• วุฐิศานติ์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : chantwiboon@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2008-04-04
  • จำนวนเรื่อง : 42
  • จำนวนผู้ชม : 5357
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
สายน้ำชั่วนิรันดร์
เรื่องเล่าและความทรงจำ การเดินทางของใครบางคน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/wutisant
วันอังคาร ที่ 30 กันยายน 2551
ความตายครั้งสุดท้าย (จบ)
Posted by วุฐิศานติ์ , ผู้อ่าน : 95 , 15:41:24 น.   | หมวดหมู่ : บันทึกคนเล่าเรื่อง  
พิมพ์หน้านี้


ความตายครั้งสุดท้าย

 

 

ภาพ: Sad Young Man in a Train ของ Marcel Duchamp

ฉัน

ฉันเฝ้ามองดูเงาของตัวเองในกระจก พยายามค้นหาร่องรอยแห่งความตายบนใบหน้าของตัวเอง ฉันรู้สึกว่า มนุษย์เมื่อยามใกล้ตายน่าจะมีร่องรอย หรือสัญญาณให้รู้ว่าความตายกำลังจะมาเยือน บางครั้งอาจจะเป็นคำพูดที่ไม่ควรพูด ถ้อยคำที่เป็นลางบ่งบอกถึงความตาย

          แต่ฉันก็ไม่พบร่องรอยใด ไม่มีแม้สัญญาณบอกเหตุ ไม่มีปัจจัยแห่งความป่วยไข้หรือภาวะใกล้ตาย ฉันไม่ได้เป็นโรคร้าย ฉันยังคงแข็งแรงเหมือนคนธรรมดาทั่วไป ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว ความตายจะมาเยือนฉันอย่างไรกัน ฉันไม่อาจรู้ได้เลย

          หากเป็นคนธรรมดาทั่วไป เมื่อเขารู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย พวกเขาคงไปทำพิธีผูกดวง สะเดาะเคราะห์ ถวายสังฆทาน หรือทำบุญต่ออายุกันแล้ว อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจของตัวเขาเอง แต่สำหรับฉัน ฉันคิดว่ามันคงไม่เลวร้ายถึงขนาดนั้นหรอก ก็แค่ความตายเท่านั้นเอง ความตายสามัญที่มนุษย์เราล้วนพบเจออยู่เสมอ ชีวิตคนเรามีอยู่เพียงแค่นี้มิใช่หรือ มีเกิดและมีตาย

          ชีวิตคนเราก็มีเพียงเท่านี้ ไม่แตกต่างจากการนั่งรถไฟ ขึ้นจากสถานีแห่งชีวิต เพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทางยังสถานีสุดท้าย ไม่มีใครนั่งอยู่บนรถไฟได้ตลอดกาล แต่ละคนต่างมีสถานีเริ่มต้นและสถานีสุดท้ายของตัวเอง เช่นเดียวกับชีวิต เริ่มต้นจากการถือกำเนิด เพื่อเดินทางไปสู่ความตาย ราวกับชีวิตคือขบวนแห่ศพ เราต่างแห่แหนศพของตัวเองออกเดินไปสู่จุดสุดท้าย จากสถานีแรกสู่สถานีแห่งความตาย ชีวิตของเรา ขบวนแห่ศพของเรา จะแตกต่างกันอย่างไร

 

เขา

เขามาขึ้นรถไฟตอนดึกมากแล้ว ตลอดเวลาที่นั่งอยู่บนรถไฟ เขาคิดถึงเวลาที่เหลืออยู่ในชีวิต คิดถึงผู้คนที่รู้จัก คิดถึงแม่ โทโมมิ และหญิงสาวที่เขารัก แต่หล่อนไม่เคยรักเขาเลย ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะจบลงในไม่ช้า เขาจะตายไปอย่างเงียบๆ ตายไปโดยที่ไม่มีใครล่วงรู้

          ก่อนที่เขาจะออกเดินทาง เขาไปหาปรานภาที่ห้อง บอกหล่อนถึงเรื่องที่เขาถูกพักงาน เพราะเขาไม่ใส่ใจในการทำงานเท่าที่ควร จึงรับคนใหม่เข้ามาแทน และให้บรรณาธิการสั่งพักงานเขาอย่างไม่มีกำหนด จริงๆ ก็คือ เขาถูกไล่ออกนั่นเอง

          “แต่ทำไมเขาไม่พูดกับฉันตรงๆ ฉันไล่แกออก แค่นี้เอง จะได้จบเรื่องกัน”

          “แล้วแกจะทำยังไงต่อไปหล่อนถามอย่างห่วงใย

          “ยังไม่รู้เลย ว่าจะกลับไปอยู่บ้านสักพัก แต่ก็ดีเหมือนกันนะ ฉันจะได้มีเวลาไปทำอย่างอื่น ช่างมันเถอะ อย่าไปสนใจมันเลย” เขาพูดราวกับมันเป็นเรื่องเล็กน้อย

          “โทโมมิเป็นยังไงบ้าง? เห็นว่าช่วยสอนภาษาให้เขาด้วยหรือ

          “ไม่ดีหรือ? จะได้ช่วยแกสอนไง” เขาแสร้งหัวเราะ หล่อนยิ้ม

          “ฉันไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย เห็นว่าสนิทสนมกันดี ความจริงเขาก็น่ารักดีนะ” หล่อนมองดูเขา

          “ก็น่ารักดีอยู่หรอก” เขาเงียบ ไม่อยากพูดต่อ

          “ทำไม? หรือว่าแกไม่ชอบ สาวญี่ปุ่นเชียวนา...หรือว่าไม่กล้า”

          “ใครบอก ที่ฉันไม่สนใจ เพราะว่า...ฉันมีผู้หญิงที่ฉันรักอยู่แล้ว” เขาพูด

          “เฮ้ย! ถามจริง” หล่อนยิ้ม หัวเราะ เขายิ้มเก้อเขิน

          “ไม่เห็นพามาแนะนำให้รู้จักเลย” หล่อนตัดพ้อ และซักไซ้ไล่เรียง

          “ฉันว่าแกรู้จักผู้หญิงคนนี้ดีกว่าฉันเสียอีก” เขาจ้องมองหล่อน หล่อนมองเขาอย่างประหลาดใจ

          “โทษทีนะ ฉันรักแกจริงๆ ว่ะ ฉันรักแกมานานแล้ว” เขาเผยความในใจ

          “บ้าน่า! เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่หรือ และฉันรักแกไม่ได้หรอก ฉันมีคนรักอยู่แล้ว” หล่อนพูด

          แดนนิ่งเงียบอยู่นาน รู้สึกเหมือนความเศร้ากำลังล้นทะลักเข้าถาโถมทับตัวเองจนกลืนหาย

          “ไม่เป็นไรใช่ไหม” หล่อนถาม ตบไหล่ปลอบโยนเขา แดนเงยหน้าขึ้นมองดูหล่อน

          “ไม่เป็นไรหรอก... ฉันคงต้องกลับแล้ว” เขาลุกขึ้นยืน

          “เฮ้ยอย่าคิดมากน่า เรายังเป็นเพื่อนกันได้ไม่ใช่หรือ

          หล่อนถามขณะเดินทาส่งเขาที่ประตูห้อง

          แดนยืนเงียบ จ้องมองใบหน้าหญิงสาวที่เขารัก เขารู้ว่าบางที มันอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาจะได้พบหล่อน

          “ใช่! ช่างมันเถอะ อย่าคิดมากเลย”

          เขายิ้มให้หล่อนเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนหันหลังเดินจากมา เขามองดูสิ่งต่างๆ รอบกาย ราวกับตัวเองเป็นสิ่งแปลกปลอม และอยู่ผิดที่ผิดทางไปเสียหมด ความเศร้าเจ็บปวดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้กลับถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า เหมือนนักมวยถูกน๊อคเอาท์ลงไปนับสิบ มันไม่ใช่ความเจ็บปวดหรอกที่ทำให้เขาไม่ยอมลุกขึ้น แต่มันเป็นความเหนื่อยล้า ไร้แรงกำลังต้านฝืน บวกกับความปรารถนาที่จะได้หลับตาลงสักครั้ง แม้จะไม่มีโอกาสลืมตาตื่นขึ้นมาอีกเลยก็ตาม เพื่อลืมเลือนความพ่ายแพ้ที่ถูกประทับลงบนชีวิต ราวกับมันหมดหนทางที่จะกู้กลับคืนมาได้อีกแล้ว เขาเองก็เช่นกัน รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าของชีวิต ปรารถนาที่จะได้หลับตาลงอีกสักครั้งในค่ำคืนสุดท้าย –ก่อนที่ความตายจะคืบคลานเข้ามา- ลืมเลือนความพ่ายแพ้ ลืมเลือนเรื่องราวในอดีตที่เคยมี เขานึกถึงช่วงเวลาหกเจ็ดปีที่คบกับปรานภา พวกเขาสนิทสนมกันมาก กิน นอน เที่ยว ยิ้มหัวเราและกอดคอร้องไห้ด้วยกันมา จนหลายคนมองว่า พวกเขาเป็นคู่ที่น่าอิจฉาที่สุดในหมู่เพื่อน แต่ทว่า พวกเขาไม่เคยก้าวข้ามพ้นจากความเป็นเพื่อนไปได้เลย ไม่ว่าตอนนั้นหรือเดี๋ยวนี้ บางทีอาจเป็นสิ่งนี้ก็ได้ที่เขาเฝ้ารออยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา –เราเป็นแค่เพื่อนกันมิใช่หรือ-

          แดนรู้สึกว่างโหวงในทรวงอก เหมือนทำบางสิ่งบางอย่างหล่นหาย มันคือสิ่งที่เคยผูกยึดเขาไว้กับโลกใบนี้ เมื่อขาดไร้สิ่งนั้น เขาจึงเป็นเสมือนว่าวที่ถูกตัดสายป่าน ลอยคว้าง ไม่มีสิ่งใดผูกโยงเขาไว้กับเมืองใหญ่แห่งนี้อีกแล้ว ไม่มีอะไรผูกพันเขาไว้กับโลกใบนี้อีกแล้ว นอกจากแผ่นดินของบ้านเกิด เขานึกถึงแม่ นึกถึงคำพยากรณ์ของปาโปล เขาไม่อยากเห็นตัวเองต้องเสียใจอีกแล้ว –ขอให้ครั้งนี้เป็นการเสียใจครั้งสุดท้ายเถอะ- เขาไม่อยากเห็นแม่เสียใจด้วยเช่นกัน แม้ว่าความตายของเขาจะทำให้แม่ต้องเสียใจก็ตาม แต่ก่อนที่จะตาย เขาอยากจะบวชให้แม่ เขาควรบวชให้แม่ เพราะมันเป็นสิ่งเดียวที่แม่รอคอย มันควรจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เขาเลือกทำในเวลาที่เหลืออยู่นี้

          ค่ำคืนดูเหมือนจะผ่านไปอย่างเชื่องช้า สายลมเย็นผ่านเข้ามาทางหน้าต่าง เสี้ยวจันทร์หม่นหมองอยู่เป็นเพื่อนร่วมทาง ชีวิตคนเรามีเพื่อนที่แท้จริงบ้างไหมนะ? เพื่อนผู้ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมหัวเราะและร้องไห้ เพื่อนผู้คอยปลอบโยนเมื่อเราเศร้าผิดหวัง หรือว่ามีแต่ตัวเองเท่านั้นเป็นเพื่อนที่ดีที่สุด มีแต่ตัวเราเท่านั้นเป็นเพื่อนผู้เข้าอกเข้าใจตัวของเรา เหมือนรถไฟกับรางเหล็กเดินทางร่วมกัน เหมือนร่างกายกับจิตใจอยู่เคียงคู่กันมาตลอด    

          รถไฟมาถึงสถานีสุดท้ายของเขาตอนตีห้า ผู้คนเคลื่อนไหวอยู่บนชานชาลาสถานี บ้างร้องขายของ บ้างมารอรับผู้โดยสาร และนั่งนอนอยู่ตามม้านั่งหน้าสถานี เขาเดินลงจากรถไฟเข้าไปในตลาด มุ่งตรงไปยังร้านกาแฟเล็กๆ หลังสถานี เขาต้องการพบผู้คนคุ้นเคยเพื่อพาตัวเองกลับมายังปัจจุบัน

          ร้านกาแฟตอนเช้าเต็มไปด้วยความคึกคัก บรรดาพ่อค้าแม่ค้า สามล้อรับจ้าง และบรรดาผู้โดยสารที่มารอการเดินทาง มีเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งให้เขาแทรกลงนั่ง ไอร้อนพวยพุ่งขึ้นจากหม้อต้มกาแฟ เขานั่งฟังเสียงของยามเช้า เสียงกระดิ่งรถถีบ เสียงผู้คนจากตลาด เสียงจากสถานีรถไฟ เสียงและภาพอันคุ้นเคยเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ

          จากร้านกาแฟ เขาเดินมายังท่ารถสองแถว มีผู้โดยสารหลายคนนั่งรออยู่บนรถ บรรดาแม่ค้าในหมู่บ้านซื้อของหอบหิ้วพะรุงพะรัง ยามเช้ากำลังมาเยือนอย่างช้าเชือน ทว่ากลับเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา อากาศเย็นสบาย รถโดยสารพาเขาออกมานอกเมือง ท้องฟ้าเริ่มสว่างทีละน้อย สองข้างทางร่มรื่นด้วยต้นไม้ เสียงนกร้อง เสียงหมาเห่า ควันไฟจากหลังคาบ้าน ชีวิตเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง

          รถสองแถววิ่งห่างออกไป ทิ้งเขาไว้เบื้องหลัง เขาเดินเข้าไปตามถนนในหมู่บ้าน บางคนที่รู้จักเอ่ยทักทายพูดคุย หลายคนมองด้วยความแปลกใจ นานแล้วที่เขาไม่ได้กลับมาบ้าน เกือบสองปีแล้วสินะ นานเพียงนี้เชียวหรือที่เขาปล่อยให้เวลาผ่านเลย

          เขาเดินมาถึงบ้าน เห็นหลานชายแต่งชุดนักเรียนนั่งอยู่บนม้าหินหน้าบ้าน เด็กชายจ้องมองดูเขาอย่างไม่แน่ใจ แล้วแกก็จำเขาได้ ยิ้มหัวเราะ ตะโกนร้องเรียกคนนั้นคนนี้ วิ่งเข้ามาหาเขาอย่างดีใจ

          “กำลังจะไปโรงเรียนหรือ อยู่ชั้นอะไรแล้ว” เขาถาม

          “อยู่อนุบาลสอง ครับ” เด็กชายตอบ

          “ไง! หายหน้าหายตาไปเลยนะ” พี่สาวเดินออกมาทักทาย เขายิ้ม

          “แกนี่ กี่ปีก็ยังดูเหมือนเดิมเลยนะ อ้าวแล้วนั่น! เรียบร้อยรึยังน่ะเรา” หล่อนหันไปถามลูกชาย

          “พี่ไปโรงเรียนก่อน ตอนเย็นกลับมาค่อยคุยกัน” หล่อนพูด พี่เขยเดินออกมาทักทายเขา และรีบเดินไปขึ้นรถที่ภรรยานั่งรออยู่ เขาสตาร์ทเครื่องยนต์ และค่อยๆ ถอยรถออกจากบ้าน เด็กชายยิ้มและโบกมือให้เขา

          บ้านเงียบลงแล้ว เขาเดินเข้าบ้าน วางเป้บนโซฟา เข้าไปหาแม่ในครัว นางกำลังยุ่งอยู่กับอาหารเช้าที่เหลืออยู่บนโต๊ะ นางยิ้มเมื่อมองเห็นเขา  

          “มารถเที่ยวดึกหรือ? ไปอาบน้ำเสียก่อนสิ แล้วค่อยมากินข้าวด้วยกัน” นางพูดกับเขา

          “แม่เป็นยังไงบ้าง?” เขาเอ่ยถาม

          “แม่สบายดี แล้วเอ็งล่ะเป็นยังไง?” นางมองดูเขา เขายิ้ม

          “ไปอาบน้ำเสียก่อนเถอะ ห้องเอ็งก็ยังอยู่เหมือนเดิมนั่นแหละ แม่ไม่ได้ล็อกไว้” นางยิ้มให้เขา

 

ตอนเย็นพี่เขยซื้อเบียร์มาฝาก และนั่งดื่มเป็นเพื่อนเขา พี่สาวตั้งคำถามเขาจิปาถะ ตั้งแต่เรื่องงาน เรื่องแฟน เรื่องดินฟ้าอากาศและความเป็นไปของเมือง แม่ได้แต่นั่งเงียบ มองดูลูกๆ พูดคุยกันอยู่ห่างๆ

          “ถูกพักงานก็ดีเหมือนกัน แกจะได้มีเวลาบวชให้แม่ แล้วนี่เขาจะให้แกกลับไปทำงานอีกเมื่อไหร่หล่อนถามเขา

          “ยังไม่รู้เลย บางทีอาจจะได้พักยาวไม่มีกำหนด ส่วนเรื่องบวช ฉันก็คิดอยู่เหมือนกัน” เขาพูด หันมองไปทางแม่

          “ดีเหมือนกัน แม่จะได้สบายใจ เห็นแกได้บวช ทีนี้พวกพี่ก็จะได้เห็นคนอุ้มหมอนของแกเสียที” หล่อนยิ้มให้เขาอย่างมีเลศนัย

          “ฉันว่าคงไม่ได้เห็นหรอก” เขาพูดอ้อมแอ้ม

          “อะไรกัน! เอ็งจะสามสิบแล้วยังไม่มีแฟนอีกหรือ

“เอ็งนี่เกิดมาเสียชาติจริงๆ” พี่เขยพูดพลางหัวเราะ

          “เขาไม่เหมือนคุณนี่” พี่สาวพูด ทำเอาพี่เขยนิ่งเงียบ ไม่ปริปาก

          “แม่ ไอ้แดนมันจะบวชให้แม่แล้ว แม่อยากเห็นมันบวชไม่ใช่หรือ ส่วนฉันก็อยากเห็นคนอุ้มหมอนของมัน แต่ถ้ามันหาคนอุ้มหมอนไม่ได้นะแม่ ฉันจะเป็นคนหาให้มันเอง” หล่อนพูดกับแม่เสียงดัง และหันมองดูเขาด้วยรอยยิ้ม

          “ว่าแต่เอ็งพร้อมจะบวชแน่หรือ ถ้ายังไม่พร้อมแม่ก็ไม่ว่าอะไร” นางมองดูเขา

          “โธ่แม่ อย่าพูดอย่างนั้นสิ มีหรือไอ้แดนมันจะไม่พร้อม พอสึกออกมาจะได้แต่งให้มัน เข้าตำราพอดี” หล่อนหยอกล้อ พี่เขยเอาศอกกระทุ้งเขาและยิ้ม

          “มีข่าวดีอย่างนี้ เราต้องฉลองกันหน่อย” พี่เขยพูด ชวนเขาชนแก้ว

 

แดนมาอยู่วัดได้สองสัปดาห์แล้ว เพื่อให้หลวงพ่อช่วยหาฤกษ์ยามบวช และเพื่อให้เขาหัดอ่านคำอธิษฐานบวช เขาตื่นแต่เช้าเดินตามพระออกบิณฑบาต หลังมื้อเช้าเขาลงไปกวาดลานวัด และท่องคำบาลี ในขณะเดียวกัน ความคิดของเขายังวนเวียนเกี่ยวกับเรื่องของความตาย ยิ่งเขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับวิญญาณและชีวิตหลังความตาย กลับทำให้เขายิ่งฟุ้งซ่าน เขาไม่สามารถทำจิตใจให้สงบลงได้ เขาชอบไปนั่งเหม่อบนศาลาท่าน้ำ เฝ้ามองการไหลของสายน้ำ เขารู้สึกถึงความนิ่งสงบของน้ำที่กำลังไหล เขาอยากให้ใจของเขานิ่งสงบและไหลไปดุจดั่งสายน้ำ แต่มันหาได้สงบนิ่งลงแม้สักเสี้ยวนาทีไม่ หากทว่ามันกำลังสั่นไหวแปรปรวน

          วันหนึ่ง หลวงพ่อเรียกเขาเข้าไปคุย หลังจากสังเกตเห็นอาการของเขาอยู่หลายวัน

          “หลวงพ่อหาวันบวชให้เอ็งได้แล้ว ว่าแต่เอ็งท่องคำขานนาคได้หรือยัง

          “ได้แล้วครับ หลวงพ่อ”

          “ดีแล้ว แต่เอ็งพร้อมที่จะบวชแล้วอย่างงั้นรึหลวงพ่อถาม

          “พะ พร้อมแล้วครับ” เขาอึกอักตอบ ไม่แน่ใจว่าทำไมหลวงพ่อจึงถามเขาอย่างนี้

          “วันก่อนเห็นโยมแม่มาบอกว่าเอ็งอยากบวช หลวงพ่อก็ดีใจ ที่เอ็งไม่ได้ถูกบังคับให้บวช แต่หลวงพ่ออยากจะบอกให้เอ็งฟังก่อนจะเข้ามาอยู่ในผ้าเหลือง โลกของบ้านเมืองมีกฎหมาย โลกของสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน สงฆ์ย่อมมีกฎของสงฆ์ และผู้ที่จะบวชได้ต้องมีความพร้อมทั้งกาย วาจา และใจ ต้องได้รับการยินยอมจากพ่อแม่หรือญาติเครือ และห้ามผู้หนีคดีหรือหนีปัญหาทางโลกียะเข้าบวช เอ็งพอจะรู้อยู่ใช่ไหม” หลวงพ่อมองดูเขา

          “ครับหลวงพ่อ” เขาก้มมองดูพื้นนิ่ง

          “แต่ที่หลวงพ่อสังเกตเห็นเอ็งหลายวันมานี้ ดูท่าทางเอ็งเหม่อลอยยังไงไม่รู้ เหมือนเอ็งยังมีเรื่องอยู่ในโลกทางโน้น หลวงพ่อไม่เคยเห็นคนที่เขาจะบวชมีหน้าตาอมทุกข์อย่างเอ็งเลย” หลวงพ่อยิ้มให้เขา

          “แต่ผมพร้อมแล้วนะครับหลวงพ่อ”

          “หลวงพ่อไม่ได้ต้องการขัดขวางเอ็งหรอก แต่ถ้าเอ็งไม่เต็มใจบวช หรือมีปัญหาอะไรที่ยังสะสางไม่เสร็จ เอ็งจะเลื่อนการบวชออกไปก่อนก็ได้ หลวงพ่อจะบอกโยมแม่ของเอ็งให้”

          “แต่ว่าเรื่องเวลา ครับหลวงพ่อ…” เขาพูดอ้ำอึ้ง

          “เวลาอะไรของเอ็ง” หลวงพ่อถามอย่างสงสัย

          “เปล่า ไม่มีอะไรครับ”

          “งั้นก็ดีแล้ว หลวงพ่อจะได้บอกโยมแม่ของเอ็ง ว่าเอ็งขอเลื่อนออกไปก่อน”

          “ครับหลวงพ่อ”

 

แดนกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง แม่ไม่ได้ว่าอะไร หลวงพ่อบอกว่าเขายังไม่พร้อมที่จะบวชตอนนี้ นางเฝ้าสังเกตความเป็นไปของลูกชายอยู่เงียบๆ ดูเหมือนเขามีเรื่องทุกข์กังวล เหม่อลอย เศร้าหมอง นางไม่อยากเห็นเขาเป็นอย่างนี้ วันหนึ่ง นางเอ่ยพูดกับเขา

          “เอ็งมีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือไง

          “ปะ เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอก” เขาอึกอักพูด

          “เอ็งอย่าปิดแม่เลย เอ็งคิดหรือว่าแม่ไม่สังเกตเห็น แม่เห็นเอ็งนั่งอมทุกข์อมโศกอยู่ทุกวัน ถ้ามีเรื่องอะไรที่เหลือบ่าฝ่าแรง บอกแม่ได้ก็บอก แต่ถ้าบอกไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แม่ไม่อยากเห็นเอ็งเป็นอย่างนี้เลย” นางพูดอย่างห่วงใย

          “ฉันขอโทษที่ทำให้แม่ไม่สบายใจ”

          “ไม่ต้องขอโทษแม่หรอก เอ็งรู้ตัวของเอ็งดีว่ามีอะไรเกิดขึ้น หลวงพ่อก็บอกอยู่เหมือนกันว่าเอ็งดูแปลกไป แม่ก็เห็นว่าเอ็งไม่เหมือนเดิม ถ้าเอ็งยังมีเรื่องกังวลอยู่ที่โน่น เอ็งก็กลับไปอยู่ในโลกของเอ็งเถอะ แม่ไม่ว่าอะไรหรอก”

          เขานิ่งงัน ไม่รู้จะพูดอย่างไรให้แม่เข้าใจ เขารู้ว่า หากเขายังอยู่ มันยิ่งจะทำให้แม่ทุกข์ใจมากขึ้น ถึงเรื่องที่เขาไม่สามารถพูดกับใครได้ ความตายเป็นของเขาคนเดียว และมันติดตามเขาอยู่ตลอดเวลา

 

ฉัน

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรแน่นนอนเลย ชะตาชีวิตปรับเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับต้นไม้แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาล จากฤดูฝนอันชุ่มชื้น ต้นไม้ระบัดใบใหม่อย่างสดใส เริ่มเหลืองแห้งและร่วงโรยเมื่อฤดูหนาวเวียนผ่าน จนเข้าสู่ฤดูร้อน บ่มเพาะรอคอยการผลิแตกอีกครั้งหนึ่ง ชีวิตคนเราก็อาจเป็นเช่นเดียวกัน

          อาจแตกต่างกันบ้างก็คือว่า ต้นไม้รู้ดีว่าฤดูฝนจะมาเยือนในไม่ช้า ชีวิตใหม่จะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ทว่ามนุษย์ที่จมปรักอยู่ในห้วงมรณา มันเป็นฤดูกาลสุดท้ายของเขาแล้ว เขาจะไม่มีวันได้เห็นฤดูฝนอันชุ่มฉ่ำเพื่อคืนชีวิตชีวากลับมาได้อีกแล้ว

          คงเช่นเดียวกับชีวิตฉัน ต้นไม้ของฉันกำลังเหี่ยวแห้ง รอการร่วงโรยในอีกไม่ช้า ชีวิตมีเพียงเท่านี้หรือ มันยังไม่สามารถทำให้เราเรียนรู้อะไรได้เลย ไม่ว่าจะเป็นโลกภายในหรือโลกภายนอก มนุษย์ยังไม่ได้เรียนรู้อะไรมากพอที่จะทำความเข้าใจชีวิตและความตายเลย ชีวิตเรากลับต้องเหี่ยวแห้งโรยรารอวันร่วงโรยที่กำลังจะมาถึง

          ฉันกลับมาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง เพราะฉันโดดเดี่ยวมากเกินไปในท่ามกลางผู้คน ฉันไม่อาจทำให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่ฉันเป็นได้ ไม่อาจทำให้เขาเข้าใจความตายที่กำลังมาเยือน มันอาจจะเป็นเรื่องที่แสนธรรมดา เพราะคนเราเกิดมาล้วนต้องตายกันทุกคน แต่ฉันไม่รู้ว่า จะมีใครบ้างไหมที่ล่วงรู้ถึงวันที่ตัวเองจะตาย และหากรู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน คนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร? เขาจะทำอย่างไร?

          สำหรับฉันแล้ว สิ่งที่ทำได้ตอนนี้ก็คือการพยายามเขียนเรื่องราวของเขาให้จบ แม้จะดูไร้สาระในสายตาของผู้คนทั่วไปก็ตามที แต่มันอาจเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันพอทำได้ เป็นสิ่งเดียวที่ฉันอาจทำได้ในยามนี้ มนุษย์คงต้องทำอะไรสักอย่างหนึ่งก่อนที่เขาจะจากไปมิใช่หรือ? เพื่อให้เขาได้คงอยู่ต่อไป เพื่อความเป็นอมตะของตัวเขาเอง มนุษย์มากมายจึงใส่ตัวเขาเอาไว้ในลูกหลาน สืบทอดความเป็นตัวเองไว้ในลูกหลานของเขา แต่สำหรับตัวฉัน แม้จะไม่มีใครจดจำเมื่อตายไปแล้วก็ช่างมันเถอะ ปล่อยให้มันค่อยๆ ถูกลืมไปในกาลเวลาอันผ่านเลย

 

เขา

เขากลับมาถึงห้องเช่าในตอนเช้า ร่างเขายังสั่นระริกด้วยความหวาดกลัว ในสมองเขายังสับสนด้วยความคิดพุ่งพล่าน ภาพอันสยดสยองของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้นวนเวียนอยู่ในความคิดของเขา เมื่อรถไฟออกจากสถานีมาแล้ว เขานั่งหน้าซีดอยู่ริมหน้าต่าง ใบหน้าของหญิงคนนั้นชัดเจนอยู่ในความคิดของเขา ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกของความเจ็บปวด เขียวคล้ำสลับซีดจาง ความตายปรากฏชัดเจนต่อหน้าเขา แล้วในพลันนั้นเอง เขากลับมองเห็นใบหน้าของหญิงสาวแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของเขา บิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเจ็บปวด เขียวคล้ำและซีดจาง ความตายปรากฏชัดเจนบนใบหน้า

          หลังจากนั้น เขาไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้อีกจนถึงเช้า มองออกไปยังความมืดนอกหน้าต่าง ในสมองเต็มไปด้วยมโนภาพอันสับสน เขาลุกออกไปยังช่องทางเดิน มองออกไปยังความมืดเบื้องนอก พลันนั้นเขามองเห็นร่างของตัวเองปลิวคว้างกลางอากาศ กลิ้งหมุนไปตามแรงเหวี่ยงกระชาก มองเห็นประกายวับแวมของรถไฟ และประกายสีดำของเลือดแผ่คลุ้ง เขามองเห็นภาพของตัวเองอย่างชัดเจน

แม้ขณะที่เขานั่งรถเมล์กลับมาห้องเช่า เขายังควบคุมตัวเองไม่ได้ เมื่อรถเมล์วิ่งขึ้นสะพานต่างระดับตรงแยกลำสาลีด้วยความเร็วสูง พลันนั้น อีกครั้งที่เขาเห็นรถเมล์วิ่งส่ายไปมา และเสียหลักพุ่งเข้าชนราวสะพาน ความเร็วทำให้ตัวรถลอยขึ้นกลางอากาศและกลิ้งไปมาหลายตลบ เขาได้ยินเสียงร้องครวญครางของผู้โดยสาร เสียงของความตายครวญครางโหยหวน

เขานั่งหน้าซีดอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ มองเห็นภาพเหตุการณ์ในความคิดของตน พลางนึกแปลกใจที่ตัวเองไม่เป็นอะไร? ทำไมเขาไม่เป็นอะไร? เขาจะเป็นอะไรได้อย่างไร? ในเมื่อภาพเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง มันเป็นเพียงจินตนาการเท่านั้น เป็นภาพที่เขาคิดมันขึ้นมา ตั้งแต่เขามองเห็นความตายบนใบหน้าของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้น ใบหน้าของความตายดูเหมือนจะติดตามเขาอยู่ตลอดเวลา

เขานึกไปถึงภาพเหตุการณ์บนรถไฟอีกครั้ง เพลานั้น อาจอยู่ในห้วงยามแห่งความฝันผลิสะพรั่ง หรืออยู่ในภาวะแห่งความสะลึมสะลือก่อนรุ่งสาง สถานีร้างผู้คน มีผู้โดยสารนอนหลับอยู่ตามโต๊ะม้านั่ง หรืออาจจะเป็นคนไร้บ้าน แม่ค้าเดินร้องขายของบนรถไฟ ขณะเสียงหวูดรถไฟกังวานก้อง รถไฟกระชากตัวเคลื่อนออกจากสถานี เสียงหวีดร้องเจ็บปวดดังแหวกอากาศ เสียงเอะอะโวยวายดังสับสน เสียงนกหวีด เสียงร้องเรียกกันจ้าละหวั่น รถไฟกระชากตัวอีกครั้งปลุกผู้โดยสารบนขบวนรถให้ตื่นจากหลับฝัน ยินเสียงทอดถอนหายใจของใครบางคน เสียงตะโกนร้องฟังสับสนดังอยู่ภายนอก

“คนตกรถไฟ – คนถูกรถไฟทับ – เรียกรถพยาบาล” เสียงผู้คนดังสับสนระคนตระหนกใจ ผู้โดยสารในขบวนรถต่างชะโงกหน้าทางหน้าต่าง หลายคนเดินลงไปยังที่เกิดเหตุ เสียงไซเรนรถพยาบาลดังหวั่นไหวในความรู้สึก เขาลุกเดินออกจากม้านั่ง ลงจากขบวนรถ แทรกฝูงชนเข้าไปยังที่เกิดเหตุ เขาเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง เนื้อตัวอ่อนปวกเปียกนอนสลบไสลอยู่ ขาทั้งสองข้างถูกตัดขาดบริเวณต้นขาด้วยล้อเหล็กอันคมกริบ เลือดแดงฉานไปทั่วบริเวณ หลายคนที่เห็นสภาพของหญิงเคราะห์ร้ายทำท่าจะเป็นลม เรียกหายาดมยาหม่อง เขาถอยออกมาจากสภาพอันแสนเจ็บปวด เนื้อตัวของเขาอ่อน เอามือเท้าตู้รถไฟ ทรงกายแทบไม่อยู่ เจ็บปวดต้นขาทั้งสองข้างราวกับมันถูกตัดเฉือนด้วยมีดอันคมกริบ

เขากลับขึ้นมายังที่นั่งของตน ลมหายใจรวยริน ลุงคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามพยายามเอ่ยถาม แต่เขาไม่พูดอะไร หน้าของเขาซีด มือไม้สั่นเทา ภาพนั้นยังติดอยู่ในใจของเขา ฝังลึกอยู่ในสมองของเขา ภาพอันสยดสยอง ใบหน้าที่เขาไม่ต้องการเห็น เขาจดจำใบหน้าของหญิงเคราะห์ร้ายคนนั้นได้ดี มันคือใบหน้าของความตาย

เขารู้ดีว่า ผู้หญิงคนนั้นกำลังจะตาย แม้ว่ารถพยาบาลจะมาเอาหล่อนไปแล้วก็ตาม ท้องฟ้าใกล้จะรุ่งสางเต็มทีเมื่อรถเคลื่อนออกจากสถานี ผู้โดยสารบนขบวนรถต่างพูดคุยกันถึงหญิงเคราะห์ร้าย ราวกับพวกเขาอยากมีส่วนร่วมในชะตากรรมเดียวกับหล่อน ด้วยความสงสาร เวทนาและสังเวชใจ ในขณะที่เขาไม่อยากเห็นและไม่อยากได้ยินอะไรอีกเลย

เขานั่งอยู่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ ภาพของหญิงคนนั้นยังแจ่มชัดในมโนภาพ เขาไม่รู้ว่าจะสลัดมันออกไปได้อย่างไร? ทำไมกัน? ก็แค่คนที่กำลังจะตายคนหนึ่งซึ่งเขาไม่รู้จักเท่านั้น เขาก็แค่เป็นเพียงผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งในฝูงชนเท่านั้น เหตุใดภาพของหล่อนจึงติดตามฉัน ปล่อยฉันไปเถอะ ปล่อยฉันไว้เพียงลำพัง…

เขารู้สึกตัวอีกครั้งหนึ่ง กวาดสายตาไปรอบๆ ห้องอย่างงุนงง ห้องเช่ายังคงว่างเปล่าและเงียบเหงาดุจเดิม คงเป็นเพราะอย่างนี้ มันจึงผลักดันเขาออกไปสู่โลกภายนอก ออกไปหาความวุ่นวายสับสนของผู้คน เขาไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองกลับมาทำไม ยังมีเรื่องราวใดในเมืองแห่งนี้ที่ทำให้เขาอาลัยอาวรณ์อยู่อีกหรือ ยังมีเรื่องราวใดให้เขาได้ค้นหาอีกหรือ เขานึกถึงปรานภา หญิงสาวที่พร่าเลือนไปจากความจริงของเขา –เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ได้ไม่ใช่หรือ?- ตลอดหกเจ็ดปีที่คบกันมา -เรายังเป็นเพื่อนกันอยู่ได้มิใช่หรือ?-

         

เขาตื่นขึ้นมาแต่เช้า หลายวันมานี้เขาได้นอนอย่างเต็มอิ่ม เขาเดินออกไปยังปากซอย ซื้อข้าวและหนังสือพิมพ์กลับมายังห้อง วันนี้เป็นวันครบรอบสามปีหลังจากเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา และเป็นสาเหตุทำให้อเมริกาเปิดฉากโจมตีประเทศอื่นบ้างเป็นการแก้แค้น หนังสือพิมพ์จึงมีแต่ภาพข่าวสงคราม และภาพประมวลเหตุการณ์สงครามและการก่อการณ์ร้ายต่างๆ ในช่วงสามปีที่ผ่านมา

          เขาโยนหนังสือพิมพ์ไปยังมุมห้อง เขารู้สึกสะอิดสะเอียนกับภาพที่เห็น อีกทั้งยังรู้สึกเบื่อหน่ายการไว้อาลัยเต็มทนแล้ว เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกที่ชอบไว้อาลัยนั้น พวกเขาไว้อาลัยด้วยความอาลัยรักแด่ผู้ที่จากไป หรือไว้อาลัยเพื่อผู้ที่ยังอยู่ เพื่อให้ผู้ที่ยังอยู่ได้มองเห็นความรักความอาลัยยิ่งใหญ่ที่เขามีต่อผู้จากไป แต่ช่างมันเถอะ เขาจะไปสนใจทำไม

          เขายังจดจำภาพเหตุการณ์เครื่องบินพุ่งเข้าชนอาคารเวิร์ลเทรดได้ดี มันช่างเป็นภาพที่สวยงามและน่าสยดสยองพองขนในเวลาเดียวกัน หรือว่ามนุษย์เรากำลังมาถึงยุคแห่งสงครามล้างเผ่าพันธุ์อีกครั้งหนึ่ง มีผู้คนมากมายต้องเสียชีวิตกับเหตุการณ์ครั้งนั้น และยังมีผู้คนอีกมากมายที่ไม่รู้เรื่องราวใดเลย ต้องเคราะห์ร้ายและเสียชีวิตหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นอีกนับไม่ถ้วน ผู้คนในปากีสถาน อิรัก บาหลี สเปน หรือแม้แต่ในประเทศไทยเอง ต้องสังเวยชีวิตหลังจากเกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น และหลังจากนี้อีกเล่า ผู้คนอีกกี่มากน้อยยังจะต้องสังเวยชีวิตให้กับมัน

           เขานึกถึงผู้คนนับแสนนับล้านคนที่ต้องจบชีวิตลงด้วยผู้นำเพียงไม่กี่คน ตั้งแต่ครั้งอดีต สงครามนับร้อยนับพันครั้งยังไม่อาจตอบคำถามมนุษย์ได้เช่นนั้นหรือ หรือว่านี่คือเสรีภาพของมนุษย์ เสรีภาพที่จะทำร้ายและฆ่าฟันกัน หรือนี่คือสันติภาพที่มนุษย์ใฝ่หา หรือพวกเขาทำสงครามฆ่ากันเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพ

          พลันนั้น ภาพสงครามในหนังสือพิมพ์ปรากฏขึ้นต่อหน้าเขาอีกครั้ง  เขามองเห็นตัวเองตายนับครั้งไม่ถ้วน ตายซ้ำซ้อนอยู่เช่นนั้น ตั้งแต่เหตุการณ์ในสหรัฐฯ ปากีสถาน อิรัก บาหลี และในจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศสยามแห่งนี้ เขาเห็นตัวเองตายอยู่ในซากอาคารเวิร์ลเทรด ถูกรถถังยิงในปากีสถาน ถูกบอมด้วยระเบิดนำวิถีในอีรัก ถูกระเบิดในบาลี และถูกยิงตายขณะซ้อนรถมอเตอร์ไซค์อยู่บนถนนในประเทศแห่งนี้ สองมือของเขาว่างเปล่า ปากของเขาร้องขอความเป็นธรรม

          เขามองเห็นตัวเองตายอย่างสยดสยองอยู่ตามที่ต่างๆ มากมาย แต่เขากลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะตายลงอีกครั้ง และอีกครั้ง เขาเฝ้าแต่คิดถึงความตายครั้งสุดท้ายของตัวเอง

 

เขาเดินวนเวียนอยู่ในห้องด้วยความกระสับกระส่าย เขารู้ตัวดีว่าไม่อาจอยู่เพียงลำพังอย่างนี้ได้ ภาพความตายของเขายังปรากฏขึ้นต่อหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ความตายอันสยดแสยง เลือดแดงฉานไหลนองไปทั่ว หนอนชอนไชซากศพเน่าเฟะ ส่งกลิ่นเหม็นคลุ้งตลบ เขาไม่อาจทนอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ได้ เขาไม่อาจทนอยู่อย่างหวาดกลัวเช่นนี้ได้

          เขานึกถึงโทโมมิ วันนี้เป็นวันเสาร์ คิดว่าเธอคงไม่มีนัดกับใคร เขาเดินลงมายังโทรศัพท์ข้างล่าง หยอดเหรียญ กดหมายเลข โทรหาโทโมมิ เสียงของเธอดังขึ้นอย่างสดใส

          เขาและเธอนัดกันตรงหน้าธนาคารในสวนจัตุจักร เธอบอกว่าเขาทำตัวเป็นครูที่ไม่ดี ปล่อยทิ้งลูกศิษย์ เธอไม่เข้าใจว่าเขาหายไปไหน โทรหาก็ไม่รับสาย โทรไปที่ห้องก็มีคนบอกว่าเขาไม่อยู่ เขาเอ่ยขอโทษขอโพย บอกว่าจะสอนชดเชยให้ แต่ที่เขาหายไปนั้น เป็นเพราะเขากลับไปเยี่ยมบ้าน และตอนนี้เขาถูกสั่งพักงาน จึงเลิกใช้โทรศัพท์

          พวกเขานั่งกินข้าวเที่ยงด้วยกัน เธอถามว่าบ้านของเขาอยู่ที่ไหน แม่เป็นยังไงบ้าง เธอจะไปเที่ยวบ้างได้ไหม เขาเล่าถึงบ้านเกิดของเขา หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนั้น อยู่ติดแม่น้ำสายเล็กๆ และมีครอบครัวเล็กๆ อาศัยอยู่ มีแม่ พี่สาว พี่เขย และหลานชาย รวมถึงตัวเขาเอง เขาเล่าถึงท้องทุ่งกว้างไกลลิบลับ พูดถึงความแห้งแล้งในฤดูแล้ง พูดถึงความเขียวชอุ่มของฤดูฝน และความหนาวเย็นในฤดูหนาว พูดถึงฝูงวัวควายและผู้คนที่มีความสุขอยู่ที่นั่น

          เธอบอกว่าหมู่บ้านของเขาเหมือนกับอยู่ในความฝันเลย เธอถามว่า ชนบทในเมืองไทยยังมีภาพแบบนี้หลงเหลืออยู่มากไหม? เขาบอกว่า เธอสามารถมองเห็นได้ในทุกหนทุกแห่งที่หัวใจเธอเปิดกว้าง เธอบอกว่าภาพแบบนี้ในญี่ปุ่นหาได้ยากมาก ต้องนั่งรถออกไปนอกเมืองไกลๆ จึงจะได้เห็นภาพของชาวนาชาวสวนกับพืชพรรณของเขา

          เธอบอกว่า ครูปรานภาถามถึงเขาอยู่ แต่เธอไม่ได้เจอเขาเหมือนกัน เขาแทบไม่พูดอะไรถึงปรานภาเลย เธอพยายามถามเขาถึงเรื่องหล่อน เขาบอกว่า เราเป็นเพื่อนกันมาหลายปี ตั้งแต่เรียนอยู่ด้วยกัน ครู่หนึ่งเธอจึงถามเขาว่า ครูปรานภาเป็นแฟนกับเขาหรือเปล่า เขาตอบปฏิเสธ เขากับปรานภาเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น หกเจ็ดปีที่คบกันมา เขากับหล่อนเป็นแค่เพื่อนกันเท่านั้น

          จากร้านอาหาร พวกเขาเดินเลือกซื้อของในตลาด เขาช่วยเธอเลือกซื้อของสองสามอย่าง เพื่อส่งไปให้พ่อแม่ที่ญี่ปุ่น ตอนเย็นพวกเขานั่งรถต่อมายังอนุสาวรีย์ชัยฯ เขาเดินมาส่งเธอหน้าที่พัก เธอชวนเขาขึ้นไปเที่ยวบนห้อง บอกว่าจะทำอาหารญี่ปุ่นเลี้ยง

          “พี่จะรบกวนโทโทมิเปล่าๆ”

          “ไม่รบกวนหรอก คราวหน้าฉันจะได้ไปรบกวนพี่บ้าง” เธอยิ้มชื่น

          “ได้สิ” เขายิ้ม เธอพาเขาเดินเข้าไปในอาคาร รปภ.เหลือบมองดูเขาอย่างถมึนทึง เมื่อเดินขึ้นมาถึงห้องพัก เธอไขกุญแจและเปิดประตูห้อง เปิดไฟสว่างให้ความรู้สึกอบอุ่น ภายในห้องจัดแต่งอย่างเรียบง่าย ภายในแบ่งเป็นห้องเล็กๆ มีห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว มีห้องโถงใหญ่สำหรับนั่งเล่น มีโต๊ะญี่ปุ่นอยู่สองตัว ตัวแรกตั้งอยู่มุมห้อง มีโคมไฟและหนังสือกองอยู่บนโต๊ะ อีกตัวหนึ่งปูด้วยผ้าคลุมโต๊ะสีเขียวหม่น ย้อมจากสีธรรมชาติ ตั้งบนเสื่อทาทามิกลางห้อง เธอส่งเบาะนั่งให้เขา เดินหายเข้าไปในครัว ต้มน้ำชงชาญี่ปุ่นมาให้

          โทโมมิบอกว่า คนญี่ปุ่นยังนิยมดื่มชากันอยู่ เพราะอากาศที่นั่นหนาวเย็น แต่ก็เริ่มน้อยลงทุกที เธอชงชาใส่ป้านชาใบเล็ก รินใส่ถ้วยรากุสองใบ เลื่อนใบหนึ่งตรงหน้าของเขา เธอบอกว่าพอรู้วิธีการชงชาบ้างเล็กน้อย เธอค่อยๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบ โดยมือข้างหนึ่งจับถ้วยชา ส่วนมืออีกข้างหนึ่งประคองตรงส่วนก้นของถ้วยชาเอาไว้ เขายกถ้วยชาขึ้นตามอย่างเธอ สูดกลิ่นไอหอมหวานของใบชา จิบน้ำชาแล้ววางลง

          โทโมมิเปิดเพลงของ norah jones ชุด Came away with me เบาๆ แล้วขอตัวเข้าไปทำอาหารในครัว เธอบอกให้เขานั่งหัดเขียนตามอักษรญี่ปุ่นที่คัดลอกให้ไว้ ไม่ย่อมให้เขาเข้าไปช่วยในครัว เวลาผ่านไปไม่นานนัก เธอยกถ้วยปิดฝาใบหนึ่งออกมาส่งให้เขา บอกเขาว่าอย่าพึ่งเปิดฝา แล้วกลับเข้าไปยกถ้วยอีกใบหนึ่ง เธอมองดูหน้าเขาแล้วยิ้ม บอกชื่อของอาหารถ้วยนี้

          “โซบะ” เธอยิ้มให้เขา บอกให้เขาเปิดฝาออกดู

          “นี่หรืออาหารญี่ปุ่น? มันเรียกว่าอะไรนะเขาถามพลางหัวเราะ มองดูบะหมี่ในถ้วย

          “โซบะ เป็นอาหารญี่ปุ่น” เธอยิ้ม

          “คร้าบบ..โซบะ  เป็นอาหารญี่ปุ่น” เขาพูดล้อ และหัวเราะ เธอยิ้มและหัวเราะ

          หลังโซบะหมดถ้วย เขาสอนให้เธอหัดเขียนภาษาไทย บอกความหมายของแต่ละคำ พร้อมยกตัวอย่างประกอบคำอธิบาย จากนั้นเธอจึงสอนให้เขาเรียกชื่อสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในห้อง

          “นี่ คุชโชน” เธอพูด ชี้มายังเบาะที่เขานั่ง

          “เตบุรุ และนี่ เตบุรุคะเคะ” เธอตบโต๊ะเบาๆ

“เตบุรุ คือโต๊ะ” เขาพูดตาม เธอยกชายผ้าคลุมโต๊ะขึ้น บอกให้เขาทาย

          “เตบุรุคะเคะ ใช่ไหมเขายิ้ม เธอหัวเราะและพยักหน้า

          “นั่น งะคุบุจิ” เธอชี้ไปยังกรอบรูป แล้วหันมาสบตาของเขา

          พวกเขานั่งเงียบ มองดวงตาของกันและกัน ใบหน้าของคนทั้งสองชิดใกล้ กลิ่นหอมจากเรือนกายของเธอเจือจางในอากาศรายรอบ เริงรำอยู่ในบทเพลงหวานของสาวลูกครึ่ง นอร่าห์ โจนส์ เหมือนอยู่ในภวังค์อันเร้นลับ เขาลืมเลือนเรื่องราวต่างๆ รอบข้าง มองเห็นแต่ใบหน้าของเธอ สูดดมกลิ่นแผ่วจางจากเรือนกายของเธอ เขาก้มกระซิบกับเธอแผ่วเบา

“แล้วอย่างนี้เขาเรียกว่าอะไรเขาเอามือเท้าโต๊ะ โน้มร่างเข้าหาเธอ จูบริมฝีปากเธอแผ่วเบา สัมผัสนั้นนุ่มนวลและเนิ่นนาน จนเขาไม่รู้ว่าเวลาเคลื่อนผ่านไปนานแค่ไหน เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง เขากอดร่างของเธอไว้ ริมฝีปากของเขายังแนบสนิทอ้อยอิ่งบนริมฝีปากของเธอ ทันใดนั้น เขามองเห็นร่างของเขาและเธอเปลือยเปล่านอนจมกองเลือดอยู่ด้วยกัน เลือดสีแดงข้นและเหนียวหนืดน่าขยะแขยง เขาผลักเธอออกด้วยความตื่นตระหนก เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง เธอมองดูหน้าเขาอย่างตกใจ ใบหน้าเขาหวาดหวั่นซีดเซียว เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา

 

เขาเดินออกมาจากห้องของโทโมมิด้วยความว่างโหวง ล่องลอยราวกับแรงโน้มถ่วงโลกไม่อาจฉุดดึงเขาได้ จำได้ว่าตัวเองเอ่ยคำขอโทษโทโมมิ และรีบจากมา เหตุใดกัน? เขาได้แต่นึกสงสัย ทำไมเขาต้องยอมให้ตัวเองตกอยู่ชะตากรรมที่คนอื่นหยิบยื่นให้ ทำตัวเองให้ตกอยู่ในชะตากรรมที่คนอื่นกำหนดให้ เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เขารู้แต่เพียงว่า ความตายปรากฏต่อหน้าเขาอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง มันจะเป็นเช่นนี้ไปอีกนานจนถึงเมื่อไหร่กัน

          เขาไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด ภาพความตายจึงปรากฏต่อหน้าเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ที่ไหน ไม่ว่านั่งเดินยืนหรือนอน เขามองเห็นภาพตัวเองตายครั้งแล้วครั้งอีก แผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ เขามองเห็นความตายอลม่านอยู่ในสมองตลอดเวลา ยิ่งพยายามหลีกหนีไม่คิดถึงมัน ความกลัวกลับยิ่งตามมาหลอกหลอน และยิ่งพยายามหลีกหนีต่อความกลัว ภาพความตายของเขากลับน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น

          คืนแล้วคืนเล่าที่เขาตื่นขึ้นมาด้วยฝันร้าย ฝันถึงความตายของตัวเอง ฝันเห็นขบวนแห่ศพของตัวเองถูกแห่แหนไปรอบเมือง ผู้คนมากมายมางานศพของเขา เห็นแม่และพี่สาวนั่งร้องไห้อยู่หน้าศพของเขา มองเห็นใบหน้าซีดเซียวของโทโมมิมีน้ำตา ร่างไหวสะท้าน เขามองเห็นปรานภา เธอซุกหน้ากับผ้าซับน้ำตา เธอไม่อยากให้ใครเห็นความเสียใจของตน

          หลายครั้งเขามองเห็นเพื่อนสาวกับปาโปล พวกเขามาในงานศพของเขา ใบหน้าของปาโปลประดับด้วยรอยยิ้มแปลกๆ ราวกับต้องการพูดว่า –ผมบอกแล้ว ผมล่วงรู้ในทุกสิ่ง จริงอย่างที่บอกไหมเล่า ว่าแต่คุณเถอะ เชื่อในเรื่องอนาคตไหม?-

 

ฉัน

วันวานฉันนั่งรถออกไปร้านหนังสือ เดินดูหนังสืออยู่จนค่ำ จึงได้หนังสือของเจมส์ จอยซ์ ติดมือมาเล่มหนึ่ง เมื่อกลับมาถึงห้อง ฉันไม่รู้ว่าตัวเองซื้อหนังสือมาทำไม แม้มันจะเป็นหนังสือที่ฉันอยากอ่าน และรอคอยมานานแล้ว แต่ฉันจะอ่านไปทำไม ในเมื่อมันใกล้ถึงเวลาของฉันแล้ว

          พอกลับมาถึงห้อง ฝนเกิดตกหนัก มันอาจเป็นฝนท้ายฤดูกาลก็ได้ ปลายเดือนกันยายนแล้วนี่นะ สายลมหนาวคงจะมาเยือนในไม่ช้า อาจเกิดสงครามขึ้นอีกครั้งระหว่างรอยต่อของฤดูกาล การกลับมาของสายลมหนาว และการจากลาของฤดูฝน ช่วงชีวิตอันงดงามปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว

          ปีนี้มันคงเป็นปีสุดท้ายของฉัน เมื่อลมหนาวพัดผ่านมา มันคงเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะได้สัมผัสสายลมแห่งรักของฤดูหนาว ชีวิตคนเราเป็นอยู่เช่นนี้ มีพบและพลัดพราก มีเกิดและตาย วันเวลาในชีวิตของฉันก็เช่นเดียวกัน

          ฉันยังคงเฝ้าติดตามเรื่องราวของเขา วันเวลาในชีวิตของเขาหดสั้นลงเช่นเดียวกับวันเวลาของฉัน ขณะนั่งเขียนเรื่องราวของเขา ฉันรู้สึกว่าความตายเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ห้อง ยื่นมือมาสัมผัสร่างกายของฉัน โอบกอดร่างกายของฉันไว้ จุมพิตเปลือกตาของฉันให้หลับใหล จุมพิตริมฝีปากของฉันด้วยริมฝีปากอันเย็นชืด ฉันค่อยๆ มองเห็นร่างอันเลือนรางของมัน –โอความตายของข้า ทำไมเจ้าต้องมากระซิบแผ่วเบาอยู่ในหัวของข้าด้วย เข้ามาเถอะ ข้ารอเจ้าอยู่นานแล้ว-

           

เขา

เขาเพิ่งวางสายโทรศัพท์จากโทโมมิเมื่อครู่นี้เอง ตั้งแต่คืนนั้น แดนพยายามหลีกเลี่ยงการรับโทรศัพท์ของเธอมาตลอด เธอโทรมาชวนเขาออกไปข้างนอก เขาบอกว่าไม่ว่าง ความจริงแล้วเขาไม่อยากออกไปข้างนอก เพราะเดือนนี้เป็นเดือนชี้ชะตาชีวิตของเขาแล้ว หากคำพยากรณ์ของปาโปลเป็นจริง

          “พี่แดนต้องทำงานหรือคะเสียงเธอถามลอยมาตามสายโทรศัพท์

          “มีงานให้พี่ทำมากมายเชียว ขอโทษด้วยนะ”

          “ชั่วโมงเดียวก็ไม่ได้หรือคะ ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอก”

          “พี่ออกไปไม่ได้จริงๆ โทโมมิมีเรื่องอะไร บอกพี่มาเลยก็ได้”

          “บอกตอนนี้ไม่ได้หรอก มันสำคัญมาก ฉันอยากบอก และอยากเจอพี่ด้วย” เธอพูด

          “พี่อยากออกไปอยู่นะ แต่มีหลายเรื่องที่พี่ต้องคิดให้มันจบๆ ไป” เขาพยายามหาเหตุผล

          “คิดอะไรมากมายนักหรือเธอถาม

          “โทโมมิอย่ารู้เลย พี่บอกไม่ได้หรอก มันเป็นเรื่องไม่ดีนักที่จะให้คนอื่นรู้..” เขาไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกให้คนอื่นรู้ว่าตัวเองกำลังจะตาย

          “งั้นเอาอย่างนี้ได้ไหม? ถ้าพี่แดนไม่ว่าง ฉันนั่งรถไปหาพี่นะ” น้ำเสียงเธอฟังมีความหวังมากขึ้น

          “อย่ามาเลย ห้องพี่ทั้งรกและสกปรก ผู้หญิงมาห้องผู้ชายไม่ดีหรอก” เขาพยายามปฏิเสธ แต่เธอไม่ยอมฟัง

