| World Wrestling Entertainment, Inc. |
|---|
|
| ประเภท | บริษัทจำกัดมหาชน |
|---|
| ก่อตั้ง | ค.ศ. 1952 |
|---|
| ที่ตั้ง | Stamford, Connecticut , USA |
|---|
| บุคลากรหลัก | Vince McMahon, ประธานกรรมการ Linda McMahon, ประธานกรรมการบริหาร Shane McMahon, รองประธานกรรมการบริหารฝ่าย Global Media Stephanie McMahon, รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่าย Creative Writing |
|---|
| อุตสาหกรรม | มวยปล้ำอาชีพ, รายการกีฬาเพื่อความบันเทิง |
|---|
| ผลิตภัณฑ์ | รายการมวยปล้ำ |
|---|
| รายได้ | 400.3 ล้านดอลลาร์เหรียญสหรัฐ (2006) |
|---|
| พนักงาน | 560 (ธันวาคม พ.ศ. 2549, ไม่รวมนักมวยปล้ำในสังกัด) |
|---|
| เว็บไซต์ | ww.wwe.com |
|---|
ดับเบิลยูดับเบิลยูอี (WWE ย่อมาจาก World Wrestling Entertainment) เป็นบริษัทจำกัดมหาชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับกีฬาเพื่อความบันเทิง โดยที่มีธุรกิจหลักอยู่ที่การเป็นสมาคมมวยปล้ำอาชีพ ทั้งนี้ นอกจากรายได้จากการเป็นสมาคมมวยปล้ำแล้ว WWE ยังมีรายได้อื่นจากภาพยนตร์ เพลง ทรัพย์สินทางปัญญา และสินค้ามวยปล้ำอีกด้วย Vince McMahon มีฐานะเป็นเจ้าของสมาคม และยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการของบริษัท และยังมี Linda McMahon ภรรยาของเขาดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหาร (CEO). นอกจากนี้ บุตรของทั้งสองคนของ Vince และ Linda ยังมีตำแหน่งอยู่ในบริษัทด้วย นั่นคือ Shane McMahon รองประธานกรรมการบริหารฝ่าย Global Media และ Stephanie McMahon-Levesque รองประธานกรรมการบริหารฝ่าย Creative Writing (ทีมเขียนบท). ใน WWE ตระกูล McMahon ถือหุ้นประมาณ 70% ในบริษัท และมีเปอร์เซนต์การออกเสียงในที่ประชุมใหญ่บริษัทถึง 96%.
WWE มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ 1241 ถนน East Main Street ใน สแตมฟอร์ด, รัฐคอนเนตทิคัต พร้อมทั้งสำนักงานต่างประเทศใน ลอสแอนเจลิส, นิวยอร์ก, ลอนดอน และ โทรอนโต. เดิม WWE เป็นที่รู้จ้กกันในชื่อของบริษัท Titan Sports, Inc. ก่อนจะเปลี่ยนไปเป้น World Wrestling Federation, Inc. และเป็น World Wrestling Entertainment Inc. ในปัจจุบัน
ธุรกิจหลักของ WWE คือการเป็นสมาคมมวยปล้ำอาชีพที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังเก็บสะสมซึ่งวีดีโอเทปมวยปล้ำของสมาคมต่างๆในอดีตซึ่งในปัจจุบันได้ล้มเลิกกิจการไปแล้ว. สมาคม WWE มีชื่อเดิมตั้งแต่ต้นว่า Capitol Wrestling Corporation (CWC) ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น World Wide Wrestling Federation (WWWF) และ World Wrestling Federation (WWF). WWE ทำการเสนอรายการมวยปล้ำผ่านทาง 3 รายการคือ RAW, Friday Night SmackDown! ทาง The CW และ ECW on Sci-fi. WWE ยังเป็นสมาคมที่มีเข็มขัดแชมป์โลกถึง 3 เส้นจาก 8 เส้นที่ได้รับการยอมรับโดย Pro Wrestling Illustrated (PWI) อีกด้วย
