พิมพ์หน้านี้
|
การเมืองไทยกับการเมืองฟิลิปปินส์มีอะไรเหมือนกันหลายอย่างที่มักถูกยกเอามาเปรียบเทียบกันบ่อยๆ และก็เป็นความคล้ายคลึงกันในเชิงลบเสียมากกว่า (อาจทำให้เราสบายใจได้บ้างว่า การเมืองไทยไม่ได้แย่ไปกว่าใคร) ที่ชัดๆ ก็คือความเป็นน้ำเน่าของการเมือง ถ้าคนไทยได้มีโอกาสสัมผัสการเมืองและนักการเมืองฟิลิปปินส์ รับรองได้ว่าจะรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน
คอรัปชั่นได้กลายเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมการเมือง เหมือนบ้านเราไม่มีผิด ยิ่งล่าสุดเมื่อประธานาธิบดีกลอเรีย โอโรโย่ตัดสินใจอภัยโทษอดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดาซึ่งต้องติดคุกในข้อหาโกงกินบ้านเมือง ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า การเมืองฟิลิปปินส์ไม่ได้เดินหน้าไปถึงไหนเลย เพราะทำไปทำมา ก็ไม่มีผู้นำการเมืองคนไหนที่มีความจริงจังและจริงใจกับการจัดการกับปัญหาคอรัปชั่น ทั้งๆ ที่เอสตราดา เป็นสัญลักษณ์ของการปล้นบ้านปล้นเมืองของนักการเมือง และมีความคาดหวังในหมู่คนฟิลิปปินส์ว่าอดีตผู้นำคนนี้จะถูกลงโทษให้เป็นตัวอย่าง เอสตราดาชนะการเลือกตั้งในปี 1988 ด้วยคะแนนเสียงท้วมท้น อาศัยชื่อเสียงในฐานะเป็นอดีตพระเอกหนังบู๊ และนโยบายประชานิยมเอาใจคนยากจนทั้งในชนบทและย่านสลัมในมะนิลา แต่พอได้เข้าไปนั่งตำแหน่งประธานาธิบดีในทำเนียบมาลากันยังได้ไม่นานก็เริ่มแผลงฤทธิ์ ทั้งบริหารบ้านเมืองแบบไม่ฟังเสียงใคร คนรอบข้างจะโกงจะกินก็ทำเป็นหลับหูหลับตา และที่เหมือนเมืองไทยเปี๊ยบก็คือการเอาอกเอาใจชาวบ้านด้วยโครงการลดแลกแจกแถม สื่อมวลชนที่ไม่ยอมเป็นพวกด้วยก็ถูกเล่นงาน (ซึ่งก็เหมือนเมืองไทยอีกนั่นแหละ) เอสตราดาสั่งพรรคพวกในวงการธุรกิจบอยคอตหนังสือพิมพ์เหล่านี้ด้วยการไม่ให้โฆษณา (ฟังดูแล้วคุ้น ๆ) ฝ่ายค้านคิดจะตรวจสอบในสภาก็ถูกวิชามารสกัดกั้น เอสตราดาอาศัยแรงหนุน จากบรรดาสมาชิกวุฒิสภาที่เป็นพวกเดียวกันล้มขบวนการตรวจสอบข้อหาคอรัปชั่น เมื่อใช้วิธีการตามกระบวนการสภาปกติไม่ได้ ประชาชนก็ไม่มีทางเลือก ต้องออกไปชุมนุมและเดินขบวน จนบานปลายกลายเป็นการแสดง "พลังประชาชนรอบ 2" โค่นเอสตราดาลงในที่สุด (พลังประชาชนรอบแรกเกิดขึ้นในปี 1986 ตอนที่คนฟิลิปปินส์ลุกขึ้นมาขับไล่จอมเผด็จการมาร์กอส) ศาลพิจารณาคดีทุจริตพิเศษของฟิลิปปินส์ตัดสินเมื่อปลายเดือนที่แล้วให้เอสตราดาติดคุกตลอดชีวิตเพราะหลักฐานชัดเจนว่าได้ปล้นบ้านปล้นเมือง (เขาใช้คำว่า"ปล้น" จริงๆนะครับ ชาวบ้านต่างพากันโล่งอกโล่งใจ เพราะถือว่าคดีประวัติศาสตร์นี้ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองฟิลิปปินส์ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่นักการเมืองระดับอดีตผู้นำประเทศต้องติดคุกเพราะโกง เอสตราดาถูกจับในข้อหาคอรัปชั่น และการสอบสวนต่อมาก็พบว่าอดีตผู้นำคนนี้โกยเงินจากโครงการต่างๆ เข้ากระเป๋าตัวเองเป็นพันล้านเหรียญสหรัฐ แต่แน่นอนว่าเจ้าตัวปฏิเสธเสียงลั่น อ้างว่าทั้งหมดเป็นแผนการกลั่นแกล้งทางการเมือง (ฟังดูแล้วมันคับคล้ายคับคลาว่าเหมือนได้ยินใครอ้างแบบเดียวกันมาจากลอนดอน)
แต่ก็ดีใจกันได้ไม่นาน เพราะอยู่ดีๆ นางโอโรโย่ก็อาศัยอำนาจประธานาธิบดีประกาศอภัยโทษให้กับอดีตคู่กัดทางการเมืองคนนี้โดยไม่ฟังเสียงทัดทานจากชาวบ้าน นักวิชาการ องค์กรเอกชนและสื่อมวลชน ความฝันของคนฟิลิปปินส์ที่จะเห็นการปัดกวาดความสกปรกทางการเมืองก็พังครืนในพริบตา ประธานาธิบดีโอโรโย่อ้างว่าที่ต้องอภัยโทษเอสตราดา เพราะต้องการสร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง (คำพูดนี่ก็น่าจะคุ้นหูคนไทยเหมือนกัน) แต่ชาวบ้านไม่เชื่อว่าความสมานฉันท์ที่โอโรโย่พูดถึงนั้นเป็นการสมานฉันท์เพื่อบ้านเพื่อเมือง แต่เป็นความสมานฉันท์เพื่อความอยู่รอดของตัวเองมากกว่า โอกาสหน้ากลับมาดูกันครับว่า มีบทเรียนอะไรบ้างที่เราควรเรียนรู้จากการเมืองฟิลิปปินส์ เผื่อสักวันมีคนคิดจะอภัยโทษให้กับ"เอสตราดา" ของไทย |
| เมื่อพี่ทำตัวเป็นศิลปิน | ||
อย่าทิ้งพี่ที่อยากเป็นศิลปินให้อยู่กับน้องตามลำพังเป็นอันขาด |
||
|
View All |
||
| ในเมื่อนักการเมืองยังเปลี่ยนใจได้... | ||
ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไม ประชัย ถึงได้ทิ้ง "ป๋าเหนาะ" ได้ลงคอ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |