วันอังคาร ที่ 14 ตุลาคม 2551
'สารควบคุมการจลาจล' กำหนดพื้นที่ ตีกรอบผู้ชุมนุม
Posted by
ป้านพ
,
ผู้อ่าน : 71
, 11:22:20 น.
พิมพ์หน้านี้
|
'สารควบคุมการจลาจล' กำหนดพื้นที่ ตีกรอบผู้ชุมนุม
|
|
" วิ่ง...หนีเร็ว เอาผ้าชุบน้ำปิดจมูก ปิดปากเอาไว้ด้วย”
นี่คือเสียงของผู้ชุมนุมที่ร้องตะโกนบอกต่อ ๆ กัน
ท่ามกลางความอลหม่านวุ่นวายเพื่อให้
รอดพ้นจากวิถีกระสุนแก๊สน้ำตาที่ตำรวจใช้สลายการชุมนุม
การชุมนุมเพื่อแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
เป็นเรื่องที่สามารถกระทำได้ตาม รัฐธรรมนูญ อย่างที่เห็นกันอยู่
แต่ต้องอยู่ในกฎระเบียบที่วาง ไว้ หากไปชุมนุมอยู่ในพื้นที่ที่ทางราชการไม่อนุญาต
คงหนี ไม่พ้นที่จะต้องมีสภาพเช่นนี้ นอกเหนือจาก โล่ เกราะ สนับแข้ง
สนับเข่า ที่ตำรวจ ใช้ในการควบคุมการจลาจลแล้ว ยังมี “แก๊สน้ำตา”
ที่ใช้ในการสลายฝูงชน
หลายคนอาจไม่คุ้นกับสารชนิดนี้เพราะเคยได้ยินแต่ชื่อเนื่องจากในบ้านเราใช้
กันไม่บ่อยนัก พ.ต.อ.วีรพัฒน์ ศิวะแพทย์
ผู้กำกับกลุ่มงานวิชาชีพและเชี่ยวชาญ กองพลาธิการและสรรพาวุธ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
(สตช.) อธิบายถึง สารเคมีที่ใช้ในการควบคุมการจลาจลให้ฟังว่า
ที่นิยมใช้จะเป็นแก๊สน้ำตา (tear gas)
โดยสารที่ใช้เป็นแก๊สน้ำตามีอยู่หลายชนิดด้วยกัน อาทิ สาร CN หรือ คลอโรอะซิโทพีโนน
(Chloroacetophenone) คิด ค้นขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2
แต่นำมาใช้ในช่วงสงครามเวียดนามโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา ในช่วง ค.ศ. 1960-1979
เป็นสารเคมีที่ เป็นอนินทรีย์ คือ ไม่ได้ผลิตจากสิ่งมีชีวิต
มีการนำมาใช้ในการปราบจลาจลและกิจการของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านความมั่นคง
และความปลอดภัย
โดยการใช้งานจะอยู่ในรูปละอองลอยที่บรรจุในภาชนะอัดความดัน ต่อมา คือ สาร
CS หรือ ทู- คลอโรเบนเซลแมนโลโนไนไตรล (2-Chlorobenzalmalononl trle) หรือ
Chlorobenzyli denemalonitrile ค้นพบ โดยชาวอเมริกัน 2 คน ชื่อ Ben Carson และ
Roger Staughton ในปี ค.ศ. 1928 โดยชื่อย่อของแก๊สนี้มาจาก
นามสกุลของผู้ค้นพบทั้งสอง เป็นสารเคมีชนิดอนินทรีย์เช่นเดียวกันกับซีเอ็น
รวมทั้ง สาร CR หรือ ไดเบนโซซาซีพีน (Dibenzo xazepine)
กระทรวงกลาโหมของประเทศอังกฤษพัฒนาขึ้น มาใช้ในช่วงต้นทศวรรษ 1960 เป็นผลึกสีเหลือง
มีกลิ่นคล้าย พริกไทย ใช้ในการควบคุมการจลาจล
ส่วนสารอีกชนิดหนึ่งที่หลายคนคงเคยใช้กันมาบ้างแล้ว คือ สาร OC หรือ
โอเลโอเรซิน แคปซิคัม สเปรย์ (Oleoresin capsicum spray) หรือที่รู้จักกันในนามของ
สเปรย์พริกไทย เป็นสารที่ได้จากธรรมชาติ ซึ่งมีส่วนประกอบหลักของแคปไซซิน
(capsaicin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้รู้สึกเผ็ดมีอยู่ในพืชจำพวกพริก พริกไทย
แต่ปัจจุบันมักใช้เป็นสารสังเคราะห์ ภาชนะที่ใช้บรรจุแก๊สน้ำตาจะอยู่ในรูปของ
กระป๋อง กระบอกที่ใส่ในเครื่องยิง รวมทั้ง ลูกระเบิดขนาดเล็ก
ซึ่งมีทั้งแบบขว้างและแบบยิง
สำหรับแบบยิงจะต้องใช้เครื่องที่ใช้ยิงแก๊สน้ำตาโดยเฉพาะ ซึ่งทางหน่วยใช้อยู่
แต่ถ้าเป็นเครื่องยิงกระสุนที่เป็นหัวรบจะเป็นอีกแบบหนึ่งมีเกลียวและลำ
กล้องจะแข็งแรงกว่าสามารถบังคับวิถีกระสุนให้พุ่งไปในแนวตรง
ไม่ใช่ไปแบบไม่มีทิศทางเหมือนแก๊สน้ำตา
ซึ่งหากดูจากลักษณะภายนอกอาจมีความคล้ายคลึงกัน
“ลูกกระสุนแก๊สน้ำตาที่ใช้แบบยิงนั้น ปัจจุบันทางหน่วยใช้ยี่ห้อเฟดเดอรัล
ลาบอเรทอรี่ รุ่น 206-T-40
สั่งซื้อมาจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศที่นำเข้าจากต่างประเทศ
โดยส่วนมากจะมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการประมูล มีขนาด 38 และ 40 มิลลิเมตร
เพราะทางหน่วยมีเครื่องยิงทั้ง ขนาด 38 และ 40 มิลลิเมตร
ในขณะที่ขนาดต่างกันแต่จะไม่
มีผลกับปริมาณแก๊สและระยะการยิงเพราะทั้งสองขนาดบรรจุแก๊สเท่ากัน คือ ประมาณ 1.4
กรัม จะต่างกันเพียงแต่ว่าขนาด 40 มิลลิเมตร มีปลอกกระสุน ที่ใหญ่กว่าเท่านั้น
โดยระยะวิถีกระสุนไกลสุดประมาณ 150 หลา มีรัศมีกลุ่มควัน 5 เมตร ออกฤทธิ์อยู่ประมาณ
30 วินาที และจะคงอยู่นานประมาณ 30 นาที ส่วนแบบขว้างจะมีระยะที่สั้นกว่า
แต่จะไปได้ไกลแค่ไหนนั้นขึ้นอยู่กับกำลังและการฝึกของผู้ขว้าง
แต่จะขว้างได้โดยประมาณ 50 หลา
มีทั้งแบบกระป๋องและลูกเกลี้ยงซึ่งแบบกระป๋องจะบรรจุแก๊สมากกว่าแบบลูก
เกลี้ยง” สารแต่ละชนิดส่วนใหญ่พ่นออกมาในรูปของแก๊ส เป็นกลุ่มควัน
มีผลทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา มีน้ำตาไหล
ถ้าโดนที่ผิวหนังก็จะแสบร้อนบริเวณที่โดน สำหรับระบบทางเดินหายใจ มีอาการ ไอ จาม
หายใจขัด น้ำมูกไหล และบางรายอาจมีอาการอาเจียนได้
แต่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและจะหายไปหลังจากสัมผัสราว 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง
การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำได้โดยต้องล้างบริเวณที่โดนสารด้วยน้ำเปล่า
ยิ่งเย็นยิ่ง ดี เพราะสารเคมีเหล่านี้เป็นสาร ที่ทำให้เกิดความร้อน
บริเวณที่โดนทั้ง ตา จมูก และผิวหนัง ถ้ามีอาการแพ้มากควรรีบพบแพทย์
และสามารถป้องกันได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำปิดจมูกป้องกันการสูดเข้าไป
ส่วนที่ตาป้องกันได้โดยการใส่แว่นตาหรือใส่หน้ากากและควรสวมเสื้อแขนยาวและ
กางเกงขายาว อย่าให้สัมผัมกับสารโดยตรง ทั้งในการสูดเข้าไปหรือทางผิวหนัง
ในการปราบการจลาจลยังมีอุปกรณ์อีกมากมายที่ใช้กัน ทั้ง ระเบิดยาง
ซึ่งเป็นอาวุธที่ ไม่ทำอันตรายถึงชีวิต ลักษณะ ภายในจะบรรจุลูกยางเม็ดเล็ก ๆ
จำนวนมาก เมื่อโยนไปแล้วมี การระเบิด สะเก็ดจะไม่ได้เป็น เหล็กแต่เป็นลูกยางแทน ทำ
ให้เจ็บ อีกทั้ง เครื่องช็อตไฟฟ้า กระบองไฟฟ้า
เมื่อโดนส่วนใดแล้วจะมีกระแสไฟฟ้าวิ่งออกมาช็อต
แต่ในหน่วยงานของราชการไทยไม่มีการจัดซื้ออุปกรณ์จำพวกนี้มาใช้ในประเทศ จากการตรวจสอบปลอก
ของกระสุนยิงแก๊สน้ำตาที่ด้านข้างมีคำเตือนระบุว่า
ห้ามยิงโดยตรงอาจจะทำให้เกิดอันตราย บาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้
ซึ่งเป็นเรื่องของคำเตือนที่อยู่ด้านข้างของบรรจุภัณฑ์ ทำให้มีการทดสอบ
ในเรื่องเกี่ยวกับการปะทะโดยตรง ของฝ่ายวิจัยและพัฒนา บริษัทเฟดเดอรัล ลาบอเรทอรี่
ที่เป็นผู้ผลิตกระสุนแก๊สน้ำตา ซึ่งในการทดสอบมีเงื่อนไขว่า รอยยุบจะต้องไม่เกิน 44
มิลลิเมตร ตามมาตรฐาน NIJ (National Institute of Justice)
ที่ใช้ในการทดสอบเสื้อเกราะ โดยมีการทดสอบในระยะการยิง 20 ฟุต
ใส่ดินในการทดสอบซึ่งเป็นดินหนุนที่ใช้แทนร่างกายมนุษย์ โดยไม่มีกำบัง ปรากฏว่า
มีรอยยุบ 28.4 มิลลิเมตร ซึ่งไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานที่จะทำให้เกิดอันตราย
อาจจะมีเพียงอาการเจ็บ ช้ำ
ปวดได้เท่านั้น “การใช้แก๊สน้ำตาในการสลายการชุมนุมนั้นมีวัตถุประสงค์หลัก
คือ ยิงหรือขว้างไปในที่ที่ไม่ต้องการให้ชุมนุมให้ออกจากพื้นที่ตรงนั้น
หรือถอยออกไปจากตรงนั้น
ซึ่งเป็นการควบคุมฝูงชนให้อยู่ในพื้นที่จำกัดเท่านั้น การปฏิบัติในลักษณะเช่นนี้
คือ การทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของประเทศ ทำตามที่ฝ่ายบริหารซึ่งเป็น 1 ใน 3
ของอำนาจอธิปไตยสั่งการ และเมื่อศาลออกหมายจับ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่โดยการจับกุม
รวมทั้งเป็นพนักงานสอบสวนในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะอยู่ยุคใด ม็อบใด
เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาล กลุ่มที่เป็นรัฐบาลมาเป็นม็อบ อีกกลุ่มกลับไปเป็นรัฐบาล
สลับกัน แต่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมการจลาจลก็ยังคนเดิม ชุดเดิม
ตำรวจทุกนายไม่ได้ต้องการให้ ฝูงชนเป็นอันตราย เพียงแต่ต้อง
การให้ฝูงชนออกจากพื้นที่ หรือ ถอยไปอยู่ในที่ตั้งอื่นที่ไม่ใช่ตรงนี้”
พ.ต.อ.วีรพัฒน์
กล่าวทิ้งท้าย ขอให้น้ำตาที่เกิดจากแก๊สน้ำตาเป็นเพียงร่องรอยของคราบ
น้ำตาที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว อย่าให้ฝังลึกลงไปในจิตใจ
เพราะการสูญเสียบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ประเมินค่าไม่ได้...
จุฑานันทน์
บุญทราหาญ | From: http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=179575&NewsType=1&Template=1
|