พิมพ์หน้านี้
|
อีสานปริทัศน์ ดอกสะแบง สาวไหม,-การล่มสลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น สาวไหมเป็นรวมเรื่องสั้นของ ฮอยล้อนักเขียนอีสานอีกคนหนึ่งที่ผ่านเกิดนิตยสารช่อการะเกด ซึ่งมีสุชาติ สวัสดิ์ศรี ตู้วรรณกรรมแห่งประเทศไทยเป็นบรรณาธิการ รวมเรื่องสั้นเล่มนี้เป็นรวมเรื่องสั้นเล่มแรกของฮอยล้อ ซึ่งมีเรื่องสั้นที่ผ่านการตีพิมพ์เผยแพร่จากสยามรัฐรายสัปดาห์ เนชั่นสุดสัปดาห์ จุดประกายวรรณกรรม และนิตยสารช่อการะเกด รวมทั้งสิ้น ๑๑ เรื่องด้วยกัน ดูเหมือนว่าการนำเอาเรื่องสั้นที่ผ่านเกิดนิตยสารช่อการะเกดมาเป็นชื่อของหนังสือรวมเล่ม จะกลายเป็นขนบธรรมเนียมและประเพณีของนักเขียนสกุลช่อการะเกดไปแล้ว เพราะเท่าที่ผู้เขียนได้อ่านรวมเรื่องสั้นของนักเขียนที่เคยผ่านเกิดนิตยสารช่อการะเกดแล้วมักจะเป็นเช่นนั้น ซึ่งการกระทำเช่นนี้ มองได้เป็นสองด้าน ด้านแรกเป็นการเชิดชูเกียรติเรื่องนั้นๆที่ผ่านการพิจารณาจากบรรณาธิการที่มีคุณภาพของประเทศไทย ด้านที่สองเป็นการเกาะกระแสนิตยสารช่อการะเกดเพื่อเป็นหลักยึดของคนอ่านให้ตระหนักว่ารวมเรื่องสั้นเล่มนี้ยอดเยี่ยม ซึ่งเมื่อซื้อไปอ่านดูแล้วอาจไม่เป็นไปตามนั้นก็เป็นได้ ในจำนวนเรื่องสั้น ๑๑ เรื่องของหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ มีเรื่องสั้น ๒ เรื่องที่ผ่านการตีพิมพ์ในนิตยสารช่อการะเกด คือเรื่อง สาวไหมและเฝ้าไข้ หากทว่าเมื่อผู้เขียนอ่านเรื่องสั้นทั้งหมดแล้ว กลับพบว่าเรื่องสั้นที่เคยผ่านเกิดนิตยสารช่อการะเกดทั้งสองเรื่องหาได้กลบความเป็นเรื่องสั้นที่เคยผ่านการตีพิมพ์จากนิตยสารอื่นๆเลย ซึ่งมันย่อมแน่นอนว่าเสียงเล่าของนักเขียนมีความเท่าเทียมกันทั้งหมดทุกเรื่อง ธัญญา สังพันธานนท์เคยกล่าวเอาไว้ว่า ผู้เล่าเรื่องเปรียบเหมือนนักเชิดหุ่นหนังตะลุงหมายถึงการเล่าเรื่องผ่านตัวละคร น้ำเสียงของผู้เล่าเรื่องไม่ใช่ตัวละครที่กำลังโลดแล่น เพราะจะเป็นการเอาคำพูดไปยัดปากตัวละครเฉยๆไม่มีชีวิตชีวาอะไรเลย ในขณะที่สุชาติ สวัสดิ์ศรี เขียน เถ้ากถาแห่งความน่าจะเป็นในนิตยสารช่อการะเกด ๔๓ ว่า...เรื่องสั้นในปัจจุบันมีความก้าวหน้าไปมาก คือหลุดไปจากกรอบและหลุมเดิมๆ หากทว่าสิ่งที่พบเห็นในเรื่องสั้นในปัจจุบันเป็นการอธิบายมากกว่าการเดินทาง ซึ่งในเรื่องนี้ขยายความได้ว่าเรื่องสั้นที่เขียนอยู่ในปัจจุบัน แม้จะหลุดจากกรอบเพื่อชีวิตในอดีด แต่ก็ยังเป็นการกระทำขึ้นมาเพื่ออธิบายในความเป็นไปมากกว่าการค้นพบ การทะลุทะลวงไปข้างหน้า หรือความแปลกใหม่ ความจริงแล้วนักเขียนมีอิสระในการที่จะเลือกเล่าเองตามแนวถนัดของตัวเอง ซึ่งเมื่อประเมินค่าในแต่ละเรื่องแล้วจะเป็นการมุ่งอธิบาย หรือการค้นพบความแปลกใหม่ ล้วนมาจากต้นทุน และบริบทของนักเขียนด้วยเช่นกัน ในฐานะที่ฮอยล้อเป็นนักเขียนอีสาน เขาเลือกเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงของคนท้องถิ่น คนบ้านนอกคอกนา ซึ่งก็คือคนชั้นล่างของสังคม