• วุฐิศานติ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chantwiboon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 5358
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
สายน้ำชั่วนิรันดร์
เรื่องเล่าและความทรงจำ การเดินทางของใครบางคน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wutisant
วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม 2551
ความตายครั้งสุดท้าย (1)
Posted by วุฐิศานติ์ , ผู้อ่าน : 91 , 10:23:43 น.   | หมวดหมู่ : บันทึกคนเล่าเรื่อง  
พิมพ์หน้านี้


ความตายครั้งสุดท้าย

                

                                  ภาพของ Paul Klee

ฉัน

เช้าวันนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ฉันมองเห็นภาพของเขาได้อย่างชัดเจน เขานั่งเคียงข้างหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งในโรงละครแห่งชาติ ฟังบทเพลงคำหวานในสำเนียงซอคลอเคล้าเสียงเปียโนหวานเศร้า ขณะฉันยืนอยู่บนระเบียงของห้องเช่า เหม่อมองยอดมะพร้าวส่ายไหวโอนเอนในสายลมโชยชื้น มันทำให้ฉันหวนนึกไปถึงวันแรกที่ได้พบเขา 

          วันนั้นดูจะเป็นวันที่ฉันรู้สึกสับสน ฉันก็ไม่เข้าใจตัวเองนักว่าเป็นเพราะอะไร? บางครั้งหม่นเหม่อ เคว้งคว้างล่องลอยราวไร้ตัวตน ไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน? หรือทำอะไรอยู่? ไม่รับรู้เรื่องราวใดของโลกภายนอก หากทว่าโลกภายในกลับอึงคนึงด้วยเสียงหวีดร้องโหยหวน ฉันเป็นอะไรกันแน่? ฉันได้แต่ถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อกลับมาถึงห้องเช่า ฉันเป็นอะไรไป?

          ฉันเพิ่งกลับมาจากห้องเพื่อน หลังนั่งคุยกันอยู่จนดึกดื่น และเบียร์หลายยี่ห้อเกลี้ยงตู้เย็น ตอนหนึ่งระหว่างการสนทนา ชายหนุ่มนักกฎหมายของเธอซึ่งเป็นคนอินโดนีเซีย เอ่ยถามฉันว่า คุณเชื่อในเรื่องของอนาคตไหม? ฉันตอบเขาไปว่าอย่างไรนะ? ไม่เชื่อหรือ? ไม่ใช่สิ ฉันไม่แน่ใจตัวเองนัก ตอนนั้นฉันเริ่มเมาบ้างเล็กน้อย ฉันรู้แต่เพียงว่า ฉันเชื่อตัวเองมากที่สุด แต่ทำไมเขาต้องถามฉันถึงเรื่องนี้ด้วยนะ? หรือว่าเขาต้องการแสดงออกให้ฉันรู้ว่า เขาสามารถพยากรณ์อนาคตของฉันได้ แล้วเขาก็ทำนายมันได้จริงๆ อนาคตของฉัน ความตายของฉัน จบสิ้นกันที

          ยอมรับว่า จิตใจฉันเริ่มคลอนแคลนเสียแล้ว ฉันออกจะเชื่อเขาอยู่บ้าง เพราะหลายสิ่งหลายอย่างที่เขาพูดถึงฉันเป็นเรื่องจริง เธอเองเคยบอกฉันอยู่เสมอว่า เขาสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ และเขายังสามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณได้อีกด้วย ซึ่งฉันเองก็ไม่แน่ใจนัก เพราะฉันไม่รู้ว่า ในประเทศที่เขาจากมานั้น ยังมีความลึกลับดำมืดแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่อีกมากมายเพียงใด?

          คืนนั้นฉันนอนไม่หลับทั้งคืน ฉันครุ่นคิดถึงอนาคตและความตายของฉัน คิดถึงชายหนุ่มอินโดนีเซียคนนั้นและคำพยากรณ์ของเขา ฉันจะเชื่อเขาดีไหม? เรื่องที่เขาทำนายจะเป็นจริงเช่นนั้นหรือ? หากเป็นจริง ฉันจะทำอย่างไร? ฉันนอนครุ่นคิดถึงเรื่องราวต่างๆ จนรุ่งเช้า เสียงไก่ขันแว่วมาจากในสวน ยอดมะพร้าวส่ายไหวในความสลัวรางของท้องฟ้ายามรุ่งสาง ลมเช้าโชยแผ่วบริสุทธิ์ ฉันเดินออกมาหน้าห้อง ประตูของห้องอื่นๆ ยังปิดเงียบ ฉันสูดอากาศเข้าเต็มปอดราวกับว่าอากาศของเช้าวันนั้นจะจางหายไป

          แล้วทันใดนั้น ฉันมองเห็นเขายืนอยู่บนถนนซีเมนต์เลียบลำคลอง เหม่อมองดูท้องฟ้ายามรุ่งสาง ครู่หนึ่งเขาหันมายิ้มให้ฉัน เป็นรอยยิ้มอันแปลกประหลาดทีเดียว ก่อนที่เขาจะเดินหายไป

          จากเช้าวันนั้น ฉันพบเจอเขาอีกหลายครั้ง ท่าทางของเขาหม่นเศร้า เหม่อลอย มีรอยยิ้มแปลกประหลาดประดับใบหน้า เขาดูคล้ายกับเงาอันวูบไหวที่ไม่สามารถสัมผัสได้ เขาเป็นใครกันนะ? ทำไมเขาจึงเข้ามาอยู่ในความคิดของฉัน? ฉันได้แต่นึกสงสัย

              ภาพของเขาติดตรึงในความรู้สึกของฉันตลอดเวลา หากแต่เลือนรางไร้ความแน่ชัด จนกระทั่งเช้าวันนี้ ขณะฉันยืนอยู่บนระเบียงหลังห้องเช่า เฝ้ามองยอดมะพร้าวส่ายไหวในสายลมโชยชื้น ภาพของเขาปรากฏให้เห็นอีกครั้งหนึ่งอย่างแจ่มชัด เขานั่งฟังบทเพลงคำหวานอยู่กับหญิงสาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งในโรงละครแห่งชาติ

          พลันนั้น แสงแห่งความคิดได้วูบขึ้นในใจของฉัน เมื่อฉันได้รู้ว่า การได้พบเขา ทำให้ฉันได้พบงานเขียนชิ้นใหม่ที่ยังไม่ได้ลงมือเขียนของตัวเอง

 

เขา

เขานั่งเงียบสงบอยู่เคียงข้างหญิงสาวชาวญี่ปุ่นในโรงละครแห่งชาติ เสียงอื้ออึงพึมพำของผู้ชมดังอยู่โดยรอบ ครั้นพอเสียงแผ่วเบาบรรเลงบทเพลงคำหวาน เสียงอื้ออึงพลันเงียบลง ปล่อยให้ความหวนคะนึง ล่องลอยไปกับกังวานแห่งสำเนียงซอคลอเคล้าเสียงเปียโนหวานเศร้า เขารู้สึกว่าสำเนียงหวานเศร้าของเครื่องดนตรีทั้งสองชนิด ดูราวกับคู่หนุ่มสาวโอบกอดและเริงฟ้อนอย่างอ่อนช้อยลอยล่องไปรอบๆ โรงละคร

          เขากวาดสายตาไปในความมืดของโรงละคร ราวกับต้องการมองหาคู่เต้นรำแสนงาม ได้ยินเสียงแสดงความชื่นชมแว่วเข้ามาพร้อมความหวนหาอาลัยอดีต เขาหันกลับมามองหญิงสาวที่นั่งอยู่เคียงข้าง ใบหน้าของเธอนิ่งสงบ อยู่ในวังวนแห่งความคิดคำนึงเช่นเดียวกัน เขาหลับตาลง ปล่อยให้เสียงแห่งทิพยสุนทรีย์ลอยล่องไปในจินตนาการอันไร้ที่สิ้นสุด

          ครั้นพอบทเพลงคำหวานจบลง เสียงตบมือดังกึกก้องโรงละคร เสียงร้องแสดงความพอใจดังขึ้นโดยรอบ ต่างพูดคุยด้วยความชื่นชม เขาหันไปกระซิบถามหญิงสาว เธอยิ้มให้เขา

          ค่ำวันนั้น ภายในโรงละครแห่งชาติเนืองแน่นไปด้วยผู้หวนไห้โหยหากาลอดีต และผู้สำนึกถึงรากเหง้าในวัฒนธรรมของตน ในขณะที่หลายคนมาเพราะกระแสอันโหมแรงของภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง อีกหลายคนมาเพราะชื่นชอบดนตรีไทย ในขณะที่หลายคนมาเพื่อได้พบปะพูดคุยกับคนในแวดวงเดียวกัน ผู้ชมในคืนนั้นจึงเต็มไปด้วยบรรดาคุณหญิงคุณนาย ผู้สูงอายุ นักข่าว นักเรียนนักศึกษา รวมถึงประชาชนทั่วไป

          ตั้งแต่บ่ายสองโมง ผู้คนมากมายมายืนรอรับบัตรเข้าชมงาน ซึ่งเริ่มตอนสี่โมงเย็น ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเต็มห้องโถงด้านหน้า บัตรเข้าชมงานหมดภายในเวลาเพียงแค่สิบห้านาที

          ภายในงานมีเวทีเสวนา ได้เชิญท่านผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ มาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน มีการแสดงนาฏลีลา และการแสดงจำอวด โดยมีดนตรีไทยเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบของงาน

          เขารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยกับงานคืนนั้น แม้เขาจะต้องมาช่วยทำข่าวแทนพี่ที่ทำงานก็ตาม แต่เขาก็ตั้งใจมาฟังเพลงที่ไม่มีโอกาสได้ฟังบ่อยนัก แต่กลับต้องมานั่งทนฟังการเสวนาอันน่าเบื่อ ตอนหนึ่งของการเสวนาได้ถกกันถึงประเด็นที่ว่า ควรเปิดให้มีเวทีสาธารณะกับดนตรีไทยบ้าง นั่นยิ่งทำให้เขาไม่เข้าใจว่า คุณจะพูดถึงเวทีสาธารณะให้ดนตรีไทยทำไมกัน ในเมื่องานคืนนี้ ดนตรีไทยยังเป็นเพียงแค่เครื่องเคียงน้ำชุบให้กับเวทีเสวนาและการแสดงจำอวด

          แต่เรื่องที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมากขึ้นก็คือ ยามเมื่อมีการบรรเลงดนตรี คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆ กับเขาสองสามแถว จำเป็นจะต้องพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมาทันที ชายหนุ่มได้แต่คิดว่า พวกเขามาทำไมกัน? พวกเขาไม่ได้มาฟังเพลงกันหรอกรึ? เขาพยายามนั่งข่มใจตัวเอง เหลือบมองดูหญิงสาว ชายหนุ่มอยากรู้ว่าเธอรู้สึกเหมือนเขาหรือเปล่า? แต่เขากลับเห็นเธอหลับตาพริ้มด้วยท่าทีเหนื่อยอ่อน เขายิ้ม มองใบหน้าของเธอในแสงสลัวราง แสงเงาทำให้แก้มขาวเนียนของเธอเด่นออกมาจากความมืด ดูงดงามอย่างประหลาด เขานึกแปลกใจว่าทำไมเธอจึงยอมมากับเขา ทั้งที่เขาเพิ่งรู้จักเธอเมื่อสองวันก่อนนี้เอง

 

สองวันก่อน เขาแวะไปหาปรานภาที่สีลม หล่อนเป็นครูสอนภาษาให้กับโรงเรียนสอนภาษาแห่งหนึ่ง เขาไปนั่งรอหล่อนอยู่หน้าห้องเรียน การเรียนการสอนเพิ่งเสร็จสิ้นลง ลูกศิษย์ชาวต่างชาติของหล่อนทยอยเดินออกจากห้องจนหมด ครู่หนึ่ง เขาจึงเห็นปรานภาเดินออกมากับลูกศิษย์สาวชาวญี่ปุ่นคนหนึ่ง

          “อ้าว! แดน! มานานรึยัง น่าจะโทรมาบอกก่อน” หล่อนพูด เขายิ้ม

          “มาก็ดีแล้ว ออกไปกินข้าวกลางวันด้วยกัน โทโมมิไปทานข้าวด้วยกันนะ” หล่อนยิ้มให้เขา และหันไปชวนลูกศิษย์สาว

          “ลืมแนะนำไป นี่แดนเป็นเพื่อนพี่ แล้วนี่ลูกศิษย์ฉัน โทโมมิ” ปรานภาแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน

          “ว่าแต่มาวันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่าหล่อนหันมาถามเขา

          “เปล่าหรอก ฉันก็แค่อยากมาหาเท่านั้น” เขาพูด

          วันนั้น แดนอยากชวนปรานภามาฟังดนตรีในค่ำคืนนี้เท่านั้น เพราะเขารู้ว่า หล่อนชอบภาพยนตร์เรื่องโหมโรงมาก หล่อนยังเคยโทรมาชวนเขาไปดูหนังเรื่องนี้อีกรอบหนึ่ง

          “น่าเสียดายจัง ฉันมีสอนตอนเย็นเสียด้วย แกลองชวนโทโมมิดูสิ” ประโยคท้ายหล่อนกระซิบบอกเขา

          “เขาเคยดูหนังเรื่องนี้มาแล้วหรือเขาถาม

          “ฉันเป็นคนบอกให้เขาไปดูเองแหละ ลองชวนสิ” ปรานภาพูด

          “โทโมมิ ชอบหนังเรื่องโหมโรงไหมเขาถาม เธอยิ้มและพยักหน้า

          “วันพุธ ตอนเย็นๆ ว่างมั้ย

          “ทำไมหรือคะเธอมองดูใบหน้าเขาอย่างสงสัย

          “แดนเขาอยากชวนโทโมมิไปฟังดนตรีไทย ใช่ไหมหล่อนแกล้งหันมาถามเขา

          “ไม่รู้ว่าโทโมมิอยากไปหรือเปล่า

          “ดนตรีไทยคลาสสิคหรือคะ อยากไปสิ ที่ไหนคะเธอพูดอย่างตื่นเต้น

          “พี่ไม่แน่ใจว่ามันคลาสสิคหรือเปล่านะ” เขาพูด

          “ทำไมหรือคะโทโมมิถาม

          เพราะเขาคิดว่า ดนตรีไทยสามารถเล่นอย่างเพลงคลาสสิคได้ หากถูกบรรเลงอย่างมีระเบียบแบบแผน แต่ที่เขาเห็นมาตั้งแต่เด็กนั้น มันแตกต่างกัน เพราะดนตรีไทยมีความเป็นพื้นบ้านมากกว่า และสามารถนำออกแสดงได้ทุกงาน ไม่ว่าจะเป็นงานเศร้าโศกหรืองานรื่นเริง

          “ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่ โทโมมิรู้จักโรงละครแห่งชาติไหมเขาถาม เธอส่ายหน้า

          “สนามหลวงล่ะ

          “ไม่แน่ใจค่ะ” เธอตอบ

          “งั้นโทโมมิรู้จักที่ไหนบ้างปรานภาถามยิ้มๆ

          “สีลม สวนลุม สยาม ถนนข้าวสาร ถนนพระอาทิตย์”

          “งั้นเรานัดเจอที่ถนนพระอาทิตย์ก็แล้วกัน ตรงหน้าป้อมพระสุเมรุ รู้จักใช่ไหม? สักบ่ายสามโมงนะ แล้วพี่จะโทรหา”

          ……………..

          “ง่วงนอนหรือเขากระซิบถาม โทโมมิหันมายิ้มให้เขา

          เขานึกถึงตอนบ่าย โทโมมิโบกมืออย่างดีใจเมื่อได้พบเขา เธอดูสดใสร่าเริง แววตามีรอยยิ้มอยู่เนืองนิจ พวกเขานั่งพูดคุยกันอยู่ใต้ร่มเงาไม้ เขาเอาหนังสือเล่มหนึ่งให้เธอดู เป็นหนังสือที่ว่าด้วยเรื่องสุนทรียศาสตร์แห่งความเรียบง่าย เขาถามเธอว่า เข้าใจเรื่องวะบิ – ซะบิไหม?

          “ฉันไม่เข้าใจหรอก มีน้อยคนนักในญี่ปุ่นที่เข้าใจเรื่องแบบนี้ได้”

          “งั้นก็คงเหมือนกับคนไทย มีน้อยคนนักที่เข้าใจเรื่องดนตรีไทย” เขาพูด

          “แล้วพี่แดนเข้าใจรึเปล่าคะเขายิ้ม ส่ายหน้า

          “ในบางเรื่องหรอกนะ เราไม่สามารถสัมผัสได้โดยความเข้าใจ” ดูเหมือนเขาจะตอบโทโมมิไปเช่นนี้ เพราะตัวเขาไม่มีความรู้และความสามารถทางดนตรีเลย สำหรับดนตรีแล้ว เขาคิดว่าคนเราสามารถสัมผัสได้ด้วยการฟัง สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก โดยวิญญาณของบทเพลง

          เขาหันไปกระซิบเรียกโทโมมิเมื่อการเสวนาจบลง เสียงเครื่องดนตรีไทยและเครื่องเล่นไฟฟ้าประสานไล่ล้อกันอย่างไพเราะ ขณะนักแสดงสองคนออกมาร่ายรำ สลับกับหญิงสาวเริงรำอยู่กลางป่า ตามออกมาด้วยหนุมาน รำร่าย เริงโลด ไล่ล้อกันอยู่ไปมาเช่นเดียวกับคลื่นน้ำ

          เมื่อการแสดงนาฏลีลาจบลง พิธีกรออกมาประกาศถึงการบรรเลงเพลงชุดต่อไป เขาบอกให้โทโมมิตั้งใจฟัง เสียงอื้ออึงพึมพำของผู้ชมดังอยู่โดยรอบ ครั้นพอเสียงแผ่วเบาบรรเลงบทเพลงคำหวาน เสียงอื้ออึงพลันเงียบลง ปล่อยให้ความหวนคนึงล่องลอยไปกับกังวานแห่งสำเนียงซอคลอเคล้าเสียงเปียโนหวานเศร้า

          เสียงตบมือดังกึกก้องโรงละครหลังบทเพลงจบลง เสียงร้องแสดงความพอใจดังขึ้นโดยรอบ ต่างพูดคุยด้วยความชื่นชม เขาหันไปกระซิบถามหญิงสาวว่ารู้สึกอย่างไร เธอยิ้มให้เขา

          การแสดงชุดต่อไปเป็นการแสดงจำอวด เป็นรายการสุดท้ายของค่ำคืน แดนไม่ได้สนใจดูการแสดงมากนัก เขาครุ่นคิดหลายเรื่องราวด้วยกัน เขานึกถึงเพื่อนสาวที่ไปเยี่ยมเมื่อคืนก่อน นึกถึงคำพูดของชายหนุ่มลูกครึ่งอินโดนีเซีย - อเมริกันคนนั้น ปาโปลถามเขาว่า เขาเชื่อในเรื่องของอนาคตไหม? จากนั้นปาโปลจึงพูดถึงอนาคตของเขา และความตายของเขา

