พิมพ์หน้านี้
|
ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันคนไหนไม่พูดถึงเรื่อง การเปลี่ยนแปลง ก็ต้องถือว่าเชยแหลก แทบทุกคนตั้งแต่บารัค โอบามา ซึ่งเป็นผู้สมัครที่หนุ่มที่สุดจากเดโมแครต จนถึงผู้สมัครที่อายุมากที่สุด จอห์น แม็คเคน ของรีพับลิกัน ไม่มีใครที่ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่ขึ้นเวที ทุกคนต้องการขายภาพของการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ไม่มีใครอยากถูกมองว่ามีส่วนได้ส่วนเสียหรือเป็นผลพวงของความชั่วร้ายทางการเมืองที่ครอบงำศูนย์อำนาจในกรุงวอชิงตัน นโยบายต่างประเทศที่ล้มเหลวของรัฐบาลจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช จนนำไปสู่สงครามในอิรัก ระบบประกันสุขภาพที่ไร้ประสิทธิภาพ ระบบภาษีที่เอื้อประโยชน์กับคนรวย และอิทธิพลของกลุ่มล็อบบี้ยิสต์เหนือนักการเมือง เป็นตัวอย่างของปัญหาที่สะท้อนถึงความไม่เอาไหนของผู้นำทางการเมืองที่หมุนเวียนกันเข้าไปนั่งในทำเนียบขาว ถึงจุดหนึ่งคนอเมริกันไม่น้อยเริ่มมีความรู้สึกต่อการเมืองเหมือนกับที่คนไทยมีต่อการเมืองบ้านเรา คือนักการเมืองทุกคนเหมือนกันหมด ตอนหาเสียงก็พูดเอาอกเอาใจชาวบ้านเหลือเกิน แต่พลันได้อำนาจก็ลืมทุกอย่าง มุ่งแต่รับใช้กลุ่มผลประโยชน์อย่างเดียว เพราะฉะนั้นเลือกตั้งเที่ยวนี้ ผู้สมัครทุกคนจึงต้องขายภาพของความพร้อมที่จะเป็นประธานาธิบดีที่จะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่การเมืองในวอชิงตัน พูดง่ายๆ ก็คือนักการเมืองเหล่านี้เข้าใจถึงอารมณ์ของคนอเมริกันเป็นอย่างดี และไม่มีใครอยากตกรถไฟที่ถูกขนานนามว่า ขบวนรถไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง จนไม่มีใครแน่ใจแล้วว่าผู้สมัครคนไหนกันแน่ที่เป็นคนสร้างกระแสเรื่องการเปลี่ยนแปลงเป็นคนแรก แต่ที่แน่ๆ ผู้สนับสนุนของโอบามา ยืนยันว่าวุฒิสมาชิกหนุ่มจากอิลลินอยส์คนนี้เป็นผู้สมัครคนแรกที่พูดถึงความจำเป็นที่การเมืองอเมริกันจะต้องเปลี่ยน เพราะโอบามารู้ดีว่าชาวมะกันไม่น้อยมีความเบื่อหน่ายกับระบบการเมืองที่ครอบงำวอชิงตันมานานและอยากเห็นนักการเมืองรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น และการหาเสียงกับการเปลี่ยนแปลงได้ผลทันตาเห็น โอบามากลายเป็นขวัญใจของคนมะกันโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ชั่วข้ามคืน ยิ่งเพราะความเป็นนักการเมืองหน้าใหม่ด้วยประวัติที่ยังไร้จุดด่างพร้อย บวกกับการเป็นนักพูดตัวฉกาจ ภาพของโอบามาในฐานะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งโดนใจคนมะกันมากเป็นพิเศษ ทำเอาแม้แต่ฮิลลารี คลินตัน อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและคู่แข่งคนสำคัญในพรรคเดโมแครตด้วยกัน ยังต้องขอกระโดดขึ้นรถไฟขบวนนี้ด้วย ทั้งๆ ก่อนหน้านี้ยังพยายามขายความมีประสบการณ์ข่มนักการเมือง อ่อนหัด อย่างโอบามามาตลอด ผู้สมัครคนอื่นๆ ของเดโมแครตและรีพับลิกันก็เช่นเดียวกัน เริ่มต้นก็หาเสียงด้วยการเน้นประสบการณ์ทางการเมืองและผลงานในอดีตของแต่ละคน แต่พอเจอะกระแส การเปลี่ยนแปลง ทุกคนต้องปรับตัวแทบไม่ทัน ผลการหยั่งเสียงเบื้องต้นในไอโอวาเมื่อสัปดาห์แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ชาวมะกันเลือกการเปลี่ยนแปลงมากกว่าประสบการณ์และความเก๋า ไม่งั้นผู้สมัครหน้าใหม่อย่างโอบามาคงไม่ชนะด้วยคะแนนท่วมท้น เพราะฉะนั้นในสนามรบที่สองในนิว แฮมป์เชียร์ ไม่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว ทุกเวทีของการหาเสียงในเวลาสี่ห้าวันที่ผ่านมาชาวบ้านจึงถูกกรอกหูด้วยคำว่า การเปลี่ยนแปลง จากผู้สมัครเกือบทุกคน สื่อมวลชนมะกันถึงขั้นนั่งนับว่าผู้สมัครแต่ละคนเอ่ยคำว่า เปลี่ยนแปลง คนละกี่ครั้งในการดีเบทครั้งแรกที่มีขึ้นไม่กี่วันก่อนการเลือกตั้งเบื้องต้นในนิว แฮมป์เชียร์ ในส่วนของเดโมแครต ปรากฏว่าฮิลลารีมาอันดับหนึ่งด้วยการเอ่ยคำว่า เปลี่ยนแปลง ถึง 14 ครั้ง ตามมาด้วยโอบามา และจอห์น เอ็ดเวิร์ดส์ ในขณะที่ผู้สมัครของรีพับลิกันก็เอากับเขาเหมือนกัน มีคำว่า เปลี่ยนแปลง ติดปากเกือบทุกคน ปกติการเลือกตัวแทนพรรคเพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดีมักจะถูกตัดสินด้วยคะแนนเสียงจากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่ประกาศตัวชัดเจนผ่านการลงทะเบียนว่าอยู่ข้างพรรคไหน ไม่เดโมแครตก็รีพับลิกัน แต่มาเที่ยวนี้กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนที่เป็นกลาง คือชาวบ้านที่ไม่มีใจให้พรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ กำลังถูกมองว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินว่าผู้สมัครคนไหน และผลก็ออกมาอย่างที่รู้กันว่าในส่วนของเดโมแครต ฮิลลารี คลินตัน เฉือนโอบามาขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่ง ขณะที่ในส่วนของรีพับลิกัน แม็คเคน วุฒิสมาชิกรุ่นลายครามจากรัฐอาริโซน่า นำโด่งขึ้นมา ถึงแม้ทั้งฮิลลารีและแม็คเคนถูกมองว่าเป็นตัวแทนกลุ่มอำนาจในกรุงวอชิงตันก็จริงเพราะความโชกโชนทางการเมือง แต่อีกด้านหนึ่งทั้งสองคน ซึ่งก็รวมถึงโอบามาด้วย มีภาพว่าเป็นนักการเมืองที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงอะไรให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าถามว่าการเปลี่ยนแปลงที่พูดกันจนติดปากนั้นหมายถึงอะไร ก็ยังเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบชัดเจน แต่ยังไงๆ ในความรู้สึกของชาวไอโอวาและนิว แฮมป์เชียร์ จะเป็นความเปลี่ยนแปลงแบบไหนนั้นมันคงดีกว่าสิ่งที่มีอยู่ทุกวันนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นชาวมะกันยังคงจะได้ยินคำว่าการเปลี่ยนแปลงไปอีกนานจนกว่าศึกชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจะจบลงในเดือนพฤศจิกายนนี้ |
| เมื่อพี่ทำตัวเป็นศิลปิน | ||
อย่าทิ้งพี่ที่อยากเป็นศิลปินให้อยู่กับน้องตามลำพังเป็นอันขาด |
||
|
View All |
||
| ในเมื่อนักการเมืองยังเปลี่ยนใจได้... | ||
ไม่ต้องสงสัยเลยครับว่าทำไม ประชัย ถึงได้ทิ้ง "ป๋าเหนาะ" ได้ลงคอ |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||