จึงเรื่องสั้นทั้งหมดในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ล้วนมีน้ำเสียงแห่งการอธิบาย มีอยู่เรื่องเดียวที่ผู้เขียนพบเห็นที่เขาลองทดลองดูคือเรื่อง คนจร ก้อนหิน และสายน้ำ ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่แปลกไปกว่าเรื่องอื่นๆ การเลือกที่จะเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงของคนชั้นล่าง นับเป็นขนบเดิมที่ผู้เล่าผูกพันมาจากขนบ วรรณกรรมเพื่อชีวิต จะเห็นว่าน้ำเสียงของคนเล่าจะกล่าวอ้างถึงกอร์กี้และหนังสือเล่มหนาๆอันหมายถึงวรรณกรรมของโลก เรื่องสั้น ๑๑ เรื่องในหนังสือเล่มนี้ มีท่วงทำนอง และสำนวนการเขียนคล้ายกับวงเดือน ทองเจียว นักเขียนรุ่นพี่ของฮอยล้ออีกคนหนึ่ง นี่เป็นการจับสังเกตของผู้เขียน ว่ากันว่าน้ำเสียงการวิจารณ์ที่มีต่อนักเขียนอีสานในยุคหลังๆมานี้จะมีลักษณะทำซ้ำกับเรื่องราวของนักเขียนรุ่นก่อน ไม่ว่าจะเป็นคำสิงห์ ศรีนอก คำพูน บุญทวี และคำหมาน คนไค หรือที่เขาเรียกกันว่า ๓ คำ ค้ำอีสานนั่นแหละ ความจริงแล้วการคิดแบบเหมาจ่ายอาจจะไปทำลายคุณค่าเล็กๆที่ปรากฏให้เห็นในผลงานของนักเขียนอีสานในรุ่นต่อมา เหมือนเราเบื่อวรรณกรรมเพื่อชีวิตในรูปแบบเก่า เนื้อหาเก่าๆอย่างนั้นแหละ หากทว่า เมื่อพินิจดูจริงๆแล้วรากเหง้าอันดีงามก็ยังมีอยู่ เพียงแต่นักเขียนในรุ่นต่อมาจะนำเสนอด้วยท่วงทำนองอย่างไรเท่านั้นเอง เรื่องราวของผู้คนในแดนดินถิ่นอีสานนั้นมีรายละเอียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการล่มสลายของภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเรื่องสาวไหมก็เป็นเรื่องสั้นอีกเรื่องหนึ่งที่ฮอยล้อพยายามที่จะอธิบายถึงการล้มลงของความงามของพื้นถิ่น หากทว่าคนรุ่นต่อมามันยุ่งยากกับวิถีชีวิต กล่าวให้ชัดเจนก็คือว่าวิถีชีวิตยุคทุนนิยมอีสานนั้นมันเร่งรีบและร้อนแรง ชีวิตของคนในแต่ละวันเต็มไปด้วยการดิ้นรนกระเสือกระสน เพราะมีภาระที่ต้องจ่ายทุกอย่าง และทุกอย่างที่ต้องจ่ายล้วนเป็นเงินเป็นทองกันทั้งนั้น ไม่มีใครมานั่งสาวไหมกันแล้ว เหมือนอย่างผัวของหนูพูดเอาไว้ในเรื่องสั้น ยุคสมัยนี้มันต้องกินต้องจ่าย จะมัวมานั่งปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจะทันอยากทันกินหรือ นี่เป็นขนบการคิดของคนอีสานในยุคสมัยทุนนิยมกำลังไล่ล่า ในความสลดหดหู่และการดิ้นรนขนขวายเพื่อปากท้องนั้น ฮอยล้อก็ยังมีอารมณ์ขันพอที่จะปล่อยตัวละครอย่างนายผันออกมาเรียกเสียงหัวเราะได้บ้าง ในเรื่องสั้นไม่มีจดหมายถึงนายผัน อันเป็นการล้อเลียนหนังสือเล่มใหญ่อีกเล่มหนึ่งที่ตัวละครของเขาชอบอ่าน อีกเรื่องหนึ่งที่ฮอยล้อแสดงอาการหวาดวิตกอยู่เสมอ นั่นคือเรื่องเกี่ยวกับเพศ หรือความสุขในเพศรส ซึ่งเขามีทัศนะเรื่องนี้แบบคุณธรรมจริยธรรม แม้ว่ามนุษย์ทุกคนจะเกิดขึ้นมาด้วยแรงผลักของความกำหนัดในกิเลสตัณหา แต่พระพุทธเจ้าก็ใช้ท่าไม้ตายตัวนี้แหละเป็นตัวดับทุกข์ทั้งปวง วัฒน์ วรรยางกูล นักเขียนรางวัลศรีบูรพาเคยกล่าวเอาไว้ว่า ศาสนาพุทธใช้จุดอ่อนของมนุษย์มาเป็นจุดแข็ง มันก็เลยทำให้คนเราทำบาปไม่สิ้นสุด ไม่เหมือนกับฝรั่งดังโหน่ที่ปล่อยให้เรื่องเพศรสเป็นตัวขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์เหมือนทฤษฎีของฟรอยด์ การหากินกับความเชื่อของคนก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ฮอยล้อนำมาเสนอให้คนอ่านได้รับรู้ ซึ่งเขาก็ทำได้ดี ในเรื่องข้ามฝั่งฝัน ตัวละครที่หมดสิ้นหนทางทำกินแล้วกลับคืนสู่แผ่นดินถิ่นอีสาน เริ่มงานแรกด้วยการดูดวงชะตาราศี อันเป็นอาชีพที่ทำเงินทำทองได้มากทีเดียว ดินแดนประหลาดนี้ ผู้คนกินอยู่ง่าย กินง่าย และเชื่อง่ายด้วยมนต์ขลังแห่งชาติปางก่อน ซึ่งก็คล้ายๆกันกับเรื่องมุมสูงและทางเลือก ต่างก็มีวิถีแห่งการดิ้นรนขนขวาย ทำอยากทำกิน เผชิญอุปสรรค พร่ำบ่นเพ้อเจ้อ พรรณนาชีวิตในความเศร้าหมองและอ้างว้าง ฟูมฟายทะยานอยาก และผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า การเดินทางไกลเพื่อไปแสวงโชคของคนท้องถิ่น เป็นอีกฉากหนึ่งที่นักเขียนหยิบยกขึ้นมาองค์ประกอบของตัวละคร โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นคนเหนือ อีสาน ใต้ ออก กลาง และตก ต่างก็ฝันใฝ่ถึงเมืองกรุงเทพฯ หากทว่ากรุงเทพฯนั้นเป็นได้แค่ความฝัน ชีวิตจริงนั้นโหดร้ายทารุณ เหมือนอย่างเรื่องวันหนึ่งซึ่งไม่นาน ในเรื่องเรือนหลังเก่า สะท้อนให้เห็นถึงความอบอุ่น ความผูกพันในครอบครัวชนบท ความยิ่งใหญ่ของพลังท้องถิ่น หากทว่าสุดท้ายก็จบลงด้วยความพ่ายแพ้ต่อระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ซึ่งให้ศักยภาพของพ่อใหญ่นายจอบหักหมดคุณค่าลงทันที เช่นเดียวกับสาวไหม ซึ่งวิถีชีวิตยุคใหม่ไม่อาจหวนคืนกลับไปหาสิ่งเก่าได้แล้ว ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้า ลูกต้องเรียนหนังสือ น้ำต้องใช้ ไฟต้องจ่าย ผักหญ้าตามห้วยหนองไม่เหลือให้เก็บกิน สารเคมีจากโรงงานปล่อยออกมาทำลายระบบนิเวศของคนท้องถิ่น กุ้ง หอย ปู ปลาตายเป็นเบื่อ ในเรื่องเรือข้ามฟาก อันเป็นการสะท้อนให้เห็นในสิ่งที่เรียกว่าความเจริญ หากทว่ามันกลับต้องแลกด้วยชีวิตของผู้คนและทรัพยากรธรรมชาติ สำหรับรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ของฮอยล้อ นักเขียนในสังกัดของค่ายสโมสรนักเขียนภาคอีสาน นับเป็นรวมเรื่องสั้นที่สะท้อนน้ำเสียงของคนเล่าเรื่องด้วยความปริวิตก และห่วงหาอาทร การเลือกที่จะเล่าเรื่องของคนชั้นล่าง ซึ่งกระจัดกระจายพรายพลัดอยู่ตามเมืองใหญ่ บ้านนอกคอกนา นับเป็นงานเขียนที่อยู่ในสกุลวรรณกรรมเพื่อชีวิตที่นับวันจะแผ่วเบาลงไปเรื่อยๆ มีเรื่องที่น่าตำหนิอยู่เรื่องเดียวคือภาพประกอบเรื่อง ซึ่งไม่สอดคล้องกับเรื่องราวในแต่ละเรื่องเอาเสียเลย ผู้เขียนนึกว่าเป็นหนังสือชวนไปเที่ยวป่าหิมพานต์มากกว่า แต่ก็คงเป็นข้อจำกัดของหนังสือที่ลงทุนพิมพ์เอง ส่วนเรื่องราวต่างๆนั้นก็สั่นสะเทือนจิตสำนึกได้แหลมคมยิ่ง. |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||