          แดนนึกแปลกใจว่าทำไมถึงต้องคิดถึงเรื่องราวเหล่านี้ หรือเป็นเพราะเขาเชื่อในคำพยากรณ์ของปาโปล หรือว่าเขายอมรับในคำทำนายนั้น เขาจำได้ว่าเพื่อนเคยเล่าเรื่องของปาโปลให้ฟังมากมาย โดยเฉพาะพรสวรรค์ในเรื่องการพยากรณ์ของปาโปล

          เพื่อนเคยเล่าให้เขาฟังว่า แม่ของปาโปลเป็นสาวชาวพื้นเมืองบนเกาะสุมาตรา มีความเชื่อในเรื่องพ่อมดหมอผี ส่วนพ่อของเขาเป็นนักลงทุนชาวอเมริกัน แม่ของเขาเป็นผู้หญิงคนหนึ่งในบรรดาผู้หญิงหลายคนของพ่อ  แม่ให้กำเนิดเขาขึ้นมาก่อนธุรกิจของพ่อล้มขาดทุนย่อยยับ เขาเดินทางกลับประเทศ โดยสัญญาว่าจะกลับมารับสองแม่ลูก แต่เขาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย และนี่อาจทำให้ปาโปลไม่ชอบพ่อของตน แต่แดนคิดว่า ปาโปลมีความเป็นอเมริกันอยู่มากโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว

          เสียงหัวเราะของผู้ชมทำให้เขาตื่นจากภวังค์ เขาเหลือบมองโทโมมิ ใบหน้าของเธอแสดงอาการงุนงงไม่เข้าใจ และมีความไม่พอใจแฝงอยู่ด้วย เมื่อเธอเห็นนักแสดงจำอวดนำเอาระนาดมาล้อเล่นให้ผู้ชมขบขัน เธออาจเข้าใจว่าเครื่องดนตรีไทยเป็นของสูง ไม่น่าจะเอามาล้อเลียนกันเช่นนี้ เธอคงจำภาพยนตร์เรื่องนั้นได้ ทุกครั้งก่อนจะเริ่มเล่นเครื่องดนตรีแต่ละชนิด จะต้องมีการไหว้ครู หรือต้องยกมือพนมระลึกถึงครูบาอาจารย์เสมอ

          “กลับกันก่อนไหมเขากระซิบถาม โทโมมิหันมองดูเขา

          “ไม่รอดูให้จบหรือ

          “คงไม่มีอะไรแล้ว โทโมมิอยากดูต่อรึเปล่าเขาเห็นเธอส่ายหน้า

          “ฉันไม่เข้าใจเลย”

          พวกเขาลุกจากที่นั่ง เขาเอ่ยขอโทษคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะเดินออกจากโรงละคร เขาได้ยินเสียงหัวเราะลั่นทั้งโรงละคร

          “เป็นอย่างไรบ้างเขาเอ่ยถาม เมื่อพากันเดินออกมาถึงถนนใหญ่

          “ฉันชอบมาก แต่ฉันไม่เข้าใจตอนท้ายเลย ทำไมเขาจึงเอาดนตรีไทยมาล้อเลียนให้คนดูหัวเราะกัน” เธอพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ

          “หรือพวกเขาอาจไม่เข้าใจเหมือนที่พี่แดนพูดก็ได้” เธอหันมามองเขา เหมือนกับต้องการขอความเห็น

          “โทโมมิไม่ต้องไปทำความเข้าใจมันหรอก พี่ไม่รู้จะพูดยังไงเหมือนกัน บางทีอาจจะเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของคนไทยก็ได้ คนไทยรักสนุก ชอบความรื่นเริงบันเทิงใจ อีกอย่างพวกเขาอาจไม่ถือว่าเป็นการลบหลู่ครูอาจารย์ แต่เป็นการนำมันมาปรับประยุกต์ใช้…เราไปหาอะไรกินกันก่อนนะ” เขาเอ่ยชวน

          “แล้วไม่ทำให้ดนตรีไทยต่ำลงหรือโทโมมิถาม เขายิ้ม

          “พี่ไม่รู้ว่าโทโมมิคิดยังไงหรอกนะ โทโมมิอาจคิดว่ามันเป็นดนตรีคลาสสิคของไทย อย่างที่พี่เคยบอก พี่ไม่รู้ว่ามันคลาสสิคหรือเปล่า แต่สำหรับพี่แล้ว เพลงไทยเดิมสามารถบรรเลงอย่างเพลงคลาสสิคได้ ในขณะเดียวกัน มันสามารถเล่นในแบบพื้นบ้านได้อีกด้วย แถวบ้านพี่เขาใช้เล่นตามงานบุญ งานศพคนตาย โทโมมิไม่สังเกตหรอกรึ เครื่องดนตรีไทยบางชิ้นทำมาจากไม้ไผ่ และกะลามะพร้าว มันอาจไม่ได้มีต้นกำเนิดมาจากชนชั้นสูงในวังก็ได้ โทโมมิดูหนังแล้วไม่ใช่หรือโทโมมิพยักหน้ารับรู้ เขาพาเธอเดินมาย่านท่าพระจันทร์

          ร้านอาหารริมน้ำมีลูกค้าแน่นร้าน ทว่าทั้งสองพอหาที่ว่างได้ พวกเขานั่งลงและสั่งอาหาร

          “เราอย่าพูดถึงเรื่องนี้กันเลย พี่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ พี่อาจทำให้โทโมมิเข้าใจอะไรผิดก็ได้” เขาบอก โทโมมิยิ้ม

          “ฉันเพียงอยากรู้ว่า คนไทยคิดยังไงกับเรื่องดนตรีไทย” เขามองดูรอยยิ้มสดใสของเธอ

          “แต่เอาพี่มาใช้เป็นบรรทัดฐานอย่างนี้ไม่ได้หรอกนะ”

          จากท่าพระจันทร์ พวกเขาพากันเดินมารอรถเมล์ที่สนามหลวง  ทั้งคู่นั่งรถมายังอนุสาวรีย์ชัยฯ ด้วยกัน เวลาดูเหมือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว

โทโมมิเล่าให้เขาฟังว่า เธอมาประเทศไทยสองครั้งแล้ว ครั้งแรกเธอมาอยู่นานสี่เดือน และเคยสอนภาษาญี่ปุ่นอยู่ช่วงหนึ่ง ครั้งนี้เธอตั้งใจมาเรียนภาษาไทยและโยคะ ตอนแรกเธอสนใจเรื่องของสมุนไพรด้วย แต่มันยากเกินไปสำหรับเธอ เธอเพิ่งเริ่มต้นเรียนภาษาไทยได้ไม่นาน เรียนพยัญชนะได้เพียงไม่กี่ตัว เรียนสระได้เพียงไม่กี่เสียงเท่านั้น

          “ภาษาไทยยากมาก” เธอบอก

          “แต่โทโมมิก็เก่งนะ ที่พูดภาษาไทยได้” เขาพูด เธอยิ้มให้เขา

          รถเมล์มาจอดที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เขาเดินมาส่งเธอหน้าอพาต์เมนต์ พวกเขาพูดคุยกันถึงลักษณะประจำชาติของคนไทยและญี่ปุ่น เขาถามถึงความรู้สึกของเธอที่มีต่อคนไทย และความรู้สึกของคนไทยที่มีต่อเธอ เธอบอกเขาว่าคนไทยใจดี มีน้ำใจ

          “แล้วพี่แดนกลับอย่างไรคะโทโมมิมองดูเขา

          “อย่าเป็นห่วงพี่เลย ว่าแต่โมโมมิอย่าไว้ใจใครง่ายๆ อย่างนี้บ่อยนะ”

          “ทำไมล่ะคะเธอถามอย่างสงสัย

          “ไม่มีอะไรหรอก” เขาพูด ทั้งที่เขาอยากบอกเธอว่า คนไทยไม่ได้ใจดีไปเสียทุกคนหรอก

          “คงได้พบกันอีก”

          “คืนนี้สนุกมาก ขอบคุณมากนะคะ” เธอยิ้มและโบกมือให้เขา

 

ฉัน

หลายวันที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ทำอะไรให้เกิดเป็นมรรคผลขึ้นมาเลย ฉันได้แต่นอนอยู่ในห้อง หรือแขวนเปลนอนอยู่ในสวนมะพร้าวหลังห้องเช่า อากาศร้อนอบอ้าวอยู่ตลอดวัน นานครั้งจึงมีสายลมเย็นชื่นวูบผ่าน เมฆเริ่มก่อตัวหนาและกลั่นเป็นเม็ดฝนชุ่มเย็น

          ความมืดมาเยือนอย่างรวดเร็ว สายฝนทำให้ถนนชื้นแฉะ มีน้ำเจิ่งนองไปทั่ว เมื่อฝนขาดเม็ด ฉันเดินออกไปหาซื้ออะไรกินหน้าปากซอย ก่อนเดินกลับห้องเช่า ขณะเดินผ่านบ้านไม้ทรุดโทรมหลังหนึ่ง มีแสงไฟสลัวลอดมาจากข้างใน ผู้ชายสองคนยืนอยู่หน้าบ้าน พวกเขาจ้องมองฉันขณะเดินผ่าน ฉันเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่งก่อนก้มมองดูพื้น พยายามบังคับตัวเองให้เดินอย่างปกติ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด ทุกครั้งที่เดินผ่านมาบ้านหลังนี้ ฉันรู้สึกเสียวสันหลังวูบอยู่ทุกครั้ง พวกเขาดูจะเป็นจิ๊กโก๋ประจำซอย บางครั้งฉันเห็นมีผู้หญิงนั่งอยู่ในหมู่พวกเขา กินเหล้าและสูบยากันคลุ้งโขมง พูดคุยและหัวเราะเสียงดัง

          ครั้งหนึ่งขณะฉันเดินผ่านบ้านหลังนี้ในตอนกลางวัน พวกเขาคนหนึ่งไว้ผมยาว ถอดเสื้อเห็นมัดกล้ามกำลังนั่งลับมีดดาบอยู่หน้าบ้าน เขาจ้องมองฉันตาเป็นมัน พลางยกมีดดาบส่องดูความคมวาวในอากาศ ยามนั้นใจฉันเต้นระทึก เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นจนแทบไม่รู้ตัว

          เมื่อกลับมาถึงห้อง ฉันปิดประตูแน่นหนา นึกหวาดกลัวว่า ฉันคงต้องมาตายเพราะคนพวกนี้เสียเป็นแน่ หากฉันยังอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไป แต่ฉันก็ชอบที่นี่นะ มันมีความเงียบสงบที่ฉันไม่พบเจอที่อื่น มันมีความเป็นชนบทแฝงอยู่มากทีเดียว

          แต่จะทำยังไงได้ ถึงอย่างไรฉันก็คงตายอยู่ดี ไม่ว่าสิ่งที่หนุ่มนักกฎหมายพยากรณ์ไว้จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม ฉันก็ไม่อาจหลีกหนีความตายไปได้ เพียงแต่ช้าหรือเร็วเท่านั้น ฉันรู้สึกแค้นใจเขาขึ้นมาทันใดเมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ทำไมนะ? ในเมื่อเขาพยากรณ์ถึงวันตายของฉันได้ ทำไมเขาไม่บอกฉันเสียเลยนะว่าฉันจะตายอย่างไร? ตายด้วยวิธีใด?

          ตอนกลางคืนฝนตกลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าคำรามเลื่อนลั่น ฉันนอนหลับๆ ตื่นๆ และสะดุ้งตื่นอย่างตระหนกด้วยฝันร้าย ฝนยังตกกระหน่ำอยู่ภายนอก แสงฟ้าวาบวับในความมืด ฉันรู้สึกเหนื่อยหอบ หัวใจเต้นแรง เหงื่อกาฬโทรมร่าง ฉันลุกขึ้นมาเปิดประตูด้านหลังห้อง ละอองฝนเย็นฉ่ำพัดเข้ามาปะทะร่าง ฉันนึกถึงความฝันเมื่อครู่ ยิ่งรู้สึกสยดสยอง ฉันฝันว่าเห็นศพของตัวเองซีดขาวเปล่าเปลือย แขวนลอยอยู่กลางอากาศ เลือดหยดย้อยจากหน้าผากไหลลงมาตามเรือนร่าง แขนของฉันถูกฟันขาดกระเด็นออกจากร่าง

          ฉันมองดูสายฝนในความมืด กิ่งก้านมะพร้าวส่ายเอนไปมาดูน่ากลัว ฉันนึกทบทวนความฝัน พยายามวิเคราะห์ความฝัน ฉันคงครุ่นคิดถึงเรื่องความตายมากเกินไป และเอาไอ้หนุ่มผมยาวนั่งลับมีดดาบเข้ามาปรุงแต่งจนยุ่งเหยิง จึงเกิดเป็นความฝัน แต่ฉันยังอดสงสัยอยู่ไม่ได้ว่า เหตุใดฉันจึงแขวนลอยอยู่กลางอากาศเช่นนั้น? และฉันแขวนลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างไร?

ฉันพยายามนึกถึงภาพในความฝันอีกครั้ง ฝนตกโปรยปราย ร่างของฉันซีดขาวเปล่าเปลือย มีลักษณะคล้ายถูกแขวนคอ ศีรษะห้อย ผมปรกใบหน้า แต่ไม่มีร่องรอยการแขวนคอ ไม่มีร่องรอยของเชือกเอ็นหรือสิ่งใดให้ผูกแขวน เบื้องบนคือแผ่นฟ้าอันมืดดำ หรือว่าในความฝันทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้

ฉันแหงนมองสายฝนในความมืด มองหาร่องรอยบางอย่างแต่ไม่พบเห็นสิ่งใด ฉันกลับเข้ามาในห้อง เหลือบดูนาฬิกา ตีสี่ครึ่งแล้ว ฉันเก็บที่นอน เสียบกาน้ำร้อนทิ้งไว้ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ใกล้จะตีห้าแล้ว เสียงไก่ขันแว่วมาจากสวนมะพร้าว ฉันชงกาแฟให้ตัวเอง นั่งอยู่หน้าโต๊ะพิมพ์ดีด อ่านเรื่องของเขาที่เขียนค้างเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน ฉันนึกถึงใบหน้าของเขา และเรื่องราวแห่งความตายของเขา

 

เขา

เสียงฟ้าคำรามลั่นปลุกให้เขาตื่นจากฝันร้าย เขาพยายามควานหาแขนขาของตัวเอง มองดูมันราวกับกลัวว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างขาดหาย ร่างของเขาชื้นด้วยเหงื่อ อากาศในห้องร้อนอบอ้าว แสงฟ้าวับแวบในความมืด ฝนทำท่าจะตก และเพียงไม่นานนัก สายลมโชยผ่านเข้ามาทางหน้าต่างห้อง ตามมาด้วยเสียงฝนหล่นกระทบหลังคา

          แดนลุกเดินออกมายังระเบียงหลังห้องเช่า เหม่อมองดูท้องฟ้ามืดหม่น ฝนโปรยสายลงมาแผ่วเบา เขานึกถึงความฝันเมื่อครู่ มองเห็นร่างของตัวเองแขวนลอยอยู่กลางอากาศ ซีดขาวและเปล่าเปลือย ทันใดนั้น เขาเห็นชายคนหนึ่งใช้ดาบฟันร่างของเขา แขวนขาของเขาถูกเหวี่ยงไปคนละทิศละทาง เขารู้สึกถึงเลือดอันเหนียวข้นและเจ็บแปลบ แม้ยามนี้เขายังรู้สึกเจ็บแปลบ ทำให้เขาหวนกลับไปนึกถึงคำทำนายของปาโปลอีกครั้ง

          คืนนั้น หลังจากเขาแยกย้ายกับเพื่อนที่ทำงานในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง เขานึกถึงเพื่อนสาวคนหนึ่งที่ไม่ได้พบกันนาน เขากดโทรศัพท์ไปหาหล่อน

          “มาสิ ฉันว่างเสมอสำหรับเธอ ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน” หล่อนพูดมาตามสาย และเพียงไม่ถึงสิบห้านาที เขาเดินมาเคาะประตูห้องของหล่อน

          “เข้ามาก่อนสิ” หล่อนเปิดประตูให้เขา

          “มาพอดีเลย ปาโปลกำลังหาเพื่อนกินเบียร์อยู่ รู้จักกันแล้วใช่ไหมหล่อนยิ้ม ปล่อยให้ชายหนุ่มทักทายกัน

          “เธอน่าจะบอกก่อนว่าเขาอยู่ ฉันจะได้ไม่มารบกวน” เขาหันมาตำหนิเพื่อน

          “รบกวนอะไรกัน เพื่อนมาทั้งที เอานั่งลงก่อนสิ” หล่อนพูด หาที่นั่งให้เขา หยิบแก้วมารินเบียร์ให้เขา

          คืนนั้น พวกเขานั่งพูดคุยกันอยู่จนดึก ปาโปลพยายามชวนเขาคุยด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงอินโดนีเซีย มองดูเขาและยิ้ม เหมือนต้องการพูดว่า “ผมรู้ดีทุกอย่าง” ตอนหนึ่งปาโปลเอ่ยถามเขา

          “คุณเชื่อในเรื่องของอนาคตไหมปาโปลยิ้ม จ้องมองเขาไม่วางตา

          “ไม่ถึงกับเชื่อนักหรอก ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันมากนัก ผมเชื่อในตัวผมเองมากกว่า” แดนพยายามสื่อสารกับปาโปลด้วยภาษาอังกฤษกระพร่องกระแพร่ง หันมองดูเพื่อนสาว ราวกับถามว่า เขาต้องการอะไรจากฉันหรือ?

          “คุณมีพี่น้องกี่คนนะ? ห้าคนรึ เป็นคนกลางเสียด้วย ดูคุณจะไม่ค่อยเหมือนพี่น้องของคุณเลยนะ... แม่รักคุณมากด้วยใช่ไหมปาโปลพูดด้วยอาการยิ้ม

          “ไม่รู้สิ แม่คงเชื่อใจผมมากกว่า แต่อาจจะใช่ก็ได้”

          “แม่ของคุณรักคุณมาก” ปาโปลพูด เอื้อมหยิบสร้อยประคำบนโต๊ะขึ้นมาคล้องคอ เพ่งมองดูเขา

          “คุณยังหนุ่มอยู่แท้ๆ น่าเสียดาย น่าเสียดาย”

          “เสียดายอะไรหล่อนถาม

          “คุณคงไม่อยากรู้หรอก บางทีมันอาจมีผลกับคุณก็ได้ ถ้าคุณเชื่อ ผมไม่ควรบอกคุณเลย” ปาโปลนิ่งงันไปอีกครั้ง มองดูแดนด้วยสายตาราวกับหยั่งดูว่าเขารู้สึกอย่างไร

          แดนรู้ดีว่า ชายหนุ่มคนนี้มีพรสวรรค์ในการพยากรณ์อย่างแม่นยำ เพื่อนเคยพูดให้เขาฟังอยู่เสมอ เขายังรู้มาอีกว่า ปาโปลยังสามารถติดต่อสื่อสารกับวิญญาณได้อีกด้วย

          “บอกมาเถอะ” เขาพูด

          “คุณอยากรู้งั้นรึ? ผมบอกก็ได้ คุณคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานนัก ไม่นานจริงๆ ไม่ถึงปีด้วยซ้ำ” ประโยคสุดท้ายของเขาฟังแทบไม่ได้ยิน ทว่าดวงตาเขายังจ้องเขม็ง ปาโปลขอกระดาษจากเพื่อน เขาเขียนชื่อเดือนเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษ เขียนตัวเลขอารบิคตรงกลาง และเขียนชื่อเดือนอีกเดือนหนึ่ง นับจากเดือนแรกไปตามจำนวนเลขอารบิคนั้น เสร็จแล้วเขาวางปากกา ส่งกระดาษให้ และมองดูใบหน้าของแดนเขม็ง

          แดนเข้าใจในสิ่งที่ปาโปลเขียนให้ดูเป็นอย่างดี ปาโปลได้เขียนถึงระยะเวลาที่เหลือในชีวิตของเขา กำหนดเส้นตายไว้ให้เขา จนเขาเองรู้สึกงุนงง และออกจะตกใจกับท่าทีจริงจังของปาโปล

          “ตอนที่คุณกำลังจะตาย” ปาโปลพูดราวกับต้องการทำหน้าที่ของตนให้สำเร็จลุล่วง

          “คุณจะร้องไห้ คิดถึงแม่ด้วยความรู้สึกผิด ที่คุณทำให้แม่ผิดหวังมาโดยตลอด” ปาโปลยังพูด และพูด ขณะที่แดนไม่ได้สนใจฟังเขาเลย

          หลังออกจากห้องเพื่อนในคืนนั้น เขาแทบไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน และกำลังจะไปไหน เขารู้สึกงุนงงเมื่อกลับมาถึงห้องเช่า เขาล้มตัวลงนอน ทว่าเขานอนไม่หลับทั้งคืน

          ตั้งแต่คืนนั้น แดนแทบไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้เลย เกือบสองเดือนแล้วสินะ หากคำทำนายของปาโปลเป็นจริงขึ้นมา นั่นก็หมายความว่าเกือบสองเดือนที่ผ่านมา เขาแทบจะปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไร้ความหมาย เขาทำอะไรกับวันเวลาเหล่านั้นบ้าง? ทำงาน กินเหล้าเมามาย ไปเที่ยวกับโทโมมิสัปดาห์ละสองครั้ง (เขานึกแปลกใจตัวเองขึ้นมาอีกว่า เพียงไม่ถึงสองเดือนเท่านั้น เขากลับรู้สึกสนิทสนมคุ้นเคยกับโทโมมิมากกว่าความสนิทสนมที่เขามีต่อปรานภา ทั้งที่เขารู้จักหล่อนมาหก-เจ็ดปีแล้ว เจ็ดปีที่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ของเขาและหล่อนดีขึ้นเลย) แดนครุ่นคิดถึงท่าทางจริงจังของปาโปล รอยยิ้มเยาะหยันประดับบนใบหน้า ราวกับต้องการบอกเขาว่า “ผมรู้ดี รู้ดีทุกอย่าง คุณอยากรู้เรื่องอะไรอีกล่ะ–แต่ฉันจะยอมเชื่อเขาได้หรือ? ถ้าหากว่าฉันไม่เชื่อ ฉันยังปล่อยชีวิตให้เป็นไปอยู่เช่นนี้ และสิ่งที่เขาพูดมันคือความจริง ฉันจะต้องตายไปอย่างไร้ความหมายเช่นนั้นหรือ?- เขาครุ่นคิดวนเวียนอย่างหาทางออกไม่เจอ เขารู้สึกว่าหนทางข้างหน้าช่างมืดมนเสียจริง เขาเหม่อมองดูท้องฟ้าหม่นคล้ำ ฝนโปรยลงมาแผ่วเบา ลมเงียบหายไปแล้ว ทำให้อากาศก่อนรุ่งสางน่าอึดอึดยิ่งขึ้น

          แดนพยายามขับไล่ความคิดออกจากสมอง เขารู้ว่าเวลาของเขาเหลืออยู่เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น (ตามที่ปาโปลทำนายเอาไว้) แต่เขายังไม่ปักใจเชื่อ นี่เขาจะต้องตายตั้งแต่ยังหนุ่มเช่นนี้หรือ? เขาออกจะแข็งแรงเช่นนี้ เขาจะต้องตายจริงๆ อย่างนั้นหรือ? เขาได้แต่ถามตัวเอง เขาเดินเข้ามาดูนาฬิกาในห้อง ใกล้จะสว่างแล้ว เขารู้สึกอยากอาบน้ำ นึกอยากให้สมองปลอดโปร่ง เขาอยากให้ตัวเองปลอดโปร่งบางเบาเหมือนสายลม

 

ฉัน

ฉันเงยหน้าจากเครื่องพิมพ์ดีด เสียงจากภายนอกคุกคามเข้ามาในโลกอันเงียบงันของฉัน เสียงเพลงจากเครื่องเสียง เสียงคนกำลังอาบน้ำ เสียงตะหลิวกระทบกระทะ เสียงแม่ม่ายบ่นด่าลูกชาย เสียงต่างๆ ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ ฉันน่าจะย้ายออกจากที่นี่เสียทีนะ ฉันได้แต่บอกตัวเอง ลุกเดินออกมายังระเบียงหลังห้อง สายฝนจางหายไปแล้ว ท้องฟ้ามัวหม่น อากาศยามเช้าสดชื่นรื่นใจ สายฝนทิ้งความชุ่มชื้นตามใบไม้ใบหญ้าและผืนดิน นกเล็กๆ ส่งเสียงร้องเริงร่ามาจากพุ่มไม้ใหญ่ มะพร้าวส่ายใบไหวเอน ภาพอันเงียบสงบยามเช้า ทำให้ฉันรู้สึกเบิกบานขึ้นมาทันที

          เพียงชั่วเวลาไม่นาน เสียงภายในห้องเช่าค่อยๆ เงียบลงอีกครั้ง ทุกคนต่างออกไปเรียนหนังสือและทำงานกันหมด คงเหลือเพียงฉันและนักศึกษาอีกสองคนในห้องสุดท้าย ฉันชงกาแฟให้ตัวเองอีกแก้ว ออกมานั่งอยู่บนระเบียงอย่างสบายใจ ฉันหยิบหนังสือบทกวีคนสวนของฐากูรออกมาอ่าน ฉันรู้สึกดื่มด่ำในรสขมเข้มของกาแฟและความหอมหวานในรสกวีนิพนธ์

                   “ถ้าเธออยากจะตักน้ำให้เต็ม มาสิ มายังทะเลสาบของฉันเถิด น้ำจะท่วมรอบเท้าเธอ และแตกเป็นฟองบอกความลับของมันแด่เธอ……………………………….

                   โอ มายังทะเลสาบของฉันเถิด ผืนน้ำเย็นและลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงได้ มืดมนเหมือนนิทราที่ไร้ความฝัน ในความลึกล้ำนั้น กลางวันและกลางคืนเป็นสิ่งเดียวกัน และบทเพลงทั้งหลายก็เงียบงันไร้สำเนียง

                   มาเถิด มายังทะเลสาบของฉันเถิด ถ้าเธออยากโดดน้ำตาย”*

          มาเถิด มายังทะเลสาบของฉันเถิด ถ้าเธออยากโดดน้ำตาย ฉันรำพึงกับตัวเองอย่างแผ่วเบา

 

เขา

แดนคงใช้ชีวิตอยู่ตามปกติ เขาไปทำงานตอนสิบเอ็ดนาฬิกา ถึงแม้ช่วงนี้จะไม่ค่อยมีงานให้เขาทำก็ตามที เพราะยังไม่ถึงวันปิดต้นฉบับ ซึ่งเขามักจะยุ่งในช่วงนั้น เขาจึงได้แต่นั่งแกร่วอยู่ที่โต๊ะทำงาน แอบมองใบหน้าคร่ำเคร่งของบรรณาธิการ ขณะนั่งอ่านต้นฉบับกองโตอยู่บนโต๊ะ คนอื่นๆ ดูจะมีงานยุ่งกันทุกคน ในขณะที่เขาคิดอะไรเพลินอยู่นั้น โทโมมิโทรมาหาเขา เธอนัดเจอเขาตอนค่ำที่ถนนพระอาทิตย์

          โทโมมิมารอเขาอยู่หน้าป้อมพระสุเมรุ เธอยิ้มเมื่อเขาเดินเข้ามาหา และชวนเขาเดินไปยังร้านอาหารที่อยู่ใกล้ๆ เธอบอกว่าเธอนัดเพื่อนไว้ที่นี่

          “เราสั่งอาหารกันก่อนนะ” เธอพูดขณะพลิกดูเมนู

          “แล้วไม่รอเพื่อนของโทโมมิหรือเขาถาม

          “เขาคงกินมาแล้วล่ะ เขาอยากมาซื้อของที่ถนนข้าวสารเท่านั้น ฉันขอโทษนะ” เธอค้อมศีรษะลงให้เขา

          “ขอโทษพี่เรื่องอะไรหรือเขาถามอย่างสงสัย 

          “ที่ฉันนัดพี่แดนออกมา”

          “ไม่เห็นจะต้องขอโทษเลย พี่ดีใจเสียอีกที่ได้เจอโทโมมิ” เขายิ้ม

          “จริงหรือคะ” เธอพูดอย่างดีใจ เขาพยักหน้า

          “จริงๆ แล้ว วันนี้ฉันตั้งใจมาเลี้ยงพี่แดนเลยนะ” เธอพูดและอมยิ้ม

          “อยากเลี้ยงพี่เรื่องอะไรกัน” เขาถาม

          “ฉันได้งานแล้วนะ เป็นงานในแกลลอรี่แห่งหนึ่ง ตรงอโศก” เธอบอก

          “พี่ดีใจด้วยนะ อย่างนี้พี่ต้องขอเบิ้ลอีกชามแล้วล่ะ” เขาหัวเราะ เธอยิ้มและพยักหน้า

          “ฉันคงไม่มีเวลาได้เจอพี่แดนอย่างนี้อีก” เธอพูดขึ้นหลังจากเงียบอยู่นาน

          “ไม่เห็นเป็นไรเลย อยากเจอพี่ก็แค่โทรมาหา โทโมมิต้องทำงานทุกวันเลยหรือเขาถาม

          “ฉันว่างแค่เสาร์อาทิตย์เท่านั้น” เธอพูด หันกลับไปมองหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้มาในร้าน

          โทโมมิยิ้มดีใจเมื่อเห็นเพื่อนสาวเดินเข้ามา เธอร้องเรียกหล่อน แนะนำเขาให้รู้จักกับซายากะ เพื่อนจากจังหวัดยามานาชิ เช่นเดียวกับเธอ โทโมมิเคยบอกว่า จากบ้านของเธอสามารถมองเห็นภูเขาไฟฟูจีได้ เพราะภูเขาไฟฟูจีอยู่ในเขตยามานาชิ และจังหวัดซิโซกะ

          หลังแยกย้ายกับสองสาวจากยามานาชิ เขาเดินมายังสนามหลวง นึกถึงใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่เสมอของโทโมมิ เธอมักขวยอายยามเขาจ้องมอง เธอจะตั้งใจฟังทุกคำพูดของเขา ครุ่นคิดเลือกสรรถ้อยคำยามที่พูดออกมา ในขณะที่ซายากะพอพูดภาษาไทยได้บ้าง เอาแต่ยิ้ม ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด

แดนเตร็ดเตร่อยู่บริเวณป้ายรถเมล์ สังเกตใบหน้าของผู้คนที่พบเจอ คนยืนรอรถเมล์อย่างกระวนกระวาย หญิงสาวผู้จับจองม้านั่ง และผู้คนที่ปูเสื่อนอนอยู่กลางสนามหลวง บางใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกอันรุนแรง อีกบางใบหน้ามีแต่ความเฉยเมย หวาดหวั่น หรือบึ้งตึง

แดนเลือกขึ้นรถสายหนึ่งที่ไม่มีคนมากนัก รถเมล์วิ่งวนรอบเมือง แสงไฟบนท้องถนนวิบวับ เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่ม เสียงห้ามล้อและเสียงเปิดปิดประตูอัตโนมัติ เขามองดูผู้หญิงสาวผมยาวที่ขึ้นมาใหม่ เธอนั่งอยู่ด้านหน้าของเขา ผู้โดยสารหลายคนหลับอยู่บนเบาะนั่ง บางคนเหม่อมองหน้าต่าง บางคนเงียบเฉย ทุกใบหน้าดูจะแปลกแยกต่อกัน ไม่รู้จักมักคุ้น พวกเขากลายเป็นคนแปลกหน้าต่อกัน ทั้งที่อยู่บนรถเมล์คันเดียวกัน

รถเมล์พาผู้โดยสารวนอ้อมมายังสะพานพุทธ เขารู้ตัวขณะรถกำลังวิ่งขึ้นสะพานด้วยความเร็ว เขาลุกขึ้นจากที่นั่ง กดกริ่งเมื่อรถวิ่งลงจากสะพาน

เขาเดินย้อนกลับขึ้นสะพาน แสงไฟเหนือสะพานก่อให้เกิดความสว่างและเงามืด หลายคนมานั่งตกปลาอยู่ที่นี่ หลายคนมานั่งเล่น กินเบียร์ร้องเพลง หนุ่มสาวหลายคู่ยืนพลอดรักกัน เขาเดินมาหยุดตรงจุดซึ่งเห็นความกว้างของแม่น้ำใหญ่ มองดูแม่น้ำเจ้าพระยาเปล่งประกายกับแสงไฟวับแวมสองฟากฝั่ง พื้นน้ำเบื้องล่างเพื่อมไหวก่อเกิดเป็นแสงเงาวิบวับหลากหลายจนเขานึกแปลกใจ

รถเมล์ยังวิ่งผ่านไปผ่านมา ร้านรวงขายดอกไม้ ผู้คนพลุกพล่าน  เมืองยังไม่มีท่าทีว่าจะหลับใหล เขาคิดว่า มันอาจเป็นเสน่ห์เพียงอย่างเดียวของเมืองใหญ่แห่งนี้ก็ได้

เขามองดูสิ่งต่างๆ เผยตัวอยู่ตรงหน้า โรงแรมตั้งโดดเด่น วัดวาอาราม ตึกรามบ้านช่องริมสองฟากฝั่ง แพข้ามฟาก เรือ ร้านอาหารและผู้คน เขาเหม่อมองท้องฟ้าสีหม่น ท้องฟ้าผืนนี้ไม่เคยสดใสในสายตาของเขา คงเช่นเดียวกับเมืองแห่งนี้

แดนมองดูประกายพร่างของแม่น้ำ แม่น้ำทำให้เขารู้สึกดีอยู่เสมอ ความชุ่มชื่นฉ่ำเย็นของแม่น้ำทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย ความที่มีบ้านอยู่ริมน้ำทำให้เขามีความผูกพันกับแม่น้ำตั้งแต่ยังเด็ก เขาเคยฝัน ปรารถนาเดินทางไปเยือนแม่น้ำทุกสายที่มีอยู่ในประเทศ และแม่น้ำสายสำคัญที่มีอยู่ทั่วโลก แต่สุดท้ายหลังจากเรียนจบออกมา เขาไม่ได้เดินทางออกค้นหาแม่น้ำสายใดเลย เขาจมอยู่แต่ในเมืองที่มีแต่แม่น้ำลำคลองเน่าเสีย

แล้วเขาก็สะดุดกับความคิดของตัวเอง ทำไมนะ? ในเมื่อเขาเกิดมากับแม่น้ำ ทำไมเขาไม่ตายไปกับแม่น้ำ ความคิดนี้ทำให้เขานึกถึงความตายและคำพยากรณ์ของปาโปลอย่างเยาะหยัน –เขาไม่ได้รู้อะไรไปเสียหมดทุกอย่างหรอก หากฉันกระโดดน้ำตายเสียตอนนี้ คำพยากรณ์ของเขาก็ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมา-

พลันนั้น เขานึกขยะแขยงความคิดของตัวเอง เขาจ้องมองดูสายน้ำด้วยความพิศวง สายน้ำไหลพลิกเพื่อม อยู่เช่นนั้น สะท้อนแสงไฟงดงามอยู่เช่นนั้น ราวกับมันสะท้อนแสงแห่งชีวิตของเขา แสงที่ค่อยๆ ริบหรี่ลง

 

ฉัน

วันเวลายังคงเคลื่อนผ่าน เรื่องราวชีวิตในห้องเช่าวนอยู่ในวงจรซ้ำซาก ตื่นเช้าขึ้นมาเขียนหนังสือ หุงหาอาหาร นอนกลางวัน ตื่นขึ้นมากินข้าว และอ่านหนังสืออยู่จนดึก หากวันใดฉันออกไปข้างนอก วงจรชีวิตของฉันก็จะเปลี่ยนไป อาจจะเป็นร้านหนังสือ ร้านกาแฟหรือร้านเหล้า เพื่อนฝูงคุยฟุ้งในเรื่องราวที่ไม่เกี่ยวกับโลก ถกปัญหาที่เกินเลยกว่าชีวิตจริง การถกเถียงอันน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ ยามที่ฉันอยู่ในหมู่พวกเขา ฉันได้แต่นั่งเบื้อใบ้ ทำหูตามืดบอด ดั่งคนหลงทางอยู่ในความคิดฝันของตัวเอง จนถึงเวลากลับนั่นแหละ ฉันจึงเดินออกมาหาพวกเขา โอบหลังโอบไหล่แล้วกล่าวคำอำลา

          สายลมเย็นเบื้องนอกทำให้ฉันรู้สึกสบายขึ้น หายใจโปร่งโล่งและไม่รู้สึกอึดอัด แม้ว่าลมหายใจของฉันจะเต็มไปด้วยควันพิษก็ตามที ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไมฉันจึงชอบอยู่ตามลำพังมากกว่าอยู่ในหมู่เพื่อนฝูง หรือว่าฉันเป็นสัตว์ผู้โดดเดี่ยว หรืออาจเป็นเพราะฉันรู้สึกเบื่อหน่ายปัญหาอภิปรัชญาที่พวกเขาชอบยกขึ้นมาถกเถียง เบื่อการสนทนาพูดคุย เบื่อการสมาคม หรือบางครั้งหากฉันกระหายใคร่ฟังใครสักคนพร่ำบ่น กระหายใคร่รู้ในปรัชญาวิชาการบางเรื่องราว ฉันจะมาอยู่ในหมู่พวกเขา

          บางคราว ฉันจะแวะไปหาเพื่อนคนอื่นๆ เพื่อนที่อยู่นอกวงออกไปจากการสนทนาประจำ ฟังพวกเขาเล่าถึงปัญหาชีวิต ปัญหาเรื่องที่ทำงาน เรื่องเงินทอง หรือความรัก จนบางครั้งฉันกลายเป็นศิราณีไปโดยไม่รู้ตัว แต่การได้พูดคุยในเรื่องเหล่านี้ ทำให้ฉันหายใจคล่องจมูกมากกว่า

          วงจรชีวิตนอกห้องเช่าของฉันเป็นอยู่เช่นนี้ ฉันปล่อยเวลาให้ล่วงไปเช่นนี้ เต็มไปด้วยสาระที่หาสาระประโยชน์อะไรไม่ได้ หรือว่าชีวิตคนเราเป็นไปอยู่เช่นนี้ วนเวียนซ้ำซากอยู่ในเรื่องราวเหล่านี้ คงเพราะอย่างนี้เองที่ทำให้ฉันเลือกอยู่เพียงลำพัง

          วันนี้ก็คงเช่นเดียวกับวันที่ผ่านมา ยามเช้าหม่นมัวด้วยเมฆฝน ฉันได้แต่นั่งเหม่ออยู่หน้าเครื่องพิมพ์ดีด เฝ้าคิดวนเวียนถึงเรื่องราวของเขา ฉันไม่รู้ว่าวงจรชีวิตของเขาวนเวียนซ้ำซากเหมือนฉันไหม เขาอาจจะมีความสุขกับการได้ทำงาน (เพราะมันช่วยให้เขาไม่ต้องคิดมากเช่นฉัน) ได้ออกไปเที่ยวกับหญิงสาว หรือได้นั่งรถตระเวนออกไปในค่ำคืนดึกดื่น ก่อนกลับมาถึงห้องเช่า ดูเหมือนวงจรชีวิตของเขาจะอยู่คนละด้านกับฉัน เขามักใช้ชีวิตอยู่ในโลกภายนอก เตร็ดเตร่ไปตามถนนสายต่างๆ เฝ้ามองผู้คนบนท้องถนน ราวกับเขาพยายามค้นหาความทรงจำอะไรบางอย่างในเมืองใหญ่โตแห่งนี้ ในขณะที่ฉันใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องเช่า แม้จะชอบเตร็ดเตร่อยู่ในค่ำคืนบ้างก็ตามที หากทว่ากลับมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ฉันและเขามีคล้ายๆ กัน ฉันพบว่า เขาชอบอยู่ตามลำพังเช่นเดียวกับฉัน แม้อยู่ในที่ทำงาน หรือแม้ในยามพบเจอผู้คน เขายังคงอยู่กับตัวเอง ครุ่นคิดคำนึงอยู่ในเรื่องราวของตัวเอง ไม่ต่างจากฉัน

          วันเวลาของเขาหดสั้นลงทุกขณะ แต่ดูเหมือนเขาจะเตร็ดเตร่อยู่ตามถนนสายต่างๆ เนินนานกว่าเดิม เขากลับมาถึงห้องเช่าดึกมากกว่าเดิม ราวกับยังมีเรื่องราวอีกมากมายให้เขาได้ติดตามค้นหา มีความหมายมากมายอยู่ตามถนนสายต่างๆ ในยามค่ำคืน ทว่ามันมีความหมายอะไรกัน หรือว่าเขาไม่เคยสนใจไยดีกับคำพยากรณ์นั้นเลย

          แล้วตัวของฉันเองล่ะ ฉันปล่อยให้วันเวลาของตัวเองหดสั้นลงทุกขณะ ใช้ชีวิตซ้ำซากอยู่ในห้องเช่า เฝ้าแต่คิดฝันติดตามเรื่องราวของเขา ค้นหาถนนทุกสายที่เขาย่ำเดิน ค้นหาเรื่องราวทุกอย่างที่เขาพบเจอ มันมีความหมายอยู่ในตัวของมันเองมิใช่หรือ แม้ว่าชีวิตของฉันหลงเหลืออยู่น้อยก็ตามที

          เขาคงคิดไม่แตกต่างจากฉันมากนัก เพราะการย่ำเดินอยู่บนถนนสายต่างๆ มีความหมายสำหรับเขา เต็มไปด้วยแรงบันดาลให้เขาขับเคลื่อนไปทุกขณะ ทุกขณะที่รู้ว่า ชีวิตของตัวเองหลงเหลืออยู่น้อยเต็มที

 

เขา

ทุกค่ำคืนหลังจากเลิกงาน แดนปล่อยให้ตัวเองย่ำเดินอยู่บนถนนสายต่างๆ เฝ้ามองภาพอันเคลื่อนไหวและการสัญจรของผู้คนในเมืองใหญ่ จากที่ทำงานเขาเดินเรื่อยเปื่อยอยู่ในย่านเทเวศน์ บางลำพู ถนนข้าวสาร ถนนพระอาทิตย์ สนามหลวง ท่าพระจันทร์ คลองหลอด ปากคลองตลาด สะพานพุธ เยาวราช สำเพ็ง คลองถม ประตูน้ำ เวอร์เทรด สยาม สีลม คลองเตย พระโขนง คลองตัน รามคำแหง บางกะปิ ลาดพร้าว รัชดา บางครั้งเขานั่งรถออกไปย่านบางนา สำโรง ปากน้ำ จากนนทบุรีไปปากเกร็ด

          ทุกค่ำคืน เขาบันทึกภาพผู้คนที่พบเจอไว้ในสมุดภาพของความทรงจำ ใบหน้าของผู้คนเหล่านั้น ใบหน้าของผู้คนบนเรือข้ามฟาก ใบหน้าของผู้หญิงที่ขึ้นรถเมล์ไม่ทัน ใบหน้าหวาดหวั่นของหญิงสาวยามเดินในที่เปลี่ยว ใบหน้าหญิงชราขายของริมถนน ใบหน้าอันเหนื่อยล้าและง่วงงุนของกระเป๋ารถเมล์ ใบหน้าของชายที่นั่งหลับอยู่ป้ายรถเมล์ แม่ค้าขายดอกไม้ คนเข็นผัก พ่อค้าแม่ค้าในตลาดของเก่า ใบหน้าของผู้คนมากมาย รอยยิ้มของผู้คนมากมาย เสียงหัวเราะของพวกเขา ความหวาดระแวง ความหวาดกลัว ความทุกข์เศร้า ความสุขสมหวัง ใบหน้าอันเฉยเมย โกรธเกรี้ยว ใบหน้าทุกใบหน้าถูกเก็บไว้ในสมุดภาพของความทรงจำ เขาจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย เก็บไว้อย่างมิให้ตกหล่นสูญหาย เขาจัดทำบัญชีใบหน้าเอาไว้ในสมุดบันทึก เพื่อมิให้เกิดสับสนในยามนึกถึงใบหน้าเหล่านั้น

          ภายหลังค่ำคืนแห่งฝันร้าย ค่ำคืนที่เขาตระหนักได้ว่า ชีวิตเขาอาจอยู่ได้อีกไม่นานนัก เมื่อคำพยากรณ์ของปาโปลถูกประทับในจิตใจของเขา สิงสู่คุกคามและทำร้ายทำลายขวัญ เขายิ่งเตร็ดเตร่ออกไปตามถนนสายต่างๆ ค้นหาใบหน้าที่เขายังไม่เคยพบเห็น ใบหน้าอันตื่นตระหนกตกใจ ใบหน้าอันซีดสลด ใบหน้าแห่งความป่วยไข้ และใบหน้าแห่งความตาย หลายครั้งเขาเฝ้าดูใบหน้าของตัวเองในกระจก เขาพบแต่ความฉงนฉงาย ความงุนงงไม่เข้าใจ ใบหน้าแหลมยาวของเขา ใบหน้าที่ไม่มีสิ่งใดให้สังเกตเลย ใบหน้าเรียบๆ ที่ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจ เป็นใบหน้าที่ไม่มีวี่แววของความตายปรากฏอยู่ เป็นใบหน้าที่ไม่รู้ว่าความตายกำลังมาเยือน

          หลายครั้งแดนครุ่นคำนึงถึงใบหน้าของปาโปล ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ รอยยิ้มของผู้อยู่เหนือกว่า รอยยิ้มของผู้มีความมั่นใจว่าตัวเองล่วงรู้ในทุกสรรพสิ่ง ต่างจากใบหน้าของเพื่อนสาว ใบหน้าของหล่อนเต็มไปด้วยความตกใจเมื่อปาโปลทำนายชะตาชีวิตและความตายของเขา หล่อนคงรู้สึกตกใจเช่นเดียวกับเขา “บางทีมันอาจมีอะไรผิดพลาดก็ได้” หล่อนพูดกับปาโปล “ไม่ผิดหรอก ไม่มีอะไรผิดพลาด ทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น” ปาโปลพูดตอกย้ำให้ความมั่นใจแก่เขา

          หลายครั้งเขานึกถึงคำพยากรณ์ของปาโปล ความตายของเขาทำให้เขาคิดถึงแม่ ปาโปลบอกว่าก่อนที่เขาจะตาย เขาจะร้องไห้คิดถึงแม่ เพราะเขาไม่เคยทำในสิ่งที่แม่เฝ้าร้องขอ เขานึกไปถึงหลายเดือนก่อน เขาโทรศัพท์กลับไปบ้าน  แม่เอ่ยถามเขาเหมือนกับทุกครั้งว่า เมื่อไหร่จะพร้อมบวชพระให้แม่ได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์เสียที และดูเหมือนมันจะเป็นคำขอร้องเพียงประการเดียวที่แม่เฝ้ารอคำตอบจากเขา แต่เขายังไม่พร้อม ทุกครั้งเขาได้แต่บอกว่ายังไม่พร้อม ทุกครั้งเขาได้แต่ปล่อยให้แม่รอคอยไปก่อน เขาพยายามนึกถึงใบหน้าของแม่ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกตกใจเมื่อได้พบว่า เขาลืมใบหน้าของแม่ไปแล้ว

 

ฉัน

ฉันปล่อยให้แต่ละวันหมดไปอย่างช้าๆ พร่าผลาญตัวเองกับวันเวลาที่เหลืออยู่ ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและลาลับทางทิศตะวันตก ดวงจันทร์ค่อยๆ ซีดเซียวและหลบหน้าด้วยความอาย ฉันปล่อยวันเวลาให้ล่วงหายไปอย่างช้าๆ เฉยชาต่อทุกสิ่ง

          สองสัปดาห์มาแล้วที่ฉันไม่ได้เขียนเรื่องของเขา เขาไม่ได้กระตุ้นให้ฉันรู้สึกอยากทำอะไรต่อ ฉันไม่ปรารถนารู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร และจะเป็นตายไปอย่างไร เพราะมันคงไม่ต่างอะไรจากฉัน ความตายของเขาและความตายของฉัน จะแตกต่างกันอย่างไร ในเมื่อเราก็ต้องตายเหมือนกัน เวลาของฉันเหลืออยู่อีกไม่นานนัก เวลาของเขาก็ไม่ต่างกัน วันเวลาในชีวิตของสองเรา เวลาแห่งความตาย

 

เขา

วันเสาร์อาทิตย์ที่โทโมมิไม่ได้ไปเรียนหรือทำงาน เธอจะโทรมาหาเขา ชวนเขาออกไปเที่ยว เดินซื้อของด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน ดูภาพยนตร์ ชมงานศิลปะ ฟังเพลง โทโมมิชอบอ่านหนังสือ เธอจึงมีหนังสือติดกระเป๋าตลอดเวลา และเธอยังชอบเข้าร้านหนังสือ เธอหยิบพ๊อคเกตบุ๊คขึ้นมาดูอย่างพินิจที่ละเล่มราวกับนักสำรวจตลาด เธอดูการออกแบบปก ดูการจัดหน้าภายใน และพยายามอ่านชื่อเรื่องและชื่อผู้เขียน เธออยู่ในร้านหนังสือได้นานนับชั่วโมง เช่นเดียวกับเขา

          เขาและเธอใช้เวลาด้วยกันอย่างคุ้มค่า แม้จะอยู่บนรถเมล์ รถไฟฟ้า เดินอยู่ด้วยกัน หรืออยู่ในร้านอาหาร นอกจากการพูดคุยในเรื่องทั่วๆ ไปแล้ว เขายังช่วยสอนภาษาให้เธอด้วย คอยอธิบายความหมายของบางคำที่เธอไม่เข้าใจ หรือคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน บางครั้งเขาสอนให้เธอหัดอ่าน และหัดสะกดคำ ครั้งหนึ่งเธอเคยถามเขาว่าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่นไหม?

          “โทโมมิจะช่วยสอนให้พี่หรือเขายิ้มถาม เธอยิ้มพยักหน้า

          “แล้วจะคิดค่าสอนรึเปล่านี่

          “ไม่คิดหรอกค่ะ พี่แดนยังช่วยสอนให้ฉันเลย” เธอยิ้มอย่างเขินอาย

          ทุกครั้งที่เจอกัน โทโมมิจะเขียนตัวฮิรางานะและโรมันจิ มาให้เขา อธิบายถึงวิธีการอ่านและความหมาย ให้เขาเขียนลงในกระดาษ โดยที่เขาอธิบายความหมายของคำนั้นในภาษาไทยให้เธอฟังอีกครั้ง พวกเขาชอบหาร้านกาแฟเงียบๆ หรือสวนสาธารณะอันสงบ หัดอ่านเขียนเรียนรู้ภาษาของกันและกันอยู่เสมอ 

          ทว่ามีหลายครั้งที่โทโมมิสังเกตเห็นอาการเหม่อลอยของเขา เขาชอบเหม่อลอยอยู่เสมอ ดูห่างเหินและโดดเดี่ยวราวกับคิดคำนึงถึงเรื่องราวที่เธอไม่อาจเข้าใจ และเมื่อเธอเอ่ยถาม เธอก็ไม่ได้รับคำอธิบายใดใด  

 

วันเวลาในชีวิตของเขาหดสั้นลงทุกที เขาเริ่มหมกมุ่นอยู่ในโลกของตัวเองมากขึ้น ทำให้เขาดูเหินห่างผู้คนมากขึ้นกว่าเดิม แม้ในวงสนทนาระหว่างเพื่อนฝูง หรือในที่ทำงาน เขามักอยู่ในอาการเหม่อลอย ไม่มีจิตใจที่จะทำงาน จนงานที่เขาทำมีความผิดพลาดบ่อยมากขึ้น เขาทำพิสูจน์อักษรตกๆ หล่นๆ จนบรรณาธิการเรียกเขาเข้าไปตักเตือนหลายครั้ง บก.เองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ทำไมเขาถึงปล่อยให้งานหลุดออกมาผิดพลาดได้อย่างน่าเกลียดเช่นนี้

          จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง บรรณาธิการเรียกเขาเข้าไปพบ

          “คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? ช่วงหลังมานี้ งานคุณพลาดเยอะมากเลยนะ แทนที่ผมจะปล่อยให้คุณช่วยดูแลความเรียบร้อย ผมกลับต้องมาคอยตรวจตามแก้ให้คุณ” บก.เงยหน้าขึ้นมองเขา

          “คุณคงเข้าใจนะ เมื่องานพลาด หนังสือเขาเสียหาย เจ้านายเขาด่าผม ผมพยายามเตือนคุณหลายครั้งแล้ว ผมไม่รู้จะทำยังไงกับคุณดี” เขายังคงนั่งก้มหน้าเงียบ ยอมรับในความผิดของตน

          “ผมว่าคุณพักงานสักระยะหนึ่งก่อนดีมั้ย พร้อมเมื่อไหร่คุณค่อยกลับมาทำงานใหม่” คล้ายดังคำถาม แต่เขารู้ว่ามันเป็นคำสั่ง

          “ไม่มีอะไรจะพูดบ้างหรือ” บก.ถามเขา

          “ครับ ไม่มีครับ” เขาตอบอ้อมแอ้ม บรรณาธิการมองดูเขาอย่างไม่เข้าใจ

          “ปัญหาของเอ็งนี่มันบอกใครไม่ได้เลยหรือ เอ็งอย่าโกรธพี่เลย พี่ทำตามข้างบนเขาสั่งมา ว่าแต่เอ็ง…” บก.ลุกเดินมาหาเขา เอามือตบไหล่เขาเบาๆ

          “หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกันอีก”

          “ครับ” เขาพูด บก.โบกมือให้เขาออกไป เขาถอยกลับมานั่งโต๊ะของตัวเอง

          เขานั่งนิ่งอยู่นาน คล้ายกับไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา เพื่อนร่วมงานกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงเขากับบรรณาธิการสองคน นี่เขาถูกคำสั่งให้พักงานหรือ? คงต้องเป็นเช่นนั้น เราไม่ตั้งใจทำงานเองนี่หว่า ไม่มีใครช่วยอะไรเอ็งได้หรอก ช่างมันเถอะ เพราะถึงอย่างไร เวลาของเอ็งก็เหลืออีกเพียงไม่กี่เดือน เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน กรกฎาคม สี่เดือนกำลังจะล่วงผ่านไป วันเวลาที่เหลืออยู่อีกน้อยนิดนั้น เขาจะทำยังไงดี

          เขาพยายามสลัดความคิดออกจากสมอง เก็บของส่วนตัวที่จำเป็น เขาเหลือบมองไปยังโต๊ะบรรณาธิการ ขณะลุกเดินออกจากสำนักงาน

          “ผมกลับก่อนนะครับ” เขาพยายามพูดเหมือนกับทุกครั้ง ราวกับต้องการบอกว่า แล้วเราคงได้พบกันใหม่

          เขาเดินออกมายังหน้าปากซอย หันมองไปทางนั้นที ทางนี้ที เขาไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหนดี ทุกวันหลังเลิกงาน เขามักเดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนน หรือนั่งรถเล่นไปตามถนนสายต่างๆ แต่วันนี้เขาไม่รู้สึกอยากไปไหนเลย เขานึกถึงห้องเช่า เดินมายังป้ายรถเมล์ นั่งรถมาลงยังประตูน้ำ และต่อรถกลับที่พัก

          ตลอดเวลาที่อยู่บนรถเมล์ เขานั่งเหม่อลอย ไม่สนใจเฝ้ามองความเป็นไปของผู้คนเหมือนเคย เขาหมดซึ่งความสนใจในใบหน้าเหล่านั้นแล้ว ใบหน้าที่เขาเคยเก็บสะสมคงจะถูกลืมเลือนในไม่ช้า เช่นเดียวกับเรื่องราวของเขา คงถูกลืมเลือนในไม่ช้า

          ลงจากรถเมล์ เขาเดินกลับเข้าซอย ผ่านลำคลองเล็กๆ เดินบนทางซีเมนต์เลียบลำคลองจนมาถึงห้องเช่า เขารู้สึกแปลกใจตัวเอง ที่กลับมาถึงห้องเร็วกว่าปกติ ดูเหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขากลับมาถึงห้องก่อนสองทุ่ม เขาไขกุญแจห้อง เปิดประตูเข้าไป ความมืดอ้างว้างพุ่งเข้าจู่โจม เขาเดินหายเข้าไปในความมืดนั้น ยืนมึนงงอยู่กลางห้อง ขณะแสงไฟกระพริบและสว่างโพลนขึ้น เขาวางหนังสือที่หอบมาจากสำนักงาน เขามองเห็นเงาของตัวเองในกระจก เขาเดินเข้าไปใกล้ เฝ้ามองใบหน้าของตัวเอง ใบหน้านั้นซีด ไร้แววในดวงตา เฉยเมยต่อทุกสิ่ง เขามองดูใบหน้าของตัวเองด้วยสายตาอันว่างเปล่า –หรือนี่คือใบหน้าแห่งความตายของฉัน-

 

*คนสวน (the gardener) ระพินทรนาถ ฐากูร แปลโดย แดนอรัญ แสงทอง  พิมพ์ครั้งที่ ๓  สำนักพิมพ์สู่ฝัน  ๒๕๓๒

พิมพ์ครั้งแรก: underground buleteen 9 ฉบับ โลกหนังสือในมือคนรุ่นใหม่ 2550

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
parnny วันที่ : 29/08/2008 เวลา : 11.38 น.
http://www.oknation.net/blog/chonlatee

สวัสดี
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน