• ญิบพันจันทร์
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : yipphanchan@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-09-20
  • จำนวนเรื่อง : 16
  • จำนวนผู้ชม : 7058
  • จำนวนผู้โหวต : 84
  • ส่ง msg :
ญิบ พันจันทร์
เรื่องราวแห่งชีวิต สิทธิ เสรีภาพ สิ่งแวดล้อม ความรู้สึกแห่งจิตวิญญาณ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
Permalink : http://www.oknation.net/blog/yipphanchan
วันพุธ ที่ 3 ตุลาคม 2550
ทับตะวัน
Posted by ญิบพันจันทร์ , ผู้อ่าน : 305 , 13:53:34 น.   | หมวดหมู่ : เรื่องสั้น  
พิมพ์หน้านี้


ภาพประกอบ:วสันต์  สิทธิเขตต์

ลมหน้าร้อนพัดผ่านมาผ่าว ๆ ท่ามกลางความเป็นไป มีอะไรอีกมากมายที่บอเลาไม่เข้าใจ

“...พ่อเอ็งยังไม่กลับมาใช่ไหม...”  ฉิกไค๋  เจ้าของสวนยางพาราหลายร้อยไร่  ชายร่างใหญ่  คิ้วดก  ตาดุ  ผิวขาว ตะคอกถามเด็กซาไกผมหยิกหย็อง  นุ่งกางเกงเก่าปะ  เปลือยอก ผิวดำเมื่อม  ค่อนข้างเตี้ยแคระ  ปากหนา  ตาขาวหน้าตาซีดเซียว

ลูกชายบอเลาคนพี่ก้มหน้า  ส่ายหัว  สองมือกำมีดพร้า ถางป่าในสวนยางพารา  หวดซ้ายป่ายขวาเดินก้มหน้าต่อไป

“...เมื่อวานพวกเอ็งเอาข้าวของกูไปกินแล้วยังไม่ได้ถางป่าให้ วันนี้ต้องถางให้เตียนเป็นสองเท่า โน่นต้องถางไปถึงสุดแดนโน่น  กูทำเครื่องหมายที่ต้นยางไว้แล้ว  พวกเอ็งสองคนเข้าใจไหม  หม้อข้าวหม้อแกงก็วางอยู่ที่นั่น  ถางถึงตรงนั้นจึงกินข้าวได้...”  ฉิกไค๋พูดไม่ลดละ

“...แต่ถ้าถางไม่ถึงตรงนั้น  อย่าเพิ่งกิน...”

ลมหน้าร้อนพัดผ่านมาอีกครั้ง  ใบยางสุกแดงร่วงปลิวผล็อยพรูไปตามลม  ไม่มีคำโต้ตอบจากเด็กชายซาไกเกือบวัยหนุ่มทั้งสอง  นอกจากแววตาใสซื่อ ส่อถึงความอดอยาก เหนื่อยหน่ายและเต็มทุกข์อยู่ในใจ

 

บอเลา  เงาะป่าหน้ากร้าน วัยเพิ่งเลยกลางคนร่างค่อนข้างเตี้ย  กล้ามสีน้ำตาลไหม้แข็งแรง  ผมดกดำหยิกเป็นกระเซิง นั่งยองๆอยู่บนขอนไม้เคี่ยม  สวมเสื้อยืดสีดำเก่าขาดไม่มีกระดุม นุ่งผ้าถุงเก่าคร่ำคร่า หน้าผากกว้าง จมูกแบน  หนวดดก  มือตีนหนา  ตาโต  หน้าตาบ่งบอกถึงความกล้าบึกบึน

เมียบอเลานั่งดูดใบจากยาเส้น  พ่นควันโขมงกลิ่นฉุน อยู่ข้างๆ อีกมือหนึ่งนางเอาหวีไม้ไผ่สางหัว  หน้าตาดูแก่กว่าบอเลาหลายปี  หล่อนนุ่งผ้าถุงปาเต๊ะผืนเก่า ริมผ้าด้านล่างมีรอยฉีกเป็นผืนเล็กๆให้ลูก  สวมเสื้อยืดสีแดงขึ้นคราบขี้เกลือ

กลางแดดที่แผดกล้าเมียบอเลาก้มหน้าลงถกผ้าถุงขึ้นมาเช็ดเหงื่อบนใบหน้า  แล้วเงยขึ้นมาตะโกนเรียกลูกที่เล่นอยู่ในทับ ริมไร่

“...พวกสูเหอ..อ ออกมาเด  ฉิกไค๋มาเด้...เด้...”  ไม่ทัน ขาดคำลูกบอเลาทุกคนวิ่งกรูออกมาในไร่  คนเล็กวิ่งไม่ทันร้องไห้ กระจองอแง

ฉิกไค๋ยิ้มอย่างใจดีมาแต่ไกล  เขามาจากบ้านริมถนนใหญ่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร  แต่สวนยางแปลงนี้ของเขาที่นี่อยู่ติดกับเทือกเขาบรรทัด  ทุกอาทิตย์เขาจะมาดูแลสวนเสมอ และทับของบอเลาก็อยู่ในหุบเขา เดินทางลัดเข้าไปไม่ไกลนัก

ฉิกไค๋  มีของฝากลูกเมียบอเลาแทบทุกครั้ง  โดยเฉพาะยาเส้นใบจาก  ฉิกไค๋เรียกบอเลาแล้วเดินเลียบริมไร่เข้าไปใกล้ๆ เสียงนกป่าลิงค่างดังลั่นป่า  ชะนีร้องโหวยๆอยู่ไกลๆ หรีดหริ่ง เรไรภูเขาร้องระงม

ในไร่ควันไฟเผาป่าลอยเอื่อยเฉื่อยขึ้นเบื้องบน  บอเลายังเผาขอนไม้ป่าไม่หมด  ขอนไร่ท่อนเล็กท่อนใหญ่ดำสลอน ระเกะระกะกิ่งก้านเต็มไปทั้งไร่

บางแห่งที่ทำก่อนหญ้าแตกยอดแซมดินเขียวขจี  ต่างจากไร่ของชาวบ้านทั่วไป  เพราะเขาจะเผาขอนไร่และเศษไม้หลายครั้ง  เก็บๆรวมมาเผาใหม่ที่ตอไม้จนเกลี้ยง  เสร็จแล้วรอให้ฝนมา  เอาจอบถากลูกหญ้าจึงหว่านพืชพันธุ์  แต่ไร่ของบอเลาฝนยังไม่ทันมาก็เอาข้าวเปลือกลงดิน  ไก่ป่าจึงออกมาคุ้ยเขี่ยขันก้องอยู่ริมป่า

ฉิกไค๋ยื่นของเล่นให้ลูกบอเลาด้วยมือที่อวบอูม ยิ้มเริงร่าตลอดเวลา  แต่นัยน์ตาแฝงความเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่ลดละ ฉิกไค๋คิดเสมอว่าสิ่งที่เขาทำไปนั้นเป็นการลงทุน  สักวันหนึ่งจะต้องกำไร  เวลายิ่งผันผ่านไปแสงแดดก็ยิ่งแผดกล้า  ทุกคนในไร่ บอเลาเหงื่อโซมกาย...

 

บอเลาและฉิกไค๋กลับมานั่งลงตรงหน้าทับ  คุยกันถึงครั้งที่รู้จักกันใหม่ๆ  มีอะไรหลายอย่างให้ขำขันหัวเราะกันลั่น

กว่าจะรู้จักกันสนิทสนมต้องใช้เวลายาวนาน   แต่ฉิกไค๋พูดกับเมียเขาเสมอว่า  นานเท่าไหร่ก็รอได้  เพราะเวลาคือการ ลงทุน

บอเลาและฉิกไค๋พูดถึงถ้อยคำเก่าๆกันอีกครั้ง  เมียและลูกๆที่นั่งล้อมวงรอบข้างต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน...

“...อ้ายเฒ่าเหอ อ อ กูอิเข้าไปแล้ว ว ว เด้...”  ฉิกไค๋ ตะโกนก้องให้สัญญาณ  ก่อนถึงทับของบอเลาด้วยเสียงสั่นๆ เพราะกลัวจะโดนลูกดอกอาบยาพิษของซาไก

“...มึงอย่าเข้ามา เดี๋ยวก่อนกูอินุ่งผ้าก่อน...”  บอเลาตะโกนตอบออกมาพร้อมทั้งรีบนุ่งผ้า  เมียบอเลาก็รีบหาคว้าผ้าถุงมานุ่ง  ฉิกไค๋นั่นเองเอาเสื้อผ้าเก่าๆเหล่านั้นมาแลกกับน้ำผึ้งป่าของบอเลา  และสอนให้พวกเขานุ่งผ้าแทนใบไม้  สอนให้กินข้าว  ขณะที่พวกของบอเลาออกป่าหาอาหารล่าสัตว์   ซึ่งหาได้ยากขึ้นทุกวัน

