พิมพ์หน้านี้
|
ถ้าไม่คิดอะไรมาก เราก็น่าจะดีใจที่เห็นพรรคการเมืองทั้งหลายแข่งกันเสนอนโยบายแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมเพื่อหวังเอาชนะใจประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ พรรคนี้เสนอจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ อีกพรรคก็เน้นการการเอาอกเอาใจคนระดับรากหญ้า ส่วนอีกพรรคก็รับปากจะทำให้ชาวบ้านทั้งในเมืองและในชนบทมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่พรรคการเมืองจะต้องสร้างจุดขายให้ตัวเอง ทั้งๆ ที่ยังตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่า ที่คุยโม้ไว้จะทำให้ได้แค่ไหน หรือจะหาแหล่งเงินที่ไหนมาสนับสนุนโครงการทั้งหลาย เอาล่ะ ถึงแม้นโยบายส่วนใหญ่จะออกมาในแนวเชิงประชานิยมก็ตาม แต่เราก็เริ่มเห็นความพยายามของพรรคการเมืองที่จะผูกมัดตัวเองด้วยคำมั่นสัญญา แต่ชาวบ้านไม่น้อยยังสงสัยว่า นโยบายที่กำลังใช้ในการโฆษณาหาเสียงกันอยู่นั้นเป็นไปได้ในทางปฏิบัติแค่ไหน และที่สำคัญพรรคการเมืองทั้งหลายมีความจริงใจหรือมีความสามารถในการบริหารและจัดการให้นโยบายเหล่านี้เป็นจริงได้หรือเปล่า เพราะประสบการณ์บอกเราว่า นโยบายหรือจุดยืนของพรรคการเมืองมีความหมายเฉพาะในช่วงเวลาหาเสียงเท่านั้น เราคงจำกันได้ดีว่าในอดีต แทบไม่มีพรรคการเมืองไหนมีความตั้งใจแปลงนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงให้เป็นจริง เพราะทันทีที่ได้อำนาจ ก็มุ่งแต่หาทางถอนทุนคืนเสียมากกว่า คงมีแต่รัฐบาลทักษิณเท่านั้นที่ดูเหมือนจะจริงจังกับการผลักดันนโยบายที่หาเสียง เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติเกิดความเลยเถิดและผลประโยชน์ทับซ้อนจนนโยบายที่ทำท่าจะดีทั้งหลายกลายเครื่องมือหาประโยชน์ทางการเมือง ที่ชาวบ้านเป็นห่วงกันมากที่สุดก็คือ ทันทีที่การเลือกตั้งจบลงพร้อมผลการเลือกตั้ง การเมืองจะอยู่เหนือเรื่องนโยบายทันที ฝุ่นการเมืองจากการวิ่งเต้นต่อรองตำแหน่งระหว่างพรรคการเมืองทั้งหลายจะบดบังความสำคัญของนโยบาย ยิ่งมีแนวโน้มชัดเจนว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งเที่ยวนี้จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงว่าการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองจะทำให้ทุกคนลืมไปหมดว่าพรรคการเมืองทั้งหลายเคยสัญญาอะไรกับประชาชนไว้บ้าง ยิ่งจำนวนพรรคการเมืองในรัฐบาลผสมมากเท่าไร การต่อรองก็จะมากขึ้นเท่านั้น จนไม่มีใครพูดถึงนโยบาย เป็นที่รู้ๆ กันว่าในการต่อรองจัดตั้งรัฐบาผลสมที่ผ่านมา จะไม่มีพรรคการเมืองไหนต่อรองเรื่องนโยบาย สิ่งที่ต่อรองกันอย่างเอาเป็นเอาตายก็คือเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรีและผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนแสดงจุดยืนด้วยการปฏิเสธที่จะเข้าร่วมรัฐบาลเพราะไม่สามารถผลักดันนโยบายของพรรคให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของรัฐบาล มีแต่ไม่ยอมร่วมผสมด้วยเพราะผิดหวังตำแหน่งหรือผลประโยชน์ที่หมายปองไว้ สื่อมวลชนเองก็มัวแต่สนุกกับการติดตามว่าพรรคไหนจะไปจับขั้วกับพรรคไหน แทนที่จะสนใจว่าพรรคไหนจะผลักดันนโยบายอะไรในการต่อรอง และตรวจสอบว่านโยบายที่ใช้หาเสียงเอาไว้นั้นยังมีความหมายอยู่หรือเปล่า นักการเมืองก็มักอ้างเสมอว่าเพราะเป็นรัฐบาลผสมจึงไม่สามารถผลักดันนโยบายที่หาเสียงเอาไว้ได้เต็มที่ แต่ในความเป็นจริงพรรคการเมืองเหล่านี้ไม่มีความตั้งใจตั้งแต่ต้นที่จะทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับชาวบ้านมากกว่า
เพราะฉะนั้น เลือกตั้งเที่ยวนี้ก็อย่าไปตื่นเต้นดีใจอะไรมากเกินไปกับนโยบายสวยหรูของพรรคการเมืองทั้งหลาย เอาไว้เลือกตั้งเสร็จแล้วค่อยมาดูกันดีกว่า นักการเมืองบ้านเราเริ่มเรียนรู้ที่จะซื่อสัตย์กับชาวบ้านมากขึ้นบ้างหรือเปล่า
|
| เมื่อพี่ทำตัวเป็นศิลปิน | ||
อย่าทิ้งพี่ที่อยากเป็นศิลปินให้อยู่กับน้องตามลำพังเป็นอันขาด |
||
|
View All |
||
| ในเมื่อนักการเมืองยังเปลี่ยนใจได้... | ||
ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไม ประชัย ถึงได้ทิ้ง "ป๋าเหนาะ" ได้ลงคอ |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |