พิมพ์หน้านี้
|
จันจ๋า...อย่าร้องไห้
สักหน่อย แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ออกไปทำธุระอย่างที่คิดเพราะหลังจากกินข้าว เช้าเสร็จก็ปรากฏว่าฝนเจ้ากรรมดันตกมาเสียนิ เลยทำให้หมดอารมณ์ที่จะออก ไปข้างนอกเพราะกลัวเปียกฝนประมาณว่าขี้เกียจต้องมาอาบน้ำอีกรอบ คนเรานี่ก็ แปลกน่ะอยู่ใต้ฟ้าแท้ๆแต่ดันมากลัวฝน เอ๊ะหรือว่าคนอื่นเค้าจะไม่เป็นแบบฉัน ก็ได้น่ะ สรุปพอฝนตกโปรมแกรมที่จะออกนอกบ้านของฉันเป็นอันยกเลิกไป โดยปริยาย อ้าวแล้วจะหาอะไรทำดีหล่ะคิดไปคิดมา...ตกลงเป็นอัน ว่าหาหนังสือมานั่งอ่านที่หน้าบ้านดีกว่าประมาณว่านั่งอ่านไปแล้วก็นั่งมองสาย ฝนไป ...ว่าแล้วก็หยิบหนังสือสารคดีเล่มโปรดมาอ่านขณะที่นั่งอ่านหนังสือไปได้ สักพักพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นหญิงสาววัยกลางคนที่กำลังเร่งรีบปั่นจักรยาน เก่าๆแข่งกับสายฝน ดูท่าเธอพยายามออกแรงอย่างมากแต่ทำไมจักรยานเจ้า กรรมมันกลับเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างช้าๆดูเหมือนราวกับว่ามันไม่อยากที่จะทำ หน้าที่ของมันเอาเสียเลย นี่ถ้าเป็นจักรยานทั่วไปคงวิ่งฉิวไป....แม้ ว่าเธอจะพยายามออกแรงสุดๆแล้วแต่จักรยานของเธอกลับค่อยๆเคลื่อนที่ไป อย่างช้าๆอาจเป็นเพราะจักรยานของเธอมันเก่าเอาเสียมากๆถ้าดูจากสภาพแล้ว มันคงถูกใช้งานอย่างทรหดมาหลายปีดีดัก หากเป็นคนอื่นๆคงโละขายเป็นเศษ เหล็กไปแล้ว ฉันนั่งลุ้นและภาวนาในใจให้เธอสามารถปั่นมันขึ้นเนินสะพาน ข้างหน้าไปได้ ....ในที่สุดเธอก็ทุ่มแรงกายทั้งหมดบังคับมันจนสามารถผ่าน เนินสะพานไปได้ .....ว่าแล้วก็ต้องตบมือให้กับความพยายามของเธอ จริงๆ พอผ่านเนินไปได้เธอก็หันมายิ้มให้กับฉันเหมือนกับเธอรู้ว่าฉันกำลังนั่ง ลุ้นเธออยู่....พอได้เห็นหน้าเธอชัดๆฉันก็ยิ้มตอบเธอทันที ไปไหนมา หล่ะ.. นั่นคือคำแรกที่ฉันเอ่ยทักกับเธอ ฉันเพิ่งรู้จักกับเธอเมื่อไม่นานมานี้ เองหลังจากที่เราได้เจอกันที่ตลาดและมีการพูดคุยแรกเปลี่ยนทำความรู้จัก กัน....แม้ว่าฉันจะรู้จักกับเธอมาได้ไม่นานนักแต่ฉันก็เริ่มมีความสนใจเกี่ยวกับ ชีวิตของเธอ... จะไปตลาดสักหน่อย เธอตอบพร้อมกับส่งยิ้มน้อยๆให้ ฉัน...... ดูท่าทางเธอก็คงเหนื่อยไม่น้อย...ฉันจึงชวนให้เธอเข้ามานั่ง พักและหลบฝนในบ้านของฉันก่อนแต่ดูท่าเธอคงจะมีธุระรออยู่เธอจึงเอ่ยปฏิเสธ น้ำใจที่ฉันหยิบยื่นให้แต่อย่างน้อยท้ายคำปฏิเสธเธอก็ไม่ลืมที่จะกล่าวคำขอบคุณ ฉัน...และก่อนที่เธอกำลังจะจากไปฉันก็อดที่จะเปรยกับเธอไม่ได้ ...... จักรยานที่ขี่นั่นมันไม่ไหวแล้วน่ะน่าจะโละทิ้งได้แล้ว ...เมื่อฉันพูดจบเธอ ก็หันไปมองจักรยานด้วยสายตาที่ดูเศร้าพร้อมทั้งเปรยกลับมาว่า...ก็อยาก จะโละเหมือนกันแต่ไม่มีตังค์ซื้อคันใหม่ก็ต้องทนใช้มันต่อไป ยังไงเสียมันก็ดี กว่าเดิน .ก็จริงอย่างที่เธอว่าน่ะ......ดีกว่าเดิน.....แต่ต้องต่อท้าย ว่า....นิดหนึ่ง....เพราะจากการคาดคะเนด้วยสายตาแล้วการออกแรงเดิน กับการออกแรงขี่จักรยานของเธอมันก็คงเหนื่อยพอๆกันนั่นแหละ......หลัง จากทักทายกันพอสมควรแล้วเธอก็ขี่จักรยานจากไป ฉันนั่งมองเธอจนลับสาย ตาไป ระหว่างที่นั่งมองเธอในใจฉันก็รู้สึกว่าชีวิตของผู้หญิงคนนี้ช่างอาภัพ จริงๆ....อะไรทำให้ฉันคิดเช่นนั้น......... .....จัน....คือชื่อของหญิงสาววัยกลางคนผู้นี้ เธอเข้ามาอยู่ในหมู่ บ้านของฉันเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นฉันยังเรียนอยู่ที่กรุงเทพฯหลัง จากเรียนจบฉันก็กลับมาประกอบอาชีพที่บ้านเกิด...และนั่นทำให้ฉันได้พบกับ จัน...... จันเป็นคนที่พูดเก่งดังนั้นเธอจึงทำความคุ้นเคยกับทุกคนในหมู่ บ้านได้อย่างรวดเร็ว เดิมทีฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับจันมากนัก.....แต่ พอรู้จักกันนานไปก็ทำให้เริ่มรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตของเธอมากขึ้น ทั้งจากปาก ของเธอเองและจากปากของแม่ค้าในตลาดที่จันเป็นลูกค้าขาประจำอยู่ ชีวิตของ จันค่อนข้างน่าสนใจ....จันเป็นคนอีสานเกิดและโตที่จังหวัดในแถบอีสานฉัน จำไม่ได้ว่าเป็นจังหวัดไหน ครอบครัวของจันมีอาชีพทำนาเหมือนกับชาวบ้าน ทั่วๆไปในแถบอีสาน จันเรียนหนังสือจบแค่ชั้นป.4อาจเป็นเพราะฐานะทาง บ้านไม่ค่อยดีดังนั้นจันจึงต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำนาผลจากการ ช่วยพ่อแม่ทำนาตากแดดมาหลายปีเลยทำให้สีผิวของจันค่อนข้างดำไปโดย ปริยาย........แม้ว่าจะดำแต่จันก็มีรูปร่างหน้าตาจัดว่าเป็นคนสวยคนหนึ่ง ของหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้กระมั้งจึงทำให้มีคนมาชวนจันไปทำงานที่กรุงเทพฯอยู่ บ่อยๆ........... แรกๆจันก็ไม่ได้สนใจอะไรกับคำเชิญชวนนั้น จน มาวันหนึ่งเพื่อนที่จันรู้จักกลับมาจากกรุงเทพฯและได้เล่าเรื่องต่างๆเกี่ยวกับ กรุงเทพฯอันเป็นนครเมืองแห่งสีสันให้จันฟัง เพื่อนบอกเจันว่าที่กรุงเทพฯมี ทุกอย่างที่เราต้องการ มีห้างติดแอร์ใหญ่โต มีเสื้อผ้าสวยๆ เรียกว่ามีทุกอย่างที่ เราอยากได้หรือแสวงหา...... ..... นั่นคือกรุงเทพฯที่จันได้รับฟังมาจากปากคำของเพื่อน มันทำให้จันเริ่มที่อยากจะเข้าไปเห็นสีสันของกรุงเทพฯตามคำบอกเล่าของ เพื่อนบ้าง ซึ่งช่วงนั้นตัวจันเองก็เริ่มเบื่อกับการทำนาตากแดด ได้เงินน้อย เรียก ว่าขณะนี้จันเบื่อชีวิตของเด็กสาวชนบทเต็มทนหรือเป็นเพราะจันกำลังเข้าสู่วัย สาวมันจึงทำให้จันอยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ อยากแต่งตัวสวยๆอย่างเพื่อนของจัน บ้าง ดังนั้นเมื่อเพื่อนเอ่ยปากชวนให้ไปทำงานที่กรุงเทพฯด้วยกัน จันก็รีบตก ปากรับคำเชิญชวนนั้นทันที นั่นอาจเป็นเพราะเพื่อนบอกจันว่าทำงานที่ กรุงเทพฯได้เงินดีมาก...เมื่อมีเงินก็ทำให้ได้ทุกสิ่งที่อยากได้...แม้ว่าแม่ของ จันจะทักท้วงยังไงก็มิอาจยับยั้งความอยากของจันในการไปกรุงเทพฯได้ เรียก ได้ว่าคำทักท้วงของแม่มิได้เข้ามาในหูของจันแม้แต่นิดเดียว นั่นอาจเป็นเพราะ จันเริ่มหลงกับสีสันของกรุงเทพฯ จากคำปากของเพื่อนเข้าเสียแล้ว .... .......เมื่อตัดสินใจแล้วจันก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯพร้อมกับเพื่อน ทันที เริ่มแรกที่จันมาถึงกรุงเทพฯจันก็ต้องตื่นตาตื่นใจและทึ่งในสิ่งที่เห็นด้วย ตาเป็นครั้งแรก..มันช่างสมกับคำว่าเมืองแห่งสีสันจริงๆ...ณ.วันนั้น เวลา นั้น จันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวเองคิดถูกแล้วที่เชื่อคำเพื่อนและตัดสินใจมา กรุงเทพฯ.....เมื่อมาถึงกรุงเทพฯแล้วเพื่อนก็พาจันไปพักด้วยกันที่ห้องเช่า เล็กๆหลังจากนั้นเพื่อนก็พาจันไปสมัครทำงานที่ร้านอาหารในตำแหน่งเด็กเสริฟ งานใหม่นี้จันจะเริ่มทำตั้งแต่ 2 ทุ่มจนถึงตี 2 งานนี้ถือเป็นงานที่สบายๆ สำหรับจัน เพราะมันไม่ต้องทำอะไรมาก เรียกว่างานไม่ยุ่งยากแถมเงินดี เพราะนอกจากเงินเดือนแล้วยังได้เงินจากทริปอีก เงินที่ได้จากการทำงาน ครั้งแรกนี้จึงถือว่ามันเป็นเงินก้อนใหญ่ที่จันสามารถหาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน เองซึ่งจันก็อดที่จะแอบภูมิใจไม่ได้....เงินก้อนแรกที่ได้จันนำมันไปซื้อเสื้อผ้า สวยๆไว้สำหรับใส่ และนำไปซื้อเครื่องสำอางค์ชุดใหญ่ที่อยากได้มานาน ดังนั้นเงินก้อนแรกสำหรับจันจึงหมดไปอย่างรวดเร็ว....จันไม่เคยวางแผน การใช้เงิน การเก็บเงินหรือออมเงิน อย่างเดียวที่จันวางแผนคือการวางแผนหา เงิน...ในเมื่อเงินที่ได้จากการเป็นเด็กเสริฟไม่พอใช้....จันจึงทำหน้าที่อีก อย่างในร้านก็คือการเป็นเพื่อนนั่งดื่มกับแขกที่มาเที่ยวซึ่งจะได้ทริปมากกว่าเด็ก เสริฟ...แขกที่มาเที่ยวก็มีหลายระดับแต่ที่แน่ๆจันจะเลือกระดับที่มีตังค์สัก หน่อยเพื่อจะได้ทริปหนักๆ.....จากการเป็นเพื่อนนั่งดื่มกับแขกนอกจากได้เงิน แล้วยังทำให้จันกลายเป็นคนติดสุรา....จันเริ่มติดสุราติดเหล้ามากขึ้นทุก วัน วันไหนที่ไม่ได้ดื่มมันจะทุรนทุราย หงุดหงิด...จันหารู้ไม่ว่านั่นคือ อาการของโรคติดสุราเข้าแล้ว.....จันหลงสีสันของกรุงเทพฯจนไม่เคยที่จะ กลับไปเยี่ยมบ้านจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี....แม้ว่าลึกๆแล้วในใจจัน จะคิดถึงบ้านและอยากกลับไปเยี่ยมแม่ แต่จันก็มิอาจตัดใจกลับไปเยี่ยมบ้านได้ นั่นเป็นเพราะจันเสียดายเงินที่จะได้ในแต่ละคืนซึ่งนั่นเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จัน แทบจะไม่เคยหยุดหรือลางานเลย......พอจันเริ่มมีเงิน จันก็แยกจากเพื่อน มาเช่าห้องเป็นส่วนตัว ใช้เงินซื้อทุกอย่างที่อยากได้จนแทบจะไม่พอใช้ในบาง ครั้ง อย่างนี้กระมั้งที่เค้าเรียกกันว่าได้มาง่ายก็ใช้ง่าย....จันทำงานที่ร้าน อาหารหลายปีจนมาวันหนึ่งจันได้รู้จักกับแขกที่มาเที่ยวคนหนึ่ง แขกคนนี้มา เที่ยวหลายครั้งแล้วแต่จะนานๆทีถึงจะมา เวลามาก็จะเรียกจันไปนั่งเป็น เพื่อน มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันจึงทำให้เดือนรู้จักว่าแขกคนนี้มีชื่อว่า โชค ทำงานขับรถส่งของตามต่างจังหวัด นานๆครั้งถึงจะเข้ากรุงเทพฯและ ทุกครั้งที่เข้ากรุงเทพฯก็จะมาหาจันจากการพูดคุยติดต่อกันจึงทำให้เริ่มสนิทสนม กันสุดท้ายโชคจึงชวนจันให้ไปอยู่ด้วยกันที่บ้านต่างจังหวัดแรกๆจันก็ปฏิเสธ... นั่นเป็นเพราะไม่อยากทิ้งงานที่ร้านอาหาร แต่สุดท้ายหลังจากนั้นไม่นานจันก็ ตกลงใจที่จะไปเริ่มต้นชีวิตครอบครัวกับโชคที่บ้านต่างจังหวัด.....จันออก จากกรุงเทพฯมาพร้อมกับโรคพิษสุราเรื้อรัง...... .....นั่นคือการมาของจัน ที่ทำให้จันเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านของฉัน การที่ จันขี่จักรยานผ่านหน้าบ้านฉันทุกวัน วันละ2-3ครั้งก็เป็นเพราะจันมีจุดหมาย ปลายทางที่ร้านขายของชำซึ่งมีเหล้าขาย หลายครั้งที่ฉันเตือนให้จันเลิกดื่ม เสียแต่จันก็ไม่เคยฟัง.....ถ้าวันไหนมีเงินก็จ่ายสด วันไหนที่ไม่มีเงินก็เชื่อ ไว้ก่อนบางทีก็เชื่อเป็นเดือนกว่าจะไปจ่าย บางร้านเบื่อจนไม่ยอมให้เชื่อจันก็จะ เปลี่ยนร้านเชื่อไปเรื่อยๆ สุดท้ายลำพังเงินเดือนของโชคก็ไม่พอค่า เหล้า........จันเลยตัดสินใจทำงานที่ร้านอาหารกลางคืนริมทางในหมู่บ้าน ซึ่งผิดกับร้านอาหารที่ทำที่กรุงเทพฯเนื่องจากร้านริมทางที่จันทำเป็นร้านเล็กๆใน ต่างจังหวัดที่หลังคามุงด้วยจาก แขกที่มาเที่ยวส่วนมากเป็นคนขับรถบรรทุกส่ง ของแม้ว่าเงินจะไม่ค่อยดีแต่จันก็ถือคติที่ว่า...ได้ดีกว่าไม่ได้ ....ดังนั้นทุก เย็นฉันมักจะเห็นจันแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสวยๆพร้อมแต่งหน้าทาปากด้วยสีค่อนข้าง เข้มพาตัวเองพร้อมจักรยานคันโปรดไปที่ร้านประจำเพื่อดื่มเพิ่มพลังก่อนออกไป ทำงาน...บางครั้งจันจะแต่งหน้าเข้มมากๆราวกับว่าจะไปเล่นลิเกแต่เหตุที่แท้ จริงของการแต่งหน้าเข้มนั้นก็เพื่อปกปิดริ้วรอยบางอย่างบนใบหน้า...เท่าที่เห็น มันน่าจะเป็นร่องรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย...นั่นคงเป็นรอยที่ได้รับจากโชค มาระยะหลังทั้งคู่มักจะมีเรื่องทะเลาะกันบ่อยขึ้นและบางครั้งก็ถึงกับลงไม้ลงมือ กัน...จันเริ่มดื่มหนักขึ้น......ช่วงนี้ฉันเริ่มสังเกตเห็นว่าจันน่าจะอ้วนขึ้นแต่ จันบอกว่าไม่ได้อ้วนขึ้นหลอกแต่จันกำลังท้อง...โอ๊ะพอได้ยินว่าจันท้องฉันก็ เป็นห่วงเด็กในท้องของจันขึ้นมาทันทีเพราะทั้งที่รู้ว่าตนเองท้องแต่จันก็ยังดื่ม หนักอยู่ มีหลายครั้งที่ฉันขู่จันว่ามันจะไม่ดีต่อเด็กแต่คำขู่ต่างๆกลับไม่ได้ผลต่อ จัน ผ่านไปยังไม่ถึงแปดเดือนดี...จันก็คลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้ชาย เด็ก ไม่แข็งแรง ตัวเล็กกว่าปกติมาก หมอต้องให้เด็กอยู่ในตู้อบค่อนข้าง นาน......หลายคนที่ได้เห็นลูกของจันต่างก็คิดว่าเด็กคงไม่รอด...แต่สุด ท้ายเด็กก็รอด...รอดได้อย่างปาฎิหาริย์....หลังจากคลอดลูกคนแรกแล้วจัน ก็ยังคงดื่มหนักและอาจจะหนักกว่าเก่าเสียด้วยซ้ำ บ่อยครั้งที่ฉันเห็นจันเอาลูก นั่งที่หน้าจักรยานปั่นผ่านหน้าบ้านของฉันไปซึ่งฉันก็พอจะเดาได้ว่าจุดหมาย ปลายทางของจันนั้นจะเป็นที่ไหน....มาระยะหลังสุขภาพของจันเริ่มแย่ลงไม่ สบายบ่อยขึ้น บางทีก็ไม่มีแรงไปทำงานทั้งอาทิตย์นี่อาจจะเป็นผลมาจากการ ดื่มที่หนัก ลูกของจันอายุครบ 1 ขวบแต่เด็กตัวเล็กและผอมมาก....... จันท้องลูกคนที่สอง แต่จันก็ยังไม่ยอมหยุดดื่ม แม่ค้าบางร้านไม่ยอมขาย เหล้าให้จัน แต่จันก็สามารถเสาะแสวงหามาดื่มจนได้ สุดท้ายหมอถึงกับ ยื่นคำขาดว่าถ้าไม่หยุดดื่มจะไม่ทำคลอดให้ ส่วนฉันก็ทั้งอธิบายทั้งขู่ถึงผลเสีย ของเหล้าที่จะมีต่อเด็กในท้อง......8เดือนต่อมา..จันก็คลอดลูกคนที่ 2 เป็นเด็กผู้ชาย มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยมากๆ เด็กตัวเล็กกว่าเด็กปกติถึงสาม เท่า ..........ลูกคนที่สองนี้เกิดมาพร้อมกับโรคหลายโรค เพดาน โหว่ ลิ้นไก่สั้น หัวใจโต.......... เด็กดูดนมไม่ได้จันต้องใช้ ซริ้งป้อนนมลูก ซึ่งเวลาป้อนก็ต้องป้อนอย่างช้าๆ เพราะเด็กจะสำลักนม ตลอด ทุกคนฟันธงว่าเด็กไม่น่าจะมีชีวิตรอด ....แต่เหมือนมีปาฎิหาริย์ครั้งที่สองสำหรับจัน จันประคับประคองเลี้ยงลูก จนสามารถผ่านเดือนแรกไปได้....ซึ่งถือว่าเด็กจะมีโอกาสมีชีวิตรอด สูง.....ผ่านไป 5เดือนแล้วลูกคนที่สองของจันก็ยังมีร่างกายที่ไม่ค่อย สมบูรณ์ นั่นเป็นเพราะพิษของเหล้าที่จันดื่มขณะตั้งท้องจึงทำให้ร่างกาย ของเด็กไม่พัฒนา....แม้ว่าเด็กจะมีอายุ 5 เดือนแล้วแต่ร่างกายก็ เหมือนกับเด็กที่เพิ่งเกิด...บางครั้งที่ไม่มีเงิน จันก็เลี้ยงลูกด้วยนมข้นหวาน ผสมน้ำจึงทำให้เด็กเป็นโรคขาดสารอาหารเพิ่มขึ้นอีก.... ..........เช้าวันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังกวาดหน้าบ้านฉันก็เห็นรถมูลนิธิวิ่ง ผ่านไปยังทางห้องเช่าของจัน ฉันคิดว่าจันคงไม่สบายอีกแล้วเพราะทุกครั้งที่ จันไม่สบายก็ต้องอาศัยรถมูลนิธิพาไปส่งโรงพยาบาลเนื่องจากไม่มีเงิน...แต่ สักพักก็มีคนมาบอกฉันว่าจันได้จากไปแล้ว จันจากไปขณะที่อายุยังน้อยอยู่ ด้วยโรคพิษสุราเรื้อรังพร้อมกับโรคอื่นๆอีกหลายโรค....จันทิ้งลูกน้อยสองคน ไว้เผชิญชะตาชีวิตเบื้องหลัง...โชคไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง....จันไม่มี โอกาสได้เห็นลูกโต ไม่มีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมแม่ครั้งสุดท้าย .....ทำไม ชะตาชีวิตของจันจึงถูกขีดให้สั้น....ทำไมชะตาชีวิตของจันจึงถูกกำหนดให้ เป็นเช่นนี้....สำหรับตัวฉันก็อดคิดไม่ได้ว่าขณะที่จันจากไปจันคงห่วงอะไรที่ ยังไม่ได้ทำอีกหลายอย่าง......ยังไงเสียก็ภาวนาให้ชาติหน้าของจันมีชีวิตที่ ดีกว่านี้...ปัจจุบันลูกคนแรกอายุได้ 4 ขวบ ลูกคนที่สอง 3 ขวบ แต่ร่างกายของทั้งคู่ดูจะไม่ยอมโตตามวัยเอาเสียเลยโดยเฉพาะกับลูกคนที่ สอง....แม้ว่าร่างกายจะไม่โตตามวัยแต่เด็กทั้งสองก็ยังคงมีความสดใสร่าเริง ตามประสาของเด็กๆ.... |
| << | ตุลาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |