและโรคขาดสารอาหาร ครั้นเข้ามาอยู่ในประเทศสยามของพวกบูชาพระอิฐพระปูน พวกเขาต้องผจญกับบรรยากาศดิบเถื่อนและร้อนชื้นของตะวันออก อยู่ในแวดล้อมของฝูงยุงที่รุมตอม โรคร้ายในเขตร้อน ฯลฯ ทั้งยังให้ภาพที่ชวนขบขันเป็นที่สุด เมื่อประดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในองค์พระเจ้าหลุยส์ทวารพิษแต่งองค์ทรงเครื่องพร้อม ใส่รองเท้าบูต สวมวิก ใส่หมวกปักขนนก เหงื่อออกโซมกายท่ามกลางความร้อนระอุ สองเท้าติดเหนอะอยู่กับโคลนริมฝั่งน้ำ และความเบื่อหน่ายซังกะตายที่ต้องย่ำอยู่ในโคลนเลนของป้อมบางกอก รอเวลาที่จะได้รุกรบให้จบสิ้นหรือรอเวลาที่จะได้กลับบ้านเสียที จนกระทั่งเกิดเหตุวิปโยค ซึ่งก็คือการปฏิวัติผลัดแผ่นดินในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อีกทั้งยังทำให้เราเห็นความโลภโมโทสันของบรรดาฝรั่งทุกคนที่เข้ามาในสยาม ล้วนมีความต้องการเพื่อหวังกอบโกยทรัพย์สินเงินทองมาเป็นของตัว และพยายามฉกฉวยช่วงชิงเอาจากคนอื่นจนแทบจะไม่มีการปรองดองกันเอง เหมือนกับฉากหนึ่งที่เท้าทองกีบม้า ภรรยาของฟอลคอนมาขอการอารักษ์ขาจากทหารฝรั่งเศส แต่ท่านนายพลกลับต้องการส่งตัวนางคืน นักบวชเยซูอิตเข้ามาพยายามเกลี้ยกล่อม พวกเราเห็นจะต้องใคร่ครวญเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ลองเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักดู แล้วพิจารณาว่าอันใดจึงเป็นประโยชน์โภชผล แล้วค่อยเลือกวิธีที่เจ็บน้อยที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุด (หน้า 658) แต่ท่านนายพลก็ยังส่งตัวนางให้กับพระเพทราชา เพื่อหวังผลประโยชน์ที่คิดว่าตนจะได้มากกว่า ตลอดเรื่องทำให้เรามองเห็นสภาพบรรยากาศและภูมิประเทศของสยามที่เต็มไปด้วยป่าไม้และสิงสาราสัตว์อันอุดมสมบูรณ์ สภาพชีวิตของผู้คนในอดีต ตลอดจนผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในสยาม รวมถึงความป่าเถื่อนไร้รสนิยมตามสายตาของคนนอกที่มองดูอย่างเหยียดหยาม หนังสือจึงให้ภาพชีวิตของผู้คนในสยามประเทศเมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยการปะทะสังสรรค์ทางวิถีวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก โดยมีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมืองเป็นสายใยให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างโลกสองโลก ที่มีจิตวิญญาณและความคิดความเชื่อขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง หรือหากจะมองนวนิยายเรื่องนี้ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องฝรั่งเศสในสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ราชทูตโกษาปานในฝรั่งเศล เรื่องราวชีวิตจากสูงสุดสู่ต่ำสุดของออกญาวิไชเยนทร์หรือฟอลคอล ปริศนาทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่อาจตีความให้แน่ชัดว่าเขาคือวีรบุรุษหรือคนทรยศ (ของสยามประเทศหรือฝรั่งเศส) และท้าวทองกีบม้าผู้ภรรยา ราชทูต เดอ ลาลูแบร์ บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ และสมเด็จพระเพทราชา กบฏผู้กอบกู้แผ่นดินสยามเอาไว้ได้ในที่สุด ยิ่งจะทำให้เรามองเห็นภาพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาได้ออกมาโลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษราวกับมีชีวิต ทำให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับชาวสยามในอดีต และมองเห็นว่าชาวสยามพวก บูชาพระอิฐพระปูน มิได้ยินยอมให้ถูกบังคับข่มเหง