พิมพ์หน้านี้
|
เป็นธรรมดาที่คนฟิลิปปินส์จะรู้สึกโกรธที่เห็นโจรปล้นเงินไม่กี่พันเปโซถูกจับติดคุกเป็นปีๆ แต่นักการเมืองที่ปล้นบ้านปล้นเมืองเป็นพันๆ ล้านเปโซกลับลอยนวลหลังจากถูกเอาไปขังพอเป็นพิธีเท่านั้น อย่างที่เขียนไว้ครั้งที่แล้ว อดีตประธานาธิบดีโจเซฟ เอสตราดา ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการโกงบ้านโกงเมืองของฟิลิปปินส์ อาศัยคะแนนเสียงท้วมท้นจากการเลือกตั้งเป็นข้ออ้างในการปู้ยี้ปู้ยำบ้านเมือง
ประชาชนทนไม่ไหวต้องลุกขึ้นมาแสดงพลังขับไล่ ก่อนเอสตราดาถูกจับและถูกศาลตัดสินติดคุกตลอดชีวิตในข้อหาปล้นประเทศเมื่อไม่กี่สัปดาห์มาแล้วนี้เอง
แต่แทนที่ประธานาธิบดีกลอเรีย โอโรโย่ จะใช้คดีของเอสตราดาเป็นตัวอย่างของการจัดการกับนักการเมืองขี้โกงเหมือนที่คนฟิลิปปินส์คาดหวังไว้ เธอกลับหวังผลประโยชน์ทางการเมืองด้วยการอภัยโทษให้กับเอสตราดา
สื่อมวลชนฟิลิปปินส์ประณามการอภัยโทษเอสตราดาว่าเป็นการกระทำที่น่าละอายของประธานาธิบดีโอโรโย่ เพราะเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณว่าจากนี้ไป นักการเมืองสามารถที่จะโกงบ้านโกงได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวการลงโทษทางกฎหมายอีกต่อไป
เพราะถ้านักการเมืองที่ถูกจับได้ว่าได้โกยเงินจากการโกงกว่า 80 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 2,700 ล้านบาท) เข้ากระเป๋าตัวเองอย่างเอสตราดา ยังรอดพ้นจากเงื้อมมือกฎหมายได้ ทำไมนักการเมืองคนอื่นๆ จะทำแบบเดียวกันไม่ได้
ดูการเมืองฟิลิปปินส์แล้วก็อดจะเปรียบเทียบกับบ้านเราไม่ได้ เพราะทั้งสองประเทศมีปัญหาเหมือนกัน นั่นก็คือ การโกงกินบ้านเมืองโดยนักการเมืองได้กลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์หรือไทย หานักการเมืองที่ไม่กอบโกยผลประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองนั้นยากจริงๆ
เป็นที่รู้กันว่า โอโรโย่เองก็ไม่ได้เป็นผู้นำที่มือสะอาดเท่าไรนัก ถูกชาวบ้านเดินขบวนขับไล่มาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่วันที่มีการเปิดเผยเทปลับที่แฉว่าเธอสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้งปั่นคะแนนให้เธอชนะการเลือกตั้งตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อสองปีที่แล้ว
เพราะฉะนั้นโอโรโย่จึงต้องหาพวกเพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากรอดพ้นจากวิบากกรรมทางการเมืองที่กำลังเผชิญอยู่
พูดกันให้แซ่ดว่าการอภัยโทษเป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อให้เอสตราดาซึ่งถือว่าเป็นศัตรูการเมืองหมายเลขหนึ่งของเธอ หยุดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของเธอ
เพราะนอกจากจะมีมวลชนที่ยังจงรักภักดีหนุนหลังอยู่ไม่น้อย ในฐานะเจ้านายเก่า เอสตราดาย่อมมีข้อมูลมากมายในมือที่สามารถใช้เล่นงานโอโรโย่ได้อย่างสบายๆ ที่ผ่านมา เอสตราดาก็ทั้งแย้ปทั้งถองโอโรโย่จนเซไปหลายรอบแล้ว
เพราะฉะนั้นที่โอโรโย่อ้างว่าต้องยอมปล่อยเอสตราดาออกจากคุกก็เพราะต้องการสร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง แท้จริงแล้วก็เป็นความสมานฉันท์เพื่อความอยู่รอดทางการเมืองของตัวเองเสียมากกว่า
อย่างที่ได้เขียนไว้เมื่อวันก่อน การเมืองฟิลิปปินส์กับไทยนั้นมีอะไรที่ละม้ายคล้ายคลึงกันมากทีเดียว
ถ้าวันดีคืนดีนักการเมืองอื้อฉาวอย่างเอสตราดาสามารถเดินลอยนวลออกจากคุกได้ทั้งๆ ที่ถูกศาลตัดสินว่าผิดเต็มประตู
ทำไมอดีตผู้นำของบ้านเราซึ่งตอนนี้กำลังหลบลี้หนีภัยอยู่ต่างแดน จะหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งหลายและกลับมาเสวยสุขทางการเมืองอีกรอบไม่ได้
เพราะในที่สุดแล้ว การเมืองไทยก็คงไม่ต่างจากการเมืองฟิลิปปินส์ เพราะผลประโยชน์และความอยู่รอดของตัวเองและพรรคพวกย่อมมาก่อนบ้านเมือง |
| เมื่อพี่ทำตัวเป็นศิลปิน | ||
อย่าทิ้งพี่ที่อยากเป็นศิลปินให้อยู่กับน้องตามลำพังเป็นอันขาด |
||
|
View All |
||
| ในเมื่อนักการเมืองยังเปลี่ยนใจได้... | ||
ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไม ประชัย ถึงได้ทิ้ง "ป๋าเหนาะ" ได้ลงคอ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |