พิมพ์หน้านี้
|
เงาจันทร์บนแผ่นน้ำ นวนิยายโดย: วุฐิศานติ์ จันทร์วิบูล ------------------------------------- บรรพหนึ่ง: เด็กน้อยของกระจกเงา บทรำพึงของวัยเยาว์ (1) ภาพ: the Master Painter โดย: Paul Klee ฉันกลับมาแล้วแม่ เบื้องหน้าคือสายน้ำแผ่กว้างและท่วมท้นในความทรงจำของฉันตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านเลย สายน้ำที่ฉันไม่อาจหวนคืนไปสู่วัยเยาว์ สายน้ำที่นำเราจากพรากและเลยผ่านเข้าสู่กระแสธารอันไหลหลากกราดเกรี้ยวแห่งโชคชะตา สายน้ำที่คอยหล่อหลอมผู้คนให้แข็งแกร่ง อดทนและรอคอย ชีวิตที่ต้องล่องลอยเหนือสายน้ำ- สายน้ำหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน และคอยหล่อเลี้ยงดวงใจฉันเสมอมา กระทั่งบัดนี้ เมื่อฉันได้มายืนอยู่ตรงนี้อีกครั้ง มันดูไม่แปลกแตกต่างจากเมื่อยี่สิบปีก่อนนัก แม่น้ำสายเก่าแก่ บ้านเรือนทรุดโทรมริมฝั่ง เรือนเรือจอดนอนเงียบสงบ โรงสีข้าว และผู้คนลอยลำหาเลี้ยงชีวิตบนสายน้ำ ที่แตกต่างไปดูเหมือนจะมีอยู่เพียงสิ่งเดียว นั่นคือความมีชีวิตชีวาของสายน้ำ... แม่จำได้ไหม ลำเรือที่เคยจอดเรียงเคียงกันเป็นแถวแนวยาวเหยียดจากย่านท่าเรือจนมาถึงหน้าเขื่อน มีหลงเหลือเพียงสองสามลำเท่านั้นที่ยังคงวิถีชีวิตเช่นเดิม ราวกับพวกเขารอคอยการกลับมาของฉัน เพื่อพาฉันย้อนคืนและปลุกความทรงจำเหล่านั้นให้ลุกโชติช่วง หากทว่า ทั้งหมดทั้งมวลได้ผ่านไปแล้วอย่างไม่มีวันหวนคืน พวกเขาเพียงแค่ทำให้ฉันหวนระลึกได้เท่านั้น ความทรงจำของสายน้ำ แม่ผู้คอยเห่ไกวยามหลับใหล แม่ผู้เอ่ยถ้อยคำขับกล่อมห้วงนิทรารมณ์- มันได้จากไปแล้วพร้อมกับวัยเยาว์ของฉัน หลงเหลือเพียงภาพที่เคลื่อนผ่านเข้ามาบางชั่วขณะ เพียงชั่วขณะหนึ่งก่อนเลือนหายไป... สิ่งใดกันที่พรากฉันไปจากสายน้ำ และพรากทุกคนจากไปในอีกไม่กี่ปีต่อมา คล้ายมีกระแสคลื่นที่มองไม่เห็นพัดพามนุษย์ให้ไหลลอยไปอย่างไร้ทิศทาง เช่นเดียวกับพ่อแม่ และเช่นเดียวกับฉัน แต่สุดท้ายแล้วมันจะพาทุกคนไปพบจุดจบอย่างเดียวกัน ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า นานนับสิบปีทีเดียวที่ฉันจ่อมจมอยู่กับการแสวงหาความรู้ในโรงเรียน ห้องแคบๆ กับโต๊ะเขียนหนังสือ สมุด ดินสอ ปากกา ดูเหมือนภาพอนาคตอันสดใสจะรอคอยพวกเราอยู่เบื้องหน้า แต่เมื่อฉันทอดสายตาออกไป กลับพบว่ามันมีเพียงแสงหม่นสลัวบนหนทางอันมืดทึบ ขณะที่พวกเขาเฝ้าเพียรพยายามช่วยเราจุดโคมประทีปความใฝ่ฝันในอนาคต โดยคาดหวังว่าเราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีหน้าที่การงาน เกียรติยศ ชื่อเสียง ความมั่งคั่งสวยหรู และจมอยู่ในโลกฝันภายใต้กะลาที่พวกเขาครอบให้เรา... ชีวิตของฉันกับโรงเรียนเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ไม่ใคร่แน่ใจนัก รู้แต่เพียงว่ามันเป็นวันคืนที่ต้องพรากจากสายน้ำ ฉันได้ไปโรงเรียนพร้อมกับพี่ชายและพี่สาว บ้านบนบกของเราอยู่ตรงข้ามโรงเรียน มีเพียงกำแพงและถนนลูกรังสายแคบๆ เท่านั้นที่คั่นระหว่างบ้านและโรงเรียน ยามเช้า เด็กๆ ในชุดนักเรียนสีขาวหม่นจะมายืนบนถนนลูกรังหน้าบ้าน รอคอยคนล่าช้าเพื่อไปโรงเรียนด้วยกัน แม้ว่าโรงเรียนจะมองเห็นอยู่เบื้องหลังกำแพง แต่เราต้องเดินอ้อมไปทางบ้านพักครู พี่สาวมักจับมือฉันแน่นและพาเดินไปเงียบๆ เธอจะเหลียวมามองดูฉันบ่อยๆ คล้ายพยายามมองหาความร่าเริงที่อาจหลงเหลือของฉัน จำได้ว่าตั้งแต่วันแรกที่ไปโรงเรียน ฉันไม่ได้ร้องไห้เหมือนเด็กคนอื่นๆ ทว่าความร่าเริงที่มีอยู่ในตัวฉันสูญหายจนไร้ร่องรอย ในห้องเรียนฉันมักนั่งเงียบอยู่ที่โต๊ะประจำคู่กับเด็กชายคนหนึ่ง ดูเหมือนเขาจะเป็นเด็กที่ร่าเริงที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น เขาสอนให้ฉันเรียนรู้หลายอย่างในเรื่องความกล้าหาญ ชอบพาฉันไปบ้านตอนพักกลางวัน หลังกินข้าวเสร็จเขาจะพาฉันเข้าไปเที่ยวเล่นในสวน ปีนเก็บมะม่วง มะขามหวาน จนกระทั่งวันหนึ่งนั่นแหละที่เราต้องเผ่นแน่บไม่เหลียวหลัง เมื่อเจ้าของสวนมาพบเข้า ไอ้ขี้ขโมย! กูจะบอกแม่มึงว่ามึงไม่ไปโรงเรียน ด้านหน้าห้องยังมีโต๊ะคู่อีกสองตัว มีเด็กหญิงและเด็กชายนั่งประจำ มีเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่งชื่อนที เธอช่างเงียบและเรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ เธอเรียนเก่ง และขลาดอายเช่นเดียวกับฉัน เธอเป็นเพื่อนที่ดีของฉัน ท่ามกลางความเงียบงันทั้งหมดทั้งมวลในโลก วันเวลาผ่านไป เราเริ่มหัดอ่านหัดเขียน -ก า กา ข า ขา- เราเริ่มรู้จักกับเพื่อนใหม่ มานีมีอา อามีนา ในนามีรูปู ในรูปูมีงู- เราเริ่มหัดนับตัวเลขจากหนึ่งถึงสิบ จากสิบเป็นร้อย เริ่มหัดบวกลบตัวเลข มีเงินอยู่ห้าบาท ซื้อขนมไปสองบาท เหลือเงินอยู่สามบาท- ฉันยังจำครูผู้หญิงวัยใกล้เกษียณได้ดี ท่านนึกเอ็นดูฉัน บ่อยครั้งครูจะอุ้มฉันนั่งบนตักที่โต๊ะครู คอยจับมือสอนเขียนหนังสือ ค่อยๆ ลากเส้นช้าๆ เส้นยึกยือเริ่มมั่นคงและดูเป็นระเบียบขึ้นทีละน้อย เมื่อนักเรียนในห้องเริ่มสนิทกันมากขึ้น โต๊ะเรียนในห้องถูกจัดเรียงใหม่เป็นรูปตัวยู พวกเราจึงมองเห็นกันได้เกือบทุกคน ตอนนั้นโต๊ะของฉันอยู่ริมหน้าต่างด้านหลังห้อง เพียงแค่หันหน้าไปเล็กน้อยเท่านั้น ก็จะสามารถมองเห็นหน้าบ้านของเราพอดี สวนเล็กๆ ร่มครึ้มริมถนน สะพานไม้ทอดยาวเข้าไปยังตัวเรือนไม้เก่าแก่ และช่องบานประตูด้านหน้าที่สามารถมองผ่านทะลุไปยังประตูหลังบ้านได้ ในยามบ่าย ขณะเหม่อมองลอดหน้าต่างห้องเรียนผ่านรั้วเหล็กบนกำแพง ภาพของบ้านที่เห็นกลับดูลี้ลับ หม่นเศร้าเก่าแก่ บางวันจะมองเห็นตานอนเอกเขนกบนเตียงไม้พับได้ตรงชานเรือนด้านหน้า หรือบางทีก็ก้มๆ เงยๆ อยู่ในสวนเล็กๆ หน้าบ้าน แม่ใหญ่นั่งทำงานอยู่ใกล้ๆ วุ่นกับการเย็บผ้า บางครั้งแกเดินผ่านไปมาในช่องประตู มองเห็นเป็นร่างเงาสีเทา ลากความชราผ่านแสงสว่างที่สาดเข้ามาทางประตูหลังบ้าน ดูคล้ายแสงเงาโบราณ ราวกับรูปสลักเคร่งขรึมในอาณาจักรเร้นลับ ความทรงจำในช่วงแรกเข้าโรงเรียนของฉันดูจะไม่ปะติดปะต่อกันนัก เลือนรางเต็มทีด้วยภาพขาวดำ หม่นหมองด้วยความเก่าแก่ เคลื่อนไหวในอากัปกิริยาเชื่องช้าน่าเวทนา จำได้ว่าบริเวณสวนรกๆ หน้าบ้านมีกอกล้วยแตกหน่อระเกะระกะ น้อยหน่า และมะม่วงสี่ห้าต้นเริ่มแตกช่อในปีแรก และมันยืนยงจนกระทั่งหลายปีให้หลัง พื้นที่บริเวณนั้นเป็นเพียงผืนดินเล็กๆ จากขอบถนนลาดลงมาจนถึงใต้ถุนซึ่งมีน้ำท่วมขังตลอดปี ในฤดูน้ำหลากจะเหลือแผ่นดินแคบๆ ไม่ถึงสองเมตร เราชอบลงเล่นน้ำใสๆ ที่เอ่อสูงขึ้นมาจากลำคลอง ในวันหยุดเรียน ฉันจะนั่งตกปลาในกอกล้วย บางครั้งสมมติให้มันเป็นผืนป่ากว้างใหญ่ที่ฉันพลัดหลงเข้าไปพบสัตว์ประหลาดน่ากลัวเหมือนหนังสือที่ตาอ่านให้ฟังในตอนกลางคืน แม่ใหญ่สอนให้ฉันรู้จักวิธีตกปลา การเลือกเหยื่อแต่ละชนิด การอดทนรอคอยจนกว่าทุ่นจะจมดิ่งหายไปด้วยแรงหนกอึ้ง รวมถึงการขอดเกล็ด แล่เนื้อเพื่อเตรียมไว้ปรุงอาหาร ส่วนตาจะสอนวิธีการผูกเงื่อนเบ็ด การทำคันเบ็ดและทุ่นชนิดต่างๆ ในสมัยนั้น บ้านเรือนละแวกหลังโรงเรียนยังไม่มีไฟฟ้าใช้ กลางคืนจึงมีเพียงตะเกียงรั้วและตะเกียงกระป๋องที่ใช้น้ำมันก๊าด เวลาจุดจะได้กลิ่นฉุนกึกโชยจากตะเกียง กิจกรรมยามค่ำคืนเริ่มต้นเมื่อแสงเรืองสลัวสีส้มถูกจุดขึ้น ประตูแต่ละบานจะถูกหับลง มุ้งสีขาวมอโรยครอบคลุมที่หลับนอน แสงสลัวจากตะเกียงขับไล่ความมืดให้กระจัดกระจายอยู่ตามหลืบบ้าน ร่างผ่ายผอมของตานั่งเคร่งขรึมอยู่โคนเสากลางบ้าน มีผ้าขะม้าพาดไหล่คอยปัดไล่ยุง ตาหยิบยาฉุนจากกระป๋องออกคลี่กระจายบนใบตอง มวนคลึงในนิ้วมือเนิบช้า คาบไว้ที่มุมปาก หยิบตะเกียงกระป๋องขึ้นมาจุดจนมองเห็นใบตองติดไฟลุกวูบ สองปลายนิ้วคีบตวัดในอากาศ มองเห็นสายควันสีเทาลองคลุ้ง แสงไฟแดงวาบทุกครั้งเมื่อควันถูกสูดลึกเข้าทรวงอกเหี่ยวแห้ง พวกเราจะคอยให้ตาสูบยาหมดมวน แล้วพากันมานั่งใกล้ๆ บีบนวดแขนขาเหี่ยวย่น ตาจะมองดูและยิ้ม บอกให้ฉันลุกไปหยิบแว่นตา ส่วนตาเอี้ยวตัวไปหยิบหนังสือที่วางอยู่บนชั้นไม้ ตะเกียงกระป๋องถูกดับ ภายในบ้านเหลือตะเกียงรั้วดวงเดียวโอบล้อมด้วยความมืดและพวกเราสามคนพี่น้อง ตารับแว่นตามาเช็ดกับผ้าขะม้าก่อนสวมใส่ เอียงหนังสือเข้าหาแสงตะเกียง ขณะที่เราหอบหมอนและผ้าห่มมานอนฟังใกล้ๆ ตาจะเริ่มอ่านหนังสือด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แหบพร่าแต่ชวนหลงใหล ในฉากผจญภัยอันน่าตื่นเต้น เสียงของตากังวานไปทั่วบ้าน ในขณะที่ฟังตาอ่านหนังสือ จะได้ยินเสียงพึมพำคำสวดของแม่ใหญ่ดังมาจากหน้าหิ้งพระ ทำให้บรรยากาศดูขรึมขลังวังเวงยิ่งขึ้น โดยเฉพาะวันที่ตาเล่าเรื่องผีสางนางไม้ พวกเราจะนั่งขดตัวอยู่บนกระดานแผ่นเดียวด้วยความหวาดกลัวว่าจะมีมือล้วงผ่านร่องกระดานขึ้นมาจับ บางครั้งตาจะเล่านิทาน หรือเรื่องราวในสมัยที่ตายังเด็ก เล่าถึงช่วงสงครามที่มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิด ในตอนหัวค่ำเมื่อได้ยินเสียงเครื่องบินคำราม ทุกคนในบ้านจะรีบดับตะเกียงด้วยความหวาดกลัว ดับตะเกียงแล้วเครื่องบินมองไม่เห็นเราหรือตา ฉันเคยถามขึ้นครั้งหนึ่ง ตาได้แต่มองดูฉันและยิ้ม ...อ่านต่อสัปดาห์หน้าครับ...
|
| ห้องหนังสือส่วนตัว | ||
เรื่องเล่าที่ยังไม่เคยมีใครเล่า |
||
|
View All |
||
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |