| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
สองวันที่ผ่านมา เรื่องราวของการเป่านกหวีดวนเวียนอยู่ในสมองผมเกือบตลอดเวลา วันดีเดย์ ศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2551 ยุทธการ "ทุบหม้อข้าว ไม่ชนะ ไม่กลับ" ทำให้คิดไปต่างๆ นานา ว่าทำไมถึงต้อง "บุก ทำเนียบ" ทำเนียบที่เมื่อในอดีตผมได้เคยเข้าไปมาแล้วครั้งหนึ่ง เปล่าหรอกครับ ผมไม่ใช่เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี หรือ สส. แต่ผมเป็นหนึ่งในคณะนักเรียนจากต่างจังหวัดที่ เข้ามาทัศนศึกษาในสถานที่สำคัญๆ ในเมืองหลวงแค่นั้นเอง วันนี้ข่าวคราวเรื่องการบุกทำเนียบดูจะเข้าสู่โสตประสาทของผมตลอดวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งในขณะที่ผมกำลังทานข้าวเที่ยงอยู่ในร้านข้าวแกงร้านหนึ่ง ถนนเหมือนจะมุ่งหน้าสู่ทำเนียบทุกสาย เมื่อเข้ามาในบล็อกก็ได้ยินเสียงนกหวีดดังอยู่ในหลายๆ บล็อกของเพื่อนชาวโอเคเนชั่น เสียงนกหวีดที่ดังขึ้นทำให้ผมย้อนคิดถึงอดีต สมัยที่เป็นนักวิ่งเท้าเปล่าของการแข่งขันกรีฑาระหว่างโรงเรียนประถมในตำบล.. ไม่รู้ว่าทำไมผมถึงคิดย้อนกลับไปไกลขนาดนั้น แต่ก็ทำให้ผมเฝ้ารอวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อ.. วันที่ 20 มิถุนายน 2551 แล้วจู่ๆ ความฝันผมก็แทบสลายลง ก็เพราะเมื่อประมาณตี 1 ของเมื่อคืน (19 มิถุนายน 2551) พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ได้ขึ้นเวทีแจ้งข่าวด่วนให้กลุ่มผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมว่า ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่จะใช้กำลังสลายการชุมนุมในช่วงก่อนเช้าของวันนี้ และขอให้ผู้เข้าร่วม ชุมนุมอย่างสงบ พร้อมกับลงไปนั่งรวมอยู่ในกลุ่มของผู้ชุมนุม แล้วสั่งการไปยังอาสาสมัครรักษาความปลอดภัยให้เตรียมความพร้อมอย่างเคร่งครัดอยู่ตลอดเวลา ฝันของผมแทบสลาย เพราะหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจริงๆ ผมคงอดไปทำเนียบเป็นแน่แท้ แต่ในที่สุดเหตุการณ์ก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เมื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ประกาศอีกครั้งว่าเจ้าหน้าทีตำรวจได้ถอนกำลังกลับไปแล้ว ทำให้ใจผมชื้นขึ้นมาอีกครั้งก่อนที่จะล้มตัวลงนอน ....................... "หนูจะไปทำเนียบ" ผมเอ่ยปากบอกแม่ "จะไปทำไมเหรอ ?" แม่ย้อนถามผม "ก็พรุ่งนี้วันเด็กนี่แม่.. เค้าให้เด็กเข้าไปเที่ยวในทำเนียบได้" ผมอธิบายให้แม่ฟัง "เค้าให้เด็กได้นั่งเก้าอี้ นายกฯ ด้วยนะแม่" ผมบอกเพิ่มเติมอย่างตื่นเต้น "อือออ.. แล้วให้พ่อพาไป" แม่ฝากความหวังของผมไว้กับพ่อทันที "เป็นบุญตูดของตูแล้ว" ผมนึกอยู่ในใจ
ทำเนียบรัฐบาล (Royal Thai Government House) เป็นสถานที่ราชการสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นสถานที่ทำงานของรัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตลอดจนข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี, สถานที่ประชุมคณะรัฐมนตรี, สถานที่ต้อนรับบุคคลสำคัญระดับผู้นำชาวต่างประเทศที่มาเยือนประเทศไทย และยังใช้เป็นสถานที่จัดงานรัฐพิธี เช่น งานสโมสรสันนิบาต เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ เป็นต้น ตั้ง อยู่ ณ เลขที่ 1 ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา ก่อนเป็นทำเนียบรัฐบาล บริเวณพื้นที่ภายในรั้วกำแพงโดยรอบนี้มีชื่อเดิมว่า "บ้านนรสิงห์" เจ้าของบ้านคือ "พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ" (ม.ล.เฟื้อพึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางราชการ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 สำเร็จราชการมหาดเล็ก องคมนตรี อุปนายกเสือป่า พลเอกกองทัพบก พลเรือเอกกองทัพเรือ นอกจากนี้ยังเป็นผู้ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปรานให้ใกล้ชิดพระองค์อยู่ตลอดเวลา เช่น โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวยทั้งมื้อกลางวันและกลางคืนตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลำพังกับพระองค์ เป็น ต้น บ้านนรสิงห์ ตั้งอยู่ตำบลดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีบริเวณเนื้อที่ตามโฉนด 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา เจ้าของบ้านได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์มาจัดสร้างอาคารและสิ่งต่าง ๆ ลงในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว
ชื่อบ้านนรสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทาน หรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง แต่ "นรสิงห์" นั้นเป็นชื่อของพระนารายณ์ เป็นเจ้าที่ทรงอวตารลงมาในโลกมนุษย์เพื่อปราบยักษ์ร้ายที่ชื่อ "หิรัตะอสูร" ร่างของนรสิงห์ ตอนเศียรเป็นสิงห์แต่พระกายเป็นมนุษย์ เล็บที่ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บสิงห์ใช้เป็นอาวุธ (รายละเอียดโปรดดูในลิลิตนารายณ์สิบปาง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่เดิมบ้านนรสิงห์ เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัวตั้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ปัจจุบันรูปปั้นนรสิงห์อันเป็นสัญลักษณ์ของบ้านไม่มีอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ ณ ที่ใด
ทำเนียบรัฐบาล หลังจากการที่ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการราษฎรตามผลการประกาศพระบรมราชโองการให้ใช้พระราชบัญญัติธรรมนูญการโปรดเกล้าฯ ปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วถือว่า คณะกรรมการราษฎรที่ตั้งขึ้นเป็นคณะบริหารนั้น เป็นที่มาของคณะรัฐมนตรีในวันถัดจากวันที่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว และได้ถือเอาวันที่ 28 มิถุนายน เป็น "วันสถาปนาสำนักนายก รัฐมนตรี" ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สถานที่ปฏิบัติราชการของคณะกรรมการราษฎรอยู่ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งใช้ป็นสภาผู้แทนราษฎรด้วยในขณะนั้น พระยามโนปกรณนิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) เป็นประธานคณะกรรมการคณะราษฎร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ทรงแต่งตั้งให้พระยามโนปกรณนิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญฉบับนั้น สถานที่ปฏิบัติราชการของนายกรัฐมนตรียังคงอยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคมตามเดิม ต่อมาพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ.2476 สถาน ที่ปฏิบัติราชการของนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนมาอยู่วังปารุสกวัน เพราะวังปารุสกวันถูกผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองยึดไว้ และพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาก็อยู่ที่นี่ สถานที่ทำงานในตอนแรกเรียกว่า "วังปารุสกวัน" บ้าง "สำนักนายกรัฐมนตรีวังปารุสกวัน" บ้าง แต่ต่อมาเรียกว่า "สำนักนายกรัฐมนตรีวังปารุสกวัน" ชื่อเดียวครั้นถึงสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2481 สำนักนายกรัฐมนตรีเปลี่ยนมาอยู่ที่วังสวนกุหลาบซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับวังปารุสกวันนั่นเอง
ใน พ.ศ.2484 ระหว่างสงครามมหาอาเซียบูรพา ญี่ปุ่นได้มีการเจรจาขอซื้อหรือไม่ก็ขอเช่าบ้านนรสิงห์ด้วยเห็นว่ามีความสวยงาม เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่ความปรากฏในเวลาต่อมาว่าในเดือนมีนาคม พ.ศ.2484 พลเอก พลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้านนรสิงห์ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คือนายปรีดี พนมยงค์ เสนอขายบ้านนรสิงห์ให้แก่รัฐบาลในราคา 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและมีค่าบำรุงรักษาสูง กระทรวงการคลังปฏิเสธ แต่ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2484 จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีเห็นว่าควรซื้อบ้านนรสิงห์ทำเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ตกลงกันได้ในราคา 1 ล้านบาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ คือพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และพลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) ได้ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินสำนักงานทรัพยสิ้นส่วนพระมหากษัตริย์ และได้มอบบ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้รัฐบาลใช้เป็นสถานที่สำหรับรับรองแขกเมืองและใช้เป็นที่ตั้งทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ.2484 เป็นต้น มา ดังนั้น "บ้านนรสิงห์" จึงเปลี่ยนเป็น "ทำเนียบสามัคคีชัย" และ "ทำเนียบรัฐบาล" โดยลำดับ สำนักนายกรัฐมนตรีจึงย้ายจากวังสวนกุหลาบมาอยู่ ณ ที่นี้เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2506 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการซื้อทำเนียบรัฐบาล และได้มีการทำสัญญาซื้อขายกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในราคา 17,780,802.36 บาท (สิบเจ็ดล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นแปดร้อยสองบาทสามสิบหกสตางค์) โดยคำนวณราคาจากต้นทุนรับซื้อบวกด้วยราคาซ่อมบำรุงคูณด้วย 15 แล้วลดราคาลง 20% ตามระเบียบของราชการในสมัยนั้น และโอนกรรมสิทธิ์กัน ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดพระนคร เสร็จเรียบร้อย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ.2512
................................... "&% $#@!!!.........................." เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ผมงัวเงียหยิบมันมากดรับสายพร้อมแนบเข้ากับหู "ฮัลโหล.. ว่าไงพี่ ?" สายของเพื่อนร่วมงานรุ่นพี่ของผมนั่นเอง "เฮ้ยยย.. ยังไม่ตื่นอีกเหรอไอ้ห่... รีบออกมาได้แล้ว นัดอะไรของมึ..วะ" เสียงที่ได้ยินเหมือนเป็นเสียง "นกหวีด" ที่ทำให้ผมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว ผมนอนหลับฝันจนลืมนัดไปเลยจริงๆ นึกเสียดายความฝันที่ผมกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้นายกฯ เก้าอี้ที่แสนนุ่ม แอร์คอนดิชั่นอันเย็นฉ่ำบนหอคอยงาช้างแห่งนั้น อืมม.. มันช่างโอ่อ่าอลังการอะไรขนาดนั้น ผมจึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมใครๆ ถึงได้อยากเดินเข้ามาในที่แห่งนี้ในฐานะผู้ทรงเกียรติกันนัก ญาธร ---------------------------------------------------- ที่มาของข้อมูลทำเนียบ รัฐบาล เพลงประกอบ |