พิมพ์หน้านี้
|
๔.กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลภาคประถม บรรยากาศของคนหนุ่มสาวหลังจากนกพิราบคืนรัง ปี๒๕๒๔-๒๕๒๕ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาลภายใต้คำสั่ง๖๕/๒๓และ๖๖/๒๕ ทำให้เกิดกลุ่มศึกษาและวิเคราะห์สังคมไทยอย่างหลากหลายว่าเป็นสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินา หรือกึ่งเมืองขึ้นกึ่งทุนนิยม ในแวดวงคนหนุ่มสาวแห่งยุคสมัยนั้นนิยมเรียกว่าการแสวงหาครั้งที่๒ (ถ้อยคำของสุรชัย จันทิมาธร นายวงคาราวาน ให้สัมภาษณ์นิตยสารสู่ฝัน -พิบูลศักดิ์ ละครพล บรรณาธิการ) คม ทัพแสง กวีหนุ่มพ่อลูกอ่อนแห่งเมืองบั้งไฟโก้ยโสธรบอกกับผมว่าการก้าวเดินของคนหนุ่มสาวครั้งใหม่จะเริ่มต้นที่คาราวาน โดยส่วนตัวของผมแล้วยอมรับว่าผมเติบโตมาจากขบวนการต่อสู้ของคนหนุ่มสาวในยุคหลัง ๑๔ ตุลา จนกระทั่งเกิดความเบื่อหน่ายกับการวิพากษ์ วิจารณและวิเคราะห์สังคมไทยว่าแท้จริงแล้วความชัดเจนคืออะไร ผมจึงหลีกหนีจากการศึกษาทฤษฎีการเมืองไปสู่วรรณกรรม บทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี และบทวิจารณ์วรรณกรรม เป็นเรื่องที่ผมให้ความสนใจมากกว่าเรื่องการเมือง หลังจากที่ได้รู้จักกับสมชัย ศรีลาชัยแล้ว เขาก็นำพาผมและคม ทัพแสงไปรู้จักกับฟอน ฝ้าฟาง เจ้าชายส่วยองค์สุดท้าย แห่งนครลำดวน-ศรีสะเกษ ฟอน ฝ้าฟาง ในยุคโน้นหรือวีระ สุดสังข์ในยุคปัจจุบันนี้ เป็นครูบ้านนอกอยู่ที่บ้านโจดนาห่อม ต.คลีกลิ้ง อ.ราษีไศล หลังจากที่ฟอนไปร่วมงานชุมนุมคนวรรณกรรมที่ศูนย์สังคีตธนาคารกรุงเทพ ซึ่งจัดโดยองค์กรวรรณกรรม ทำให้ฟอน เกิดแรงบันดาลที่จะก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมขึ้นมาในภาคอีสาน เพราะจากการเดินทางไปร่วมชุมนุมคนวรรณกรรมที่กรุงเทพ เขาพบว่าทุกภาคในประเทศไทยมีกลุ่มวรรณกรรมเกิดขึ้นมากมาย ภาคเหนือมีกลุ่มลมเหนือ ซึ่งมีแสงดาว ศรัทธามั่นเป็นโต้โผ ภาคตะวันออกมีกลุ่มเพลิงธรรม มีกวีที่มีชื่อเสียงหลายคน เช่น นฤมิตร ประพันธ์ แสง รัชนี ประกาย ปรัชญา ภาคใต้มีกลุ่มนาครซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มวรรณกรรมที่ร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น มีประมวล มณีโรจน์ ไพฑูรย์ ธัญญา กานท์นิรนาม เป็นทัพหน้า เมื่อฟอน ฝ้าฟางกลับมาจากกรุงเทพฯถึงสถานีรถไฟเมืองศรีสะเกษ เขาจึงประกาศก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล โดยมีศรวุฒิ ศรีเพชร เพื่อนครูอีกคนหนึ่งที่พบกันโดยบังเอิญเป็นสมาชิกคนแรก ท่ามกลางสายตาอันงวยงงของชาวบ้านแถวนั้น ข่าวการก่อตั้งกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลได้แพร่กระจายไปตามสื่อนิตยสาร ต่างๆ โดยฝีมือการประชาสัมพันธ์ของกานท์นิรนามหรือเจน สงสมพันธุ์ ผู้จัดการสำนักพิมพ์นาครในปัจจุบัน หลังจากนั้นบรรยากาศของคนวรรณกรรมภาคอีสานก็คึกคักขึ้นมาทันตาเห็น ความจริงแล้ว นักคิดนักเขียน นักต่อสู้แห่งแผ่นดินอีสานนั้นสืบทอดกันมาหลายุคหลายสมัย เท่าที่จำความได้ก็มีมาตั้งแต่สมัยครูครอง จันดาวงค์ สี่รัฐมนตรีของภาคอีสานที่ถูกสังหาร เรื่อยมาจนกระทั่งเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ๖ ตุลา และกลับมาสู่วันนกพิราบคืนรังเพื่อค้นหาความหมายใหม่ ภายใต้ประวัติศาสตร์ของช่างทาสี กลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล แม้จะไม่ประสีประสาในเรื่องดังกล่าว หากทว่าการไหลบ่าของกลุ่มคนจากจังหวัดต่างๆไม่ว่าจะเป็นเทียนผี ภาคอีสาน จากนครพนม ปราโมช ปราโมทย์และวงดือน ทองเจียว คม ทัพแสง จากยโสธร บุญมา ภูเม็ง จากขอนแก่น ทิพยา วงค์จิตตะ จากบุรีรัมย์ ฉัตร บุญยรัตน์ เสรี ทัศนศิลป์ จากร้อยเอ็ด ศรวุฒิ ศรีเพชร สมชัย ศรีลาชัยและปรัศนีย์ ศรีฟ้าจากศรีสะเกษ ดอกไม้ ชีวีจากนครราชสีมา เหล่านี้ล้วนเป็นที่มาแห่งข้อสงสัยของภาครัฐ พวกเขาต่างเดินทางมาพบกันที่บ้านของฟอน ฝ้าฟาง ในค่ำคืนของฤดูหนาวเดือนธันวาคม โดยมีกานท์นิรนามเป็นผู้ประสานงานจากองค์กรวรรณกรรมเดินทางมาเก็บภาพเหตุการณ์เพื่อรายงานความเคลื่อนไหวทางสื่อสารวรรณกรรม การพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างเพื่อนพ้องน้องพี่คนวรรณกรรมอีสานในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความอบอุ่น ผูกพัน และเร่าร้อน แม้ความหนาวเหน็บของลมหนาวจะโบกโบยผู้คนชาวบ้านโจดนาห่อม จนต้องลุกขึ้นมาก่อกองไฟเพื่อคลายความหนาวเย็นก็ตาม หากทว่าในวงสนทนาของนักคิด นักเขียนแห่งแผ่นดินที่ราบสูงก็ยังคงเคลื่อนขับจิตวิญญาณของตน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตีสี ต่างคนต่างก็หลับไปตามๆกัน จำได้ว่าคนที่หลับไปเป็นคนสุดท้ายก็คือผมกับดอกไม้ ชีวีนั่นเอง เช้าวันใหม่ พวกเราก่อไฟพิง และนั่งล้อมวงกินข้าวใหม่ด้วยลาบเป็ดและเหล้าขาวก่อนที่จะจากลาด้วยภารกิจแห่งการขับเคลื่อนกลุ่มวรรรกรรมลำน้ำมูลด้วยการสร้างงานเขียนและขยายไปถึงการสร้างคนรุ่นใหม่ๆขึ้นมา สัญญาใจที่เรามีต่อกันก็คือเมื่อเขียนงานไปตีพิมพ์ให้ลงชื่อกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลต่อท้ายชื่อคนเขียนด้วย ผมกลับมาเรียนต่อที่วิทยาลัยครูอุบลฯในขณะที่เพื่อนๆเรียนจบออกไปแล้ว กลุ่มของสลา คุณวุฒิสอบบรรจุครูได้ทุกคน และสลาก็มีความมุ่งมั่นที่จะยึดแนวทางทำเพลงในลักษณะของวงคนโคก รายละเอียดต่างๆนั้น คม ทัพแสงได้เขียนไว้ในหนังสือ ศิลปินครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มิ่งมิตร แคน สาริกา บรรณาธิการ หลังจากเรียนจบจากวิทยาลัยปี ๒๕๒๖ ผมก็ได้รับการมอบหมายจากฟอน ฝ้าฟางให้เป็นผู้ประสานงานของกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล พวกเรากำลังคิดที่จะจัดทำหนังสือประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม ทั้งๆที่ยังไม่มีเงินเลยสักบาทเดียว.
|