พิมพ์หน้านี้
|
ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร บรรดาแกนนำม็อบรักทักษิณ ไม่มีทางปฏิเสธความรับผิดชอบต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นหน้าบ้านพล.อ. เปรม ตินสูลานนท์ เมื่อกลางดึกคืนวันที่ 22 ก.ค. ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมอเหวง จักรภพ วีระ ณัฐวุฒิ หรือจตุพร ซึ่งต่างพยายามอ้างมาตลอดว่าไม่มีเจตนาใช้ความรุนแรงในการประท้วง เพราะนับตั้งแต่วินาทีที่ตัดสินใจพาฝูงชนหลายพันคนออกเดินทางจากสนมหลวงเพื่อมุ่งหน้าไปบ้านสี่เสาเทเวศน์ แกนนำม็อบเหล่านี้ต่างก็รู้ดีว่ากำลังนำผู้ชุมนุมไปพบกับอะไร คำประกาศบนเวทีก่อนจะเคลื่อนออกจากสนามหลวงว่า การเคลื่อนขบวนครั้งนี้จะไม่มีการถอยกลับ เหมือนกับพระเจ้าตากสินที่ทรงสั่งให้กองทัพทุบหม้อข้าว เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่าเจตนาของแกนนำคืออะไร แกนนำทุกคนรู้ดีว่าขอ้เรียกร้องให้ พล.อ. เปรม ลาออกจากตำแหน่งประธานองค์มนตรี นั้นเป็นข้อเรียนกร้องที่ไม่มีทางเป็นไปได้ เป็นข้อเรียกร้องที่สร้างขึ้นมาเพื่อปูทางไปสู่การเผชิญหน้า ทุกคำพูดบนเวทีบนรถของแกนนำระหว่างการเคลื่อนขบวนเต็มไปด้วยการยั่วยุ แสดงความกระเหี้ยนกระหือรือที่จะเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะฉะนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่ทำไมการเคลื่อนขบวนครั้งนี้จึงจบลง ด้วยการปะทะกันจนกลายเป็นการจลาจลขนาดย่อมๆ แม้แต่ในช่วงที่วิกฤติที่สุดเมื่อผู้ชุมนุมหลายร้อยคนแสดงความป่าเถี่อนด้วยการขว้างสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจจนได้รับบาดเจ็บไปหลายคน บรรดาแกนนำทั้งหลายยังไม่มีทีท่าว่าจะพยายามสยบอารมณ์คนเหล่านี้ ในทางตรงกันข้ามกลับมีเสียงยั่วยุจากบนเวทีด้วยซ้ำ ยังดีที่ตำรวจเลือกใช้วิธีการตั้งรับ ไม่ใช่อาวุธแม้แต่กระบองตอบโต้ เหตุการณ์จึงไม่บานปลายเข้าทางคนที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายที่เกิดขึ้น เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นการฟ้องทุกอย่างเกี่ยวกับเจตนาของแกนนำทั้งหลายของม็อบ มันชัดเจนว่าคนเหล่านี้ไม่แคร์ถ้าจะต้องมีคนบาดเจ็บล้มตาย ไม่สนใจถ้าจะถูกกล่าวหาว่าพาคนไปตายเพราะในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยอารมณ์และความสับสนแบบนั้น ไม่มีใครรับรองได้ว่าจะไม่มีความรุนแรงที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น นี่ไม่ใช่การเรียกร้องหรือการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างแน่นอน นี่เป็นความพยายามที่จะทำให้เกิดการนองเลือกต่างหาก แกนนำของม็อบหมดสิทธิที่จะอ้างในเรื่องของประชาธิปไตยอีกต่อไปแล้ว เพราะประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องของการใช้ความรุนแรงอย่างแน่นอน และก็ไม่ใช่การพาคนไปสู่การนองเลือด มีคนเพียงคนเดียวที่จะได้ประโยชน์จากความรุนแรงที่เกิดขึ้น นั่นก็คือทักษิณ ชินวัตร
|