รายได้ของ WWE ในปี 2006 (ตั้งแต่พฤษภาคม 2005 ถึงเมษายน 2006) มีประมาณ 400 ล้านดอลลาร์เหรียญสหรัฐ และจำนวนกำไรสุทธิประมาณ 47 ล้านดอลลาร์เหรียญสหรัฐ. ในเดือนสิงหาคมปี 2006 มูลค่าตลาดของสมาคมมีมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เหรีญสหรัฐ ทั้งนี้ WWE ยังเป็นสมาคมมวยปล้ำที่บริษัททำการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ New York (NYSC) โดยใช้ชื่อหุ้นว่า WWE
ประวัติ
จุดเริ่มต้นกับ Capitol Wrestling Corporation
Roderick James "Jess" McMahon เป็นโปรโมเตอร์มวยสากลชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งเคยจัดการแข่งขันมวยสากลที่มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกา เช่นการจัดมวยสากลคู่ระหว่าง Jess Willard and Jack Johnson ในปี 1915 เป็นต้น. เขาผู้นี้ในปี 1926 ขณะที่ทำงานเป็นโปรโมเตอร์มวยร่วมกับ Tex Rickard นั้น (ผู้ซึ่งไม่ชื่นชอบในกีฬามวยปล้ำอาชีพ และเคยต่อต้านการจัดรายการมวยปล้ำที่สนาม Madison Square Garden ตั้งแต่ปี 1939 - 1948) Jess McMahon ได้เริ่มจัดรายการมวยสากลขึ้นในสนาม Madison Square Garden ใน New York โดยที่มวยสากลแมทช์แรกที่ Jess ได้จัดการแข่งขันขึ้นร่วมกับ Rickard คือการแข่งขันชิงแชมป์ Light Heavyweight ระหว่าง Jack Delaney และ Paul Berlenbach
ในช่วงเวลานั้น ได้มีนักมวยปล้ำคนหนึ่งที่ชื่อ Joseph Raymond "Toots" Mondt ได้เริ่มจัดรายการมวยปล้ำรูปแบบใหม่ โดยตัวเขาเรียกรูปแบบนี้ว่า "Slam Bang Western Style Wrestling" เพื่อให้กีฬามวยปล้ำนั้นเป็นที่ดึงดูดต่อผู้ชมมากขึ้น โดยที่ Mondt ได้ร่วมมือกันกับแชมป์มวยปล้ำ Ed Lewis และผู้จัดการของเขา Billy Sandow สร้างสมาคมมวยปล้ำขึ้นมาสมาคมหนึ่งที่ชื่อ "Gold Dust Trio" ซึ่งสมาคมนี้ได้ทำการเชิญชวนนักมวยปล้ำมากมายหลายคนให้เข้ามาร่วมงานใน Gold Dust Trio แห่งนี้ อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากประสบความสำเร็จพอสมควร เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งกันในสมาคม ในที่สุด Gold Dust Trio ก็ต้องล้มเลิกกิจการไป แต่ว่า Mondt หนึ่งในผู้ก่อตั้งของ Gold Dust Trio ก็ยังคงเดินหน้าตั้งสมาคมมวยปล้ำใหม่ต่อไป กับโปรโมเตอร์หลายต่อหลายคน เช่น Jack Curley ใน New York แต่เมื่อ Curley เสียชีวิต Mondt ตัดสินใจที่จะตั้งสมาคมถาวรใน New York ร่วมกับโปรโมเตอร์หลายคน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ Jess McMahon.
Jess McMahon และ Raymond Mondt ได้ร่วมกันก่อตั้ง Capitol Wrestling Corporation หรือ CWC ขึ้น และได้สมัครเข้าร่วมเป็นสมาคมสังกัด National Wrestling Alliance กลุ่มสมาคมมวยปล้ำที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ในปี 1953. และในปีเดียวกัน Ray Fabiani หนึ่งในหุ้นส่วนของ Mondt ได้เชิญชวน Vincent James McMahon ลูกชายของ Jess ให้มาดำเนินงานสมาคมแทนพ่อของเขา ซึ่งปรากฏว่า McMahon และ Mondt ประสบความสำเร็จกับ CWC อย่างมาก และในช่วงเวลาหนึ่ง ทั้งสองมีอำนาจประมาณ 70% ต่อการดำเนินงานในสมาคม NWA (อำนาจการเขียนบท) และเนื่องด้วยความนิยมในมวยปล้ำอย่างมากต่อผู้คนในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐ Mondt ได้พูดคุยกับ McMahon ต่อเรื่องการเขียนบท และวิธีการดำเนินธุรกิจในวงการมวยปล้ำ
World Wide Wrestling Federation (1963-1979)
สำหรับในสมาคม NWA ที่ CWC เป็นสมาชิกอยู่ในขณะนั้นแล้ว พวกเขาจะมีเข็มขัดแชมป์โลกเฮฟวี่เวท NWA ซึ่งเป็นเข็มขัดสูงสุดของสมาคม NWA และสมาคมในเครือ โดยที่เข็มขัดแชมป์เส้นดังกล่าวก็จะถูกนำไปป้องกันตามสมาคมต่างๆในเครือ NWA รวมถึงสมาคมทั่วโลก โดยในปี 1963 แชมป์โลกเฮฟวี่เวท NWA ในขณะนั้นคือ "Nature Boy" Buddy Rogers
แต่ในขณะนั้น ทาง NWA เริ่มไม่พอใจที่ Raymond Mondt ไม่ยอมให้ Buddy Rogers ได้ไปปล้ำในสมาคมนอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากนัก เพราะว่า James McMahon และ Raymond Mondt แห่ง CWC ซึ่งเป็นสมาคมใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกานั้นให้การสนับสนุน Buddy Rogers ในฐานะแชมป์โลกเฮฟวี่เวท NWA อยู่อย่างเต็มที่ แต่เนื่องจากว่าไม่เต็มใจที่จะจ่ายเงิน 25,000 ดอลลาร์เหรียญสหรัฐให้กับทาง NWA ซึ่งเป็นเงินที่แชมป์โลก NWA ทุกคนในขณะนั้นต้องจ่ายเป็นเงินประกันสำหรับเพื่อให้แน่ใจว่านักมวยปล้ำที่เป็นแชมป์โลกนั้นจะยอมรับการเป็นแชมป์โลกเฮฟวี่เวท NWA โดยไม่มีข้อแม้ อย่างไรก็ดี Buddy Rogers ได้เสียตำแหน่งแชมป์โลกเฮฟวี่เวท NWA ไปให้กับ Lou Thesz ในการปล้ำที่เมือง Toronto รัฐ Ontario ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1963 ซึ่งนี่ได้กลายเป็นเหตุสำคัญในการที่ James McMahon และ Raymond Mondt รวมถึงสมาคม CWC ของทั้ง 2 ได้ลาออกจากการเป็นสมาคมในเครือของ NWA และได้เปลี่ยนชื่อ CWC เสียใหม่เป็น World Wide Wrestling Federation หรือ WWWF ในปีนั้นนั่นเอง
ในเดือนเมษายน ค.ศ. 1963 Buddy Rogers ได้รับการสถาปนาให้เป็นแชมป์โลก WWWF คนแรกของสมาคม หลังจากการปล้ำทัวร์นาเมนต์ (ซึ่งไม่ได้จัดขึ้นจริง แต่เป็นข้ออ้างของ WWWF เท่านั้นเพื่อที่จะได้สถาปนา Buddy Rogers เป็นแชมป์โลกคนแรกของสมาคม) ที่เมือง Rio de Janeiro ประเทศบราซิล แต่ว่า Rogers ก็ได้เสียตำแหน่งแชมป์โลก WWWF ไปให้กับ Bruno Sammartino 1 เดือนหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 1963 จากการที่ Rogers มีอาการของโรคหัวใจกำเริบก่อนที่จะขึ้นปล้ำแมทช์ดังกล่าว และเนื่องด้วยอาการหัวใจกำเริบของ Rogers นี้ ทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงผลการปล้ำในนาทีสุดท้าย โดยให้ Sammartino เป็นแชมป์โลก WWWF คนใหม่นั่นเอง