ชาวสยามสามารถหลีกหนีจากภัยต่างๆ นานา ที่เข้ามาคุกคามในช่วงนั้น ด้วยอุบายแยบยล ชิงไหวชิงพริบ และเจ้าเล่ห์แสนกล พาประเทศรอดพ้นวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามของคริสต์ศาสนาหรือการรุกรานของดัตช์ อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ซึ่งมีเหตุผลในการส่งกองหนุนพร้อม กระสุนดินดำ อาวุธยุทโธปกรณ์เพียบ ตลอดจนบทสวดมิสซา ลูกประคำ พระธาตุ พระคุณการุณย์ เพื่อดำเนินแผนขั้นสอง นั่นคือการยึดเอาไม่เฉพาะอาณาจักรสยามเป็นเมืองขึ้น แต่หมายรวมถึงคาบสมุทรในอินเดียทั้งหมด อาจเลยไปถึงอาณาจักรจีนอันไกลโพ้นนั้นด้วย ก็ดินแดนแถบนี้ยังมีดวงวิญญาณพวกนับถือพระอิฐพระปูนที่จะต้องช่วยให้พ้นคำสาปนับล้านๆ ดวง (หน้า 444) ซึ่งมิได้แตกต่างจากผู้ช่วยเหลือ (หรือผู้รุกราน) ในยุคสมัยปัจจุบันนี้เลย กรรณิกา จรรย์แสง เขียนไว้ในคำนำผู้แปล ถึงประเด็นน่าสนใจในนวนิยายเรื่องนี้ว่า เรื่องของการเขียนประวัติศาสตร์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า ข้อเท็จจริง แม้ในหลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้ตรงต้องกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า ใคร เป็นผู้ เล่าเรื่อง จากมุมมองและจุดประสงค์อย่างไร และเราจะขีดเส้นพรมแดนระหว่างโลกของ ความเป็นจริง และโลกของ ความลวง อันเป็นเรื่องของจินตนาการมนุษย์ไว้ ณ ที่ใด (หน้า 15) วันที่ 3 ตุลาคม คริสต์ศักราช 1893 ที่พระเจ้าประทานให้ กองทัพเรือฝรั่งเศสได้ประกาศลงนามเลิกปิดอ่าวไทย สยามจำยอมเซ็นสัญญาสงบศึก โดยต้องยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ประเทศฝรั่งเศส หลังจากที่เคยสูญเสียแคว้นเขมร (1867) และแคว้นสิบสองจุไทย (1888) มาแล้ว ตามมาด้วยการเสียดินแดนฝั่งขวา (หลวงพระบาง จำปาศัก, 1903) และเสียมณฑลบูรพา (เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ, 1906) ให้กับฝรั่งเศสตามลำดับ แม้สยามจะเคยสูญเสียดินแดนหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังรักษาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยความภาคภูมิใจอยู่เสมอว่า สยามมิเคยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของใคร วันที่ 1 ตุลาคม คริสต์ศักราช 2003 ที่พระเจ้าประทานให้ รัฐบาลไทยลงนามในสัญญาว่าด้วยการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับจีน และยังลงนามในสัญญาว่าด้วยการค้าเสรีกับอีกนานาประเทศ อาทิ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ เปรู นิวซีแลนด์ ฯลฯ วันที่ 19 พฤศจิกายน คริสต์ศักราช 2006 ที่พระเจ้าประทานให้ เมื่อข้าพเจ้ามองผ่านกระจกร้านแมคโดนัลล์ มองเห็นร้านอาหารจำพวกฟาสต์ฟู๊ดของนานาประเทศเปิดร้านไล่เรียงกันไปไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็น ดังกิ้นโดนัท เคเอฟซี เคนตั๊กกี้ พิซซ่าฮัท เชสเตอร์กริลล์ เซเวนเซ่นส์ เอสแอนด์พี โออิชิ ฟูจิ สตาร์บั๊คส์ แบล็กแคนยอน ฯลฯ ครั้นมองไกลออกไปเห็นป้ายห้างสรรพสินค้าสูงเด่นเป็นสง่าของแมคโคร เทสโต้โลตัส คาร์ฟูร์เต็มไปหมด ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหงื่อกาฬไหลพราก รู้สึกพะอืดพะอมและขมในคอ เนื้อตัวสั่นซีดราวกับมีใครเอาปืนมาจ่อยิง เห็นที คราวนี้สยามคงไม่รอด ข้าพเจ้ารำพึงรำพันกับตัวเอง.
เขียนเสร็จ: วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 ที่พระพุทธเจ้าประทานให้ พิมพ์ครั้งแรก MKONG Post Online ฉบับที่ 6
|