| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
ผมยังจำได้ตอนสมัยที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ ภาพของโรงเรียนที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า "วัด" ยังคงฝังอยู่ในความทรงจำเสมอมา โรงเรียนในวัยประถมของผมเป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 500 เมตร ผมคือเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งในจำนวนนักเรียนอีกมากมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่จบการศึกษาจากโรงเรียนวัดแห่งนั้น เท้าเปล่าที่ย่ำไปในตอนเช้า เดินกลับไปทานข้าวเที่ยงที่บ้าน และย่ำคืนเส้นทางเดิมในตอนเย็น ภาพเหล่านั้นแม้จะนานแสนนานแต่ยังประทับอยู่ในความทรงจำอย่างมิเคยลืมเลือน โดยเฉพาะในยามที่ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านช่วงเทศกาล เมื่อผ่านหน้าโรงเรียนทีไรก็อดคิดถึงไม่ได้สักครั้ง
วันเวลาที่ได้หมุนไปพร้อมทั้งได้นำพาชีวิตให้ระหกระเหินไปในต่างถิ่นที่มีความพร้อมมากกว่าในเรื่องการศึกษา ทำให้ไม่สามารถกลับไปสู่บ้านเกิดได้อย่างถาวร หากแต่ว่าเมื่อมาถึงจุดนี้จิตใจของผมกลับไม่พร้อมอย่างสิ้นเชิง ด้วยความคิดที่เสียดแทงใจและขัดแย้งในตัวของมันเองว่า ณ จุดนั้นไม่มีตำแหน่งสำหรับให้เรายืนอย่างเหมาะสมกับเส้นทางและประสบการณ์อันยาวไกลที่ได้สั่งสมมา นั่นคงเป็นค่านิยมที่เลวร้ายที่ได้ฝังรากลึกลงสู่จิตใจอย่างถาวรเสียแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะใช่ ก็ในเมื่อผมยังมีความรู้สึกว่าในสิ่งที่ผมกำลังเป็นมันเป็นค่านิยมที่เลวร้าย เพียงแต่ว่าผมยังไม่สามารถทำมันได้เท่านั้นเอง คงเป็นข้ออ้างที่เกิดขึ้นภายในจิตใจมากกว่า หรือบางทีในค่านิยมที่เลวร้ายนั้นมันพร่ำบอกอยู่เสมอว่า จงแสวงหาความสะดวกสบายให้กับชีวิต จงลืมภาพความลำบากนั้นเสีย แล้วเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ แต่มันไม่เคยบอกสักครั้งเลยว่า จุดหมายที่แท้จริงของชีวิตนั้นคืออะไร
เรื่องราวการต่อรองราคาในการที่จะนำลูกชายเข้า ม.1 ของโรงเรียนรัฐบาลชื่อดังออกจากปากของเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งเข้าหูของผมเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ด้วยสนนราคาเดิมที่หนึ่งแสนสี่หมื่นบาท ได้ถูกต่อรองราคาลงจนเหลือแค่ครึ่งเดียว ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงแค่สาขาที่ 2 ของโรงเรียนชื่อดังแต่ผลสุดท้ายด้วยราคาแค่ครึ่งเดียวก็ไม่สามารถทำให้มีโอกาสในการเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดังนั้นได้ ศูนย์กลางความเจริญของทุกอย่างถูกกระจุกตัวอยู่อย่างแออัดในเมืองหลวง บนถนนในตอนเช้าตรู่หน้าโรงเรียนมีชื่อคราคร่ำไปด้วยรถราที่ไปส่งบุตรหลานเข้าสู่ประตูโรงเรียน สถาบันกวดวิชาย่านสยามสแควร์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรืองามวงศ์วาน ขวักไขว่ไปด้วยนักเรียนที่มีความจำเป็นในการแข่งขันเข้าไปจับจองเป็นส่วนหนึ่ง ณ ที่แห่งนั้น ในภาพเหล่านั้นตอกย้ำความสงสัยให้กับผมอยู่เสมอว่า จุดหมายที่แท้จริงของชีวิตนั้นคือสิ่งใด
อีกมุมหนึ่งของเมืองไทย ภาพของเด็กนักเรียนเท้าเปล่านุ่งกางเกงตูดปะ ไร้ซึ่งอุปกรณ์การเรียนที่ทันสมัย หรือบางทีไม่มีเลยด้วยซ้ำไป อาคารเรียนไร้ฝาห้องที่ผุพัง มีแม่พิมพ์ผู้เสียสละเพียงไม่กี่คนที่จะสามารถทนอยู่ได้กับสภาพที่ไม่สามารถเลือกได้ และบางทีก็พร้อมที่จะจากไปเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า ในขณะที่ตัวแทนของประชาชนที่พวกเราได้ใช้เวลาไม่เกิน 4 วินาทีเลือกเข้าไปกำลังมีภาระที่แสนจะยุ่งยากอยู่กับการเฟ้นหา ส.เสือ ให้มาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี จนไม่แน่ใจว่าการได้รับเลือกเข้ามานั้นต้องมีหน้าที่อะไรบ้าง นโยบายอันสวยหรูในการกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาคของประเทศถูกเขี่ยทิ้งอย่างไม่ใยดี คงไม่ต้องมีความแปลกใจอันใดอีกเลยกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าในทุกวันนี้ และคงไม่ต้องพูดถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าล้มเหลวอย่างไร ในเมื่อประชาชนส่วนใหญ่ยังคงด้อยและขาดโอกาสเรื่องการศึกษา ในเรื่องอื่นๆ ก็คงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องกล่าวถึงมันอีก
ผมเคยได้ฟังบทสัมภาษณ์ของ มาโนช พุฒตาล ในเว็ปไซต์ Post today ที่ว่า "ที่จริงแล้วการบริหารงานแต่ละกระทรวงไม่มีความจำเป็นอันใดเลยที่จะต้องมีรัฐมนตรี ในเมื่อรัฐมีนโยบายลงมา แค่ปลัดกระทรวงก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเฟ้นหารัฐมนตรีให้ยุ่งยาก ได้รับเลือกตั้งเข้ามานอกจากตำแหน่งนายกแล้ว คนอื่นก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติไป หรือไม่ก็กระทรวงเดียวที่ควรมีรัฐมนตรีที่มีความรู้ความสามารถจริงๆ คอยดูแลก็คือกระทรวงศึกษาธิการ และงบประมาณส่วนใหญ่ก็ควรทุ่มเทให้กับการศึกษาของชาติ และต้องทำให้การศึกษาเท่าเทียมกัน มีมาตรฐานเดียวทั่วทั้งประเทศ โรงเรียนตามป่าเขาลำเนาไพรมีสภาพเดียวกันกับโรงเรียนเตรียมอุดม สวนกุหลาบ ใช้งบประมาณสร้างบุคคลากรให้มีคุณภาพเท่าเทียมกัน แล้วจะสามารถลดภาระต่างลงได้อย่างมหาศาล โดยเฉพาะภาระเรื่องคุณภาพของประชากร" ข้อความที่ยกมาอาจไม่เหมือนกับต้นฉบับเสียทีเดียวแต่คิดว่าน่าจะใกล้เคียง ถ้าหากเป็นจริงได้อย่างนั้น ในวันนี้การต้องมาเดินตามรอยครูซัน และการเชิญชวนในการรับบริจาคปัจจัยเพื่อเด็กดอยเหล่านั้นคงไม่มีความจำเป็นแต่ประการใด แต่ในเมื่อเรื่องราวของบ้านเมืองไม่ได้เป็นอย่างที่คิด มีสิ่งใดที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ตามความสามารถที่มีก็ต้องทำกันไป ถือเป็นความที่สวยงามที่เกิดขึ้นต่อจิตใจแห่งผู้ให้ และความอิ่มเอมใจของผู้รับ ตามที่คนตัวเล็กๆ กลุ่มเล็กๆ พอจะทำให้กันได้ ทำไงได้ล่ะ.. ก็ในเมื่อเราเกิดมาร่วมชะตากรรมเดียวกันแล้วนี่ !!
ได้รับ tag จากคุณพี่ Mookie สุดหล่อ (ขอบคุณเป็นอย่างสูงที่ทำให้ผมได้มีเรื่องเขียนอีกเรื่อง) ในการกระจายข่าวกิจกรรมแห่งความสวยงามครั้งนี้ที่ชื่อว่า โครงการ ตามรอยครูซัน.. สานฝันเด็กน้อย บล็อกเกอร์หมีปีศาจ และ บล็อกเกอร์ความทรงจำเก่าๆ ขอบคุณครับ --------------------------------------------------------------------------------------------- Reference - |