หลังจากที่ WWWF ก่อตั้งมาได้ไม่นาน Raymond Mondt หนึ่งในผู้ก่อตั้ง CWC และ WWWF ตั้งแต่ปี 1952 ก็ได้ลาออกจากบริษัทไป ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 ด้วยเหตุผลที่มือาจทราบได้ แต่เป็นไปได้ว่าเนื่องด้วยปัญหาด้านอายุที่มากขึ้นของ Mondt นั่นเอง
แม้ว่า WWWF จะเป็นอิสระจาก NWA แล้วก็ตาม แต่ว่า James McMahon ก็ยังคงดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการบริหารของ NWA อยู่ ทว่าสมาคมที่อยู่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (กระทั่ง WWWF เอง) ก็ยังมิได้รับการยอมรับ อย่างไรก็ดีในช่วงนั้น ก็ได้มีแมทช์ประเภทแชมป์ชนแชมป์ (Champion vs. Champion) เกิดขึ้นใน WWWF ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะมีผลการปล้ำจบลงด้วยการแพ้ฟาวล์ทั้งสองฝ่าย (Double Disqualfication) หรือการไม่สามารถหาข้อสรุปของผลการปล้ำได้
ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1979 WWWF ได้มีการเปลี่ยนชื่อเล็กน้อยเป็น World Wrestling Federation หรือ WWF แต่ว่าก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะความเป็นเจ้าของหรือแม้แต่ผู้บริหารก็ยังคงเหมือนเดิมในช่วงเวลานี้
World Wrestling Federation (1979-2002)
โลโก้ดั้งเดิมของ World Wrestling Federation (1979 - 1983)
ในปีค.ศ. 1980 บุตรชายของ James McMahon นั่นคือ Vincent Kennedy McMahon ได้ก่อตั้งบริษัท Titan Sports, Inc. ขึ้น และในปี ค.ศ. 1982 บริษัท Titan Sports ก็ได้ทำการซื้อกิจการ WWF จากพ่อของเขาซึ่งก็คือ James McMahon นั่นเอง ในความจริงแล้ว James McMahon ถือว่าได้อยู่ในวงการมวยปล้ำมานานตั้งแต่ได้มีการก่อตั้ง CWC ซึ่งกลายเป็นมาเป็นสมาคมที่โดเด่นที่สุดในหมู่สมาคมทั้งหมดในเครือ NWA และก็ถือว่าอยู่วงการมานานพอๆกับที่คนในวงการเริ่มยอมรับว่ามวยปล้ำนั้น มักจะเน้นความบันเทิงมากกว่ากีฬาจริงๆ แต่ดูเหมือนว่า Vince McMahon บุตรชายของเขาจะคิดแตกต่างกว่าพ่อของเขาเอง เพราะเขาต้องการจะขยายสมาคมเพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการกีฬา และนี่จึงทำให้ Vince McMahon ตัดสินใจนำ WWF และตัวของเขาเอง เข้าสู่วังวนแห่งความเสี่ยงทันที
ในช่วงนั้น WWF ไม่ได้เป็นเพียงแค่สมาคมเดียวที่เคยแยกตัวออกมาจาก NWA เท่านั้น ยังมีสมาคม American Wrestling Association หรือ AWA ที่เคยได้แยกตัวออกมาจากสมาคม NWA มาแล้ว (อย่างไรก็ตาม AWA มีความคล้ายคลึงกับ WWF ที่ว่าพวกเขานั้นใช้สมาคมเดิมของตัวเองที่เคยสังกัด NWA เป็นฐานในการดำเนินงานโดยไม่ต้องออกมาตั้งสมาคมใหม่) แต่อย่างไรก็ดี ทั้ง AWA และ WWF ก็มีจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือการทำลายระบบสมาคมเครือข่ายของ NWA ที่ได้มีมานานกว่าครึ่งศตวรรษนั่นเอง
ในช่วงที่ Vince McMahon เริ่มเข้ามาบริหาร WWF แทน James พ่อของเขา บรรดาเจ้าของสมาคมมวยปล้ำอื่นๆต่างมีความไม่พอใจ Vince ที่ได้ริเริ่มการนำรายการมวยปล้ำของ WWF ที่ออกฉายทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา ไปออกฉายตามพื้นที่อื่นๆนอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเขตที่ตั้งของ WWF และนอกจากนี้ Vince ยังได้เริ่มขายวีดีโอมวยปล้ำของ WWF นอกเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ WWF ผ่านทางบริษัท Coliseum Video ซึ่งเป็นบริษัทของ Vince McMahon เองอีกด้วย ทั้งนี้ Vince McMahon ได้ทำการฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆของวงการมวยปล้ำที่ว่า การทำสมาคมมวยปล้ำนั้นควรทำภายในเขตที่ตั้งของตนเองเท่านั้น โดยที่ Vince ได้เริ่มหารายได้เข้าสมาคมในทุกๆทาง ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา, การเซ็นสัญญาออกอากาศรายการกับสถานีโทรทัศน์ รวมถึงการขายวีดีโอเทปมวยปล้ำเพื่อที่จะเป็นการดึงดูดผู้ชม และนักมวยปล้ำในสมาคมอื่นๆ ให้หันมาสนใจในตัวของ WWF มากขึ้น ซึ่งการกระทำของ Vince McMahon ย่อมหมายความว่า Vince ได้เริ่มนำพาวงการมวยปล้ำเข้าสู๋โลกธุรกิจ และทำให้สมาคมมวยปล้ำอื่นๆทั่วสหรัฐอเมริกาหันมาเริ่มต่อสู้กันโดยตรงกับ WWF ของเขานั่นเอง
ภาพโลโก้หนึ่งของ World Wrestling Federation (1983 - 1994)
สำหรับเส้นทางที่ Vince McMahon ใช้สำหรับความพยายามที่จะให้ WWF นั้นเป็นสมาคมระดับชาติเทียบเท่า NWA นั้น เริ่มแรก เขาได้ตัดสินใจเซ็นสัญญานักมวยปล้ำจากสมาคม AWA คนหนึ่งที่ชื่อ Hulk Hogan ผู้ซึ่งเคยแสดงภาพยนตร์เรื่อง Rocky II ทำให้เป็นที่รู้จักบ้างพอสมควรในระดับประเทศ นอกจากนี้ Vince McMahon ได้หานักมวยปล้ำที่จะมาเป็นคู่ปรับของ Hulk Hogan ใน WWF โดยเขาได้เซ็นสัญญานักมวยปล้ำฝ่ายอธรรมะจาก North Carolina ที่ชื่อ Roddy Piper และนักเพาะกายที่ชื่อ "Superstar" Billy Graham และ Jesse Ventura (อย่างไรก็ดี Ventura ได้ปล้ำแมทช์ใน WWF น้อยมาก และเนื่องจากว่าเขามีปัญหาอาการบาดเจ็บที่ปอด จึงส่งผลให้เขาต้องเลิกปล้ำมวยปล้ำตลอดชีพ แต่ทั้งนี้ เขาได้ถูกย้ายไปเป็นผู้บรรยายแมทช์มวยปล้ำของ WWF ร่วมกับ Gorilla Monsoon) นอกจากนี้ Vince McMahon ได้ตัดสินใจที่จะสร้างซูเปอร์สตาร์ของ WWF ขึ้นมาเพิ่มเติมเพื่อเป็นจุดขายของ WWF โดยไม่ว่าจะเป็นการเซ็นสัญญากับ André the Giant, Jimmy Snuka, Don Muraco รวมทั้งนักมวยปล้ำอิสระที่ปล้ำตามสมาคมทั่วไปทั้ง Paul Orndorff, Greg Valentine, Ricky Steamboat และ The Iron Sheik อย่างไรก็ตาม อันเนื่องมาจากความนิยมในตัวของ Hulk Hogan ที่มีอยู่สูงมาก Vince McMahon ต้องใช้ระยะเวลาที่นานพอสมควร จึงจะทำให้ WWF ได้รับความนิยมจากผู้ชมโดยไม่ต้องอาศัย Hulk Hogan
ภาพโลโก้อีกรูปแบบหนึ่งของ World Wrestling Federation (1983 - 1997)
อย่างไรก็ดี อนาคตของวงการมวยปล้ำไม่ใช่เป็นเพียงแค่การทดสอบของ Vince McMahon เท่านั้น แต่หมายถึงว่า WWF, NWA และวงการมวยปล้ำจะประสบความสำเร็จ หรือล้มเลว ขึ้นอยู่กับสิ่งซึ่ง Vince McMahon ตัดสินใจฉีกรูปแบบเดิมๆของวงการมวยปล้ำออกไปกับ WrestleMania. WrestleMania ถือเป็นรายการพิเศษ หรือศึกใหญ่ (Pay-per-view) ที่มีการจัดขึ้นโดยใช้เงินลงทุนสูง ทั้งนี้ Vince McMahon ต้องการจะให้ WrestleMania ของเขาเปรียบเสมือนกับศึก SuperBowl ของวงการมวยปล้ำนั่นเอง
สำหรับความคิดของการจัดรายการพิเศษของรายการมวยปล้ำนั้น ไม่ได้ถือเป็นความคิดใหม่ในสหรัฐอเมริกา แต่ว่า NWA ได้เริ่มทดลองทำมาแล้ว โดยการจัดศึก StarrCade ที่จัดขึ้นก่อน WrestleMania เพียง 2 ปี (WrestleMania จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1985 ส่วน StarrCade จัดขึ้นครั้งแรกในปี 1983) และได้รับความนิยมพอสมควร แต่ว่า Vince McMahon มีความต้องการที่จะให้มวยปล้ำของ WWF นั้นได้ออกอากาศผ่านทางสื่อหลักๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อผู้คนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแฟนกีฬามวยปล้ำได้หันมาสนใจรับชม ทั้งนี้ Vince McMahon ได้พยายามดึงดูดความสนใจของสื่อด้วยการเชิญดาราที่มีชื่อเสียงเช่น Mr. T และ Cyndi Lauper ให้มาร่วมงานกับ WWF ใน WrestleMania ครั้งแรกนี้ ซึ่งต่อมาทำให้ สถานีโทรทัศน์ MTV มีความสนใจในมวยปล้ำของ WWF เป็นพิเศษ และได้ตัดสินใจเซ็นสัญญากับ WWF เพื่อนำรายการมวยปล้ำของ WWF ไปออกอากาศผ่าน MTV โดยในขณะนั้นใช้ชื่อรายการว่า Rock 'n' Wrestling Connection
ยุคทอง
สำหรับศึก WrestleMania ครั้งแรกที่จัดขึ้นในปี ค.ศ.1985 นั้น มีเสียงตอบรับเชิงบวกเป็นอย่างมาก และศึกนี้ในบางครั้ง ถูกเรียกว่าเป็นต้นกำเนิดของสิ่งที่ Vince McMahon เรียกว่า "กีฬาเพื่อความบันเทิง" นั่นเอง อย่างไรก็ดี จากที่กล่าวไปแล้วข้างต้น James McMahon พ่อของเขา ก็ได้ให้ความสำคัญกับค่าความบันเทิงในวงการมวยปล้ำมาแล้วก่อนหน้านี้เช่นกัน แต่ยังไม่มีความโดดเด่นมากนักเท่านั้น WWF ในช่วงนี้ ได้สร้างให้ธุรกิจของพวกเขาก้าว และเติบโตขึ้นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ภายใต้การนำของ Vince McMahon และซูเปอร์สตาร์นักมวยปล้ำฝ่ายธรรมะ ขวัญใจชาวอเมริกันอย่าง Hulk Hogan และในช่วงระยะเวลาต่อจากนี้ไปอีกหลายปี จะเป็นช่วงที่ถูกเรียกว่าเป็นยุคทองครั้งที่ 2 ของวงการมวยปล้ำอาชีพ แต่ทว่า ในช่วงทศวรรษที่ 1990 WWF เริ่มเสื่อมความนิยมลง เมื่อคนดูมวยปล้ำของ WWF เริ่มเบื่อหน่ายกับการที่ Hulk Hogan ถูกดันในฐานะซูเปอร์สตาร์นักมวยปล้ำมากจนเกินไป จนทำให้เขาสามารถเอาชนะใครก็ได้ที่เขาต้องการเสมอ
ยุค "The New Generation"
โลโก้ของ World Wrestling Federation ในยุค "The New Generation" (1994 - 1998)
WWF ก้าวสู่จุดตกต่ำภายหลังจากเกิดปัญหาสำคัญ นั่นคือการถูกกล่าวหาเรื่องการใช้สารกระตุ้น (สเตียรอยด์) ภายในสมาคม รวมถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องในปีค.ศ.1994 และการถูกกล่าวหาเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้นโดยพนักงานของ WWF นั่นเอง ซึ่งถึงแม้ว่า Vince McMahon จะพ้นผิดจากข้อหานี้ไปได้ แต่นี่กลับเป็นฝันร้ายในแง่ของสายตาผู้คนสำหรับ WWF. กรณีการตรวจสารกระตุ้นภายใน WWF ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านดอลลาร์เหรียญสหรัฐในเวลานั้น ในขณะที่รายได้ของทางบริษัทกำลังลดลง เพื่อเป็นการชดเชยรายได้ที่สูญเสียไป Vince McMahon จำเป็นที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย ด้วยการตัดเงินเดือนของทั้งนักมวยปล้ำ และพนักงานส่วนอื่นๆของบริษัท โดยจะทำการตัดเงินเดือน 40% สำหรับกรณีทั่วไป และ 50% สำหรับผู้จัดการนักมวยปล้ำชื่อดัง เช่น Bobby Heenan และ Jimmy Hart (ซึ่งภายหลัง ทั้งสองได้ลาออกจากสมาคม) ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ ได้ทำให้นักมวยปล้ำของ WWF หลายคน ตัดสินใจย้ายสังกัดของตัวเองไปอยู่กับสมาคมฝ่ายตรงข้ามของ WWF นั่นคือ สมาคม World Championship Wrestling หรือ WCW นับตั้งแต่ปีค.ศ.1993 - 1996
และนับตั้งแต่ช่วงปีค.ศ.1994 - 1998 นี้ WWF ได้เรียกตัวเองในช่วงนี้ว่าเป็น "ยุคเลือดใหม่" หรือ "WWF The New Generation," ซึ่งมีนักมวยปล้ำเช่น Shawn Michaels, Diesel (Kevin Nash), Razor Ramon (Scott Hall), Bret Hart, และ The Undertaker ทั้งนี้ สำหรับความพยายามในการผลักดันเหล่าซูเปอร์สตาร์นักมวยปล้ำที่ได้กล่าวไปข้างต้น รวมทั้งการผลักดันนักมวยปล้ำรุ่นใหม่นั้น WWF ตัดสินใจที่จะเริ่มใช้เนื้อหาที่มีการกล่าวเชื่อมโยงไปถึง 2 อดีตซูเปอร์สตาร์ของ WWF อย่าง Hulk Hogan และ Randy Savage ซึ่งในขณะนั้น ได้ย้ายไปสังกัด WCW แล้ว โดยสิ่งที่เห็นได้เด่นชัดที่สุดในเรื่องนี้ คือ "Billionaire Ted" ซึ่งได้จัดขึ้นในปีค.ศ.1996 เพื่อเป็นการกล่าวถึง และล้อเลียน เจ้าของสมาคม WCW ผู้เป็นเจ้าพ่อแห่งวงการสื่อมวลชนอย่าง Ted Turner โดยที่เหตุการณ์ในครั้งนั้น เกิดขึ้นใน Free For All Match (แมทช์ที่จัดขึ้นก่อนเริ่มรายการศึกใหญ่) ก่อนศึก WrestleMania XII โดย "Nacho Man" (มาจากฉายา Macho Man ของ Randy Savage) ปล้ำเจอกับ "The Huckster" (มาจากฉายา The Hulkster ของ Hulk Hogan) และมี "Billionare Ted" (เป็นการล้อเลียน Ted Turner) เป็นกรรมการพิเศษ ซึ่งแมทช์นี้ได้มีการถ่ายทำเป็นเทปไว้ก่อนแล้ว และนำมาเปิดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งแมทช์จบลงด้วยการที่ The Huckster เอาเก้าอี้ไปตีใส่ Nacho Man และ Nacho Man เอารองเท้าส้นสูงผู้หญิงตีใส่ The Huckster จนทั้งคู่นอนตายคาเวที