พิมพ์หน้านี้
|
สงครามคนตุลา นานมาแล้วที่ข้าพเจ้าทำตัวเป็นนักสังเกตการณ์ เฝ้ามองสังคมไทย และตัวละครเดือนตุลาที่เคยมีบทบาทนับตั้งแต่ยุคก่อนและหลังเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๖๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ที่เห็นและเป็นอยู่ ข้าพเจ้ายอมรับว่าในอดีดพวกเขา อันได้แก่ตัวละครเดือนตุลาทั้งหลายมีจิตวิญญาณในสิทธิ เสรีภาพ และใฝ่ฝันถึงสังคมที่เป็นธรรม หากทว่า เมื่อตัวละครเดือนตุลากลับจากป่าเขา พร้อมกับวิกฤตศรัทธา ทุกคนวางอาวุธ สองมือเปล่าแปน กลับคืนสู่สังคมไทยที่พวกเขาเคยก่นด่า ด้วยสถานภาพของคนธรรมดา หากทว่าไม่ธรรมดา ความจริงแล้ว เมื่อเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งเปรียบเสมือนนักรบที่เพิ่งกลับจากสงคราม กลับคืนสู่บ้านเกิด ข้าพเจ้าและเพื่อนๆควรจะต้องผูกข้อต่อแขน ปลอบขวัญ และให้กำลังใจ พวกเขามีทางเลือกมากกว่านักรบชาวนา มวลชน ผู้หล่อเลี้ยงให้พวกเขาได้อยู่กินในท่ามกลางสงคราม พวกเขา - นักรบผู้หาญกล้าแห่งเดือนตุลาคม ๒๕๑๖ และ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เมื่อพวกเขากลับคืนสู่สังคมไทยในสภาพของนักรบผู้พ่ายแพ้สงคราม และด้วยภาระหน้าที่ของชีวิต ทำให้พวกเขาต้องดิ้นรนขนขวายทำงานเพื่อปากท้อง โดยไม่มีคำว่าค่ายในหัวใจ ซึ่งเราเองก็ไม่ว่ากัน และยินดีกับชีวิตที่ได้เลือกแล้ว หากทว่า เมื่อวันเวลาผ่านไป บาดแผลเริ่มเลือนหาย ชีวิตของนักรบหนุ่มเริ่มดีขึ้น มีเงินมีทอง มีฐานะ มีบทบาท และเริ่มแสดงศักยภาพในทางการเมือง ไม่ว่าจะในร่มเงาของชาติไทย ของน้าชาติ และอาจารย์โต้ง ประชาธิปัติย์ของนายหัวชวน ขณะเดียวกัน นักเลือกตั้งท้องถิ่นก็เติบโตตามมาอย่างกระชั้นชิดแบบหายใจรดต้นคออย่างนั้นแหละ ระหว่างภาพนักการเมืองคุณภาพ ต้นทุนทางสังคมสูง กับนักเลือกตั้งท้องถิ่นประเภทเสือ สิงห์ กระทิง แรด แห่งการสัมปทานทั้งหลาย ไม่เชื่อว่า ระหว่างอดีดนักรบหนุ่มแห่งป่าเขา จะกลายเป็นเพื่อนเลิฟกับนักเลือกตั้งท้องถิ่นที่มีคอนเนคชั่นไปถึงระดับชาติ เช่นเดียวกันกับการเลือกข้างอยู่ในคอกของชมพู่มะเหมียว คนที่เคยเข่นฆ่าพวกเขาในเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ วันนี้ คนที่เคยเข่นฆ่าพวกเขา กลายเป็นนายกรัฐมนตรีต้นทุนต่ำ ที่สำคัญ ถือว่าเป็นนายกมือเปื้อนเลือดวีรชนคนกล้าเดือนตุลาคม เป็นไปได้อย่างไรว่าคนที่เคยจับดาบประหัตประหารชีวิตเพื่อนๆของตัวเอง พวกเขาต่างร่วมด้วยช่วยกัน และออกเสียงเชียร์อย่างน่าเกลียดที่สุด หรือว่าคนเดือนตุลาตายแล้วจริงๆ. |