พิมพ์หน้านี้
|
เงาจันทร์บนแผ่นน้ำ นวนิยายโดย: วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล ------------------------------------- บรรพหนึ่ง: เด็กน้อยของกระจกเงา ความทรงจำเหนือสายน้ำ (1) ภาพ Mother and child ของ กุสตาฟ คริมท์ มืดซิมืดแล้ว ราตรีนี้มีแสงจันทร์นวลผ่อง กระต่ายใดหมายปอง ร้องร่ำคร่ำครวญถวิลหา ฟังซิ เสียงโป๊กโป๊ก ครกตำข้าวแว่วดังมาจากทิศใด หรือแว่วไกลมาจากตำนานขานเล่าเก่าก่อน ถึงตายายตำข้าวในดินแดนห่างไกล ไกลแค่ไหนหรือเด็กน้อย โพ้นฟ้าโน่นไง... ลูกเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือว่า แม่นี้เหนื่อยนัก การงานกรำหนักทั้งวันคืน ไหนยังอดทนเฝ้ารอ ข่าวคราวจากแดนไกล... อย่าเลยลูก อย่าร้องไห้ อย่าให้หยาดน้ำวามวาวในดวงตา ไหนลองมองดวงจันทร์โน่นซิ แสงนวลเย็นตา เด็กที่ไหนกันร้องร่ำคร่ำครวญถวิลหา โอ้... อย่าเลยลูกรัก แม่นี้ไร้ปัญญาไขว่คว้าให้เจ้า เพียรขับกล่อมรอคอยจนเจ้าหลับใหล ปล่อยให้หยาดน้ำวามวาวในดวงตาแม่ โอ... แม่จะไม่ร้องไห้อีกแล้วลูกรัก แม่จะหยุดร่ำไห้ หญิงนางใดหมายปองร้องร่ำคร่ำครวญถวิลหา... กังวานเสียงหวานแว่วล่องลอยมากับสายน้ำในยามค่ำคืน ขับคลอด้วยเสียงเครื่องสายโหยเศร้ามาจากเรือนไทยเก่าริมฝั่งน้ำ โอลูกรัก อย่าเลยอย่าร้องไห้ ไหนฟังซิ เสียงน้ำหลากไหล โอค่ำมืดดึกดื่นแล้วไย ไฉนเจ้าไม่ยอมหลับนอน... แม่ เสียงใครที่ไหนร้องไห้ เด็กชายลืมตาขึ้นมองใบหน้าของแม่ใต้แสงจันทร์ แม่ได้ยินหรือเปล่า เสียงเหมือนมีคนร้องไห้ นางก้มมองดูลูกชายที่นอนหนุนตัก ยิ้มชื่นให้เขา ได้ยินจ้ะ นางบอก เหม่อมองออกไปในความมืดของท้องน้ำ วะแว่วเสียงครวญล่องลอยตามลมเย็นเยียบ ทำไมเขาร้องไห้ล่ะแม่ ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ เขาคงคิดถึงลูกล่ะมั้ง เขามีลูกด้วยเหรอ มีสิจ๊ะ...แต่ตอนนี้คงไม่อยู่แล้ว นางพูดเหมือนไม่แน่ใจ ทำไมลูกเขาไม่อยู่ล่ะฮะแม่ เด็กน้อยรบเร้าเฝ้าถาม ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ นางพูดพลางเงยหน้าขึ้นหลบซ่อนหยาดน้ำรื้นดวงตา ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม นางเพียงแค่คิดถึงเรื่องเล่าของผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกทอดทิ้งไว้ตามลำพังกับลูก แต่แล้ววันหนึ่งลูกน้อยของหล่อนป่วยหนัก และตายโดยที่หล่อนไม่สามารถช่วยอะไรลูกได้เลย หล่อนเอาแต่กอดศพลูกน้อย ร้องไห้คร่ำครวญ แม่เป็นอะไรไป เปล่า แม่ไม่เป็นไรจ้ะ นางยิ้ม บนดวงจันทร์มีตายายอยู่จริงหรือเปล่าแม่ เด็กชายแหงนหน้ามองดวงจันทร์สีเหลืองนวล แม่ไม่รู้เหมือนกันจ้ะ ลูกคิดว่ามีหรือเปล่าล่ะ แม่เคยบอกว่ามีนี่ นั่นไงตายาย แล้วก็มีกระต่ายด้วยใช่ไหมแม่ เด็กน้อยลุกขึ้นชี้ให้นางดู คงใช่ล่ะมั้ง แม่ฟังแม่ใหญ่เล่ามาอีกที หนูจะถามแม่ใหญ่ แม่ใหญ่คงฟังมาจากยายทวดอีกทีนั่นแหละจ้ะ นางยิ้มขำ แล้วหนูจะไปถามใครล่ะแม่ ไม่ต้องถามใครหรอกจ้ะ ถ้าลูกคิดว่ามีตายายจริง คิดว่ามีกระต่ายจริง ก็มีจริงนั่นแหละ แม่ ธูปดับหมดแล้ว เด็กชายมองไปทางหัวเรือตรงร่องแอก๑ ที่นางจุดธูปเอาไว้เหมือนทุกคืน นางมองดูขี้เถ้าธูปม้วนขดแนบก้านสีแดง บางส่วนหล่นหักในสายลม ถึงเวลานอนของลูกแล้วล่ะ หนูยังไม่ง่วงนี่แม่ เด็กชายพูด แต่แม่ง่วงแล้วนี่จ๊ะ สายลมยามค่ำคืนหอบไอเย็นของแม่น้ำหอมชื่นระริกพลิกเพื่อม มองเห็นเป็นประกายวิบวับสะท้อนแสงไฟตามบ้านเรือนริมสองฟากฝั่ง สายน้ำไหลเรียบเรื่อย บางช่วงกราดเกรี้ยวขณะแม่น้ำสองสาขาไหลมาบรรจบกันบริเวณหน้าเขื่อน ดวงจันทร์สิบสี่ค่ำแขวนดวงเหนือฟากฟ้าสะท้อนบนแผ่นน้ำสั่นพลิ้ว บางคราคงรูปร่าง บางคราไร้รูปทรง ค่ำคืนเงียบสงบ เสียงดนตรีไทยเงียบหายไปจากลำน้ำ หลงเหลือเพียงเสียงคร่ำครวญหวนหาอาลัยแผ่วโผย มืดซิมืดแล้ว ไยเจ้าไม่ยอมหลับใหล ไยเจ้าจากไกลไม่กลับมา... ศรีฬาร์นึกย้อนไปถึงภาพวัยเยาว์ จำได้ว่าทุกค่ำคืนเขาจะไต่กราบเรือเดินตามแม่ไปจนถึงหัวเรือ คืนไหนศรีพลอยยังนอนไม่หลับ ก็จะมีเธอร่วมด้วยอีกคน แม่จะจุดธูปแล้วส่งให้คนละดอก นั่งคุกเข่าพนมมือ เสียงน้อยๆ เปล่งขึ้นพร้อมเพียง ขอให้หนูเป็นเด็กดี ขอให้หนูเรียนเก่งๆ ขอให้หนูเชื่อฟังพ่อแม่- เมื่อพวกเขาเงียบเสียง แม่จะรับธูปแล้วนำไปปักตรงร่องแอก หรือบางคืนแม่จะออกไปปักธูปในซองไม้หัวเรือ ขอให้สายน้ำไหลริน ขอให้ดวงจันทร์ส่องแสง- เขายังเฝ้าอธิษฐานอยู่เช่นนั้น... ...จันทร์เอ่ยจันทร์เจ้า ขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดงผูกมือน้องข้า ขอช้าง ขอม้า ให้น้องข้าขี่ ขอเก้าอี้ให้น้องข้านั่ง ขอเตียงตั่งให้น้องข้านอน ขอละครให้น้องข้าดู ขอยายชูเลี้ยงน้องข้าเถิด ขอยายเกิดเลี้ยงตัวข้าเอง... แม่ชอบสอนให้ร้องเพลงในช่วงคืนเดือนหงาย ชี้ให้ดูสองตายายตำข้าว และเล่าถึงกระต่ายที่คอยเฝ้าหมายปองดวงจันทร์ มันมองดูตายายบนดวงจันทร์ เฝ้ารอเวลาที่จะได้ไปอยู่กับตายาย แม่จะรอจนธูปหมดดอก จึงพาลูกๆ เข้านอน บางคืนเสียงดนตรีไทยยังแว่วโหยอยู่จนดึกดื่น ขับเอื้อนอยู่เป็นเพื่อนยามราตรี เช่นเดียวกับสายน้ำ ขับกล่อมเขาให้หลับใหลและฝันดีตลอดคืน ค่ำคืนดำเนินไปเช่นไร รุ่งเช้าดำเนินไปเช่นนั้น เรียบเรื่อยดุจสายน้ำ พลิ้วไหว แผ่วเบา เนิบเนือยราวการหยอกล้อของเกลียวคลื่น เสียงไก่ขันแว่วมาจากฝั่งน้ำตรงข้าม เสียงจิ๊บจั๊บขับขานผสานสำเนียงดังมาจากหลังคาบ้านและพุ่มต้นสนุนริมฝั่ง สายลมหอบไอเย็นของแม่น้ำขึ้นโอบล้อม บรรยากาศสลัวรางยามรุ่งสาง ท้องฟ้าถูกแต้มแต่งด้วยแมกเมฆ เหนือขอบฟ้าค่อยๆ เรืองรองขึ้นด้วยแสงแรกฉายฉาน ต้อนรับการมาเยือนของดวงตะวันสีแดงเรื่อในม่านหมอกรางๆ ก่อนขับไล่ละอองหมอกที่ล่องลอยเรี่ยผิวน้ำและหยาดน้ำค้างบนใบหญ้าให้เหือดแห้งระเหยหาย เสียงจ้วงพายกระทบผิวน้ำ เรียบเรื่อยมาตามริมฝั่ง พระสงฆ์พายเรือออกบิณฑบาต แผดเสียงของเรือหางยาวดังสะท้อนทั่วท้องน้ำ ก่อระลอกคลื่นหยอกล้อสองฟากตลิ่ง เรือต่อแบบกระแชง๒ และเอี้ยมจุ๊น๓ หลายลำโคลงเคลงตามแรงกระเพื่อม เรือเล็กเรือน้อยโยนตัวตามผิวคลื่นราวการแกว่งไกวของเปลญวน ปลุกสายน้ำให้ตื่นขึ้นมายิ้มรับเช้าวันใหม่ เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่ไม่ไกลนัก เสียงเรือเครื่องทวีจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มทั่วท้องน้ำ เรือกระแชงข้ามฟากส่งเสียงดังตับๆ มาจากโค้งน้ำ บริเวณท่าเรือสองแห่งพลุกพล่านด้วยผู้คน ทั้งพ่อค้าแม่ขาย นักเรียนและคนทำงาน ทุกคนต่างมีธุระเร่งรีบ กุลีกุจอขนข้าวของขึ้นลงบนสะพานไม้ที่ทอดไปยังท่าเรือ ควันไฟจากเตาถ่านลอยขึ้นจากประทุนเรือของแต่ละลำ บางคนเร่งพัดจนถ่านไฟคุฮือ แตกโพลงขึ้นตามแรงลม เสียงลูกเล็กเด็กแดงร้องไห้ ตามด้วยเสียงเอะอะเอ็ดตะโร แสงอาทิตย์ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ พระสงฆ์พายเรือกลับจากบิณฑบาต ครองจีวรชุ่มชื้น ยามอรุณเคลื่อนผ่านเร็วรี่ดุจสายน้ำ แม่ตื่นขึ้นตอนเช้ามืด ตั้งเตาถ่านไว้บนแอกท้ายเรือ วุ่ยวายอยู่หน้าเตาไฟกระทั่งเขาและน้องสาวตื่น ศรีฬาร์จำได้ว่า เขาชอบแปรงฟันข้างกราบเรือ โน้มตัวพิงเหนือลูกกรงไม้ โก้งโค้งจนมองเห็นพื้นน้ำข้างเรือ ทุกครั้งที่ยาสีฟันหยดลงบนผิวน้ำ ฝูงปลาแขยงและปลาซิวจะขึ้นมาตอดกิน พ่อมักตื่นก่อนเขา จะปลุกเขาให้ตื่นก่อนขึ้นแห้ง๔ ไปเหมือนทุกวัน พ่อชอบไปนั่งร้านกาแฟย่านท่าเรือ จับกลุ่มคุยอยู่กับเพื่อนๆ ชาวเรือ หรืออ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่นั่น หากวันไหนต้องเอามะพร้าวไปส่งลูกค้า พ่อจะจัดเรียงมะพร้าวไว้ในเรืออีป๊าบ๕ ติดเครื่องจนเรียบร้อยก่อนไปร้านกาแฟ แสงแดดทวีความร้อนแรง ยามวันสดกระจ่างยิ่ง เรือแม่ค้าทยอยหายจากท่าเรือ เหลือแต่เรือหางยาวจอดรอผู้โดยสารเงียบเชียบ นักท่องเที่ยวบางกลุ่มจ้างเรือสองตอน๖ ล่องไปตามลำน้ำ เสียงร้องขายของแม่ค้าล่องลอยมาตามฝั่งคลอง เรือขายขนมจีน เรือขายก๋วยเตี๋ยว เรือขายกาแฟและน้ำแข็งไส ส่วนมากจอดอยู่ย่านท่าเรือ หรือในตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่าน ยามบ่ายบรรยากาศบริเวณท่าเรือยิ่งเงียบเชียบ คนขับเรือนอนหลบแดดอยู่ในเรือ ปล่อยให้สายลมพัดโชยเย็นชื่น ฟังเสียงสายน้ำกระทบท้องเรือและโยกไหว... ๑ แอกเรือ: ไม้ขวางหัวและท้ายเรือ ยื่นออกมาคล้ายใบหู ๒ เรือกระแชง เรือบรรทุกชนิดหนึ่ง ท้องเรือโค้งกลม ใช้กระแชงทำประทุน ๓ เรือเอี้ยมจุ๊น เรือต่อขนาดใหญ่ ท้องเรือเป็นสัน ใช้ขนถ่ายบรรทุกสินค้า ๔ ขึ้นแห้ง เป็นภาษาปากของชาวเรือ หมายถึงการขึ้นจาดเรือสู่บนบก ๕ เรืออีป๊าบ หรือเรือป๊าบ เรือต่อท้องแบนไม่เสริมกราบ หัวและท้ายเรือป้าน ใช้สอยทั่วไป ๖ เรือสองตอน เป็นภาษาปาก เป็นเรือหางยาวขนาดเล็ก มีกระทงที่นั่งเพียง ๒ ตอน |
| ห้องหนังสือส่วนตัว | ||
เรื่องเล่าที่ยังไม่เคยมีใครเล่า |
||
|
View All |
||
| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||