ฉิกไค๋อีกนั่นแหละที่หาหม้อข้าวหม้อแกงมาให้  หาไม้ขีด  หาน้ำมันมาให้ใช้  จะย้ายทับไปอยู่ที่ไหนก็ไม่ต้องแบกดุ้นไฟไปด้วย  ไม่ต้องเฝ้ากองไฟตลอดเวลา  แม้ในหน้าฝน  ฉิกไค๋จึงเป็นที่เกรงใจของพวกซาไกทุกคน  บอเลาและผองเพื่อนของเขาต่างเรียกฉิกไค๋ว่า “นาย”

กับเด็กๆซาไกก็เหมือนกัน  นายใช้ความพยายามอยู่นานพวกเด็กๆจึงเชื่อใจ  บางครั้งเขาเดินมาหาแต่เช้ามืด ต้นไม้ใบหญ้าชุ่มด้วยน้ำค้าง  ขากางเกงของนายเปียกเลยเข่า เมียบอเลาพยายามเรียกลูกๆอยู่หลายครั้ง

“...พวกสูเหอ..อ ออกมาเด  ไม่ต้องกลัวนิฉิกไค๋ มา.......”  สิ้นเสียงตะโกนเรียกครั้งแรกๆเด็กซาไกหญิงชายเจ็ดแปดคนไล่เลี่ยกัน  คนโตสิบกว่าขวบวิ่งไต่ขอนไม้ออกมา ยืนริมไร่  แต่ละคนผิวดำเป็นมัน  ผมหงิกงอหนาเป็นขดม้วน ติดหนังศีรษะ  คนโตสองคนนุ่งผ้า  นอกนั้นเปลือยกายล่อนจ้อน เด็กทุกคนมองดูนายด้วยสายตาหวาดๆแปลกใจ

ลูกคนเล็กวิ่งอมมือเตาะแตะๆมาเกาะขาบอเลาแอบดู ฉิกไค๋บางคนนั่งตักแม่  นอกนั้นนั่งบนขอนไม้  เห็นตาขาว ปากหนา  หน้าแบน  ผมหยิกหย็องเป็นแถว  ครู่หนึ่งบางคนวิ่งกลับไปทับ  บางคนที่กล้าค่อยขยับเข้าไปรับของในมือ “นาย”

แต่บอเลานั้นอยากออกไปสู่โลกกว้างตามที่ฉิกไค๋เป็นคนเล่า  อยากออกไปเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง  ไม่อยากแบกกระบอกน้ำไม้ไผ่อันยาวๆเอาน้ำมาจากลำห้วย ไม่อยากเอาลูกดอก ออกป่าล่าสัตว์  ไม่อยากเอากระบอกลูกดอกแขวนไว้ที่สะเอว  บอเลาอยากออกไปทำงานให้ได้เงินกลับมา  เพื่อซื้อของฝากลูก  ฝากเมียและเพื่อน  ฉิกไค๋พูดไว้หลายครั้งแล้วว่าจะช่วย...

 

“เอาเถอะน่า แล้วเรื่องนั้นกูจะจัดการให้เอง...”

“...แล้วแต่นายเถอะ...”

บอเลารอโอกาสนั้นอยู่นานแล้ว  เพียงแต่เฝ้ารอว่า เมื่อไหร่จะได้ออกไปสู่โลกกว้าง

ตะวันเริ่มฉายแสงอีกวัน  บอเลารู้สึกไม่อยากออกไปในไร่...

ผีเสื้อภูเขาปีกลายหลายสีบินคว้างๆ ไปมาระหว่างต้นไม้  บอเลานั่งดูอยู่หน้าทับ  ใจเขานึกอยากโบยบินออกไปให้ไกลเหมือนผีเสื้อ  มันยังบินวนไปวนมาระหว่างทับกับป่า

ทับของบอเลานั้นสร้างขึ้นง่ายๆแบบเพิงหมาแหงน  ใช้ไม้ง่ามขนาดขามาปักเป็นเสาสี่ต้น  เอาไม้ขนาดแขนสองอันมา พาดทำโครงหลังคา  เอาลำไม้ไผ่มาปูเป็นที่นอน  สูงกว่าพื้นคืบกว่าๆ  ข้างบนและข้างๆเอาใบหลาโอน  ใบไผ่ใบกล้วยป่ามามุงหลังคา และกั้นข้างๆ กันแดดกันฝน

ทับของเมียและลูกอยู่ถัดๆออกไป  ทับของผู้ใหญ่หลังใหญ่  ทับของเด็กหลังเล็ก  ทับแต่ละทับนอนได้เพียงคนเดียว ส่วนใหญ่พวกซาไกถ้าจะออกไป  “...ขุดหัวมัน...”  กันมักจะไปทำกันในป่า  โดยเฉพาะผัวเมียข้าวใหม่ปลามันมีการปักไม้เสียบหญ้าไว้ที่ปลาย  เป็นเครื่องหมายสำคัญไม่ให้คนอื่นๆเข้าไป

รอบๆทับบอเลาเวลานี้เป็นลานเตียน  หน้าทับออกไปไม่ไกลเป็นธารน้ำใสไหลเย็น  ไกลออกไปทุกด้านเป็นป่าทึบจะสว่างอยู่บ้างก็ตรงที่ทำไร่

นานวันฉิกไค๋สนิทกับบอเลาจนเข้าออกในทับได้  เอาลูกดอกมาตุด(เป่า)เล่นได้   ก่อนกลับไปทุกครั้งฉิกไค๋จะหอบหิ้ว เอายาสมุนไพร ของป่า  และน้ำผึ้งออกไปจากทับของบอเลาเสมอ  และบอเลาก็เต็มใจยกให้  “นาย”  ด้วยความที่อยากออกไปสู่เมืองใหญ่

ครั้งที่บอเลาไม่คุ้นเคยกับฉิกไค๋  ทางเข้าออกทับ  ทางที่ลงไปเอาน้ำในลำธาร  จะถูกกลบร่องรอยเป็นอย่างดี เพื่ออำพรางไม่ให้ใคร รู้ว่าทับอยู่ที่ไหน  ไม้และเถาวัลย์ที่รกแน่นขวางทางเข้าทับ  พวกบอเลาก็ลอดเข้าไป   เพราะถ้าตัดไม้หรือเถาวัลย์ออก ชาวบ้านที่เข้าป่ามาล่าสัตว์อาจจะเห็นได้ง่าย

ภายในบริเวณทับไม่มีเสียงดัง  แต่ทับของบอเลาทุกวันนี้เปลี่ยนไปตั้งแต่ที่สนิทกับฉิกไค๋  พวกเขาไม่สนใจทั้งเสียงและร่องรอย  ยิ่งนานวันยิ่งมีคนแปลกหน้ามาหาพวกเขามากขึ้น ไม่ว่าตอนเที่ยงคืนหรือเที่ยงวัน   ที่สำคัญคือคนทั้งสองพวกนั้นมีปืน  และต้องเรียกเขาว่านายเหมือนกัน  นายใหม่ทั้งสองพวกก่อนจากไปมักขู่ว่าจะฆ่าให้ตาย  ถ้าไปเข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง  และห้ามนำทางให้ฝ่ายตรงข้ามเด็ดขาด

บอเลาได้แต่ทอดถอนใจ  จะย้ายทับอีกครั้งก็ไม่รู้ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ใด   เพราะถ้าไปไกลจากฉิกไค๋คงลำบาก

 

หอนาฬิกากลางสี่แยกสูงตระหง่าน  ตีเหง่งหง่างบอกเวลาเที่ยงวัน  เปลวแดดร้อนระอุระยิบระยับ  บอเลามาถึงในเมือง  ฉิกไค๋จัดการให้เขาออกมาได้สมใจ  สิบวันสิบคืนในงานฤดูร้อนประจำปี

แต่คืนแรกที่ไปถึงบอเลารู้ว่าไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการ

“...อ้าวเร่เข้ามาๆ  พ่อแม่พี่น้องประชาชนทั้งหลาย สองมือล้วงกระเป๋า  สองเท้าย่างเข้ามา...”

ชายหน้าคล้ำหนวดดกใส่แว่นตาดำป่าวโฆษณาลั่น หน้าตาและร่างอันกำยำของเขาน่าเกลียด ไร้แววเมตตา

“...ที่นี่มีคนรู  มนุษย์กินคน  คนป่า  เงาะบ้าซาไก  คนภูเขา  มาดูความพิลึกกึกกือของมัน...อ้าวเร็วครับ  ผู้ใหญ่สองบาท  เด็กบาทเดียว...ท่านที่เข้าไปแล้วอย่านะครับ  อย่าเข้าใกล้มันอันตราย  อย่าแหย่มันนะครับ  เราไม่รับผิดชอบ  ถ้าท่านได้รับอันตราย...” คนในงานต่างแย่งกันเข้าไปดู

ที่ใต้ร่มต้นโพธิ์เกินสามคนโอบ  ข้างหอนาฬิกา  บอเลาถูกกักขังอยู่ในคอกไม้ขนาดใหญ่  ห่างออกไปเป็นรั้วสังกะสีทั้งสี่ด้าน  ที่ด้านหน้ามีรูปวาดหน้าตาของบอเลาน่าเกลียดแสยะแสยง  เขี้ยวยาว  ตาถลน  แยกเขี้ยวจะทำร้ายคน

เริ่มการแสดงแต่ละคืน  บอเลาถูกนายคนใหม่แต่งหน้าตาให้น่ากลัว   ใส่เขี้ยวปลอม  ต้องทำท่าวิ่งเข้าใส่ซี่กรงเหมือนจะทำร้ายคนดู  บางครั้งเอาที่เป่าลูกดอกออกมาตั้งท่าเหมือนจะเป่าคนดู  แต่ไม่มีลูกดอก

นายใหม่สั่งให้หกคะเมนตีลังกาก็ต้องทำ  บางครั้งก็ต้องลงไปนั่งผลุบๆโผล่ๆอยู่ในรูแคบๆ  บอเลาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคนในเมืองหลอกลวงกันเพียงนี้  เขาไม่ใช่คนโหดร้าย ไม่ ใช่คนกินคน  ไม่ใช่คนรู  คนบ้าใบ้  ไม่เคยทำร้ายใคร

 

ทั่วบริเวณงานแสงสีตระการตา  เสียงดังแข่งกันจนฟังไม่ได้ศัพท์  บอเลาเฝ้ามองลอดช่องผ้าใบและรูสังกะสี  ทางด้านซ้ายชิงช้าสวรรค์หมุนเอื่อยเฉื่อย  เปิดเพลงลั่น  ทั่วบริเวณงานคนจ้อกแจ้กจอแจแน่นขนัดเหมือนฝูงมด  ด้านขวาเป็นร้านขายของใช้เบ็ดเตล็ด  แต่ละร้านแข่งกันตะโกนโฆษณาอะไรๆ ก็ห้าบาท

ดนตรีร้านไก่ย่างดังกระหึ่ม  หญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยออกมาเต้น  หนังกลางแปลงกำลังฉาย

คืนแล้วคืนเล่า  บอเลาถูกทรมาน  คืนนี้เป็นคืนที่ห้าบอเลาทนไม่ไหวจึงไม่ยอมทำตามคำสั่งของนายคนใหม่  พวกมันสามสี่คนโมโหบอเลามาก เพราะบอเลาเอาแต่นอน ไม่ แยแสใครทั้งนั้น  จนต้องปิดการแสดง

“...กูซื้อมึงมาแพงนะมึง...”  นายคนใหม่ตะคอกใส่เขา

“...เอ็งต้องตั้งท่าให้น่ากลัวขึ้นอีก  ทำหน้าเหี้ยมเข้าไว้ ผ้าขาวม้าที่นุ่งโจงกระเบนขมวดให้แน่น  จับซี่กรงแล้วเขย่าแรงๆ ส่งเสียงดุร้ายเหมือนต้องการจะหนี...”

ใช่  หนีแน่บอเลานึกในใจ  เขามองหน้าพวกนายใหม่ที ละคนๆ

“...จบงานนี้แล้วจะได้ไปออกงานที่อื่นอีก  ภาคกลาง ภาคเหนือ  อีสาน  มึงจะได้ไปทั่วตามที่มึงปรารถนา  เดี๋ยวคน เข้ามา  ถ้ามึงไม่ทำตามที่กูว่า  เจ็บตัว...”

“...พลั่ก...” บอเลาร้องโอดโอยทั้งที่นอนอยู่  เขารีบลุกขึ้นพนมมือขอให้นายใหม่ปล่อยเขากลับไปทับ  กลับไปหาภูป่า ธารน้ำใส  ผีเสื้อปีกสวย  บอเลาคิดว่าเขาจำทางได้  เพราะวัน มาเขาพยายามสังเกตทั้งสองข้างทางไว้

“...ผัวะ ๆ ๆ ... เอ็งอยากกลับนักรึ...”

บอเลาเลือดกลบปาก

“...ตุบ...ตับ...”

อีกคนเข้ากระหน่ำซ้ำ บอเลานอนนิ่งไม่ไหวติง...

 

ในเย็นวันเดียวกันนั้น  ที่ทับบอเลา  ลูกชายคนโตสองคนออกป่าล่าสัตว์ยังไม่กลับมา  เมียและลูกๆที่เหลือก่อไฟย่างเนื้อคอยท่า  ควันไฟลอยขาวหม่นตัดกับทิวป่า  เครื่องบินเอียง ปีกวูบร่อนต่ำลงมาเหมือนครั้งก่อนๆ

“...หวีด  บึมๆ ...”

ลูกระเบิดหล่นลงมาตรงแผ่นสังกะสีผืนใหม่ที่  ฉิกไค๋เพิ่งเอามามุงทับให้  ลูกและเมียบอเลานั่งย่างเนื้อค่างอยู่ข้างๆ กองไฟหน้าทับ แรงระเบิดขุดดินเป็นหลุมลึก  ต้นไม้ข้างๆล้มทับ กันระเนระนาด  แขนขาลูกเมียบอเลาขาดกระเด็น คาวเลือดสดๆคละคลุ้ง

ศพเมียและลูกคนเล็กที่นางอุ้มแหลกละเอียด  เสื้อผ้าที่ฉิกไค๋เอามาให้บางผืนที่พวกเขานุ่งปลิวขึ้นไปติดอยู่บนต้นไม้  ตับไตไส้พุงกองทะลัก  เนื้อชิ้นเล็กชิ้นน้อยเกลื่อนป่า  เมียบอเลาสมองแตก  ไม้ล้มทับซ้ำ  ตากระเด็นโผล่เพียงเบ้าตาเป็นช่องโหว่ ว่างเปล่า

 

ฉิกไค๋ ฟังข่าวจากวิทยุในเช้าวันรุ่งขึ้นรายงานว่า...

“...กองทัพสามารถระเบิดทำลายค่ายที่มั่นของผู้ก่อการร้ายได้หลายแห่ง  ในเขตรอยต่อสามจังหวัด...”

 

๑๐

“...ไข่เรือบิน  แม่และน้องตายเพราะไข่เรือบิน...”  ลูกบอเลาสองคนที่รอดตายวิ่งกระหืดกระหอบมาบอกฉิกไค๋ปากคอสั่น

เพื่อนๆของบอเลาต่างแยกย้ายกันไปสร้างทับแห่งใหม่ในป่าไกลออกไป  แต่ลูกชายสองคนของบอเลาไม่รู้จะไปไหน และคิดว่าวันหนึ่งพ่อได้เงินจะต้องกลับมา

ทั้งสองจึงถางป่าให้ฉิกไค๋  ได้กินข้าวพอรอดตาย

“...บอเลาพ่อเอ็งยังไม่กลับมาใช่ไหม...”

          ฉิกไค๋เศรษฐีสวนยางพาราหลายร้อยไร่ถามลูกชายบอเลาอีกครั้ง  สวนที่รกร้างของเขาเตียนโล่งไปมากแล้ว

 

๑๑

          ลมหน้าร้อนยังพัดผ่านมา  ท่ามกลางความเป็นไป  ยังมี อะไรอีกมากมายที่บอเลาไม่เข้าใจ...

ภายใต้แสงแดดที่แผดกล้า  ดวงตะวันทับหัวบอเลาสาดแสงร้อนแรงเหมือนทุกข์ที่ทับร่าง ที่มือ แขน ขา ลวดหนามที่กั้นบริเวณงานเกี่ยวเลือดไหลลามแห้งกรัง  บอเลากำลังวิ่งหนีอยู่กลางทุ่งนาข้างวัดไส้กา   และเห็นภูป่าเทือกบรรทัดเป็น เงาทึบโค้งทอดยอดเหยียดยาว ตัดกับก้อนเมฆอยู่ไกลลิบ บอเลายังคงวิ่งต่อไป

วิ่งไปหาตัวหนอนนับแสน   ที่กำลังยั้วเยี้ยชอนไชเนื้อเน่าเหม็นของลูกและเมียที่หน้าทับ


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 9
kompai วันที่ : 14/04/2008 เวลา : 22.47 น.
http://www.oknation.net/blog/kompai
ร้อยถ้อย    รัอยลิขิต    ร้อยความคิดเพื่อมวลชน

สุขสันต์วันสงกรานต์ครับ ผมมาอวยพรช้าแต่มา และมาที่เดิมครับ ขอบคุณครับทับตะวันและญิบพันจันทร์
ความคิดเห็นที่ 8
kompai วันที่ : 24/01/2008 เวลา : 10.59 น.
http://www.oknation.net/blog/kompai
ร้อยถ้อย    รัอยลิขิต    ร้อยความคิดเพื่อมวลชน

ขอคืนทับให้เจ้าของ เผื่อจะเบื่อคนแล้วมานอนเล่นให้เย็นใจ ขอโบกโบยไปกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก่อนนะ บ๊ายบาย
ความคิดเห็นที่ 7
kompai วันที่ : 24/01/2008 เวลา : 10.58 น.
http://www.oknation.net/blog/kompai
ร้อยถ้อย    รัอยลิขิต    ร้อยความคิดเพื่อมวลชน

ขอคืนทับให้เจ้าของ เผื่อจะเบื่อคนแล้วมานอนเล่นให้เย็นใจ ขอโบกโบยไปกับสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงก่อนนะ บ๊ายบาย
ความคิดเห็นที่ 6
kompai วันที่ : 23/01/2008 เวลา : 21.04 น.
http://www.oknation.net/blog/kompai
ร้อยถ้อย    รัอยลิขิต    ร้อยความคิดเพื่อมวลชน

ขอบคุณทับตะวันที่ให้ยืมที่ซุกตัวซุกใจ เคยรู้สึกว่ารอบตัวพี่วุ่นวายไหม? ก็แค่ต้องการคล้ายๆคนอื่นแต่ไม่ต้องการเหมือนคนอื่น พักกายพักใจนะคะญิบ /น้องคมไผ่
ความคิดเห็นที่ 5
kompai วันที่ : 05/01/2008 เวลา : 09.37 น.
http://www.oknation.net/blog/kompai
ร้อยถ้อย    รัอยลิขิต    ร้อยความคิดเพื่อมวลชน

ขอซุกตัวอยู่ที่ทับนี้นะ คนเขาไปดูโลมากันเยอะแล้ว อยู่เงียบๆดีกว่า ถ้าว่างแล้วจะเขียนวิถีชีวิตคนภาคกลางให้อ่าน พาพี่ออกจากทะเลสาบสงขลา มาลงเจ้าพระยา(ไม่ใช่อ่างหมายถึงแม่น้ำ)ดูบ้าง พักกายพักใจนะคะญิบพันจันทร์
ความคิดเห็นที่ 4
kompai วันที่ : 30/12/2007 เวลา : 23.10 น.
http://www.oknation.net/blog/kompai
ร้อยถ้อย    รัอยลิขิต    ร้อยความคิดเพื่อมวลชน

เขียนดี ชอบพี่ญิบเขียนงานใช้คำกระชับ ไม่ฟุ่มเฟือยสื่อเข้าใจง่าย ชื่นชมค่ะ
ความคิดเห็นที่ 3
idtha วันที่ : 09/12/2007 เวลา : 20.48 น.

เขียนดีมาก เรื่องนี้เยี่ยม
ความคิดเห็นที่ 2
พิราบดำ วันที่ : 31/10/2007 เวลา : 09.40 น.
http://www.oknation.net/blog/pat-1
เมืองมะขามหวาน  

ชอบงานศิลปะ.............มากครับ
ความคิดเห็นที่ 1
พีร์ระพิชญ์ วันที่ : 03/10/2007 เวลา : 15.33 น.
http://www.oknation.net/blog/Ravi

คุณ ญิบหายไปนาน เลยนะท่าน
เคยอ่านงาน ตั้งแต่ บาดแผลแห่งภูผา
นานมากแล้ว
แสดงความคิดเห็น

  ล๊อกอินเข้าสู้ระบบ คลิกที่นี่   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
ขอขอบคุณ OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

ฝันเห็นดวงจันทร์

บทเพลงที่งดงาม ของ สองวัย

View All
<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4