• วุฐิศานติ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chantwiboon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 5357
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
สายน้ำชั่วนิรันดร์
เรื่องเล่าและความทรงจำ การเดินทางของใครบางคน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wutisant
วันพุธ ที่ 30 กรกฎาคม 2551
รุกสยามในพระนามของพระเจ้า
Posted by วุฐิศานติ์ , ผู้อ่าน : 110 , 17:02:02 น.   | หมวดหมู่ : ห้องอ่านหนังสือ  
พิมพ์หน้านี้


รุกสยาม ในพระนามของพระเจ้า (Pour la plus grande gloire de dieu)

มอร์กาน สปอร์แตซ: เขียน, กรรณิกา จรรย์แสง: แปล

พิมพ์ครั้งที่ 2: สำนักพิมพ์มติชน, ตุลาคม 2549, 716 หน้า, 480 บาท (ปกแข็ง)

                                            

“...หมาป่าจะเป็นฝ่ายผิด ก็เฉพาะเวลาที่มันไม่ได้มีอำนาจมากที่สุด”

ลา ฟองแตน, นิทานอีสบ, ค.ศ.1669

 

รุกสยาม

ในพระนามของพระเจ้า

 

วันที่ 19 พฤศจิกายน คริสต์ศักราช 2006 ที่พระเจ้าประทานให้ ข้าพเจ้าเร่งฝีเท้าก้าวฝ่าเปลวแดดเข้าร้านแมคโดนัลล์ (เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ผ่านมา) พลางเหลียวซ้ายแลขวามองหาใบหน้าคุ้นเคยที่ไม่พบกันมานาน เมื่อไม่พบเห็นก็สำรวจตรวจตราที่ว่างและพาตัวเองเข้าไปหย่อนก้นนั่งบนเก้าอี้ทรงกลมขนาดจิ๋ว วางย่ามประจำเผ่านากาที่ซื้อมาจากแม่สายเมื่อสองปีก่อน นัยว่าเพื่อจับจองเป็นเจ้าของชั่วคราว แล้วลุกขึ้นเดินไปยังเคาท์เตอร์ที่สาวพนักงานต้อนรับยืนยิ้มพร้อมจำนรรจาเสียงหวาน ในขณะที่ข้าพเจ้ายืนเก้กัง จ้องมองดูแผ่นป้ายรายการอาหารและราคาที่มีไว้บริการ เฝ้ามองดูคนอื่นยืนสั่งอาหารด้วยไม่รู้ว่าตัวเองจะสั่งอะไร และจะสั่งอย่างไร พลางนึกสาปแช่งเพื่อนที่ (เสือก) นัดหมายเอาไว้ที่นี่ 

          เมื่อถึงคิว ข้าพเจ้าสั่งกาแฟร้อนกับพนักงานโดยแทบไม่ต้องคิด จากนั้นก็ก้มหน้างุดพิจารณาอาหารที่มีสีสันน่ากิน และชี้นิ้วไปยังอาหารรูปทรงห่วงยางเคลือบด้วยช็อกกลอแล็ตและสตอเบอรีอย่างละชิ้น พลางยิ้มให้พนักงานอย่างขัดเขิน จ่ายเงินและถือถาดอาหารกลับมายังโต๊ะ นั่งลงและจัดการกับอาหาร (รสชาติไม่เป็นสับปะรด) ตรงหน้าอย่างหิวโหย แต่ก็ยังไม่วายเหลือบตาขึ้นมองดูลูกค้า (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาวและเด็ก) นั่งดื่มกินอยู่ในร้าน (โอ้โห พวกเขาทำราวกับมันเป็นอาหารรสเลิศอย่างนั้นแหละ) ทำให้ข้าพเจ้านึกไปถึงวันที่ 26 กันยายน คริสต์ศักราช 1687 ที่พระเจ้าประทานให้ “เมื่อเรือรบหลวงลัวโซ ขนาดระวางหนักหกร้อยตันพร้อมปืนต่อสู้ประจำเรือ 46 กระบอกแล่นเข้าใกล้ฝั่งชายเลนราชอาณาจักรสยาม” (หน้า 25) ฉากเปิดในนวนิยายเรื่องรุกสยาม ในพระนามของพระเจ้า

          ด้วยความรุ่มรวยของทรัพยากรแห่งราชอาณาจักรสยาม หรือจะเป็นความร่ำรวยในสายตาของนานาประเทศที่เข้ามาติดต่อกับสยามเพื่อหวังผลประโยชน์ทางด้านการค้าขาย การเผยแผ่ศาสนา และด้านการเมืองการทหาร หรือสุดท้ายก็หวังผลเพื่อยึดครองดินแดนสยามเป็นอาณานิคม

นี้เองเป็นเหตุให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศสส่งขบวนเรือราชทูตชุดที่สองมาเจริญราชไมตรียังกรุงสยาม พร้อมกับโกษาปาน ราชทูตสยามที่กลับมาจากไปเยือนฝรั่งเศส โดยส่งราชทูตพิเศษคือ ลาลูแบร์ และ เซเบเรต์ รวมถึงทหารติดอาวุธอีก 700 นาย เพื่อดำเนินการให้เจ้าแผ่นดินสยามยอมยกป้อมเมืองบางกอกให้ โดยมีกลการเมืองซ่อนอยู่เบื้องหลังด้วยการเคลื่อนไหวของนักบวชเยซูอิต “กลการเมืองที่ว่าคือ เจตนาที่จะเข้ายึดอำนาจในสยามด้วยการทำรัฐประหารเพื่อเปลี่ยนตัวผู้ปกครอง” (หน้า 11) เพื่อเป็นบันไดก้าวไปสู่การเข้ายึดครองอินโดจีนและแว่นแคว้นทั้งหมดในชมพูทวีป

นวนิยายเริ่มเล่าเรื่องราวการเดินทางของขบวนราชทูตของฝรั่งเศส ซึ่งในระหว่างการเดินทางแรมรอนทุกข์ยากข้ามน้ำข้ามทะเลตลอดระยะเวลาเจ็ดเดือน ทหารในกองทัพล้มตายไปกว่าร้อยคนด้วยโรคลักปิดลักเปิดและโรคขาดสารอาหาร ครั้นเข้ามาอยู่ในประเทศสยามของพวกบูชาพระอิฐพระปูน พวกเขาต้องผจญกับบรรยากาศดิบเถื่อนและร้อนชื้นของตะวันออก อยู่ในแวดล้อมของฝูงยุงที่รุมตอม โรคร้ายในเขตร้อน ฯลฯ  ทั้งยังให้ภาพที่ชวนขบขันเป็นที่สุด เมื่อประดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในองค์พระเจ้าหลุยส์ทวารพิษแต่งองค์ทรงเครื่องพร้อม ใส่รองเท้าบูต สวมวิก ใส่หมวกปักขนนก เหงื่อออกโซมกายท่ามกลางความร้อนระอุ สองเท้าติดเหนอะอยู่กับโคลนริมฝั่งน้ำ และความเบื่อหน่ายซังกะตายที่ต้องย่ำอยู่ในโคลนเลนของป้อมบางกอก รอเวลาที่จะได้รุกรบให้จบสิ้นหรือรอเวลาที่จะได้กลับบ้านเสียที จนกระทั่งเกิดเหตุวิปโยค ซึ่งก็คือการปฏิวัติผลัดแผ่นดินในช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์

อีกทั้งยังทำให้เราเห็นความโลภโมโทสันของบรรดาฝรั่งทุกคนที่เข้ามาในสยาม ล้วนมีความต้องการเพื่อหวังกอบโกยทรัพย์สินเงินทองมาเป็นของตัว และพยายามฉกฉวยช่วงชิงเอาจากคนอื่นจนแทบจะไม่มีการปรองดองกันเอง เหมือนกับฉากหนึ่งที่เท้าทองกีบม้า ภรรยาของฟอลคอนมาขอการอารักษ์ขาจากทหารฝรั่งเศส แต่ท่านนายพลกลับต้องการส่งตัวนางคืน นักบวชเยซูอิตเข้ามาพยายามเกลี้ยกล่อม “พวกเราเห็นจะต้องใคร่ครวญเรื่องผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ลองเปรียบเทียบชั่งน้ำหนักดู แล้วพิจารณาว่าอันใดจึงเป็นประโยชน์โภชผล แล้วค่อยเลือกวิธีที่เจ็บน้อยที่สุดและได้ประโยชน์สูงสุด” (หน้า 658) แต่ท่านนายพลก็ยังส่งตัวนางให้กับพระเพทราชา เพื่อหวังผลประโยชน์ที่คิดว่าตนจะได้มากกว่า

ตลอดเรื่องทำให้เรามองเห็นสภาพบรรยากาศและภูมิประเทศของสยามที่เต็มไปด้วยป่าไม้และสิงสาราสัตว์อันอุดมสมบูรณ์ สภาพชีวิตของผู้คนในอดีต ตลอดจนผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในสยาม รวมถึงความป่าเถื่อนไร้รสนิยมตามสายตาของคนนอกที่มองดูอย่างเหยียดหยาม หนังสือจึงให้ภาพชีวิตของผู้คนในสยามประเทศเมื่อสามร้อยปีก่อนอย่างชัดเจน เต็มไปด้วยการปะทะสังสรรค์ทางวิถีวัฒนธรรมระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก โดยมีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์และการเมืองเป็นสายใยให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างโลกสองโลก ที่มีจิตวิญญาณและความคิดความเชื่อขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง

หรือหากจะมองนวนิยายเรื่องนี้ในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ ว่าด้วยเรื่องฝรั่งเศสในสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์ ราชทูตโกษาปานในฝรั่งเศล เรื่องราวชีวิตจากสูงสุดสู่ต่ำสุดของออกญาวิไชเยนทร์หรือฟอลคอล ปริศนาทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่อาจตีความให้แน่ชัดว่าเขาคือวีรบุรุษหรือคนทรยศ (ของสยามประเทศหรือฝรั่งเศส) และท้าวทองกีบม้าผู้ภรรยา ราชทูต เดอ ลาลูแบร์ บาทหลวงกีย์ ตาชารด์ และสมเด็จพระเพทราชา กบฏผู้กอบกู้แผ่นดินสยามเอาไว้ได้ในที่สุด ยิ่งจะทำให้เรามองเห็นภาพของบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาได้ออกมาโลดแล่นอยู่บนหน้ากระดาษราวกับมีชีวิต

ทำให้เรามีความรู้สึกร่วมไปกับชาวสยามในอดีต และมองเห็นว่าชาวสยามพวก “บูชาพระอิฐพระปูน” มิได้ยินยอมให้ถูกบังคับข่มเหง ชาวสยามสามารถหลีกหนีจากภัยต่างๆ นานา ที่เข้ามาคุกคามในช่วงนั้น ด้วยอุบายแยบยล ชิงไหวชิงพริบ และเจ้าเล่ห์แสนกล พาประเทศรอดพ้นวิกฤติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามของคริสต์ศาสนาหรือการรุกรานของดัตช์ อังกฤษ หรือฝรั่งเศส ซึ่งมีเหตุผลในการส่งกองหนุนพร้อม “กระสุนดินดำ อาวุธยุทโธปกรณ์เพียบ ตลอดจนบทสวดมิสซา ลูกประคำ พระธาตุ พระคุณการุณย์ เพื่อดำเนินแผนขั้นสอง นั่นคือการยึดเอาไม่เฉพาะอาณาจักรสยามเป็นเมืองขึ้น แต่หมายรวมถึงคาบสมุทรในอินเดียทั้งหมด อาจเลยไปถึงอาณาจักรจีนอันไกลโพ้นนั้นด้วย ก็ดินแดนแถบนี้ยังมีดวงวิญญาณพวกนับถือพระอิฐพระปูนที่จะต้องช่วยให้พ้นคำสาปนับล้านๆ ดวง” (หน้า 444) ซึ่งมิได้แตกต่างจากผู้ช่วยเหลือ (หรือผู้รุกราน) ในยุคสมัยปัจจุบันนี้เลย 

 กรรณิกา จรรย์แสง เขียนไว้ในคำนำผู้แปล ถึงประเด็นน่าสนใจในนวนิยายเรื่องนี้ว่า “เรื่องของการเขียนประวัติศาสตร์ เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เรียกว่า ‘ข้อเท็จจริง’ แม้ในหลักฐานร่วมสมัยก็ไม่ได้ตรงต้องกันเสมอไป ขึ้นอยู่กับว่า ‘ใคร’ เป็นผู้ ‘เล่าเรื่อง’ จากมุมมองและจุดประสงค์อย่างไร และเราจะขีดเส้นพรมแดนระหว่างโลกของ ‘ความเป็นจริง’ และโลกของ ‘ความลวง’ อันเป็นเรื่องของจินตนาการมนุษย์ไว้ ณ ที่ใด” (หน้า 15)

วันที่ 3 ตุลาคม คริสต์ศักราช 1893 ที่พระเจ้าประทานให้ กองทัพเรือฝรั่งเศสได้ประกาศลงนามเลิกปิดอ่าวไทย  สยามจำยอมเซ็นสัญญาสงบศึก โดยต้องยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ประเทศฝรั่งเศส หลังจากที่เคยสูญเสียแคว้นเขมร (1867) และแคว้นสิบสองจุไทย (1888) มาแล้ว ตามมาด้วยการเสียดินแดนฝั่งขวา (หลวงพระบาง จำปาศัก, 1903) และเสียมณฑลบูรพา (เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ, 1906) ให้กับฝรั่งเศสตามลำดับ แม้สยามจะเคยสูญเสียดินแดนหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ยังรักษาตัวรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ด้วยความภาคภูมิใจอยู่เสมอว่า สยามมิเคยต้องตกเป็นเมืองขึ้นของใคร

วันที่ 1 ตุลาคม คริสต์ศักราช 2003 ที่พระเจ้าประทานให้ รัฐบาลไทยลงนามในสัญญาว่าด้วยการเปิดการค้าเสรี (FTA) กับจีน และยังลงนามในสัญญาว่าด้วยการค้าเสรีกับอีกนานาประเทศ อาทิ อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ เปรู นิวซีแลนด์ ฯลฯ

วันที่ 19 พฤศจิกายน คริสต์ศักราช 2006 ที่พระเจ้าประทานให้ เมื่อข้าพเจ้ามองผ่านกระจกร้านแมคโดนัลล์ มองเห็นร้านอาหารจำพวกฟาสต์ฟู๊ดของนานาประเทศเปิดร้านไล่เรียงกันไปไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็น ดังกิ้นโดนัท เคเอฟซี เคนตั๊กกี้ พิซซ่าฮัท เชสเตอร์กริลล์ เซเวนเซ่นส์ เอสแอนด์พี โออิชิ ฟูจิ สตาร์บั๊คส์ แบล็กแคนยอน ฯลฯ ครั้นมองไกลออกไปเห็นป้ายห้างสรรพสินค้าสูงเด่นเป็นสง่าของแมคโคร เทสโต้โลตัส คาร์ฟูร์เต็มไปหมด ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหงื่อกาฬไหลพราก รู้สึกพะอืดพะอมและขมในคอ เนื้อตัวสั่นซีดราวกับมีใครเอาปืนมาจ่อยิง

“เห็นที คราวนี้สยามคงไม่รอด” ข้าพเจ้ารำพึงรำพันกับตัวเอง.

 

เขียนเสร็จ: วันที่ 25 พฤศจิกายน 2549 ที่พระพุทธเจ้าประทานให้

พิมพ์ครั้งแรก MKONG Post Online ฉบับที่ 6

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
pook วันที่ : 15/09/2008 เวลา : 12.04 น.
http://www.oknation.net/blog/pook17
I am the earth.  You are the earth.  The Earth is dying.  You and I are murderers.  ~Ymber Delecto - Join OK Nature now !! 

ซื้อหนังสือเล่มนี้มา หลังจากไปเยือนลพบุรี ไปดูวังพระนารายณ์ และได้ฟังกร็ดเล็กน้อยที่ทรงปฏิบัติต่อฝรั่งต่างบ้านต่างเืมือง

ชาตินึงผ่านไป
ยังอ่านไม่ถึงไหนเลยค่า
ความคิดเห็นที่ 1
นุชารียา วันที่ : 11/09/2008 เวลา : 10.41 น.
http://www.oknation.net/blog/nuchareeya

ข้าพเจ้ามีปมเรื่องหนังสืออยู่ที่ประเภทกล่าวถึงประวัติศาสตร์นี่แหละจะชาติไทยหรือชาติไหนก็จะพาลงงจับรัชกาลกับเหตุการณ์ไม่ถูกอยู่เรื่อยไป หนังสือเล่มนี้เห็นแล้วว่ารูปเล่มสวยงามน่าจับ หลายคนแนะนำให้อ่านก็ยังขยาด เอาเป็นว่านึกอยากอ่านขึ้นมาแล้วหละ เมื่อมีคนเล่าให้ฟังเสียขนาดนี้ ถือเป็นการแนะนำหนังสือที่น่าประทับใจเจ้าค่ะ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กรกฎาคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31