พิมพ์หน้านี้
|
ให้อยู่เงียบๆอย่างนี้ดีแล้ว
ปี ๒๕๔๙ โลกเปลี่ยนแปลงชนิดมองหน้าไม่เห็นหลังแล้ว โลกยุคโลกาภิวัตน์ ยุคสื่อสารไร้พรมแดน ยุคการค้าเสรี ยุคการเงินเสรี ใครที่มีบัตรประชาชน มีหลักฐานการเป็นพลเมืองที่ชัดเจน ย่อมไม่รู้ว่า คนที่ไม่มีบัตรประชาชน คนที่ใช้สิทธิพลเมืองไม่ได้ มีความเดือดร้อนวุ่นวายใจแค่ไหน เสียโอกาสในความเป็นมนุษย์อย่างไร อะไรคือปัญหาของคนไร้รัฐ อะไรคือปัญหาของครอบครัวไร้รัฐพวกเขาไม่รู้ แต่ครอบครัวนี้รู้ดีว่า ชีวิตแ ห่งความขมขื่นนั้นเป็นอย่างไร ดร.ยอร์ช แมนซราโพ ปัญญาชนผู้ลี้ภัยการเมืองเข้ามาในประเทศไทย ได้ร้องเรียนขอความเป็นธรรมต่อนายกรัฐมนตรี หลังจากได้ดั้นด้นรอดตาย ผ่านแดนไทยเข้ามาทางด้านทิศตะวันตก วันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๐๒ พันเอกแสวง เสนาณรงค์ รองเลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรี ลงนามแทนเลขาธิการทำเนียบนายกรัฐมนตรี ได้ตอบคำร้องของดร.ยอร์ชไปว่า.. ตามที่ท่านได้ร้องเรียนต่อนายกรัฐมนตรีว่า ท่านมีเชื้อชาติและสัญชาติกระเหรี่ยง และลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศพม่า บัดนี้กองตรวจคนเข้าเมืองได้สั่งให้ท่านกับครอบครัวออกจากประเทศไทย ท่านจึงขอความเป็นธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยขออยู่ ในประเทศไทย และขอความช่วยเหลือโอนสัญชาติเป็นไทย โดยคำร้องลงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๐๒ นั้น สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ได้ส่งเรื่องนี้ให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้ว ได้รับรายงานว่า ท่านเป็นบุคคลชั้นนำคนหนึ่งที่ดำเนินการเป็นปฏิปักษ์ เพื่อกอบกู้อิสรภาพจากรัฐบาลพม่า และประกอบกับสภาวการณ์ในพม่าตามชายแดนอยู่ในสภาพไม่ปกติ โดยหลักการแห่งมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ กระทรวงมหาดไทยจึงได้สั่งการผ่อนผันให้ท่านและครอบครัว ได้ลี้ภัยในประเทศไทยต่อไปอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ส่วนการที่ท่านจะขอแปลงชาติเป็นไทยนั้น จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายได้กำหนดไว้ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พิจารณาเรื่องนี้แล้ว มีคำสั่งให้แจ้งมาเพื่อให้ท่านทราบ ดร.ยอร์ชรับทราบแล้วก็ใช้ความพยายามแก้ปัญหาต่อไป เพื่อให้ตัวเอง ภรรยา และลูกทั้งสามได้โอนสัญชาติเป็นไทย ทำทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน วันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๐๙ จ.ส.ต. ปลด ไกรฤกษ์ ตรวจคนเข้าเมือง อำเภอแม่สะเรียง ได้ออกหลักฐานเลขที่ ๑ / ๒๕๐๙ ว่า ดร.ยอร์ช แมนซราโพ อายุ ๕๖ ปี สัญชาติพม่า เชื้อชาติกะเหรี่ยง มีอาชีพเป็นอาจารย์ เกิดที่ตำบลวอค่ามา จังหวัดเมียวม่า ประเทศพม่า อพยพมาจากประเทศพม่า เป็นคนอพยพลี้ภัยทางการเมือง อยู่ในเขตกำหนดที่ตำบลบ้านกาศ บ้านเลขที่ ๗๗ ถนนแหล่งพานิช อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในหลักฐานฉบับนี้มีรูปถ่ายของดร.ยอร์ช พร้อมลายมือเป็นหลักฐานไว้ชัดเจน เขาและครอบครัวพำนักอยู่ที่นั่น
วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๑๑ พลตำรวจตรีประโยชน์ อังคุสิงห์ ผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมือง แผนกควบคุมคนต้องห้าม ได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่อง ดร.ยอร์ช แมนซราโพกับครอบครัวซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยขอย้ายถิ่นที่อยู่ คราวนี้มีรายละเอียดว่า ดร.ยอร์ชกับครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง อยู่ที่อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขออนุญาตย้ายถิ่นที่พักอาศัย ไปอยู่บ้านเลขที่ ๑๗ ซอย ๔ ถนนเจริญประเทศ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยทางจังหวัดมีความเห็นว่าควรได้รับความกรุณา บัดนี้กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณามีคำสั่งแล้วว่า ๑. อนุมัติให้ย้ายไปอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ตามเสนอได้ ๒. แจ้งจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้ทำบันทึก ให้ผู้อพยพรับรองว่า จะไม่ดำเนินการ หรือเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเด็ดขาด ๓. ติดต่อให้จังหวัดเชียงใหม่ทราบ
๑๐ ตุลาคม ๒๕๒๑ นายจำรูญ ปิยัมปุตระ รองปลัดกระทรวง ปฏิบัติราชการ แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เรื่อง นางสาวอายุ โพ ( AYU นางสาวอายุ โพ ผู้ลี้ภัยการเมืองสัญชาติพม่า ซึ่งได้รับอนุมัติจากกระทรวงมหาดไทย ให้พำนักลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศไทย เมื่อวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๙ ปัจจุบันประกอบอาชีพเป็นอาจารย์สอนวิชาดนตรีที่วิทยาลัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ พักอยู่บ้านเลขที่ ๓๖๐ หมู่ ๑๒ ถนนนิมานเหมินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ร้องขอทางการให้ออกเอกสารประจำตัว ประเภท EMERGENCY CERTIFICATE เพื่อใช้สำหรับเดินทางไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ณ ประเทศเยอรมันตะวันตกและฮ่องกง มีกำหนด ๓๐ วัน โดยจะออกเดินทางในวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๒๑ เสร็จแล้วจะขอกลับเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทยต่อไป กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง ที่นางสาวอายุ โพ จะเดินทางไปเผยแพร่วัฒนธรรมไทย ณ ต่างประเทศเป็นการชั่วคราว และจะเดินทางกลับเข้ามาพำนักอยู่ในประเทศไทย ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองต่อไปอีก จึงเรียนมาเพื่อทราบ และพิจารณาในเรื่องการออกเอกสารสำหรับใช้ในการเดินทางต่อไปด้วย
๑๐ ตุลาคม ๒๕๒๑ นายสุเทพ ศรีลักษณ์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองหนัง สือเดินทาง ได้ออกหนังสือด่วนที่สุด ถึงผู้บังคับการกองตรวจคนเข้าเมือง มีใจความตามที่ร้องขอ พร้อมสรุปว่า เรื่องนี้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง พร้อมกันนั้นกระทรวงการต่างประเทศพิจารณาแล้ว และได้ออกเอกสารเดินทาง EMERGENCY CERTIFICATE เลขที่ V. ๗/ ๑๙๗๘ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๒๑ ให้แก่นางสาวอายุ โพ และได้ทำการตรวจลงตรากลับ ( RE ENTRY VISA ) ให้ใช้ได้ ๒ ครั้ง เลขที่ ๒๐๗๒๕/๒๕๒๑ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๒๑ ในใบ EMERGENCY CERTIFICATE มีภาพถ่ายพร้อมลายเซ็น บอกรายละเอียดว่า นางสาวอายุ โพ อายุ ๒๓ ปี มีอาชีพเป็นครู สูง ๑.๔๘ เมตร เป็นคนพม่า เกิดในพม่า เดินทางท่องเที่ยวไปฮ่องกงและเยอรมัน ๑๔ วัน ย้อนกลับไปในเวลาก่อนนั้น ใบสุทธิเลขที่ ร. ๑๙๐๕๕๒ ของโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย อำเภอเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ออกให้เมื่อวันที่ ๒๐ เดือนพฤษภาคม ๒๕๑๗ เพื่อแสดงว่า นางสาวอายุ โพ เลขประจำตัว ๔๔๖๕ เกิดวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๙๘ บิดาชื่อนายยอร์ช โพ มารดาชื่อนางแอกเนส โพ ก่อนเข้าเรียนในโรงเรียนนี้ สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่ ๒ จากโรงเรียนทองสวัสดิ์ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เข้าเรียนในโรงเรียนนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ เดือนพฤษภาคม ๒๕๐๗ ในชั้นประถมปีที่ ๓ ออกจากโรงเรียนนี้ เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๑๗ เหตุที่ออกเพราะจบชั้นสูงสุด ก่อนออกจากโรงเรียนนี้สอบไล่ได้ชั้น ประโยคมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ แผนกศิลปะ เมื่อวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๑๗ ได้คะแนนร้อยละ ๖๘ การเล่าเรียนดี ความประพฤติเรียบร้อย สุขภาพแข็งแรง ภาพถ่ายในใบสุทธิเวลานั้นเธอแต่งชุดนักเรียน ไว้ผมถักเปีย ใบหน้ากลม
๒๖ เมษายน ๒๕๐๙ นางสาวมาลี อติแพทย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ ได้ส่งหนังสือด่วนมาก ที่ ศธ.๐๑๐๐/๐๒๓ ถึงนายยอร์ซ แมนซราโพ โดยอ้างถึงหนังสือนายยอร์ซที่ส่งมาเมื่อวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๙ เรื่องขออนุญาตให้บุตรไปสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยว่า.. ตามที่ท่านมีหนังสือกราบเรียน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอคำแนะนำเรื่องบุตรจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ดังความแจ้งอยู่แล้วนั้น กระทรวงศึกษาธิการไม่ขัดข้องประการใด ในการที่บุตรของท่านจะสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับคนอื่นๆ จึงเรียนมาเพื่อทราบ ต่อมานางสาวอายุ โพ ได้รับปริญญาศิลปะศาสตร์บัณฑิต ( ดุริยศิลป์ ) เกียรตินิยมอันดับสอง เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๒๑ ก่อนจดทะเบียนสมรสกับนายเธียรชัย นามเทพ ที่สำนักทะเบียนอำเภอเมืองเชียงใหม่ ในวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๒๑ มีนายคำตัน กันธเลิศ เป็นนายทะเบียน ก่อนที่เธอมีบัตรประจำตัวผู้เสียภาษีอากร เลขประจำตัว ๑๔๕๐๗๕๗๒๘๒ หลังจากมีรายได้จากการเป็นอาจารย์สอนวิชาดนตรี
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ครอบครัวอาจารย์อายุ โพ ยังลำบากใจ ยุ่งยากใจ เรื่องยังไม่มีบัตรประชาชน ไม่มีบัตรแสดงตน จะไปฝากเงินที่ธนาคารก็ทำไม่ได้ จะเดินทางไปต่างประเทศก็ทำหนังสือเดินทางไม่ได้ จะซื้อขายบ้านก็ทำไม่ได้ฯ สิทธิการเป็นพลเมืองอีกมากมายหายไป ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๔๘ นายเรมีย์ นามเทพ และนายศิลา นามเทพ บุตรชายทั้งสองของอาจารย์อายุ โพ ได้เขียนจดหมายถึงนายกรัฐมนตรีว่า.. ผมเรมีย์ นามเทพ อายุ ๒๕ ปี มีอาชีพเป็นอาจารย์สอนดนตรี ( คลาสสิค ) และน้องชาย นายศิลา นามเทพ อายุ ๒๓ ปี เป็นนักดนตรีอาชีพ พวกผม ๒ คนพี่น้อง จบการศึกษาชั้นปริญญาตรี ศศ.บ. ( ดุริยศิลป์ ) เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยพายัพ ตลอดเวลายี่สิบกว่าปีมานี้ คนที่ดูแลเรามาตลอดก็คือคุณแม่ นางอายุ นามเทพ เพราะคุณพ่อได้เสียชีวิตไปตั้งแต่ตอนที่เราเข้าเรียนชั้นอนุบาลแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณแม่ได้เลี้ยงเรามาอย่างดี ไม่บกพร่องทางการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ หรือด้านจริยธรรม แม่ส่งเราเข้าเรียนในโรงเรียนที่ดี คือโรงเรียนปรินส์รอแยลวิทยาลัย แล้วเรียนต่อจนจบมหาวิทยาลัย แม่ได้ส่งเสียพวกเราตามลำพัง แม้ว่าแม่จะต้องเหนื่อยยากลำบากตรากตรำ เพราะเราเป็นเพียงคนฐานะปานกลางเท่านั้น แต่ที่ยากกว่าคนฐานะปานกลางครอบครัวอื่นก็คือ คุณแม่เป็นคนไร้สัญชาติ แต่อาศัยที่แม่เป็นคนเรียนดี มีความสามารถทางด้านดนตรี จึงได้งานเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย สอนวิชาดนตรี ส่งเสียเราได้เล่าเรียนจนจบ มีงานที่ดีทำทุกวันนี้ ปัญหาที่แม่เป็นคนไร้สัญชาติ ได้ส่งผลกระทบถึงพวกผม ในช่วงที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะอยู่หลายครั้ง เช่น ตอนที่เราสองคนพี่น้องอายุ ๑๓ ขวบและ ๑๑ ขวบ เราเคยได้รับคัดเลือกให้เข้าในคณะนักร้องประสานเสียง สยช. ไปแสดงที่ประเทศฟิลิปปินส์ คราวนั้นเราเกือบจะไม่ได้ไปแล้ว เพราะแม่ไม่มีเอกสารยืนยันตนทางราชการ เพื่อเซ็นรับรองเรา แต่ยังโชคดีที่งานครั้งนั้น ประธานของคณะนักร้องเยาวชนไทยคือ ดร.สายสุรีย์ จุติกุล ท่านช่วยรับรองให้ ต่อมาตอนที่ผมอายุได้ ๑๖ ปี อาจารย์ที่สอนเปียโนผมคือ MISS JAMIE SHARK ได้ติดต่อให้ผมได้ไปร่วมงาน MUSIC คุณแม่ไปติดต่อที่ ตม. แต่กลับได้รับคำแนะนำมาว่า ให้อยู่เงียบๆอย่างนี้ก็ดีแล้ว ขืนโวยวายเรียกร้องมากมาย พวกผมอาจจะถูกถอนสัญชาติได้ แม่ก็เลยต้องกลับมาอยู่เงียบๆอย่างที่เขาบอก เพื่อไม่ให้พวกผมเดือดร้อน แต่ความจริงก็คือได้เดือดร้อนไปแล้ว เพราะผมพลาดโอกาสที่ดีในชีวิตครั้งนั้น ผมจึงต้องหาทางออก ด้วยการหาโอกาสเท่าที่จะมีได้ในเมืองไทย ผมจึงได้เข้าร่วมการแข่งขันดนตรีในประเทศไทยหลายครั้ง เคยชนะเลิศรางวัลแชมป์อิเลคโทนแห่งประเทศไทย ๒ ครั้งซ้อน เพื่อเป็นตัวแทนประเทศไทย ไปแข่งระดับเอเชียที่กรุงเทพฯ เมื่อปี ๒๕๔๓ และที่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี ๒๕๔๔ ส่วนน้องชายผมได้ตั้งวงดนตรี เคยได้รับรางวัลที่ ๓ ของรายการ NESCAFE OPEN UP ครั้งที่ ๒ ของการแข่งขันในระดับประเทศ เมื่อปี ๒๕๔๓ ปัจจุบันผมกับน้องชายบรรลุนิติภาวะแล้ว มีบัตรประชาชนโดยถือสัญชาติตามบิดาทั้ง ๒ คน และผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้ว ส่วนแม่ยังอยู่ที่เดิม ยังมีปัญหาเหมือน เดิม คือมีชีวิตอยู่เหมือนคนไร้ตัวตน ตอนนี้คุณแม่กำลังดำเนินการเพื่อขอสัญชาติไทยอยู่ แต่ก็ติดขัดตรงที่ไม่มีใบแสดงตน ไม่อาจทำอะไรให้คืบหน้าได้เลย เราอยากจะตอบแทนพระคุณคุณแม่บ้าง ที่ได้ลำบากเพื่อพวกเรามานาน จึงได้เขียนจดหมายนี้มาถึงท่านายกฯ เพื่อร้องขอบัตรของผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เพื่อให้คุณแม่ได้สามารถใช้แสดงตน ผมอยากให้แม่ได้รับรางวัลในชีวิตบ้าง เพื่อเป็นของขวัญวันแม่ที่ผมและน้องอยากหาให้แม่ที่สุดครับ พวกผมทั้งสองคนหวังว่าท่านนายกฯจะเห็นใจและรับพิจารณาเรื่องนี้ อย่างน้อยก็เพื่อผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นทั้งแม่และพ่อให้เราสองคนพี่น้อง ตลอดยี่สิบห้าปีมานี้ และเป็นแม่ของลูกศิษย์ดนตรีอีกมากมายทั่วประเทศ ทั้งในวงการศิลปินและดนตรีศาสนา นี่คือคำอ้อนวอนของลูกชายทั้งสองของเธอ
๒๒ เมษายน ๒๕๔๘ ดร.บุญทอง ภู่เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เรื่อง ขอความอนุเคราะห์เร่งรัดกระบวนการพิจารณาขอสัญชาติไทย อธิการบดีฯได้เขียนขอความอนุเคราะห์ไว้ว่า กระผมดร.บุญทอง ภู่เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยพายัพ และเป็นผู้บังคับบัญชาของนางอายุ นามเทพ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาดุริยศิลป์ นางอายุ นามเทพ สอนวิชาต่างๆดังต่อไปนี้คือ ๑. Form and Analysis ( การวิเคราะห์โครงสร้างของดนตรี ) แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๔ ๒. Music Theory ( Harmony วิชาประสานกลมกลืน ) แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ ๓. Counterpoint ( การประสานเสียงแบบแนวสอดประสาน ) แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๓ ๔. Western Music History แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ และปีที่ ๓ ๕. Aural Skills ( การฝึกทักษะด้านการอ่านและการฟัง ) แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๒ ๖. Piano ๗. Choir ( การขับร้องประสานเสียง ) แก่นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ - ๔ ในคณะมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาดุริยศิลป์ วิชาต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นวิชาพื้นฐานสำคัญ สำหรับนักร้อง นักดนตรี ครูดนตรี นักแต่งเพลง ในการก้าวสู่ความเป็นเลิศทางสายงานของตน ตลอดระยะเวลา ๒๖ ปี ที่นางอายุ นามเทพ ปฏิบัติหน้าที่เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยพายัพ นางอายุ นามเทพ ได้ทุ่มเทให้กับการสอนทั้งด้านวิชาการและจริยธรรม ผลิตบุคลากรด้านดนตรีที่มีคุณภาพ ทั้งที่เป็นเจ้าของโรงเรียนดนตรี ครูดนตรี นักดนตรีอาชีพ และศิลปินระดับประเทศ เช่น คณะ Acapella ๗ สังกัดค่ายอาร์.เอส. คณะ ETC สังกัดค่ายแกรมมี่ รวมทั้งบุคคลที่อยู่เบื้องหลังในวงการดนตรีมากมาย นอกจากนี้นางอายุ นามเทพ ยังได้ใช้ความรู้ความสามารถในการรับใช้สังคม คือเป็นวิทยากรด้านการขับร้องประสานเสียง ทั้งในหน่วยงานศาสนาและในสถานศึกษาที่มีการสอนวิชาดนตรี ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน รวมทั้งเคยไปช่วยสอนในสถานพินิจฯ จังหวัดเชียงใหม่ นำคณะนักร้องไปแสดงในงานสำคัญๆของทางราชการ เช่นในงาน SEA Games จังหวัดเชียงใหม่ งานประชุม APEC ที่จังหวัดเชียงใหม่ งานประชุมตำรวจโลก จังหวัดเชียงใหม่ จัดคอนเสิร์ตเพื่อการกุศล และงานอื่นๆของทางจังหวัด รวมไปถึงมีส่วนในการจัดกิจกรรม To be Number One เสมอมา จากข้อความดังกล่าวข้างต้นนี้ แสดงให้ประจักษ์ว่า นางอายุ นามเทพ เป็นบุคคลที่มีความสามารถ และทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมและเยาวชนไทยทางด้านดนตรี ซึ่งปัจจุบันวงการดนตรีในประเทศไทยยังต้องยกระดับให้ขึ้นสู่ระดับสากลอีกมาก นางอายุ นามเทพ จึงน่าจะได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถทางด้านดนตรียิ่งๆขึ้น กระผมจึงเรียนมาเพื่อชี้แจงและขอความอนุเคราะห์จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอนุมัติสัญชาติ ได้โปรดพิจารณาเร่งรัดอนุมัติสัญชาติไทยให้กับนางอายุ นามเทพ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมบุคคลดังกล่าว ให้สามารถพัฒนาความรู้ความสามารถทางด้านดนตรี และได้รับสิทธิพื้นฐานเฉกเช่นคนไทยทั่วไป เช่น สิทธิในการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การดูงานและศึกษาต่อ เพื่อที่จะได้นำความรู้ความสามารถที่ได้ศึกษามาใช้ในการพัฒนาและผลิตบุคลากรทางด้านดนตรี เพื่อเป็นกำลังของประเทศชาติที่มหาวิทยาลัยพายัพต่อไป
ย้อนกลับไปเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว อาจารย์อายุฟื้นความหลังให้ฟังว่า หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในพม่า เริ่มสร้างรัฐบาลใหม่เป็นสหภาพพม่า มีการลงนามร่วมกันระหว่างรัฐต่างๆ เท่าที่ทราบในการลงนามครั้งนั้นไม่เรียบร้อย เพราะเจ้าหน้าที่ในส่วนกลางของพม่ามาไม่ตรงเวลาตามที่นัดหมาย ในที่สุดไม่มีการลงนามใดๆ เจ้าหน้าที่ส่วนกลางกลับไปด้วยความโมโห เพราะในเอกสารไม่มีลายเซ็นของชาวกะเหรี่ยง หลังจากนั้นไม่นานมีการฆ่าคนกะเหรี่ยง ไม่ได้ฆ่าเฉพาะผู้นำ แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ถูกฆ่าด้วย พ่อมีคนรู้จักมาก พอมีข่าวว่าจะถูกทำร้ายก็เตรียมตัวอพยพ กลางวันเห็นหน้ากัน อยู่ในเมืองเดียวกัน ตกกลางคืนคนที่รู้จักไปฆ่าอีกฝ่ายหนึ่ง ใครเป็นใคร ใครเป็นคนของฝ่ายไหนยากจะรู้ รู้เพียงว่าคืนที่ผ่านมา ใครบ้างถูกฆ่าตาย พ่อเล่าว่า อยู่ในเมือง ( ในรัฐไทยใหญ่ ) ไม่ได้ ต้องหนีออกมาจากพม่า หนีมาเรื่อยๆ มาพักอยู่ที่กอทุเลย์ระยะหนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่อาจารย์อายุยังไม่เกิด แต่พี่สาวรู้เรื่องและจดจำเหตุการณ์นี้ได้ดี เพราะมีอายุมากกว่า ๑๓ ปี ฉันเกิดที่กอทุเลย์ พ่อคิดว่าอยู่ที่นั่นไม่มีอนาคต ลูกๆไม่ได้เรียนหนังสือ ที่ตรงนี้พี่สาวอายุ ๘ ๙ ขวบแล้ว พ่อคิดว่าถ้าอยู่อย่างนี้ลูกไม่ได้เรียนหนังสือแน่ พ่อจึงคิดข้ามมาฝั่งไทย เลยหอบหิ้วครอบครัวเข้ามา ขบวนการฆ่าก็ยังติดตามพ่อ ทำให้พ่อต้องตัดสินใจ เดินทางเข้ามาทางชายแดนด้านแม่สะเรียง มาใหม่ๆที่ชายแดนก็มีปัญหา ฝ่ายตม.พยายามที่จะผลักดันครอบครัวเราให้ออกกลับไป แต่พ่อเข้ามาในแดนไทย พ่อไม่ได้แอบๆอยู่ แต่พ่อทำทุกอย่างให้ถูกตามขั้นตอน เข้ามาวันแรกพ่อไปที่อำเภอทันที บอกว่าผมมาขออาศัย มีคนมาบอกว่าเขาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐมาขอเก็บเงิน พ่อก็บอกว่าเรามีปัญหาจึงไม่มีเงินเหลือแล้ว กว่าจะเดินทางมาถึงที่นี่จ่ายไปมากแล้ว จ่ายไปจนหมดแล้ว เป็นแบบนี้หลายครั้ง เมื่อพ่อไม่จ่าย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาจะผลักดันออกไปจริงๆ พ่อจึงเขียนจดหมาย ออกเดินทางจากแม่สะเรียง เพื่อมายื่นจดหมายให้กับนายกรัฐมนตรี อยู่ที่แม่สะเรียงพ่อสอนหนังสือให้พ่อค้าพอมีรายได้ พ่อค้าเห็นว่าพ่อมีประโยชน์ที่ช่วยสอนให้พวกเขาได้เรียนภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นประโยชน์ในการค้าขายของพวกเขา พวกพ่อค้ากลุ่มนั้นก็พยายามช่วยเหลือพ่อ จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ การเดินทางครั้งนั้นพ่อต้องแอบเดินทางเข้ามา ก่อนนั้นพ่อเคยเขียนส่งทางไปรษณีย์ แต่ไปรษณีย์ไม่รับ จึงต้องหาทางเข้าไปยื่นด้วยตัวเอง สมัยนั้นจอมพลสฤษดิ์เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อท่านทราบเรื่องได้ส่งเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ แล้วออกจดหมายให้ครอบครัวเราได้ลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย หลักฐานชิ้นนั้นพ่อเก็บไว้ ทำให้เราได้อยู่ในประเทศไทย ก่อนที่ตม.จะได้ออกบัตรให้พ่อ ปัญหาเกิดขึ้นในข้อความที่เขียนจดหมาย เพราะพ่อใช้คำว่านายยอร์ซและครอบครัว ที่เขียนแบบนั้นเพราะต้องใช้เงินจำนวนมากถ้าใช้คนละใบ แต่พ่อไม่มีเงินพอจะทำหลายใบ เลยไม่ได้ใส่ชื่อเมียและลูกๆรายคน จึงทำให้เกิดปัญหา นี่คือปัญหาแรกๆที่ทำให้เราไม่มีบัตร กลายเป็นคนไร้รัฐ
สิ่งที่จำได้ในชีวิต คือเหตุการณ์ณ์ที่อยู่ในแม่สะเรียง ช่วงที่พ่อข้ามชายแดนเข้ามา เป็นช่วงที่ดิฉันเพิ่งเกิดได้ไม่นาน เหตุการณ์แรกที่จำได้คือ วันฉลองวันเกิดครบสามขวบ พ่อแม่มีขนมเค้กให้ ดิฉันจำได้ว่าวันนั้นตัวเองใส่ชุดสีฟ้า กว่าจะรู้ว่าครอบครัวตัวเองมีปัญหา ก็ตอนที่ย้ายโรงเรียนมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้ว ขึ้นชั้นมัธยมแล้ว ทางซิสเตอร์ที่เป็นอธิการบอกว่า นี่เห็นมีแววดีด้านดนตรีนะ อยากจะให้ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เพราะซิสเตอร์มาจากที่นั่น แต่อธิการบอกว่า เธอมีปัญหาเรื่องเอกสาร รู้ระแคะระคายว่า ครูขอหลักฐานเรื่องทะเบียนบ้าน เราได้แต่บอกว่าไม่มีทะเบียนบ้าน ครูประจำชั้นจึงว่า คนไม่มีทะเบียนบ้านอยู่ได้อย่างไร จึงยื่นจดหมายที่พ่อมี ให้ครู ตอนนั้นรู้สึกว่ามีเพียงเราคนเดียวเท่านั้น ที่ไม่มีหลักฐานเหมือนคนอื่นๆ จึงไม่ได้ไปเรียนต่อในออสเตรเลีย พอเรียนจบ ม.ศ. ๕ รู้แล้วว่าตัวเองทำหนังสือเดินทางไม่ได้ ช่วงนั้นมหาวิทยาลัยพายัพเปิดสอนพอดี เป็นสถาบันการศึกษาแห่งแรกที่เปิดสอนชั้นปริญญาทางด้านดนตรี เลยสมัครเข้าเรียนที่นั่น ทั้งๆที่มีโอกาสไปเรียนเมืองนอก พอเข้าเรียนมีปัญหาตามมาเป็นระยะๆ อยู่ปีสองทางคณะฯจัดการแสดงไปทัวร์ต่างประเทศ ทีมเราได้ไปแสดง ยกเว้นดิฉันคนเดียว เพราะไม่มีหลักฐาน ทำหนังสือเดินทางไม่ได้ ถ้าคิดจะเดินหน้าพ่อต้องไปสันติบาลวุ่นวาย ทางคณะก็เห็นว่าต้องเดินทางเร่งด่วนทำอะไรไม่ทัน ปีนั้นก็เลยไม่ได้ไป อยู่ปีสี่มีโครงการหนึ่งที่ทำร่วมกับเกอเธ่ย์ เป็นละครเรื่องชูชก ได้ไปแสดงงานเอ๊กโปที่ฮ่องกง และเยอรมัน ดิฉันรู้ปัญหาตอนอยู่ปีสอง คราวนี้เลยบอกว่าต้องแก้ไขตรงนี้ เรียนจบแล้วเริ่มทำงาน มีแฟน การเดินทางคราวนี้ไปตอนเริ่มทำงานแล้ว ไปที่อำเภอเขาแนะนำว่า ถ้าแต่งงานกับคนไทยก็มีสิทธิได้บัตร เราไปถามเจ้าหน้าที่ๆอำเภออีกเพื่อให้แน่ใจ ขึ้นไปที่อำเภอ เจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องจึงไปถามปลัด ปลัดออกมาคุย คุยไปคุยมาเพื่อให้เราได้มีบัตร กลายเป็นว่าเรามาเพื่อขอจดทะเบียน ปลัดเรียกเข้าไปในห้องจดทะเบียน แฟนก็ไม่ว่าอะไร อย่างไรเราก็ต้องจดทะเบียนอยู่แล้ว ไม่วันนี้ก็วันหน้าเราต้องแต่งงานกัน เลยจดทะเบียนกันวันนั้น เรื่องนี้คุณพ่อคุณแม่ยังไม่รู้ จดทะเบียนเสร็จ เดินลงจากอำเภอรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าพ่อแม่รู้พ่อแม่จะว่าอะไรหรือเปล่า เพราะไม่ได้บอกผู้ใหญ่เลย หลังจากนั้นรู้ว่า แม้เราจะจดทะเบียนกันแล้ว ก็ยังทำหนังสือเดินทางไม่ได้ คุณพ่อต้องไปสันติบาล เพื่อขออนุญาตออกหนังสือให้ดิฉันได้เดินทางไปต่างประเทศ สันติบาลคนนั้นถามว่า คนในประเทศไทยกี่สิบล้านคน ไม่มีคนตีฆ้องวงแล้วหรือ ทำไมต้องให้คนที่มีปัญหาไป ความจริงเดินทางไปครั้งนั้นต้องเล่นละครด้วย เล่นดนตรีด้วย สันติบาลคนนั้นไม่เข้าใจ เขาไม่รู้ว่าฆ้องวงๆนี้ต้องอ่านโน้ตด้วย เป็นเพลงที่อาจารย์บรูซ แกสตัน แต่งขึ้นมา ตอนนี้เล่นได้อยู่คนเดียวจึงต้องแก้ปัญหา ในที่สุดเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเกอเธ่ย์ ได้พูดความจำเป็นให้ผู้ใหญ่ในสันติบาลฟัง ในที่สุดได้รับคำแนะนำให้กลับมาเขียนคำร้อง จากนั้นทางเกอเธ่ย์เดินเรื่องให้ โดยผ่านทางท่านทูต ทูตผ่านทางด้านกระทรวงต่างประเทศ ในที่สุดได้รับการผ่อนปรนให้เดินทางไปแสดงนอกประเทศได้เป็นกรณีพิเศษ ไปที่ไหนจะถูกไล่ออกนอกประเทศเรื่อย เพราะไม่ได้ใช้หนังสือเดินทางปกติ แต่เนื่องจากมีวีซ่าจึงผ่านไปได้ นับเป็นครั้งเดียวในชีวิต ที่ได้เดินทางออกนอกประเทศ แสดงเสร็จแล้วกลับมา กลับมาแล้วอาจารย์บรูซลาออกจากมหาวิทยาลัยพายัพ ไปทำงานที่กรุงเทพ ดิฉันไม่ได้อยู่ในวงแล้ว เพราะออกไปมีครอบครัว มีลูก ชีวิตลำบากเพราะต้องเลี้ยงดูลูกสองคน ตอนลูกคนเล็กอายุได้สามขวบ พ่อของลูกเสียชีวิต ดิฉันต้องเลี้ยงลูกคนเดียว ต้องเป็นทั้งแม่ทั้งพ่อ มีปัญหาประปราย เช่น คนเล็กเรียนอยู่ชั้นป. ๖ ได้เป็นนักร้องประสานเสียงของโรงเรียน ได้ไปแสดงที่ฟิลิปปินส์ ต้องทำหนังสือเดินทาง ต้องมีผู้ปกครองเซ็น เราเองไม่มีหลักฐานอะไร ทาง สยช. เป็นเจ้าของงานเข้ามาช่วยเหลือ จึงได้ไป สามปีต่อมาลูกคนโตเรียนเปียโน เก่ง อาจารย์ที่สอนเขาจะให้ไปเข้าแคมป์ที่เมืองนอก มีการประสานงานเรียบร้อยทุกอย่าง ทั้งบ้านพัก ที่เรียน แต่เขายังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อไม่มี ไม่มีใครเซ็นหลักฐานให้ลูก ดิฉันติดต่อไปหลายที่ รวมทั้งสันติบาลที่กรุงเทพฯ เขาแนะให้ไปเริ่มต้นที่แม่สะเรียง กลับไปหาตม.ที่แม่สะเรียง เขาบอกว่าคนรุ่นคุณนี่มันไม่มีหลักฐานอะไรแล้ว เขาได้บัตรกันไปหมดแล้ว คุณย้ายไปอยู่เชียงใหม่แล้ว คุณต้องไปเริ่มที่เชียงใหม่ ดิฉันก็ไปที่ตม.เชียงใหม่ ไปถึงเขาถามว่า คุณอยู่มาได้อย่างไรตั้งนาน ถ้าลูกคุณเก่งอีกหน่อยก็ได้ไปเอง รอให้ลูกบรรลุนิติภาวะ ให้เขาได้ไปด้วยตัวของเขาเองดีกว่า ในที่สุดไม่มีอะไรคืบหน้า ไปอีกครั้งเขาบอกว่าคุณอยู่เงียบๆดีกว่า พวกเราไม่รบกวนคุณดีแค่ไหนแล้ว คุณใช้ชีวิตเงียบๆไปสิ จะออกมาโวยวายให้ตัวเองเดือดร้อนทำไม ดีไม่ดีลูกคุณจะถูกถอนสัญชาติ พอให้ดูใบทะเบียนสมรส เขาบอกว่าทะเบียนนี้ไม่ถูกนะ มันผิดคุณจดไม่ได้ ถ้าสืบขึ้นมาคุณก็ผิด ด้วยความไม่รู้ ดิฉันได้แต่ยืนยันว่า เราไปจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง คือได้มาจริงๆ คราวนั้นลูกพลาดโอกาสอีกครั้ง แม่ทำอะไรไม่ทันกาล หลังจากลูกบรรลุนิติภาวะ ลูกคนโตเขาได้ไปแสดงดนตรีต่างประเทศหลายครั้งแล้ว เพราะเขาเก่งเรื่องเปียโน อิเล็กโทน เคยแข่งขันได้รางวัลดีเด่น ตอนนี้เขาสอนดนตรีเหมือนกัน ลูกคนเล็กเขามีวงดนตรีของตัวเอง เล่นดนตรีเป็นอาชีพ เคยแข่งขันได้รางวัลเช่นกัน ที่ได้เข้าไปสอนวิชาดนตรีที่มหาวิทยาลัย เพราะว่าดิฉันเป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัย เป็นคนเดียวในรุ่นที่มีพื้นฐานทางด้านดนตรี เพราะเรียนมาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนปีสาม หัวหน้าภาควิชาคิดว่า มหาวิทยาลัยต้องเติบโตต่อไป ต้องเตรียมหาบุคลากรในพื้นที่ ที่ไม่ ใช่ มิชชั่นนารี เลยถามดิฉันว่าอยากจะสอบเข้าทำงานที่นี่ไหม ตอนแรกสองจิตสองใจ เพราะอยากออกไปเป็นนักดนตรี ไม่ใช่เป็นครู แต่ในที่สุดคิดถึง คำพูดมะแมที่เคยสอนเปียโน เขามาดูดิฉันแสดงคอนเสิร์ท แล้วพูดทำนองว่า ดิฉันกำลังจะทำตัวเป็นดาราเป็นนักดนตรีอาชีพ ทำไมทำตัวเช่นนี้ เห็นแก่ตัวอย่างนี้ ฉันสอนเธอมาตั้งแต่เด็ก ฉันหวังว่าเธอจะเป็นคนที่รับใช้สังคมต่อไป ที่มาเห็นวันนี้ฉันผิดหวังเธอมาก ทำให้ดิฉันรู้สึกทันที คิดว่าถึงเวลาที่เราต้องทำงานตอบแทนคุณของแผ่นดินแล้ว เราจะเป็นคนเห็นแก่ตัวไม่ได้ ก็เลยรับที่จะเป็นครูสอนดนตรี จนมาถึงวันนี้ ดิฉันคิดว่าคิดถูกแล้วที่ตัดสินใจในวันนั้น สอนหนังสือมา ๒๖ ปีแล้ว คิดถูกมากที่ทำงานนี้ ที่ได้อยู่กับลูกศิษย์ ได้สร้างคนด้านดนตรี หากไม่เลือกเส้นทางนี้ ดิฉันอาจจะกลายเป็นคนน่าเกลียดที่เข้าไปอยู่ในระบบทุนก็ได้ ถ้าไม่เป็นลูกน้องระบบ ดิฉันก็เป็นหัวหน้าที่แย่ๆก็ได้
๒๖ ปีที่สอนดนตรีมา ดิฉันรู้สึกเหนื่อย บางครั้งคิดถึงคุณพ่อ พ่อเป็นคนทิฐิ เป็นคนตรงไปตรงมา หลายครั้งดิฉันเอือมระอากับปัญหาตนเอง คนรู้จักก็มาบอกว่า ให้พ่อไปที่นั่น ที่นี่ ทำอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็ได้บัตร พอพ่อไปเขาก็เสนอราคา เราคิดว่าน่าจะพอหาเงินมาได้ พ่อบอกว่าลืมไปได้เลย เธอจะอยู่แบบถูกกฎหมาย ใครจับไม่ได้ แต่ไม่มีความภาคภูมิใจอะไรเหลือในชีวิตเลย พ่ออยู่ที่นี่พ่ออยู่อย่างถูกต้อง ลูกๆก็ต้องอยู่อย่างถูกต้องทุกคน สิ่งที่เรียนรู้จากพ่ออย่างหนึ่งคือ เราต้องมั่นใจ เรายิ่งต่อสู้ ยิ่งยากเท่าไหร่ ทำให้คิดว่าเราต้องมีทางพิสูจน์ว่า ทางที่ถูกต้องจะต้องมี คุณแม่เป็นครูสอนเปียนโน ตอนอยู่ที่แม่สะเรียงช่วยพ่อสอนภาษาอังกฤษด้วย เพราะแม่เป็นคนใจเย็น เด็กที่เรียนได้ช้าชอบมาเรียนกับแม่ ย้ายมาอยู่เชียงใหม่แม่ ใช้ความรู้ทางด้านดนตรี ว่าไปแล้วเราเป็นครอบครัวแรกที่มาเปิดดนตรีเป็นทีมแรกในเชียงใหม่ เพราะสมัยนั้นคนที่สอนเปียโนมีเพียงซิสเตอร์ในโรงเรียนสองคน ดิฉันอยู่ประถมสาม มีคนเรียนเปียโนในโรงเรียนเพียง ๗ คน มะแมก็ไม่มีเวลาให้พวกเรา แม่เข้าไปสอนในโรงเรียนเป็นเหมือนวิชาเสริม ที่สอนได้เพราะแม่เคยเรียนในคอนแวนต์ในพม่ามาก่อน คุณยายก็เป็นนักเรียนนอก คุณยายเป็นลูกกำพร้า แม่คุณยายทำงานกับบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า นายแหม่มฝรั่งรู้เรื่องจึงสงสาร ช่วยเรียกร้องสิทธิให้ยายได้ไปรับเงินชดเชยจากบริษัท ตอนนั้นยายเป็นเด็กขี้อาย นั่งเรือไปถึงร่างกุ้งไม่ยอมเซ็นรับเงิน แหม่มจึงว่าทำไมเด็กคนนี้ขาดความมั่นใจอย่างนั้น จึงรับเลี้ยงไว้ แล้วส่งเสียให้เรียนหนังสือ จนในที่สุดได้ไปเรียนพยาบาลที่อังกฤษ กลับมาเป็นพยาบาลคนแรกของไทยใหญ่ คุณแม่จึงได้เรียนรู้อีกแบบหนึ่ง ตามที่คุณยายเคยเห็นมา คุณตาก็เป็นครู ดิฉันรู้ว่าคุณยายเสียตอนที่อยู่ที่แม่สะเรียง เพราะวันนั้นแม่อ่านจดหมายแล้วร้องไห้ แม่บอกว่า คุณยายเสียแล้วนะ ส่วนคุณตาเป็นคนเก่ง ใจเย็น รูปร่างเล็ก แต่ดิฉันไม่เคยเห็น ที่พม่าดิฉันยังมีพี่สาว พี่ชาย ตอนที่พ่อหนีมาพี่สาวสุขภาพไม่ดี เลยอยู่กับคุณยาย เท่าที่รู้ตอนนี้พี่ทั้งสองเสียชีวิตหมดแล้ว คุณแม่เคยเขียนจดหมายติดต่อกัน แต่ดิฉันมีปัญหาเพราะอ่านภาษาพม่าไม่เป็น จึงทราบข่าวเท่าที่คุณแม่เล่าให้ฟัง ชาตินี้เราจึงไม่ได้เจอกัน ที่ผ่านมาที่ลำบากใจมาก เป็นช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว ตอนที่สามียังไม่เสีย เพราะเขาป่วย แต่ตอนนั้นพ่อแม่เรายังอยู่ แม่ให้กำลังใจดี พี่สาวคนที่อยู่ที่นี่เป็นพยาบาลก็ช่วยเต็มที่ เขาเสียตอนที่ลูกยังเล็กดิฉันจึงลำบาก โชคดีที่ลูกทั้งสองคนเป็นเด็กดี โตขึ้นมาไม่เคยสร้างปัญหาเลย ชีวิตเราวันนี้ไม่ได้สบายมาก แต่ก็ไม่ลำบากมาก เป็นชีวิตกลางๆ กับพ่อแม่ดิฉันได้อยู่ด้วยกันน้อยมาก ตอนเรียนป.๓ เข้ามาเป็นนักเรียนประจำ การเดินทางแต่ก่อนลำบาก นานๆได้กลับบ้านครั้ง ครั้นมาอยู่ที่เชียงใหม่แล้วได้อยู่ด้วยกันกับพ่อเพียงห้าปี ตอนเรียนที่พายัพ ตอนนั้นต้องอยู่ดึก ต้องซ้อมดนตรี พ่อไม่อยากให้เดินทางดึกๆจึงต้องเข้ามาอยู่หอพัก นึกทีไรพ่อเป็นคนใจร้อน รักความยุติธรรม แม่เป็นคนใจเย็น กับพี่ๆน้องๆพ่อไม่เคยลำเอียงเข้าข้างใครคนใดคนหนึ่ง แต่แม่เอาใจลูกชายหน่อย เพราะแม่เป็นห่วง เรื่องยาเสพติดบ้าง อะไรบ้าง จนบางครั้งเรารู้สึกว่า แม่ไม่รักเราหรือเปล่า ตอนหลังแม่มาที่บ้านก่อนเสียชีวิต แม่บอกว่า ลูกสาวแม่ทุกคนเป็นคนทำให้แม่สบายใจ ไม่เคยมีใครทำให้แม่เป็นห่วง ดิฉันเลยเข้าใจได้ว่า ไม่ ใช่ว่าแม่ไม่รัก แต่เราไม่มีอะไรให้แม่เป็นห่วง เลยดูเหมือนแม่ ไม่ค่อยสนใจ หลังจากลูกสองคนบรรลุนิติภาวะ ลูกคนเล็กเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วสองปี ทั้งสองมีงานทำแล้ว หมดปัญหาเรื่องการเงินแล้ว ดิฉันอยู่ได้แล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ประสบการณ์มากขึ้น ขีดความสามารถของลูกศิษย์ก็มีมากขึ้น อีกอย่างหนึ่งเงินเดือนที่ได้ทุกวันนี้รู้สึกว่าเพิ่มมากขึ้นเหมือนกัน เราถามตัวเองว่า ทุกวันนี้ทำงานให้มหาวิทยาลัยคุ้มไหม เรารู้สึกว่าเรายังทำงานไม่เต็มความสามารถ เรารู้ว่ายังทำดีกว่านี้ได้ ใจเราอยากจะทำให้ลูกศิษย์เราไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ อยากออกไปแสดงความสามารถในต่างประเทศด้วย เพื่อให้นานาชาติได้เห็นความสามารถของเด็กไทย อยากนำลูกศิษย์ไปเรียน ไปแข่งขันกับนานาชาติ เหมือนกับวงอื่นๆที่ได้ไปมาก่อนแล้ว ทั้งๆที่มหาวิทยาลัยพายัพเปิดสอนปริญญาดนตรีมาเป็นแห่งแรกๆ เรายังไปใม่ถึงไหน ทั้งๆที่เราเชื่อว่าเรามีศักยภาพพอ ดิฉันมั่นใจตัวเองว่า เรามีศักยภาพพอ ทำไมเรามาติดที่ทำอะไรไม่ได้เพราะบัตรประชาชนดิฉันใบเดียว ก็เลยคิดว่าจะต้องทำอะไรสักอย่าง คราวนี้เริ่มกรอกแบบฟอร์ม เริ่มหาทางใหม่ มีแม่ของลูกศิษย์ที่อยู่ในกรุงเทพที่เป็นนักสู้ รู้เรื่องเหล่านี้ก็อยากจะช่วย ลูกเขาเรียนดี นิสัยดีน่าภาคภูมิใจ เขาก็อยากให้เราได้นำศิษย์ไปไกลกว่าที่เป็นอยู่ จึงลุกขึ้นมาเดินเรื่อง เพื่อจะนำลูกศิษย์ไปต่างประเทศในกลางปี ๒๕๔๙ คราวนี้ได้อ่าน พ.ร.บ.สัญชาติ มาตรา ๙ ๑๐ ๑๑ พูดถึงการแปลงสัญชาติโดยการที่มาอยู่ในประเทศไทยนาน หรือมาตรา ๑๑ คือคนที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศไทย ถ้าใช้มาตรานี้เรื่องถิ่นที่อยู่ ทะเบียนบ้านไม่ต้องใช้ เพราะเป็นสิ่งที่เราไม่เคยได้ แต่ต้องเห็นชอบจากผู้ว่าราชการจังหวัด ดิฉันจึงเริ่มต้นใหม่ด้วยการไปหาอธิการ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๗
รวมทั้งจดหมายฉบับล่าสุด เขียนเมื่อกลางปี ๒๕๔๘ ที่เธอส่งให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับรู้ความเดือดร้อนของเธอ ที่เธอเดือดร้อนเพราะเธอจะกระทำความดี...
๒๕ / ๒ เจริญเมือง ซอย ๒ ต.วัดเกตุ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ในการพิจารณาออกเอกสารให้ไปแข่งขัน ๔ th Choir Olympics เรียน สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. สำเนาหนังสือ จากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ ๘๑๑ / ๒๕๐๒ ๒. สำเนาเอกสารที่ มท. ๐๕๑๕ / ๑๗๖๓๕ ๓. สำเนาเอกสารที่ กต. ๐๒๐๗ / ๔๘๐๐๖ ๔. ใบประกาศผลประกาศเลขที่ สปท. ๑ / ๒๕๔๘ ( ผลการคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขัน Choir Olympics ๒๐๐๖ ) |