พิมพ์หน้านี้
|
วันก่อนได้ยินสมาชิกอดีตพรรคไทยรักไทยแสดงเจตนารมณ์ในเรื่องเสรีภาพของสื่อแล้วแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เรียกร้องให้รัฐบาลพล.อ. สุรยุทธ์ และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหยุดการตรวจสอบการรายงานข่าวของสถานีวิทยุและโทรทัศน์และส่งเสริมให้สื่อทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง ทำเอาคนในวงการสื่องงกันเป็นแถวๆ เพราะเป็นไปได้อย่างไรที่อยู่ดีๆ นักการเมืองที่ในอดีตไม่เคยสนใจเลยว่าสื่อมวลชนจะถูกอำนาจการเมืองแทรกแซงหรือกดขี่แค่ไหน จะหันกลับมาเห็นความสำคัญของเสรีภาพของสื่อ ดูแต่ละคนที่ทำตัวเป็นแกนนำของการประชุมกลุ่มไทยรักไทยที่อดีตทำการของพรรคที่ตึกไอเอฟซีที ไม่ว่าจะเป็น เจ๊หน่อย สุธรรม แสงประทุม จาตุรนต์ ฉายแสง เยาวภา วงศ์สวัสิด์ หรือพงศ์เทพ เทพกาญจนา หรือบรรดาพลพรรคที่นั่งกันหน้าสลอนในห้องประชุม บอกได้เลยว่าไม่มีสักคนที่เคยเห็นสื่ออยู่ในสายตาในสมัยที่ ลูกพี่ ยังเป็นใหญ่ครองบ้านครองเมืองอยู่ ทั้งๆ ที่ทุกคนก็รู้ดีว่าคนที่เป็นศูตรูตัวร้ายกาจที่สุดของเสรีภาพสื่อในยุคนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน ก็คนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร นั่นแหละ ทักษิณและครอบครัวเข้าไปยึดเอาสถานีโทรทัศน์ไอทีวีมาเสริมบารมีอาณาจักรธุรกิจของตระกูลชินวัตรก็ไม่เห็นใครในไทยรักไทยแสดงอาการเดือดร้อนอะไร ทั้งๆ ที่มันเป็นการครอบงำสื่อเสรีโดยอำนาจการเมืองอย่างไม่ต้องมีข้อสงสัย คนในฝ่ายข่าวไอทีวี 20 กว่าคนถูกยื่นซองขาวเพราะปฏิเสธการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารก็ไม่มีใครในไทยรักไทยสักคนเดียวออกมาเอะอะโวยวาย นักข่าวและนักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ที่พูดจาไม่เข้าหูผู้มีอำนาจถูกปลดกลางอากาศก็ไม่เห็นจะมีใครในไทยรักไทยออกมาปกป้อง นักการเมืองทั้งเลือดเก่าและเลือดใหม่ของไทยรักไทยต่างก็นิ่งเงียบเมื่อรายการสัมภาษณ์หรือวิเคราะห์ข่าวที่ถูกมองว่าไม่เป็นมิตรกับรัฐบาลถูกถอดแบบไม่ต้องมีคำอธิบาย และก็ไม่มีใครส่งเสียงสักแอะเมื่อ บ่าวผมขาว ประจำทำเนียบรัฐบาลทำตัวเจ้ากี้เจ้าการแทนเจ้านายด้วยการยกหูโทรศัพท์สั่งให้ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์และวิทยุกำราบนักจัดรายการหรือนักข่าวที่บังอาจล้ำเส้นด้วยการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ตลอดเวลาห้าปีกว่าที่ทักษิณอยู่ในอำนาจ องค์การสื่อทั้งหลายต่างก็ออกแถลงการณ์และประกาศจุดยืนเสียงเรียกร้องให้อำนาจการเมืองหยุดการคุกคามและแทรกแซงสื่อ แต่ก็ไม่มีนักการเมืองไทยรักไทยคนไหนที่สนใจความเดือดร้อนของสื่อ ตรงกันข้ามหลายคนยังอุตส่าห์ออกมาปกป้อง นายใหญ่ ด้วยซ้ำว่าไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับสื่อ แต่มาวันนี้ นักการเมืองกลุ่มเดียวกันกลับมีอาการเห็นอกเห็นใจสื่อมวลชนขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ช่างมีความรู้สึกช้าจริงๆ หรือในยามนี้หาที่พึ่งพิงลำบาก ก็เลยต้องทำตัวเป็นเพื่อนกับสื่อ แต่ผมว่าสายไปแล้วครับ ละครฉากนี้หลอกใครไม่ได้หรอกครับ
|