พิมพ์หน้านี้
|
จดหมายของนักเขียนหนุ่ม อู่ทอง-สุพรรณบุรี ถึงเยี่ยม...เพื่อนรัก อยากเขียนจดหมายถึงเพื่อนนานแล้ว แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนความปรารถนาภายในออกมาเป็นตัวอักษรได้ ด้วยหลายปัจจัยภายนอกคอยหน่วงเหนี่ยว แต่ในที่สุดเราก็สามารถเอาชนะอุปสรรคได้ และบอกตัวเองว่าจะเขียนจดหมายด้วยปากกา เสมือนนั่งเขียนอยู่ใต้ร่มมะม่วง ณ บ้านชาดศาลา-นาสะไมย์ถิ่นกำเนิด คืนนี้พระจันทร์เต็มดวงทอแสงใสนวล ความเงียบในคืนดึกสงัดปกคลุมชุมชน ซึ่งส่งเสียงจอแจมาทั้งวันให้เข้าสู่นิทรารมย์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามในความเงียบนั้นก็ยังมีเสียงจิ้งหรีดบรรเลงเพลงขึ้นเป็นครั้งคราว บรรยากาศเช่นนี้มิเคยเปลี่ยแปลงไปจากความทรงจำ ไม่ว่าจะอยู่แห่งหนตำบลใด เมื่อหลายสัปดาห์ เราได้อ่านงานของเพื่อน"ผู้ประกอบการรายย่อย"ด้วยความม่วนซื่นในอารมณ์ ได้รับอรรถรสอย่างเต็มอิ่ม ชั้นเชิงการประพันธ์ชวนให้ติดตามทุกย่อหน้า แถมยังมีอารมณ์ขันอีกต่างหาก หากวิเคราะห์ถึงแก่นของเรื่องแล้วมีมิติที่ลุ่มลึก และซับซ้อน มีแง่มุมเชิงสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ถนนสายวรรณกรรมที่นำพาชีวิตเรามาถึงทุกวันนี้ มันยิ่งกว่าคำอวยพรจากสวรรค์ แม้ว่าการเดินทางของเราจะไปได้เพียงน้อยนิด แต่เราก็ได้พบเพื่อนพ้องน้องพี่ด้วยความรักความอบอุ่น ยากที่วงการอื่นจะมีให้กันและกันได้มากมายขนาดนี้ ทุกวันนี้ แม้ว่าพวกเราจะเดินทางไปตามฝันคนละทิศละทาง แต่เราก้เชื่อว่า...สักวันหนึ่งเส้นทางสายนี้จะไปเชื่อมบรรจบกัน อาจเป็นที่โค้งขอบฟ้า หรือกลางทุ่งกุลาก็ตามเถอะ แต่ที่แน่ๆก็คือเวลานี้ดอกจานคงบานสะพรั่งเต็มท้องทุ่งบ้านเราแล้ว เราคิดว่ามนต์เสน่ห์ของดอกไม้ชนิดนี้มีมนต์ขลังอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกครั้งที่หลับตาลง จะทำให้ให้เราพบกับความฝันประหลาด มองเห็นภาพตัวเอง เหตุการณ์แปลกๆในอดีดรวมทั้งความใฝ่ฝันของเลือดอีสานที่ไม่เคยจืดจาง... เมื่อนานมาแล้ว เราเคยเขียนเรื่องสั้นลงในสกุลไทย (๓๐ หน้าลายมือเขียน) เรื่อง"ดอกจานบานแล้ว" เช่นเดียวกับเพื่อนเคยเขียนบทกวีเกี่ยวกับ"ดอกจาน"นั่นแสดงว่าดอกจานและท้องทุ่งมีความแนบแน่นกับจิตวิญญาณของพวกเรา ยังมีความเชื่อ ความคิด ความจริงหลายอย่างซ่อนสิงอยู่ในดอกไม้สีแดงสดนั้น เราว่างเว้นจากการอ่านเรื่องสั้นมานาน จากการอ่านเรื่องสั้นของเพื่อนจบ ทำให้เราอ่านเรื่องสั้นของใครหลายคน เป็นต้นว่าไชสุวัน แพงพง (รวมเรื่องสั้นควายโดยสาร จินตรัย แปล) ใบไม้ใบสุดท้าย บุนสิน แสงมะนี เขียน สุนทร โคตรบรรเทา แปล จนกระทั่งมาถึงรมเรื่องสั้นของกนกพงศ์ชุดใหม่ กวีตาย...โอ้โห้ สุดยอดฝีมือจริงๆ...กนกพงศ์ยังอยู่...หัวใจของเขายังเต้นอยู่ในทุกตัวอักษร... วันใดที่เราถูกปล่อยให้อยู่บ้านคนเดียวเหมือนได้ครอบครองแดนสวรรค์ทั้งหมด ท้องฟ้าเวิ้งว้างอยู่ในสายตาของเราทั้งหมด มิใช่จับจองเป็นเจ้าของด้วยความโลภ แต่เป็นการชื่นชมการเคลื่อนไหวของก้อนเมฆ ชีวิตเดินทางมาถึงวันนี้ทำให้เราเข้าใจและโง่เขลาต่อหลายสิ่งหลายอย่าง ทุกๆวันมีโจทย์ให้เราแก้ไข สะสางไปตามสถานการณ์ คงไม่ต่างจาก"ผู้ประกอบการรายย่อย"เท่าใดนัก บางวันเรานั่งแกะสลักด้วยความครุ่นคิดถึงโลก...ใช่ โลก...ซึ่งไม่กลมและไม่แบน...โลกก็คือโลก ซึ่งแปลว่าโลก หลายครั้งที่โลกให้คำตอบดีๆแก่เรา ทว่าบางเวลา โลกก็โยนคำถามน่าฟันหัวให้เราเช่นกัน... นี่แหละ ชีวิต ไม่ว่าชีวิตหรือโลกจะเป็สิ่งเดียวกันหรือคนละสิ่งก็ตาม เราก็ไม่ควรจะหานิยามบ้าบอให้หลงติด หลงเข้าใจในภาพมายาที่มนุษย์เพียรสร้างขึ้น แต่ละคนมีโลกเป็นของตนเอง สิ่งเดียวเท่านั้นที่มนุษย์มีเหมือนกัน...คือ...หัวใจ หากเราใคร่ครวญแบบเชื่อมโยงแล้วจะพบว่า แท้จริงแล้วทุกดวงของหัวใจย่อมไม่แตกต่างจาก"ผู้ประกอบการรายย่อย" ซึ่งต้องไขว่คว้าความฝันและพยายามปั้นมันขึ้นมาเป็นจริงให้ได้ ต้องถากถางเส้นทางที่มองไม่เห็นจุดใดเลยที่จะไม่มีหนาม ไหนจะต้องทนฟังเสียงอึกทึกภายนอกและเสียงร่ำครญภายในของตน ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพอะไรหรือไม่มีอาชีพก็ตาม อมหนีไม่พ้นสถานการณ์เฉกเช่น"ผู้ประกอบการรายย่อย" มุษย์อย่ในฐานะผู้ผลิตและผู้บริโภค การแข่งขัน เอาเปรียบและหาวิธีฆ่ากันอย่างหลากหลายและแนบเนียน ประเทศใดออกกฎหมายมากย่อมบ่งว่าประเทศนั้นเป็นอนารยะ มีคนป่าเถื่อนอยู่มาก ส.ส. สจ. อบต. หมอ ครู ตำรวจ ทหาร ฯลฯ ล้วนอยู่แต่อยู่ในสภาพผู้ประกอบการรายย่อยทั้งนั้น แม้จะเรียกว่าเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ตาม เช้าวันหนึ่งเราขึ้นภูเขาไปคิดบทกวี โชคดีที่เรามีเวลาเป็นของตนเอง แม้บางครั้ง"งาน"จะเป็นของคนอื่นก็ตาม เมื่อผละจากสภาพขนบประเพณีครอบครัวและฝูงชนแล้ว เรามักมุ่งตรงไปสู่ภูเขาขนาดย่อม ซึ่งอยู่ห่างจากถนนหลวงไม่ไกลนัก อากาศเช้าวันนี้เย็นสบาย แสงแดดอ่อนส่องสว่างไปทั่วหุบเขา ในยามปลายหน้าหนาว แมกไม้ผลัดใบเหลือแต่กิ่งก้านโหรงเหรง เปลือยลำต้นและทาบทาไปบนกองใบไม้แห้ง ทุกหนทุกแห่งเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง แห้งเหี่ยว และรอคอย สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน ผู้คนมักจะแวะมาเที่ยวในหน้าฝน ชมความสดชื่นของดอกไม้ ใบไม้ ฉะนั้น วันนี้ซึ่งหน้าร้อนกำลังเดินทางมา จึงไม่มีผู้คนเดินทางมา เพราะไม่มีใรพิศมัยบรรยากาศที่อบอวลด้วยกลิ่นใบหญ้าแห้ง เช่นนี้ ยกเว้นเรา ผู้ตั้งใจมาคารวะความงามของภูเขา มาชมความสวยงาม อ่อนไหวของสายลมและแสงแดด โอ...ดอกจานบนหลังเขาบานสะพรั่ง หล่อนร้องเพลงมาเจื้อยแจ้ว...เราก้าวเข้าไปใต้ร่มเงดอกไม้สีแดง ปลดปล่อยจิตใจและร่างกายให้เป็นส่วนหนึ่งของหล่อน หญิงสาวผู้กล้าแกร่งแห่งภูเขา ความจริงว่าจะจบในหน้าที่แล้ว แต่ไม่มีที่จะลงจึงขอต่ออีกหน้าหนึ่ง เพื่อนงสงสัยในใจว่า"บักเดือน"เกิดลูกบ้าอะไรขึ้น เราก็สงสัยตัวเองเหมือนกัน อย่างเช่นคืนนี้ เราตื่นขึ้นมาตีสามแล้วมานั่งพลิกแผ่นดินปลิ้นแผ่นฟ้าวรรณกรรมลาวรางวัลซีไรท์ อ่านเรื่องสั้น"ค้างคืนในป่าลึก" แล้วานั่งเขียนจดหมายต่อเป็นวันที่สาม ตัวละครในเรื่องสั้นลาวเมื่อประมาณ๓๐-๔๐ปีที่แล้กำลังโลดแล่นอยู่ในสมองของเรา ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เมื่อตอนเป็นเด็ก(เณรน้อย) ถ้าได้ยินคำว่าบ้านกุดชุม อำเภอเลิง เราจะรู้สึกกลัวมาก หรือแม้แต่บ้านกำแมด หัวงัว โนนยาง นาโส่ และโสกขุมปูน ก็ใช่ย่อยเสียเมื่อไหร่ ล้วนเป็นเขตพื้นที่สีแดงทั้งนั้น แต่เพื่อนรู้ไหมว่าครั้งแรกที่เราไปเหยียบบ้านกุดชุมนั้นใชวิธีเดินจากบ้านนาสะไมย์-กุดชุมเป็นเวลา ๑ วัน เพื่อไปไหว้พระธาตุพนม ไม่ได้ยินเสียงปืนแม้แต่นัดเดียว พวกเราก็คือตัวละครตัวหนึ่งเหมือนกันที่ยังโดดแล่นในชีวิตจริง เป็นครู เป็นช่างแกะสลัก เป็นผู้ประกอบการราย่อย และเป็นคน ซึ่งกำลังฟัดกันนัวเนียนุงนังบนลานโล่งแห่งประธิปไตย พวกเรายังโชคดีที่ไม่ตายไปกับเหตุการณ์สงครามเย็นคราวนั้น มีลมหายใจให้รู้ให้เห็นว่าการพลิกแผ่นดินปลิ้นแผ่นฟ้านั้นไม่ใช่ความฝันอันเล่อนลอย แต่มันเป็นเรื่องจริง ซึ่งปัจจัยทุกอย่างได้เข้าสู่โหมดแห่งการพลิกการปลิ้นเรียบร้อยทั้งการเมืองและวัฒนธรรม...
|
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |