• potipiroon
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : potipiroon@gmail.com, twitter: wisanupong@poipiroon
  • วันที่สร้าง : 2009-03-26
  • จำนวนเรื่อง : 83
  • จำนวนผู้ชม : 771298
  • ส่ง msg :
  • โหวต 101 คน

xcornellian
บทความเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ การบริหารจัดการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงานภาครัฐ รวมทั้งข่าวสารบ้านเมืองทั่วไป potipiroon@gmail.com
Permalink : http://www.oknation.net/blog/xcornellian
วันพุธ ที่ 10 มีนาคม 2553
Posted by potipiroon , ผู้อ่าน : 17019 , 20:19:42 น.  
หมวด : ต่างประเทศ

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

จากประสบการณ์การสอนภาษาอังกฤษมาประมาณ 3 ปี พบว่าปัญหาสำคัญของนักเรียนไทยในการเรียนภาษาอังกฤษ คือ
 
1) การแปลประโยคจากไทยเป็นประโยคภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัว (Word for Word Translation)
 
2) การเขียนโครงสร้างประโยคที่ simple และไม่มีความหลากหลาย (Simple Sentence Structure)
 
3) การออกเสียงคำไม่ถูกต้อง (Pronunication)
 
*********************************************
 
ใน entry แรก เรามาดูกันที่ปัญหาแรกก่อนดีกว่านะครับ
 
หลายคนยังมีความเชื่อ (แบบผิดๆ) ว่า grammar หรือเรื่องไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ หลายคนจึงไม่รู้จัก Part of Speech (ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเขียนประโยค) ไม่รู้จักสำนวนภาษาอังกฤษ (Idiom) ไม่เข้าใจเรื่องกาลเวลา หรือ Tense และคิดแต่เพียงว่า โครงสร้างประโยคมีแบบเดียวเท่านั้น คือ ประธาน + กริยา + กรรม
 
แต่ข้อดีของคนไทย คือ การรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เช่น
 
      is แปลว่า เป็น อยู่ คือ
 
      have แปลว่า มี
 
      do แปลว่า ทำ
 
      make ก็แปลว่า ทำ
 
แต่ปัญหา คือ
 
     ไม่รู้ว่า make กับ do ใช้ต่างกันอย่างไร
 
     หรือ is ใช้ได้กี่แบบ
 
     หรือ นอกจาก have แปลว่า มี ยังสามารถแปลว่า "ได้ทำมาแล้ว" ก็ได้
 
ดังนั้น แม้คนไทยจะรู้ความหมายของศัพท์ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง
 
ปัญหาที่สำคัญไปกว่านั้น คือ การนำ "คำศัพท์" ดังกล่าวไปผสมโรงเข้ากับ "โครงสร้างประโยคแบบไทยๆ" ที่คุ้นเคย โดยไม่ได้ตระหนักว่า การเขียนหรือการพูดภาษาไทย มันแตกต่างจากภาษาอังกฤษ เพราะในภาษาไทย ปกติเรามักจะพูดหรือเขียนแบบเรียงคำ ไม่ได้มีกฏตายตัวเกี่ยวกับโครงสร้างประโยค รวมทั้งไม่ได้มีการผัน verb ตามกาลเวลาเหมือนในภาษาอังกฤษ ลองดูตัวอย่างประโยคนี้ครับ ฃ
 
     ผม /ไม่ /อยาก/ไป/เรียน
 
เวลาแปลประโยคนี้เป็นภาษาอังกฤษแบบ word for word คนไทยก็มักจะพูดว่า I not want to go study.
 
แต่ประโยคนี้ผิดเต็มๆ แบบหมอไม่รับเย็บครับ
 
จริงๆ เราควรจะพูดว่า I do not want to go to study.
 
ทั้งนี้เพราะอะไรครับ
 
ประการที่ 1 ประโยคปฏิเสธในภาษาอังกฤษ (Negative) เราจะต้องใช้ "verb ช่วย" มานำหน้า "not" เสมอครับ (verb ช่วยมี 3 แบบ คือ verb to do, to have และ verb to be) อย่างที่ชื่อมันบอก มันเป็น verb ที่จะมา "ช่วย" เชื่อมประธานกับส่วนขยายของประโยคนั่นเองครับ
 
หมายเหตุ
 
1) ใช้ verb to do เป็น verb ช่วย ในกรณีที่เป็นประโยคปฏิเสธใน Present หรือ Past Tense เช่น
 
           I do not want to go. ผมไม่อยากไป
           I did not love her. ผมไม่ได้รักเธอ (ในอดีต) (ตอนนี้อาจจะรักแล้วก็ได้)
 
2) ใช้ verb to have เป็น verb ช่วย ใน Present Perfect หรือ Past Perfect Tense เช่น
 
           I have finished. ผมเสร็จแล้ว
           I have not finished. ผมยังไม่เสร็จเลย
 
3) ใช้ verb to be เป็น verb ช่วย ใน 2 กรณี คือ
 
       3.1) กรณี Present Continuous Tense - กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน เช่น
 
                    I am working ผมกำลังทำงานอยู่นะ

       3.2) กรณี Passive Voice - ถูกกระทำ เช่น
 
                    I am surprised. ผมถูกทำให้ตกใจ
 
**********************************************
จากตัวอย่างข้างต้น กฏอีกข้อที่จะลืมไม่ได้เลย คือ verb 2 ตัวจะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ไม่งั้นไฟฟ้าจะช๊อต เช่น
 
I not want to go study คำว่า go และ study จะอยู่ด้วยกันไม่ได้ครับ เราต้องเอา to มาขั้นไว้ตรงกลางเสมอ
 
หมายเหตุ มีข้อยกเว้น เช่น verb to help จะตามด้วย to หรือ verb แท้ ก็ได้ เช่น
 
I want to help correct the mistake. หรือ
 
I want to help to correct the mistake.
 
********************************************
นอกจากกรณีที่กล่าวไปแล้ว บางทีเรามักจะได้ยินคนไทยเอา verb to be มาผสม verb แท้ เช่น
 
I am not want to go (ฉันไม่อยากไป)
 
ทั้งนี้ เพราะคนไทยจะคุ้นเคยกับการพูดประโยค "I am" ซะมาก
 
แต่ประโยค I am not want เป็นประโยคที่ผิดครับ
 
เพราะกฏสำคัญอีกข้อหนึ่ง คือ verb to be จะนำมาใช้ร่วมกับ verb แท้ไม่ได้โดยเด็ดขาด
 
เว้นแต่กรณีที่เป็น Continuous Tense เช่น I am working แต่เราต้องปรับ verb เป็น verb "ing"
 
หรือในกรณี passive voice เช่น I am done.
 
หมายเหตุ verb to be ใช้ได้ 3 กรณี คือ
 
1) ใช้ในกรณีที่แปลว่า เป็น อยู่ คือ เช่น she is a student. หล่อนเป็นนักเรียน
 
2) ใช้ในกรณีที่แปลว่า กำลัง เช่น she is working หล่อนกำลังทำงานอยู่
 
3) ใช้ในกรณีที่แปลว่า ถูก เช่น she was sent to an orphanage. หล่อนถูกส่งไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า
 
**************************************
ลองมาดูตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่คนไทยมักจะพูดหรือเขียนผิด (ที่ผมเคยได้ยินมา) ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากการรู้จักความหมายของคำศัพท์ แต่ไม่รู้วิธีหรือบริบทที่จะนำไปใช้ให้ถูกต้อง รวมทั้งไม่เข้าใจหลัก grammar ภาษาอังกฤษ เช่น
 
1) "ปิดไฟ (ไฟฟ้า)" บางคนชอบแปลตามตัวว่า "Close the lights" แต่เราควรเปลี่ยนไปพูดว่า turn off the lights เพราะ close แปลว่า ปิด....แบบ "ปิดประตู" "ปิดร้าน" "ปิดคดี")
 
ส่วน turn off จะใช้กับการปิดไฟฟ้า ปิดน้ำ เช่น
 
turn off the electricity, turn off the water, turn off the hose
 
แต่ถ้าเป็นการดับไฟ (เช่น ไฟป่า) ก็จะใช้อีกสำนวน คือ to put out the fire หรือ to extinguish the fire
 
บทเรียน เราต้องทราบบริบทของการใช้คำศัพท์แต่ละคำ แม้ในคำไทยอาจจะแปลเหมือนกัน แต่ในภาษาอังกฤษ คำแต่ละคำจะใช้ในบริบทที่ไม่เหมือนกัน
 
*********************************************
2) "ฟังฉัน" บางคนจะพูดว่า "Listen me"
 
แม้ฝรั่งจะพอฟังเข้าใจ แต่ผมว่าดูประหลาดมาก ถ้าจะให้ถูก ต้องพูดว่า Listen to me.
 
เพราะ listen เป็นคำกริยาที่ต้องตามด้วย to เสมอ ไม่สามารถตามด้วยกรรม เช่น

I listened to the music.
 
แต่ถ้าเป็นคำว่า hear ซึ่งแปลว่า ได้ยิน จะตามด้วยกรรมได้ครับ เช่น
 
I didn't hear you ผมฟังไม่ได้ยินเลยอะ
 
บทเรียน ต้องรู้ว่าศัพท์แต่ละคำใช้อย่างไร กับ preposition อะไร
 
*********************************************
3) "ง่ายกว่า" ผมเคยได้ยินคนแบบ word for word ว่า "to be easy more" มาแล้วครับ ซึ่งผิดด้วย 2 เหตุผล คือ
 
        (1) more จะอยู่หลัง adjective ไม่ได้ ต้องอยู่หน้าเท่านั้น (แต่เอาไว้หลัง verb ได้ เช่น I want to learn more about this.)
 
        (2) การจะทำให้ easy เป็นขั้นกว่า เราต้องผัน easy เป็น easier ครับ (กฏบอกว่า ให้ใช้ more นำหน้าเฉพาะ adjective ยาวๆ เช่น comfortable)
 
บทเรียน ต้องเข้าใจ grammar เรื่องการเปรียบเทียบ (comparison) ทราบแค่ศัพท์ไม่พอครับ
 
*********************************************
 
4) "แม้ว่า........แต่" บางคนชอบแปลแบบ word for word ว่า "Although......but.........." เช่น
 
Although she is rich but she is selfish.
 
หากมองประโยคนี้แบบผิวเผิน เหมือนไม่มีอะไรผิดหลักไวยากรณ์ แต่ "สูตร" เขากำหนดมาแล้วว่า หากใช้ Although ห้ามใช้ but เด็ดขาด ดังนั้นประโยคที่ถูกต้อง คือ
 
Although she is rich, she is selfish.  ไม่มี but นะครับ
 
บทเรียน ควรจำโครงสร้างประโยคในภาษาอังกฤษให้ได้
 
*********************************************
 
5) "ที่นี่ฝนตกบ่อย" คนไทยมักพูดว่า "It's often raining here"
 
ประโยคนี้ก็เช่นกัน ดูแล้วไม่น่าผิดไวยากรณ์ แต่จริงๆ ผิดในเรื่องของ tense ครับ
 
often แปลว่า บ่อย มักจะใช้กับ Past หรือ Present Tense เพื่อใช้อธิบายเหตุการณ์ที่ทำบ่อยในอดีตหรือในปัจจุบัน
 
I often miss the bus. ผมขึ้นรถไม่ทันเป็นประจำ (ความจริงในปัจจุบัน)
 
I often missed the bus. เมื่อก่อนผมขึ้นรถไม่ทันเป็นประจำเลย (ความจริงในอดีต ตอนนี้ไม่เป็นแล้ว)
 
ดังนั้น adverb ที่ใช้บอกความถี่ เช่น often, seldom, rarely, all the time, hardly, sometimes จึงไม่ควรนำมาใช้กับ Present Continuous Tense โดยเด็ดขาด เพราะความหมายจะขัดแย้งกันเอง เช่น
 
"It's often raining here" จะแปลว่า ฝนกำลังตกบ่อยมากเลย
 
เป็นไงครับแปลเป็นไทยแล้วเข้าใจไหมครับ
 
**********************************************************
แม้กระนั้น หลายคนก็ยัง "อ้าง" อีกว่า โหย ฝรั่งเขาก็พูดผิดเหมือนกันนั่นแหละ จะอะไรกันมากมาย แต่ผมขอเรียนว่าไม่ค่อยจะได้ยินฝรั่งพูดผิดแบบนี้นะครับ เท่าที่ผมเคยได้ยิน เขามักจะพูดผิดเกี่ยวกับเรื่อง subject - verb agreement มากกว่า ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความผิดใหญ่หลวงอะไร เช่น
 
She don't know. (จริงๆ ควรเขียนว่า She doesn't know เพราะ she เป็น singular ต้องตามด้วย verb singular เสมอ)
 
There's two people in the living room. (อันนี้ก็ยินฝรั่งพูดผิดบ่อย ในเมื่อประธานของประโยค คือ two people เป็น plural ดังนั้น verb ก็จะต้องเป็น plural ด้วย ประโยคที่ถูก คือ There are two people in the living room.)
 
***********************************************************
 
ดังนั้น จาก case ตัวอย่าง จะเห็นได้ว่าภาษาอังกฤษเป็นภาษาสูตร (Formula) มี pattern ที่ชัดเจนมาก
 
เราจำเป็นต้องท่อง ต้องจำหลักสำคัญให้ได้เสียก่อน คล้ายๆ กับการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งเราก็ต้องจำสูตรเช่นกัน แต่พอเราเริ่มคล่อง ก็ไม่จำเป็นต้องมานั่งจำสูตรกันอีกต่อไป ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติไปเอง
 
แม้จะมีหลายคนบอกว่า "เราไม่ควรแปลจากไทยเป็นอังกฤษ" แต่ผมมองว่าไม่เห็นจะผิดตรงไหน เพราะผมเองก็ยังแปลจากไทยไปเป็นอังกฤษเหมือนกัน (อ้าว ก็คนไทยนี่หว่า)
 
เพียงแต่ว่า ผมรู้จักโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ สำนวนฝรั่ง และ tense ที่ถูกต้องเท่านั้นเอง
 
ดังนั้น เวลาแปล แม้ผมจะแปลจากไทยเป็นอังกฤษ แต่ผมเอาความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างประโยคและสำนวนมาเป็นกรอบในการแปลด้วย
 
ลองสังเกตุดูสิครับ ชาว Europe พูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าคนไทยมาก เพราะคำศัพท์เขาคล้ายภาษาอังกฤษ ตัวอักษรก็ใช้แบบเดียวกัน รวมทั้งโครงสร้างไวยากรณ์ก็ไม่ต่างกันมากนัก เรื่อง tense นี่แทบจะเรียกได้ว่าเหมือนกัน เขาจึงไม่ต้องปรับสมองมาก ผิดกับเราที่ต้องเหมือนเรียนรู้ใหม่หมด
 
****************************************
 
เดี๋ยว entry หน้ามาว่ากันต่อเกี่ยวกับปัญหาของการเรียนภาษาอังกฤษ (2)
 
http://www.oknation.net/blog/xcornellian/2010/03/10/entry-2



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
potipiroon วันที่ : 21/03/2010 เวลา : 00.43 น.
http://www.oknation.net/blog/xcornellian


อีกเหตุผลที่ไม่สามารถแปล word for word ครับ

Do you mind if… is followed by the verb in the present tense!!!

เช่น

คุณจะว่าอะไรใหมถ้าผมจะเร่ง air หน่อย

ฟังดูเหมือน future tense ใช่ไหมครับ แต่เวลาแปลเป็น english ต้องใช้ present tense เสมอครับ

Do you mind if I turn up the air conditioning?

แต่

Would you mind if… is followed by the verb in the past tense!!!

แต่ถ้าจะใช้ would you mind ต้องตามด้วย past tense ครับ เช่น

Would you mind if I turned up the the air conditioning?

เป็นไงครับ นี่เป็นเหตุผลที่เราไม่ควรแปล word for word

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
potipiroon วันที่ : 15/03/2010 เวลา : 18.46 น.
http://www.oknation.net/blog/xcornellian


เรื่องของ article ก็เป็นเรื่องสำคัญที่ใช้ในการขยายคำนามเพื่อจะบอกปริมาณและความเฉพาะเจาะจง

ลองดูครับ หากต้องการจะบอกว่า ผมได้รถใหม่

ในภาษาไทยไม่ต้องมี article แต่ในภาษาอังกฤษ car ต้องมี article ซึ่งก็มี a an the

car เป็นนามนับได้ จะใช้ the หรือ a ดีครับ ซึ่งต้องพิจารณาว่ามันเฉพาะเจาะจงหรือเปล่า ต้องลองแปลจากไทยครับ

ประโยคนี้ต้องการจะบอกว่าได้รถใหม่มา "หนึ่งคัน" เพราะฉะนั้นต้องพูดว่า

I just got myself a new car. ครับ ไม่ใช้ the new car.

เว้นแต่ว่าผู้พูดจะยืนชี้นิ้วไปที่รถแล้วบอกว่า ผมเพิ่งได้รถคันนี้มาใหม่ เราต้องเปลี่ยนประโยคเป็น

I just got myself this new car.

เห็นภาพใหมครับว่าความหมายแตกต่างกัน

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
ฟ้าบ่กั้น วันที่ : 13/03/2010 เวลา : 22.51 น.
http://www.oknation.net/blog/underthesamesun

thank you so much

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
potipiroon วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 22.32 น.
http://www.oknation.net/blog/xcornellian


ขอบคุณทุกท่านที่รักภาษาอังกฤษครับ

ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Magwen วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 21.25 น.
http://www.oknation.net/blog/magwen

ชอบๆๆๆบ้านนี้จังเลย....

Up Blog เมื่อไหร่ขอช่วย Link ไปทิ้งที่บ้านบ้างสิคะ

จะเป็นพระคุณอย่างสูงเลยค่าาาา

Thanks in advance....ค่า....

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
คนตื่นสาย.. วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 21.08 น.
http://www.oknation.net/blog/Wichulada
Keep living..keep studying..keep thinking..keep doing and keep smiling..

ดีจังเลยค่ะ...กำลังงง กับชีวิตอยู่พอดี...
ภาษาอังกฤษก็มึนตึ๊บหนักหนาอยู่แล้ว...มาเจอกับภาษาญี่ปุ่นซึ่งคาดเดาอะไรไม่ได้เลย...มันเศร้าใจจริงๆค่ะ...
...อยากได้หูแปลอัตโนมัติจัง...555

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
potipiroon วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 21.07 น.
http://www.oknation.net/blog/xcornellian


ไปเจอมาอีกแล้วครับ เพื่อนที่จบเมืองนอกมาเหมือนกันเขียนใน facebook ว่า

I much more like Iphone (คือ จะบอกว่า ชอบ Iphone มากกว่า BB)

ควรจะพูดว่า

I like Iphone much more than I do BB. หรือ

I like I phone much better.

I like Iphone much more.

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
ลูกสาวเมืองเลย วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 20.32 น.
http://www.oknation.net/blog/molly

ดีจังค่ะ เดี๋ยวต้องแวะมาเรียนภาษที่นี่
เพราะกลัวจะ Out of date ดีจริง ๆ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
chawa วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 20.28 น.
http://www.oknation.net/blog/mixedandmatch
Mixed & Matched

ชอบครับ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
potipiroon วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 20.28 น.
http://www.oknation.net/blog/xcornellian


ขอบคุณครับ ผมไปเยี่ยม health2you บ่อยเลยนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
wullopp วันที่ : 10/03/2010 เวลา : 20.23 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

Vote ครับ... // ขอให้บล็อกนี้เป็นทางเลือกในการศึกษาของคนไทยต่อไปครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2010 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]