พิมพ์หน้านี้
|
๕.คึดฮอด "เที่ยวทางบ่สุดส่น อย่าถอยหลังให้เขาเหยียบ ตายขอตายหน่าพู่น เขาจั่งย่องว่าหาญ" คำโปรยหน้าแรกของคึดฮอด หนังสือเล่มแรกของกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูล ปราโมช ปราโมทย์บรรณาธิการ ถอดความว่า..ในการเดินทางนั้นต้องก้าวไปให้ถึงเป้าหมาย อย่าได้ถอยหลังกลับไปยังที่จากมา ตายขอให้ตายข้างหน้าโน้น ผู้คนจึงจะย่องย่องว่ากล้าหาญ" ผมเทียวมาเทียวไปที่โรงเรียนทรายมูลวิทยา อำเภอทรายมูล (บ้านเกิดของคำพูน บุญทวี นักเขียนอีสานคนแรกที่ได้รับรางวัลซีไรท์จากนวนิยายลูกอีสาน)ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านโสกขุมปูนประมาณ ๑๐ กว่ากิโลเมตรด้วยจักรยานแก่นหล่อน(สำนวนของสัญญลักษณ์ ดอนศรี) อย่างที่เขียนไว้ในตอนที่แล้วว่าผมได้รับมอบหมายจากฟอน ฝ้าฟางให้เป็นผู้ประสานงานของกลุ่ม ด้วยเพราะสาเหตุที่เรียนจบช้ากว่าคนอื่น จึงพลาดโอกาสหลายๆอย่าง จริงๆแล้วผมคิดที่จะหันเหวิถีชีวิตจากความตั้งใจดั้งเดิม คือไม่ต้องเป็นครูก็ได้ ไปเป็นเอ็นจีโอดีกว่า ช่วงนั้นมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมรับสมัครผู้ประสานงานอยู่พอดี ผมได้รับไปรษณียบัตรตอบกลับมาว่าให้ไปสอบสัมภาษณ์ที่สำนักงานแถวบางเขน ด้วยความอนุเคราะห์ของสมชัย ศรีลาชัยที่มีเพื่อนเป็นผู้คุมคุกบางเขน ผมสอบไม่ผ่านดอกครับ หากมารู้จักกับเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิทีหลัง ช่วงที่ทางมูลนิธิมีโครงการสนับสนุนกลุ่มวรรณกรรมร่มพอก-ภูดิน ซึ่งมีอาจารย์อภิเชษฐ์ ทองน้อยเป็นโต้โผ จำได้ว่าชื่อพี่โหน่ง-บุษบานี่แหละ ผมเคยถามท่านว่าทำไมไม่เลือกผม และผมก็โดนต่อว่าเล็กน้อย นอกจากนี้ผมยังได้ร่วมเสวนาในหัวข้อการศึกษาเพื่อความเป็นไทยโดยกลุ่มครูศรีสะเกษ ซึ่งมีอุดม บัวเกษ พจนีย์ บุญหวาน เกษม ศรีโพนทอง และนคร ศรีวิพัฒน์ หรือสหายสกล ร่วมกับโครงการพัฒนาการศึกษาเพื่อชุมชน(พศช.) ซึ่งมีดร.อุทัย ดุลยเกษมมหาวิทยาลัยศิลปกรวิทยาเขตนครปฐมและคณะ ทำให้ผมได้รู้จักกับอาจารย์สมเกียรติ พงษ์ไพบุลย์ จากวิทยาลัยครูนครราชสีมาและโอวาท สุทธรักษ์บัณฑิตปริญญาโทที่มาสอนหนังสืออยู่ที่บ้านหนองแก อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ถึงแม้จะมีต้นทุนอยู่บ้างกับเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวเอ็นจีโอ หากทว่าก็ไม่มีองค์กรใดรับผมเข้าทำงานดอกครับ นอกจากกลุ่มวรรณกรรมลำน้ำมูลเท่านั้น ทั้งๆที่ผมอยู่ในสภาพคนจรหมอนหมิ่น แต่ก็มีผลดีคือผมเกิดแรงฮึดที่จะทำให้ฝันของพี่สาวที่อุตส่าห์ขายไร่ขายนาให้ผมได้เรียนหนังสือเพื่อที่จะให้ผมได้เป็นครูอย่างที่ตั้งใจไว้ จดหมายจากฟอน ฝ้าฟางสั่งให้ผมเดินทางไปประสานงานกับเพื่อนๆเพื่อรวบรวมต้นฉบับในการจัดทำหนังสือเล่มแรกของกลุ่ม มันเป็นช่วงหลังออกพรรษาพอดี และผมก็ไม่มีเงินสักบาทเดียว บังเอิญว่าคืนนี้จะมีงานบุญกฐินที่บ้านไผ่(บ้านเดิมของประชาคม ลุนาชัย) ผมจึงพอมองเห็นหนทางที่จะได้เงินมา ช่วงเช้าผมขึ้นเปรียบมวยในพิกัดน้ำหนัก ๕๘ กิโลกรัม ได้คู่ชกเป็นนักมวยดาวรุ่งจากอำเภอป่าติ้ว ดูเหมือนว่าผมจะเป็นกวีคนแรกในประเทศหรือในโลกก็เป็นได้ที่ขึ้นชกมวย ค่ำคืนนั้น ผมขึ้นไปให้เขาเตะต่อยได้เพียง ๒ ยกก็ต้องยอมแพ้ ได้เงินมา ๖๐ บาท มากกว่าบทกวีชิ้นแรกเล็กน้อย เช้าวันรุ่งขึ้น ผมนั่งรถโดยสารไปราษีไศลในสภาพที่บอบช้ำและเจ็บปวดที่สุด แม้แต่กลืนข้าวลงท้องผมยังไม่สามารถกระทำได้ ผมดื่มน้ำได้เพียงอย่างเดียว เพราะมันเจ็บปวดไปทั้งร่างกาย กว่าจะไปถึงบ้านโจดนาห่อมได้ก็แทบตาย ต้องนอนกินยาพาราแก้ปวดอยู่ที่บ้านฟอน ฝ้าฟางเป็นอาทิตย์ โดยการดูแลของคุณเหรียญทอง ก่อนที่ผมกับฟอนจะเขียนบทความวรรณกรรมปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ซึ่งบรรจง บรรเจิดศิลป์(อุดม ศรีสุวรรณ)ได้กล่าวถึงใหน้าวรรณกรรมวิจารณ์มติชนสุดสัปดาห์ หลังจากนั้น ผมก็เดินทางกลับมาที่บ้านปราโมช ปราโมทย์ เพื่อที่จะได้ทำคลอดหนังสือเล่มแรกของกลุ่มเรา ผมกินอยู่ที่บ้านปราโมชหลายวันเพื่อที่จะทำหนังสือเล่มนี้ ปราโมชเป็นคนพิมพ์ต้นฉบับ ภารโรงของโรงเรียนทรายมูลวิทยาเป็นคนอัดโรเนียว ส่วนผมเย็บเล่ม ปราโมช ปราโมทย์ (ปราโทย์ ในจิต)ได้ตั้งชื่อหนังสือเล่มแรกของกลุ่มเราว่า"คึดฮอด" พร้อมกับเขียนภาพประกอบเป็นรอยเท้าของคนเดินทาง นิตยสารอาทิตย์-เคล็ดลับได้กรุณายกหน้าหนึ่งเต็มๆให้กับหนังสือคึดออดเล่มแรกนี้.
|