          “ไม่เห็นเป็นไรเลย ห้องพี่ไปอย่างไรกันคะ นั่งรถสายอะไร” เธอถาม

          เขาบอกให้เธอนั่งรถมาลงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง แล้วให้เธอโทรหา เขาจะออกไปรับ เขารู้สึกถึงความสับสนวุ่นวายใจ เขาได้แต่ถามตัวเอง เธอมีเรื่องสำคัญอะไรจะบอกเขา ทำไมเธอต้องทำให้เขาวุ่นวายด้วยนะ เขาเหลียวมองไปรอบๆ ห้อง รีบทำความสะอาด เก็บข้าวของและกองหนังสือกระเรี่ยกระราดให้เป็นระเบียบ ล้างจานชามที่แช่เอาไว้จนเหม็นบูด จนทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาออกมายืนอยู่บนระเบียงหลังห้อง เธอมีเรื่องสำคัญอะไรจะบอก มันจะเป็นเรื่องอะไรนะ? เขาคิดถึงเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมา นึกถึงความสนิทสนมคุ้นเคย คิดถึงใบหน้าและรอยยิ้มละมุนละไม คิดถึงสัมผัสหวานจากรสจูบ ร่างอุ่นอวบอิ่มและขาวเนียน คิดถึงร่างอันเปล่าเปลือยของเธอ พลันนั้นเขานึกถึงเลือดสีแดงและเหนียวข้น ร่างของเขาและร่างของเธอ เลือดแดงฉานไปทั้งห้อง

 

เขาเดินออกไปรอเธออยู่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน เธอยิ้มดีใจเมื่อเห็นเขายืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ผู้โดยสารหลายคนหันมองดูพวกเขา เขาบอกเธอว่าไม่ได้พักอยู่ในหมู่บ้านนั้นหรอก แล้วชี้เข้าไปตามลำคลองที่เห็นอยู่เบื้องหน้า พาเธอเดินเข้ามาตามสะพานคอนกรีตเลียบลำคลอง น้ำในคลองใส มีกลิ่นคาวลอยในอากาศ คงอีกไม่นานหรอกคลองคงจะเน่าเหม็นเหมือนลำคลองสายอื่นๆ เพราะแถบนี้เต็มไปด้วยโรงงานอุตสาหกรรม เธอซื้ออาหารมาสองสามอย่าง เขาช่วยหิ้วถุง บอกให้เธอเดินช้าๆ เกรงว่าเธอจะตกสะพาน แสงแดดยามเย็นอ่อนโยน อาบท้องทุ่งด้านหนึ่งเปล่งประกายระยับ เขาบอกเล่าถึงความเป็นไปในหมู่บ้าน ชี้ให้เธอดูยกยอของชาวบ้าน อธิบายการใช้งานของมัน และเปรียบเทียบกับสำนวนยกยอปอปั้นให้เธอฟัง

          เขาพาเธอเดินเข้าไปตามสะพานคอนกรีต ผ่านชุมชนริมคลอง มีสวนผักและผลไม้ บ้านบางหลังปลูกดอกไม้ประดับหน้าบ้านอย่างสวยงาม พวกเขาเดินข้ามสะพานไม้ เลี้ยวตรงบ้านหลังนั้น หนุ่มผมยาวนั่งอยู่หน้าบ้าน มองดูเขาและเธอตาเป็นมัน แลบลิ้นเลียริมฝีปาก โทโมมิรีบเดินมาเกาะแขนเขา เร่งเดินผ่านพ้นจากบริเวณนั้น เธอกระซิบบอกเขา

          “แถวนี้น่ากลัวจัง” จากภาพของชุมชนอันน่ารักแปรเปลี่ยนเป็นความน่ากลัวขึ้นมาพลัน

          ครั้นมาถึงห้องของเขา เธอเดินตามเขาเข้ามาในห้อง กวาดตามองห้องเช่าซอมซ่อเก่าโทรมอย่างขัดเขิน มันคงแตกต่างจากความคิดของเธอมากมาย เขาบอกให้เธอนั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ ด้วยคิดว่ามันเป็นมุมที่ดูดีที่สุดในห้อง เธอนั่งลงอย่างว่าง่าย มองดูเขาและยิ้ม โดยไม่รู้จะเริ่มพูดอะไร

          เขาบอกให้เธอทำตัวตามสบาย ห้องเช่าของคนไทยก็ไม่ต่างจากนี้มากนักหรอก เท่านี้ก็ถือว่าดีกว่าห้องเช่าในสมัยที่เขายังเรียนอยู่เสียอีก

          “ถึงมันจะดูไม่ดีนัก แต่พี่ก็ชอบความเงียบสงบของที่นี่ โดยเฉพาะตอนเช้าๆ” เขาบอกให้เธอเดินออกมายังระเบียงหลังห้อง ชี้ให้เธอดูบ้านไม้หลังเล็กๆ ในสวน

          “ความจริงแล้วพี่อยากเช่าบ้านไม้หลังโน้นมากกว่า แต่เจ้าของบ้านไม่ยอม” เขาหัวเราะ บอกให้เธอลองฟังเสียงของยามเย็น เสียงนกร้องเริงร่า เสียงไก่ขันแว่ว เสียงจากห้องเช่าต่างๆ เสียงตะหลิวผัดอาหารในกะทะ เสียงตำน้ำพริกดังห่างไกลออกไป เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของเด็กๆ ข้างล่าง

เขาบอกให้เธอฟังเสียงแผ่วเบายิ่งกว่านั้น เธอยิ้มด้วยความไม่เข้าใจ ตั้งใจฟังสิ เขาบอก ได้ยินเสียงนั้นไหม? เสียงของสายลมโยกไหว เสียงของใบไม้ร่วง เสียงปลาฮุบโผลงในลำคลอง เสียงในความเงียบเหล่านั้น ได้ยินไหม? เสียงจากหัวใจของเขา และเสียงจากหัวใจของเธอ

เธอพยายามตั้งใจฟังเสียงที่เขาบอก เธอยิ้มและบอกว่าไม่ได้ยิน เขาหัวเราะ นั่นแหละความเงียบของที่นี่ ทำให้เขาชอบที่นี่ เพราะเราสามารถได้ยินเสียงเหล่านั้น แม้กระทั่งเสียงในหัวใจของตัวเอง เขาพูด เธอว่าเขาพูดเข้าใจยาก เธอนั่งลงบนเปลที่แขวนอยู่ เขาเดินเข้าไปในห้อง ร้องถามเธอว่าอยากได้ชาหรือกาแฟ เธอบอกว่าไม่กินกาแฟ เขาจึงชงชาที่เธอเคยแบ่งให้เขาใส่แก้วเอามาส่งให้เธอ เธอนอนอยู่บนเปล เขายกเก้าอี้มานั่งอยู่ริมระเบียง มองออกไปข้างนอก เห็นหนุ่มผมยาวคนนั้นเดินอยู่บนสะพานคอนกรีต เงยหน้าขึ้นมองดูเขา

“มีอะไรหรือคะเธอถามเมื่อเห็นหน้าของเขา

“เปล่า ไม่มีอะไร” เขาพูด

พวกเขาพูดคุยกันถึงเรื่องราวต่างๆ เธอถามเขาว่าทำงานอะไรอยู่หรือ? เธอมารบกวนหรือเปล่า? เธอเพียงอยากพบเขาเท่านั้นเอง เขาบอกว่า เขาไม่มีงานอะไรมากนักหรอก เขาเพียงแต่อยากอยู่คนเดียว ไม่อยากออกไปไหน

“งั้น ฉันก็มารบกวนพี่สิคะ

“ไม่รบกวนหรอก โทโมมิมาน่ะดีแล้ว ไหนว่ามีเรื่องสำคัญอยากบอกพี่” เขามองดูรอยยิ้มของเธอ มันค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเหงาเศร้า

“ฉันจะไปอินเดียอาทิตย์หน้า ฉันจะไปเรียนโยคะที่อินเดีย” เธอพูดเหมือนกับคนที่ได้ตัดสินใจดีแล้ว ทำให้เขารู้สึกว่างโหว่งในทรวงอก

“ฉันไปไม่นานหรอก แค่สี่เดือนเอง” เธอพยายามทำให้บรรยากาศอันน่าอึดอัดแผ่วจางลง แต่มันยังไม่ได้ผล

“แล้วหลังจากนั้นล่ะ? หลังจากสี่เดือนที่อินเดียเขาเอ่ยถาม

“ฉันคงกลับบ้านที่ญี่ปุ่น” เธอมองดูท่าทางหงอยเหงาของเขา

“โทโมมิจะกลับมาเมืองไทยอีกไหม

“ต้องกลับมาสิคะ” เธอยิ้ม

เธอบอกว่า โยคะถือกำเนิดอยู่ที่อินเดีย เธอจึงอยากไปเรียนโยคะที่นั่น หลังจากได้เรียนโยคะมาบ้างแล้ว อย่างน้อยเวลาสี่เดือน อาจทำให้เธอรู้และเข้าใจศาสตร์แห่งโยคะได้มากขึ้น

“ดีแล้วที่โทโมมิจะไปอินเดีย อยากทำอะไรต้องรีบทำ เพราะเวลาในชีวิตของคนเราไม่ยาวนานกว่าที่คิดเลย” เขาพูด แม้วันเวลาตามคำทำนายของเขาจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก แต่เขายังอดรู้สึกใจหายไม่ได้ เพราะชีวิตในเมืองใหญ่แห่งนี้ มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ผูกพันชีวิตเขาไว้กับปัจจุบัน หากเธอไปเขาคงไม่หลงเหลือใครอีกแล้ว

“พี่พูดเหมือนกับว่าตัวเองกำลังจะตาย” เธอมองดูใบหน้าตื่นตกใจของเขา ก่อนแปรเปลี่ยนเป็นฉงนฉงายและหมองเศร้า นึกแปลกใจที่เธอรู้ได้อย่างไรว่า เขากำลังจะตาย

“พี่คงไม่ตายง่ายๆ หรอก ไม่รู้สิ บางที พี่อาจจะอยู่ได้อีกไม่นานนัก” เขาพูด มองดูยอดมะพร้าวส่ายไหว ความมืดโรยตัวอย่างแช่มช้า

“พี่จะไปไหนหรือคะเธอถาม เธอคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดมากนัก

“พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่ามันไกลมาก ไกลเสียจนบางทีไม่อาจกลับมาได้” เขาพูดเหมือนละเมอ

“พี่พูดเหมือนกับนักบวช กำลังจะออกเดินทางไกลเลยนะ” เธอหยอกล้อ

“บางทีอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้” เขาพูดโดยไม่ยอมสบตาเธอ เธอคงไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูดหรอก โลกหลังความตายมันคงอยู่ไกลเกินกว่าที่เขาจะกลับมาได้ มันคงเป็นการเดินทางไกลครั้งสุดท้ายของเขา

“พี่ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนหรือคะเธอถาม เขายิ้มเหงาเศร้า

เขาพยายามชวนเธอคุยเรื่องอื่น เธอดูเหม่อลอยราวคิดวนเวียนถึงเรื่องราวที่พูดคุยกันเมื่อครู่ ท้องฟ้ามืดลงแล้ว เขาชวนเธอเข้าห้อง และปิดประตู พวกเขาช่วยกันทำอาหาร และนั่งกินด้วยกัน

 หลังเก็บถ้วยชามล้าง เขาและเธอนั่งเล่นอยู่ในห้อง เขาเปิดเพลงบรรเลงชุดโหมโรงแผ่วเบา ชงชาให้เธอดื่ม เอ่ยเล่าความเป็นไปของห้องเช่าให้เธอฟัง เธอมองหน้าเขา ตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ พยักหน้า ยิ้มและหัวเราะ บางครั้งเขาหยุดพูด มีอาการเหม่อลอยสร้อยเศร้า เธอจ้องมองดูเขาราวต้องการทำความเข้าใจในความเงียบนั้น

“พี่ไปอินเดียกับฉันได้ไหมเธอถามอย่างแผ่วเบา เขาจ้องมองดูเธอ อยากรู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

บรรยากาศในห้องล่องลอยด้วยบทเพลงคำหวาน พวกเขาต่างนิ่งเงียบ นึกถึงครั้งแรกที่นั่งเคียงข้างกันอยู่ในโรงละครแห่งชาติ ในความเงียบพวกเขาได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน ในความเงียบพวกเขาต่างได้ยินเสียงของหัวใจตัวเอง ได้ยินเสียงที่ไร้ถ้อยคำจากแววตาจ้องมอง ได้ยินเสียงพูดแผ่วเบาของเธออยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า – พี่ไปอินเดียกับฉันได้ไหม? ไปอินเดียกับฉันได้ไหม? –

พลันนั้น เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง เขาจำได้ว่า เขาสัมผัสมือของเธอ สัมผัสใบหน้าของเธอ สัมผัสทรวงอกสล้างและเรือนร่างทุกสัดส่วนของเธอ จำได้ว่า เขากระซิบถ้อยคำมากมายกับเธอ ทั้งเรื่องที่เรียกเสียงหัวเราะและเรื่องที่แม้แต่ตัวเองยังนึกขยะแขยง เขาจูบต้นคอของเธอ ใบหู เขาจูบเปลือกตาของเธอ เนินจมูก และริมฝีปากอวบอิ่มของเธอ เขาจูบทรวงอกสล้างและเรือนร่างทุกสัดส่วนของเธอ เขาไม่รู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไปบ้าง เขารู้เพียงแต่ว่า ร่างของพวกเขาราวกับถูกฉีกทึ้ง แล้วนำกลับมาหลอมรวมเข้าเป็นร่างเดียวกันอีกครั้ง จนทุกสิ่งทุกอย่างเงียบสงบลง เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นทารกซุกอยู่ในอ้อมกอดของเธอ

 

ฉัน

ฉันไม่เคยรู้สึกสนิทสนมและคุ้นเคยกับความตายเช่นนี้มาก่อนเลย ราวกับเราเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ในขณะที่ฉันเกิด ความตายคงปรากฏต่อหน้าของฉันแล้ว เอื้อมมือมาโอบกอดฉันไว้ด้วยความรัก คอยปลอบโยนและสงบนิ่งรอคอยชีวิตของฉันสิ้นสุดลง

          ความจริงแล้ว ความตายนั้นอยู่ชิดใกล้ตัวเรา แต่เรากลับไม่เคยตระหนักถึงการมีอยู่ของมันเลย หรือว่าความตายนั้นมาเยือนเราอยู่ทุกขณะ อวลอยู่ในลมหายใจเข้าออก ทั้งยามหลับและยามตื่น ในยามหลับดูเหมือนเราจะแนบชิดความตาย หากทว่าในยามตื่น เรากลับยิ่งสนิทสนมกับความตายมากขึ้น ความตายอันเย็นชืด ค่อยๆ โอบกอดชีวิตอันอบอุ่นและแห้งแล้งของเรา ทำให้ร่างนั้นเย็นชืดลง ทุกสิ่งทุกอย่างพลันจบสิ้น ทั้งชีวิตและความตาย

          ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังจะผ่านไปดังที่มันควรเป็น หลงเหลือเพียงรอยเศร้า ความเศร้าในหัวใจ นั่นอาจเป็นเพราะว่าฉันยังไม่ได้ทำหลายสิ่งหลายอย่างให้สำเร็จลุล่วง บางทีฉันอาจไม่เคยรักใครมากพอที่จะทำเพื่อพวกเขา เพื่อจะทำให้พวกเขามีความสุข บางที ฉันอาจจะไม่ได้รักแม้แต่ตัวเอง สิ่งที่ฉันรักในตอนนี้อาจเป็นความตาย ฉันปรารถนาในสัมผัสและลิ้มรสรอยจุมพิตของมัน ปรารถนาการโอบกอดของมัน

          วันเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเชื่องช้า ฉันนั่งนับวันเวลาอย่างช้าๆ เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะก้าวผ่านมันไป ความตายรอคอยกลืนกินชีวิตเราอยู่อย่างเงียบๆ ฉันตระหนักดีถึงความตายอันแนบชิดสนิทสนม ในขณะเดียวกัน ฉันยังตระหนักถึงชีวิตที่เป็นจริงในวันนี้ ในชั่วขณะที่มีชีวิตอยู่นี้ ฉันพบว่ามันคือความจริงของชีวิตที่เป็นอยู่ และเมื่อชั่วขณะหนึ่งผ่านไป ความตายจะปลิวขั้วชีวิตหล่นร่วงสู่พื้นดิน มิต่างอะไรกับใบไม้  

ฉันยังคงนั่งรอคอยอยู่ตรงนี้ หน้าโต๊ะเขียนหนังสือในห้องเช่าแห่งนี้ เพื่อเขียนเรื่องราวของเขาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าความตายจะคืบคลานมาเยือน พรุ่งนี้เช้า ฉันอาจจะยังมีชีวิตอยู่เพื่อเขียนถึงเรื่องราวของเขา และอยู่เป็นเพื่อนเขาในความเดียวดายท้ายที่สุดของชีวิต

 

เขา

วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายของเขา ชั่วขณะนี้อาจเป็นชั่วขณะสุดท้ายของเขา แต่เขาไม่รู้สึกกังวลสิ่งใดอีกแล้ว

          ขณะนั่งอยู่เคียงข้างโทโมมิในห้องผู้โดยสารบนเครื่องบิน เขารู้สึกถึงความเศร้าและสงบสุขเจือจางในหัวใจ ปราศจากร่องรอยกังวลในจิตใจ ไม่มีสิ่งใดรบกวนจิตใจอีกแล้ว ไม่หลงเหลือสิ่งใดติดค้างในหัวใจอีกแล้ว เพราะชีวิตมีอยู่เพียงชั่วขณะนี้เท่านั้น

          เขาเอื้อมสัมผัสมือของโทโมมิ กุมมือเธออย่างนิ่มนวล เธอหันมองดูรอยยิ้มของเขา ซบศีรษะลงบนไหล่ของเขา แล้วพริ้มตาหลับอย่างเป็นสุข เขาลูบไล้มือเธอแผ่วเบา พลางนึกถึงวันแรกที่ได้พบเธอ นึกถึงบทเพลงคำหวาน ในขณะที่เขาและเธอนั่งเคียงข้างกันในโรงละครแห่งชาติ ยามนั้นมิแตกต่างอะไรกับชั่วขณะนี้เลย เขารู้สึกสงบสุขอย่างประหลาด หากความตายมาเยือนเขาในชั่วขณะนี้ เขาจะไม่รู้สึกเสียใจเลย

บางชั่วขณะ เขารู้สึกว่า ความตายนั้นมายืนอยู่เคียงข้าง สัมผัสได้ถึงลมหายใจแผ่วบางของมัน ในขณะเดียวกัน มันก็ช่างห่างไกลเสียเหลือเกิน จนเขาไม่อยากคิดถึงมัน ไม่อยากคิดถึงสิ่งที่รออยู่ข้างหน้า ปล่อยให้มันรอคอยต่อไปเถอะ...

 

บ้านสวนตำมิละ, เชียงของ

พฤษภาคม – สิงหาคม ๒๕๔๗

 

พิมพ์ครั้งแรก: underground buleteen 9 ฉบับ โลกหนังสือในมือคนรุ่นใหม่ 2550

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
www.pierra-vejjabul.com วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 17.01 น.
http://www.oknation.net/blog/vejjabul

.................
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน