พิมพ์หน้านี้
|
สัมภาษ์พิเศษ วาสนา นาน่วม นักข่าวสาวบางกอกโพสต์ ประจำสายทหาร พ็อกเก็ตบุคส์ ลับ ลวง พราง ที่ นส.วาสนา นาน่วม นักข่าวสาวบางกอกโพสต์ ประจำสายทหาร ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการเก็บเกี่ยวเบื้องหน้าเบื้องหลังเหตุการณ์การ ปฏิวัติ-รัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ที่ผ่านมา รวมถึงคำสัมภาษณ์เปิดใจครั้งแรกของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติในการโค่นล้มระบบทักษิณ ที่ไม่เคยปรากฎจากสื่อใด โดยในพ็อกเก็ตบุคส์ พล.อ.สนธิ ยอมรับกับ วาสนา นาน่วม ว่า หากย้อนเวลากลับไปได้ ก็ยังจะทำการปฏิวัติ และเลือกที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง แม้ว่า พล.อ.สนธิ จะไม่ยอมรับเสียโดยตรงว่า ผิดหวัง ที่เลือก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้อยคำที่พูดออกมาก็ค่อนข้างชัดเจน เพราะท่าน (พล.อ.สุรยุทธ์) เป็นทั้ง พี่ ครู และ ผู้บังคับบัญชา ผมคงไปสั่งการอะไรท่านไม่ได้ และผมก็ไม่อยากให้ถูกมองไปว่า คมช. เป็นเผด็จการ จึงอยากให้ท่านบริหารงานไปเอง ถามว่า ทำไมถึงเกิดพ็อกเก็ตบุคส์ ลับ ลวง พราง ขึ้นมาได้ นส.วาสนา กล่าวว่า เริ่มจากการเป็นนักข่าวสายทหารที่ได้ทำข่าวอยู่ตลอดเวลา และพี่เป็นคนที่สนใจเกี่ยวกับพวกเรื่องปฏิวัติทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยทำเรื่องของพล.อ.สุจินดา ก็จะคอยติดตามมาตลอดว่าเป็นยังไง คนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิวัติก็จะมาเล่าให้ฟังอยู่ตลอดเวลา ว่าเรื่องราวมันเป็นยังไง เราก็คิดว่าบางเรื่องมันไม่เป็นข่าว แต่มันเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เราก็ดูว่าเออ มันน่าสนใจ เราก็เลยเริ่มรวบรวม เก็บสะสม แล้วก็มองว่าใครที่ เกี่ยวข้อง มีบทบาทอยู่บ้าง ทั้งในทางลับๆ คือไม่ต้องเปิดเผย เราก็เริ่มคุย แอบเก็บข้อมูลมาตลอด แต่ว่าประเด็นหลักก็คือต้องสัมภาษณ์พลเอกสนธิ ในฐานะหัวหน้าปฏิวัติ จำได้ว่าตอนแรกขอตอนวันที่แกลงมาเตะบอลครั้งแรกกับนักข่าวครั้งแรกหลังปฏิวัติ 2 อาทิตย์ ก็ขอเลยว่าขอสัมภาษณ์ คุยเรื่องเบื้องหน้าเบื้องหลังการปฏิวัติ พล.อ.สนธิ ก็โอเค แต่ขอเวลาหน่อย ขอให้มีเวลาว่างก่อน ตอนนั้นแกนัดไว้เดือนเม.ย. หลังปฏิวัติ 6-7 เดือน แต่พอถึงเวลาจริงๆ แกก็ไม่ค่อยว่าง เลื่อนมาเรื่อยๆ จนกระทั่งแกไปเป็นรองนายกฯ เลยได้สัมภาษณ์ครั้งแรกในฐานะที่ทำหนังสือ ก่อนการเลือกตั้ง 2 สัปดาห์ แต่ก่อนหน้านั้น ก็เก็บข้อมูลมาตลอดว่าเวลาเจอนอกรอบ ก็เก็บเล็กเก็บน้อยมาตลอด และก็คอยตอดถามเรื่องที่เราสงสัย อยากรู้ คือพี่ชอบบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ถามว่า ใช้เวลาคลุกคลีกับพ็อกเก็ตบุคส์เล่นนี้นานแค่ไหน นส.วาสนา กล่าวว่า ก็ตั้งแต่ปฏิวัติวันแรก พอวันสองวันพี่ก็เริ่มคิดแล้ว คืออยากรู้ในฐานะนักข่าวอย่างเรา ว่าใครเกี่ยวข้องบ้าง เขาคิดกันอย่างไร วางแผนกันอย่างไร เราก็เริ่มหาข้อมูล ถามคนโน้นคนนี้มาตลอด แต่ว่าประเด็นหลักมันก็ต้องอยู่ที่พล.อ.สนธิ กว่าจะเขียนเสร็จก็ก่อนการเลือกตั้ง ประมาณปีกว่า คือช่วงอายุของรสช. คือเป็นช่วงที่เราเก็บข้อมูลมาตลอด ตอนแรกกะว่าจะให้ออก กะจะเขียนเสร็จแล้วให้ออกช่วงที่คมช.ลง ช่วงก่อนเลือกตั้ง แต่ปรากฏว่า ทางโรงพิมพ์เขาบอกว่ามันไม่ทัน ก็เลยถึงช่วงเลือกตั้ง พอเลือกตั้งปุ๊ป ผลออกมาอย่างนี้ เราก็เลยบอกว่า เพิ่มตรงส่วนนี้เข้าไป มันจะได้อัพเดรต ก็เลยยาว ก็เลยมีการปรับ เลยยาวตลอด พี่ส่งต้นฉบับไปล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนกว่า เพิ่งออกเนี่ย คือแก้ไขครั้งสุดท้ายนะ ก็ใช้เวลาปีกว่า ประมาณอายุคมช. ถามว่า หนังสือเล่มนี้ออกมาแล้วมีเสียงตอบรับจากบรรดานายทหารอย่างไรบ้าง นส.วาสนา กล่าวว่า ก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ พวกที่ไม่รู้มาก่อนว่าเรากำลังทำเรื่องนี้ แต่ว่าเป็นพวกที่เรารู้จัก พวกหน่วยคุมกำลัง ยศต่างๆ ตั้งแต่ชั้นเด็ก ชั้นนายพัน เขาก็บอกว่า ทำไมหนังสือออกช่วงนี้ เราก็บอกว่าหนังสือทำมาตั้งนานแล้ว เขาก็สงสัยว่าคือช่วงนี้เหมือนกับพล.อ.สนธิ มีเป้าหมายที่จะมาตอกย้ำว่าพล.อ. อนุพงษ์ คือ คมช. คือพวกที่ปฏิวัติร่วมกันมา ในสถานการณ์ที่ว่าเหมือนกับว่า พล.อ.อนุพงษ์ สนิทสนมกับนายกฯ สมัคร เหมือนกับพยายามตอกให้นายกฯ สมัครว่า พล.อ.อนุพงษ์ เป็นคนของคมช. เป็นแกนหลักในการปฏิวัติ คนก็มองว่า ทำไมออกตอนนี้ เราก็บอกว่าไม่มีอะไร เป็นเรื่องของเนื้อหา การปรับแก้ต้นฉบับ ช่วงเวลามันทำไม่ทัน เราดูแล้วว่า คนทั่วไป หรือคนในวงการ หรือพวกนักการเมือง เขาก็รู้อยู่แล้วว่า พล.อ.อนุพงษ์ มีส่วนสำคัญในการปฏิวัติ มันก็เป็นข่าว มาก่อน เพียงแต่ครั้งนี้ พล.อ. สนธิ ออกมาพูดชัดเจน ว่าผมคิดกับป๊อก 2 คน ในเรื่องการวางแผน ก็เลยเหมือนกับไปตอกว่า พล.อ.สนธิ หวังผลอะไรหรือปล่าว ถามว่า - พล.อ.สนธิ ได้อ่านแล้ว ได้มีการพูดคุยอะไร นส.วาสนา กล่าวว่า ไม่มี มีแต่ลูกน้องโทรมา เพราะตอนที่หนังสือเล่มนี้ออก พล.อ. สนธิ ยังอยู่ที่เกาหลี ก็จะกลับมาประมาณปลายๆ อาทิตย์นี้ แต่ว่าพล.อ. สนธิ เขารู้ข่าว แล้ว แต่รู้จากใครไม่รู้นะ เพราะว่าพี่โทรไปบอกทส. ว่า หนังสือออกแล้วนะ เขาก็บอกว่ารับทราบแล้ว เดี๋ยวจะแจ้งให้พล.อ. สนธิ ทราบ แต่ตอนบ่ายวันนี้มีฝ่ายเสธ. โทรมาว่า นายให้เช็คว่ามีกระแสตอบรับเป็นยังไงบ้าง มีผลยังไงบ้าง แต่ว่าโดยส่วนตัวพล.อ. สนธิ ยังไม่ได้อ่าน ยังไม่ได้รู้ว่าเนื้อหาในหนังสือมันครอบคลุมอะไรทั้งหมด ส่วนใหญ่ได้อ่านจากที่เป็นข่าว แต่เนื้อหาทั้งหมดยังไม่ได้อ่าน ถามว่า เคยทำงานในด้านสายทหาร มา 17 ปี ติดตามข่าวทหารมาตลอด เหมือนกับว่าอยู่ในเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ คือเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ กับเหตุการณ์ปฏิวัติ 19 กันยา แตกต่างกันอย่างไร นส.วาสนา กล่าวว่า ถ้ามองต้องมองย้อนตั้งแต่รสช. ถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เหมือนกับว่าเป็นบทเรียนที่ทำให้พล.อ.สนธิ หรือคมช. ไม่กล้าที่จะทำอะไรที่มันรุนแรง คือเหมือนกับเหตุการณ์นองเลือดพฤษภาทมิฬ มันทำให้ทหารเสียคะแนนเยอะ เพราะคนจะเกลียดทหาร ถูกมองว่าทหารทำร้ายประชาชน สั่งฆ่าประชาชน ก็เลยทำให้ พอคมช. ขึ้นมาก็เลยแคร์ภาพพจน์ในสายตาประชาชนมาก ว่าจะทำอะไรจะไม่ทำให้ดูเป็นเผด็จการไม่ดูรุนแรง อีกอย่างหนึ่ง คือคณะปฏิวัติของคมช. ช่วงปฏิวัติจะได้รับการสนับสนุน จะเห็นได้ว่า ประชาชนก็เอาดอกไม้ เอาขนมไปให้ทหาร ที่ออกมาคุมกำลังตามจุดต่างๆ ตลอด คือมันก็เหมือนกับว่า พอมันเป็นบทเรียน คมช. ก็เลยไม่กล้า ต้องเอาประชาชนเป็นหลัก ภาพของคมช. ก็เลยดูอ่อน อาจจะดูว่าหน้อมแน้ม ไม่เอาจริง ไม่อยากทำให้เสียภาพพจน์ของตัวเองในสายตาประชาชน ที่ให้การยอมรับมา มันก็เลยอาจทำให้การไปสู่เป้าหมายของคมช. ไม่สำเร็จ ประการหนึ่ง ถามว่า เท่าที่ติดตามดูเหตุการณ์มาตั้งแต่ต้น วิเคราะห์อย่างไรเกี่ยวกับความผิดพลาดของ คมช. ว่ามันเกิดความล้มเหลวตรงไหน นส.วาสนา กล่าวว่า ถ้าให้พี่มองเอง พี่ว่ามีหลายอย่างคือ อันแรกความเชื่อแบบเก่าๆ ของสังคมไทย พอทหารทำการปฏิวัติปุ๊ป คนก็จะมองว่า คุณทำเนี่ยมีแผนการสืบทอดอำนาจ พอถูกจับตามองอย่างมาก เท่าที่เรารู้ คมช. เองก็มีแผนสืบทอดอำนาจ การเข้าไปแทรกแซงพรรคการเมืองต่างๆ แต่ว่าด้วยการที่ถูกจับตามอง ก็เลยทำอะไรไม่ได้เต็มที่ คือเรียกว่าถูกตรวจสอบเยอะ อีกอย่างหนึ่งก็เห็นด้วยกับการที่พล.อ. สนธิ ออกมาพูดว่า มีข้อผิดพลาดในการเลือกนายกรัฐมนตรี การเลือกพล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นนายรัฐมนตรี เพราะว่า 1. พล.อ.สนธิ กับพล.อ. สุรยุทธ์ เป็นรบพิเศษ ทำงานร่วมกันมาในหน่วย แบบสนิทสนม เป็นรุ่นพี่ เหมือนเป็นครูเป็นศิษย์กัน เป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ทำให้พล.อ. สนธิ เกรงใจ เหมือนกับฝ่อๆ กับพล.อ.สุรยุทธ์ เวลาจะสั่งการอะไร หรือจะขออะไรก็ไม่ได้ พล.อ.สุรยุทธ์ ตอนแรกๆ ที่ขึ้นมาเป็นนายกฯ ภาพพจน์ก็ดี เป็นที่คาดหวัง ดูเป็นคนแข็งๆ นิ่งๆ ก็ทำให้บางทีมีความมั่นใจในตัวเองสูง ดำเนินแนวทางของรัฐบาลในแนวของตัวเอง คมช. ก็ไม่กล้าเข้าไปครอบ เพราะถ้าคมช. เข้าไปสั่ง ก็เหมือนกับไปครอบงำรัฐบาล แต่จริงๆ ก็คือคมช. สั่งพล.อ.สุรยุทธ์ไม่ได้ โดยเฉพาะพล.อ.สนธิ และพอสั่งไม่ได้ปุ๊ป ความคาดหวังของพล.อ.สนธิ ที่มีต่อพล.อ. สุรยุทธ์ สูง แม้แต่เราเอง ซึ่งเราก็ติดตามพล.อ.สุรยุทธ์มา ตั้งแต่เป็นผบ.ทบ. มาเป็นผบ.สส. จนมาเป็นองคมนตรี ภาพพจน์ที่เรามอง ในฐานะเป็นนักข่าว เคยเขียนเรื่องพล.อ.สุรยุทธ์ ก็จะมองว่าแกเหมือนเป็นคนเก่ง เพอร์เฟค เหมือนกับว่าคนเริ่มคาดหวังตอนที่แกมาเป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกับว่ามันจะต้องมีอะไรดีขึ้น ต้องทำโน้นทำนี่ได้ ภาพพจน์ดีหมดทุกอย่าง เก่ง ตอนเป็นผู้นำกองทัพ แต่พอมาถึงเวลาจริง ๆ มาเป็นนายกฯ แล้วมันกลับทำอะไรไม่ได้ มันก็ผิดหวัง เหมือนคนทั่วๆ ไป มอง แต่ที่พล.อ. สนธิ ผิดหวังมากที่สุด เพราะเขามีส่วนในการเลือกมาเอง ทาบทามมาเอง มีความสนิทสนม มันก็เลยทำให้เหมือนกับเฮิร์ท พล.อ.สนธิ เวลาที่แกให้สัมภาษณ์ ความรู้สึก แบบมีเสียงแบบ เวลาพูด ดูเหมือนกับแกจุก ตื้น ลำคอ เหมือนกับมีอะไรมาอุด บางทีมีพูดไม่ออก บางทีมีน้ำตาคลอ เวลาพูดถึงพล.อ.สุรยุทธ์ เหมือนความผิดหวัง ถามว่า มองว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างทหารด้วยกันไหม โดยเฉพาะ พล.อ.สุรยุทธ์ กับ พล.อ.สนธิ นส.วาสนา กล่าวว่า พี่มองว่า มันเป็นผลพวงของการปฏิวัติ คือการปฏิวัติของคมช. ตีระยะเวลา 505 วัน มันเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้น เพราะว่าพอยึดอำนาจเสร็จ มีการเลือกตั้ง กลุ่มอำนาจเก่าก็เข้ามา มาจัดตั้งรัฐบาล แล้วก็กลับมาเป็นผู้มีอำนาจได้ เหมือนกับว่าปฏิวัติไปเพื่ออะไร ปฏิวัติแล้วมันก็ทำอะไรไม่ได้ อันที่สอง กลับกลายเป็นเจ๊ง จริงๆ คมช. ไม่ใช่แค่เจ๊า กับ เจ๊ง พี่มองว่า เจ๊งอย่างเดียวเลย คือ พอหนึ่ง แพ้ แพ้แล้วสอง -ภารกิจล้มเหลว ภาพพจน์ของพล.อ.สนธิ ดูเป็นรบพิเศษมือหนึ่ง พล.อ.สุรยุทธ์ ก็รบพิเศษมือหนึ่ง เหมือนกับว่าแจ๋ว เรื่องยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ทางการทหาร แต่ปรากฏว่ามันเอามาใช้กับทางการเมืองไม่ได้ กับการเมือง เกมการเมือง ซึ่งมันคนละแนว อาจจะทำให้ตามเกมการเมืองไม่ทัน คมช. ล้มเหลวแล้ว ที่สำคัญ ยังมาแตกแยกกันอีก ร้าวกันเอง มีแต่แย่ มีแต่ผลลบต่อคมช. อย่างเช่นช่วงชิงตำแหน่งผบ.ทบ.กัน แทนที่เป็นพวกที่ร่วมปฏิวัติด้วยกันมา หรือมีส่วนร่วมในแนวทางใดก็แล้วแต่ อย่างน้อยก็ทำให้พล.อ.สพรั่ง กับพล.อ. สนธิ ขัดแย้งกันเลย พล.อ.สพรั่งก็เหมือนตัวเองโดยหลอก ที่ผ่านมาเหมือนกับให้เป็นหน่วยกล้าตาย ในการชนเรื่องทุจริตต่างๆ ตัวเอ ก็บอบช้ำ เหมือนกับตัวเองก็ไม่เหมาะกับตำแหน่งผบ.ทบ. ทั้งๆ ที่พล.อ. สพรั่ง อาจจะคิดในใจว่า ตัวคุณเอง อาจจะมีหวยล็อคอยู่แล้ว ว่าจริงๆ มันต้องเป็นพล.อ.อนุพงษ์ ก็ได้ เพราะว่าเป็นแกนหลักในการปฏิวัติ ก็เลยทำให้เกิดการบาดหมางระหว่างพล.อ.สนธิ กับพล.อ.สพรั่ง อย่างรุนแรง ถามว่า - จากการพูดคุยกับ พล.อ.สพรั่ง ยอมรับอย่างไรกับความขัดแย้งกับ พล.อ.สนธิ นส.วาสนา กล่าวว่า ตอนที่พี่ไปคุยกับพล.อ.สพรั่ง แกก็ยอมรับว่า แกกับพล.อ.สนธิ อยู่คนละโลกแล้ว ถือว่าไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กันแล้ว ส่วนพล.อ. อนุพงษ์ พี่มองว่า ก็คงมองหน้ากันไม่สนิทใจ ถึงแม้จะไม่เรียกว่าเป็นความขัดแย้ง พล.อ.สพรั่ง ก็คงคิดในใจว่า เหมือนพล.อ.อนุพงษ์ เหมือนไม่ได้ยอมให้พี่พรั่งเป็นก่อน เหมือนที่พล.อ. อนุพงษ์ เคยพูด เหมือนกับว่า พล.อ.อนุพงษ์ ก็พร้อมที่จะเป็นเสมอ เหมือนเป็นคู่แข่งกับพล.อ.สพรั่ง พอเรื่อยมา ความขัดแย้งมันไม่ได้อยู่แค่นั้น ที่สำคัญที่สุดมันกลายเป็นพล.อ.สนธิ กับพล.อ.อนุพงษ์ ทั้งๆ ที่สองคนนี้ เป็นแกนหลักในการวางแผนปฏิวัติ ซึ่งพล.อ.สนธิ ก็เป็นคนออกมายอมรับว่า คุยกับพล.อ.อนุพงษ์ ในการวางแผนหลักแค่ 2 คน ทั้งๆ ที่ วางแผนร่วมเป็นร่วมตาย เสี่ยงชีวิตกันมาขนาดนี้ แต่ที่สุด ก็ต้องมาขัดแย้ง มาแตกแยกกัน เหมือนกับว่า พอคมช .ล้มเหลว พอแพ้แล้ว เหมือนต่างคน ต่างแยกย้ายเอาตัวรอดแล้ว คือไปตามทางของแต่ละคน พี่มองว่า ตอนนี้ใครที่เป็นคมช. แท้ๆ บ้าง เป็นคมช. ที่แบบ เป็นจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง คืออย่างตอนนี้ พอกลุ่มอำนาจเก่ากลับมา เราก็จะเริ่มเห็นแกนนำคมช. หลายคน เริ่มเปลี่ยน ไปยอมสมานฉันท์กับทางกลุ่มอำนาจเก่าที่กลับมามีอำนาจแล้ว ซึ่ง คนที่เคยสนับสนุนคมช. ก็อาจจะเริ่มผิดหวัง ทำไมเปลี่ยนจุดยืน เปลี่ยนสีกันง่าย แต่ว่าแกนนำคมช. บางคนจะให้เหตุผลในเชิงลับๆ แบบเล่าสู่กันฟัง ว่าที่ทำไปเพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง จริงๆ มันก็อาจเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นเท่าไร นอกจากบางคน ก็อาจจะกลัวโดนเช็คบิลมากกว่า เหมือนกับว่าจริงๆ แล้ว คมช. ไม่น่าจะปฏิวัติเลย ถึงแม้ว่าพล.อ. สนธิ จะยืนยันว่า ถึงรู้ว่าวันนี้จะต้องเป็นแบบนี้ ก็ต้องปฏิวัติก็ตาม แต่เรามองว่า เหมือนกับว่ามันแพ้ มันล้มเหลว มันก็แพ้ซ้ำซาก นอกจากแพ้ตอนเลือกตั้งแล้ว ยังมาแพ้ตอนที่มีข่าวเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลอีก เหมือนกับว่าคมช. ไปอยู่เบื้องหลัง พรรคเล็ก พรรคน้อยไง หนุนไม่ให้เข้าร่วมกับพรรคพลังประชาชน เพราะว่าบางพรรคก็ถูกมองว่าเป็นพรรคนอมินีของคมช. พรรคที่เกิดใหม่ หรือพรรคเล็กพรรคน้อย แต่ในที่สุดพรรคพวกนี้ก็ยอมไปร่วมกับพรรคพลังประชาชน พี่ก็มองว่าเป็นการพ่ายแพ้อีกครั้งของคมช. ส่วนอีกครั้งหนึ่งก็คือ การที่นาย สมัคร มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม อีกตำแหน่งหนึ่ง เหมือนกับแพ้ไง ช่วงก่อนที่จะสลายคมช. จำได้ว่ามติคมช. ในการประชุม ก็กำหนดสเปคมาเลยว่า รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ต้องเป็นทหาร ต้องเป็นคนกลาง ไม่สังกัดพรรคการเมือง ในที่สุดก็เป็นนาย สมัคร มาควบ เหมือนกับคมช. มันก็จบ ทำอะไรไม่ได้ นอกจากตอนนี้รอรับผลพวงวิบากกรรมที่เกิดขึ้นเท่านั้น ถามว่า - หลายคนก็มองว่า ปฏิวัติครั้งนี้ ทำเพื่อให้นายสมัคร ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี นส.วาสนา กล่าวว่า เหมือนเป็นจังหวะ ถ้าไม่มีการปฏิวัติ สมัครก็คงไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เหมือนกับว่ามันเป็นดวงชะตาอะไรหลายๆ อย่าง แต่ว่าตอนนี้ เขาก็จับตามองว่า นายกฯ สมัคร เหมือนในพรรคพลังประชาชน ก็เหมือนกับแกโดดเดี่ยว แกก็จะเอากองทัพมาเป็นฐานทางการเมืองหรือปล่าว ในเมื่อคมช. เองก็ไม่มีที่พึ่ง เหมือนกับเขาก็อยู่ในเป้าหมายที่อาจจะถูกเช็คบิล อาจจะมองเห็นช่องว่าง ในจุดที่ว่า สมัคร ถูกมองว่าเป็นนายกฯ นอมินีมั้ง ไม่มีอำนาจจริงมั้ง กะจะไปเกาะขั้วไปหนุนสมัคร เพื่อเป็นหุ่นเชิด เกาะให้เป็นพวกฝ่ายทหาร ขณะเดียวกัน สมัคร เองเขาก็รู้ว่า สภาพเขาเป็นยังไง เขาถูกมองว่าเป็นนายกฯ นอมินี เขาก็อยากเป็นนายกฯ ตัวจริง ตอนนี้ก็เหมือนกับเอากองทัพมาเป็นฐานให้เขา ผลประโยชน์พึ่งพากัน คือทางทหารก็อยากเกาะสมัครด้วย ก็มองว่าเดี๋ยวโยกย้ายปลายปี ซึ่งมันเป็นเปลี่ยนตำแหน่งทุกตำแหน่ง ถ้าไม่เอาสมัครเป็นพวก คือไม่ญาติดีกัน แล้วถ้าสมัครไปอยู่ฝั่งโน้น ก็เหมือนจะยึดตำแหน่งสำคัญๆ ผบ.เหล่าทัพที่จะเกษียณ แล้วตั้งใหม่ ได้ทั้งหมด ฉะนั้นถ้าเอาสมัครมาเป็นพวก อย่างน้อย ก็น่าจะคุยหรือต่อรองได้ เพราะเขารู้ว่าโยกย้ายปลายปี การเมืองหรือพ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะมาแทรกแซงได้ เพราะมันเป็นช่วงที่จะจัดกองทัพได้เลย เพราะมันเปลี่ยนตำแหน่งต่างๆ ถามว่า - คมช. แตก เป็นเพราะคมช.บางส่วนไปซูเอียกับทักษิณด้วยหรือปล่าว จนทำให้แพร คมช.แตก นส.วาสนา กล่าวว่า มันก็มีสองส่วน เช่น เรื่องของแนวทางในการบริหาร หรือบทบาทใน คมช.น้อย แบบไม่เท่ากัน เพราะบทบาทคือ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.วินัย ขณะที่คนอื่น มันไม่ได้ใหญ่เหมือนกัน สมาชิคมช. ก็จะทำตามแนวทางของ พล.อ.สนธิ และ พล.อ.วินัย มากกว่า ก็อาจจะเกิดความไม่พอใจ อย่างแนวทางของ พล.อ.สพรั่ง เป็นคนแรง ๆ ก็อยากให้การดำเนินการมันเด็ดขาด แต่ พล.อ.สนธิ จะระวังเรื่องภาพพจน์ไม่อยากให้ถูกมองว่าเป็นเผด็จการ ซึ่งบางเรื่องไม่อยากจะทำ แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นอาจะเป็นเพราะว่ากลัวการเช็กบิล ซึ่งเราไม่ควรมองเช่นนั้น แต่ปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมองว่ากลัวถูกเช็กบิล และแยกย้ายกันเอาตัวรอด อยากกรณีของ พล.อ.สพรั่ง เราเคยมองว่าเป็นคนที่แข็งมาก แต่พอหลังการเลือกตั้งแล้ว และมีการจัดตั้งรัฐบาล น้ำเสียงของ พล.อ.สพรั่ง เวลาพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเรื่องการเมือง น้ำเสียงดูจะอ๋อย ๆ ลง และมีการรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับนายสมัคร ซึ่งคนอาจจะผิดหวังกับแกนนำของ คมช.หลาย ๆ คน นับจาก พล.อ.สนธิ ที่ยอมรับว่ามีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วน พล.อ.อนุพงษ์ ที่เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ที่เป็นแกนนำหลักในการปฏิบัติ ก็ไปสมานฉันท์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งดูเหมือนกับว่าต่างคนต่างมีจุดยืน ซึ่งจะมองว่าต่างคนต่างโยนความผิดซึ่งกันและกัน ถามว่า จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับทหาร ดูสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันจะมีเหตุการณ์ปฏิวัติอีกหรือไม่ นส.วาสนา กล่าวว่า มองว่าการปฏิวัติครั้งนี้ไม่สามารถพูดได้ว่าเป็นการปฏิวัติครั้งสุดท้าย และยิ่งการเมือง นักการเมือง เป็นแบบนี้ และทหารก็เป็นแบบนี้ รวมถึงแนวทางคิดของทหารมองนักการเมืองไม่ดี อย่างเราที่เป็นประชาชน เรายังมองนักการเมืองไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่ แล้วยิ่งทหารเองก็มองนักการเมืองไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ซึ่งเป็นธรรมชาติของสังคมไทย และอีกอย่างหนึ่งบทบาททหารในบ้านเรา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทหารมีบทบาททางการเมืองมาตลอด ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ทหารมีความมั่นใจ และเชื่อว่าทหารคือสถาบันหลักที่เป็นที่พึ่งของประเทศของชาติ หากเกิดวิกฤตใด ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะวิกฤตการณ์การเมือง ฉะนั้นโอกาสที่ทหารจะเข้ามาปฏิวัติด้วยเหตุผล และแนวคิดพื้นฐานนี้ หมายถึงว่าทหารเป็นผู้ที่รักษาบ้านเมือง และรักษาสถานบัน เพราะฉะนั้นโอกาสที่ทหารจะเข้ามามีอยู่เสมอ เราไม่สามารถพูดได้เลยว่า การปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 ของ คมช.จะเป็นครั้งสุดท้าย และมองว่า คมช.จะถือเป็นบทเรียนที่สำคัญทำให้ทหาร ถ้ามีการปฏิวัติครั้งต่อไปอาจจะมีความรุนแรงขึ้น เพราะว่า คมช.ถือว่าอ่อนไป พออ่อนไปก็ไม่สามารถทำอะไรได้สำเร็จได้ ปล่อยให้กลุ่มอำนาจเก่ากลับมา ฉะนั้นหากครั้งต่อไปปฏิวัติอีกจะต้องใช้อำนาจที่เด็ดขาด และ รุนแรง แต่ในขณะเดียวกัน สังคมก็มีความก้าวหน้าขึ้น ก็จะมีการต่อต้านมาก ซึ่งโอกาสนองเลือด หรือ ปะทะก็มีโอกาสได้สูง ถามว่า - รู้สึกผิดหวังกับการปฏิวัติ 1 ปี 6 เดือน เพราะสถานการณ์มันน่าจะดีกว่านี้ นส.วาสนา กล่าวว่า ตนไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะเราใกล้ชิดทหาร และตนเป็นคนชอบคนที่เป็นทหารแท้ และเป็นทหารอาชีพ เป็นทหารในตัว 100 % คือตรงไปตรงมา จริงใจ ไม่กลัวอะไรทั้งสิ้น ไม่ต้องไปเปลี่ยนสีเปลี่ยนขั้ว เป็นตัวของตัวเอง กลัวจะเสียตำแหน่ง หรือ กลัวจะมีภัยถึงตัว ซึ่งบางคนอาจจะมีข้ออ้างว่าทำเพื่อความสงบของบ้านเมือง คือถ้าสมมติว่าไปตั้งกลุ่มแยกก๊วน มั่วแต่แอนตี้กัน บ้านเมืองก็จะไม่สงบ แต่ตนเป็นคนที่ชอบเป็นคนที่เป็นทหารแท้ ๆ คือมีความพร้อม คุณจะทำอย่างไรก็พร้อมที่จะยอมรับ เพราะว่าในเมื่อเราปฏิวัติเข้ามาแล้ว ทำให้เขาเสียหาย และเสียอะไรหลายอย่าง แต่เมื่อวันหนึ่งเขากลับมามีอำนาจเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเอาคืนกับเรา และเราก็จะต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นผลพ่วงที่เรากระทำมา ในเมื่อเราปฏิวัติเขาแล้ว เขาจะทำอะไรเราก็จะต้องยอมรับ ในสิ่งที่เราไปกระทำเขา เขาจะทำอะไรเราเราก็จะต้องยอมรับในวิบากกรรมที่เราทำไว้ เหมือนสัจจะธรรมที่ต้องยอมรับ ซึ่งตนเป็นคนชอบทหารแท้ ๆ มากกว่าทหารนักการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นก็ผิดหวังบ้าง ทหารแท้ ๆ ในกองทัพยังมีอยู่ แต่ว่ายังไม่ได้เข้ามาอยู่ในระดับที่มองเห็น บางทีทหารจะรู้สึกอึดอัดกับสภาพความเป็นอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งก็มีแต่เขาไม่มีโอกาสจะเล่าให้นักข่าวฟัง หรือมาสะท้อนเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง ทหารเขาก็อึดอัด ซึ่งเท่าที่ได้พูดคุยกับทหาร บางคนรู้สึกอึดอัดกับสภาพของกองทัพที่เป็นแบบนี้ ทุกวันนี้ การเมือง กับกองทัพก็กลับมาใกล้ชิดกันสนิทสนมกันมากเกินไป ถามว่า การกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ น่ากลัวสำหรับกองทัพหรือไม่ นส.วาสนา กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนฉลาด เขากำหนดตัวเอง คือเขากลับมาเป้าหมายของเขาคือการเคลียร์ปัญหาส่วนตัวให้ได้ก่อน และไม่มายุ่งกับกองทัพ จะเห็นได้ว่าการโยกย้ายที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ จะเข้ามาสั่งการแบบน้อยมาก คือเขาพยายามรักษาภาพพจน์ตัวเอง ซึ่งเขาประกาศก่อนที่จะกลับประเทศไทยว่าเขาจะไม่เล่นการเมือง แต่ตนมองว่าการโยกย้ายปลายปี พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คงอดทนไม่ได้ที่จะปล่อยให้ คมช. และ นายสมัคร จัดโผทหารไปเอง เพราะกังวลว่า นายสมัคร จะหลงกล คมช. เพราะไปเอา คมช.เป็นพวก และไปจัดโผทหารตามนั้นหมด พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามรักษาระยะห่างช่วงหนึ่ง แต่ก็คงแอบมองอยู่ว่ากองทัพจะไปทางไหน เพราะว่าคนที่ถูกปฏิวัติมา แม้จะบอกว่าไม่ล้างแค้น ไม่เช็กบิล แต่ดูแล้วเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาครั้งล่าสุด คำพูดยังพุ่งเป้าไปที่ คมช. ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่จะแค้นที่โดนมาแบบนี้ แต่ก็พยายามห้ามใจตัวเองที่จะไม่ทำอะไรตอนนี้ ดูสถานการณ์ไปก่อน แต่อย่างไรเขาก็กำลังดูกองทัพอยู่ผ่านทางแกนนำ ตท.10 ที่เป็นเพื่อนสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ จนถึงการโยกย้ายปลายปีเขาจะต้องลงมาช่วยกันดูอยู่แล้ว ถามว่า กังวลหรือไม่ ที่ออกพ็อกเก็ตบุคส์เล่มนี้แล้วจะเป็นเป้าสายตาของนักการเมือง และ กองทัพ นส.วาสนา กล่าวว่า รู้อยู่แล้วก่อนที่จะเขียน ถ้าเขียนแบบนี้คือการสร้างศัตรูทั้งสองฝ่าย แต่เราเป็นนักข่าวสายทหาร เราอยู่กับ คมช. เห็น ผบ.เหล่าทัพ ทำงานไปสัมภาษณ์เจอกัน ถือเป็นคนคุ้นเคยของกองทัพ แต่คุณกลับมาเขียนหนังสือในลักษณะตรวจสอบ คมช. ซึ่งเนื้อหาของหนังสือจะเป็นบทสัมภาษณ์ และ ส่วนวิเคราะห์ของเราเองในการหาข้อมูล ในส่วนที่ พล.อ.สนธิ พูดบางส่วนก็ไม่เป็นผลดีกับ คมช. แต่บางส่วนที่ไปหาข้อมูลมาตรวจสอบเองอาจจะดูไม่ดี อาจจะทำให้ภาพของ คมช.ไม่ดีเท่าไหร่ อาจจะทำให้ คมช.คิดว่าทำไมนักข่าวคนนี้ทำไมทำแบบนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นนักข่าวสายทหาร และ ในฝ่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งคำพูดของ พล.อ.สนธิ อาจจะมีคำพูดที่พาดพิงอยู่หลายประเด็น อาจจะมองว่า เราเป็นกระบอกเสียงในการตอกย้ำเรื่องต่าง ๆ ตอนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดนปฏิวัติ เหมือนกับเราเพิ่มศัตรูทั้งสองด้าน แต่ในฐานะที่เราเป็นนักข่าวว่ากลัวจะโดนอย่างนั้นอย่างนี้ ตนมีความเชื่อมั่นในจุดยืนที่มีมาตลอด ไม่เคยมีภาพว่าเราไปคลุกคลี่กับใคร แม้แต่กับทหาร เขาก็บอกว่ากลัว พี่ หมายถึงไม่ค่อยไว้วางใจ เขามองว่าเราเป็นนักข่าวคุมไม่ได้ แต่มีหลายคนอีกที่เขามองเช่นนั้น ซึ่งเราถือว่าประชาชนผู้อ่านเป็นเจ้านายของเรา เราจะทำอะไรก็แล้วแต่จะนึกถึงประเด็นข่าวว่าประชาชนสนใจ มีผลกับประชาชนมันถูกต้องหรือไม่มากกว่า บางเรื่องที่เรารู้มากก็จะต้องนำเสนอ ต้องเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์ข้อมูล และบันทึกไว้ ไม่ใช่เรื่องนี้ปล่อยให้มันหายไป แต่ถ้าถามว่ากลัวหรือไม่ ก็มีความเกรง ๆ อยู่บ้าง ว่าคนจะเกลียดมากขึ้น เพิ่มศัตรู แต่พอมานึกถึงหน้าที่ของเรา ตนเป็นคนชอบเรื่องในแนวนี้ เป็นคนที่ชอบเบื้องหลังเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ครั้งหนึ่งเคยคิดจะรวบรวมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญในกองทัพไว้ เพราะคนพวกนี้จะไม่ได้อยู่ค้ำคว้า ไม่อยากให้ความลับต้องตายไปจากตัวเขา อย่างน้อยก็มีบันทึกในประวัติศาสตร์ให้ความรู้กับทหารให้เป็นบทเรียน อยากกรณีหนังสือของตน ถ้ามองว่าเป็นคู่มือเช็กบิล คมช.ก็มองได้ แต่ในขณะเดียวกันจะเป็นคู่มือปฏิวัติให้กับคนที่จะคิดทำปฏิวัติเอาบทเรียนของ คมช. เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยไม่ให้แพ้อีกก็ได้ ผลงานที่ได้เขียนมาถ้าใครศึกษาก็ดีใจ และเป็นประโยชน์ ซึ่งตนมีหลักคิดว่าถ้าจะเขียนเรื่องใด คือต้องสนใจ และมีความใคร่รู้ กระตือรื้อร้น และเป็นประโยชน์ในเชิงการบันทึกประวัติศาสตร์ ซึ่งทำให้เป็นประวัติศาสตร์ดีกว่าปล่อยให้สูญหาย ซึ่งตนอยากจะทำหนังสือในเรื่องการเมืองอื่น ๆ ด้วย แต่ตนคลุกคลีกับทหารจึงได้ทำแต่ทหาร ///////////////////////////////////////////////////////////////////////
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||