| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
พิมพ์หน้านี้
|
ชั้นเรียนเยอรมันสุดหรรษาของ Yongchan เปิดเรียนมาได้ระยะหนึ่งแล้วค่ะ ชั้นนี้สมาชิกแน่นเอียด นานาชาติ ยิ่งขึ้นไปอีก เพราะว่านอกเหนือจากประเทศขาประจำเช่น ตุรกี โมร็อคโค ญี่ปุ่น อินเดีย อัฟกานิสถาน ฟิลิปปินส์ ก็ยังมี อารเจนตินา โคลัมเบีย เนปาล รัสเซีย ฮ่องกง ฯลฯ เรียกได้ว่า อินเตอร์สุดๆ ที่สำคัญ มีชายชาวอเมริกันมาเรียนด้วย... เค้าชื่อ จัสติน
(ไม่ใช่คนนี้นะก๊ะ... แต่ว่านึกหน้าเค้าถูไถไปพลางๆ ก่อนก็ได้ :D) มองจากรูปลักษณ์ภายนอก ก็พอจะเดาได้อยู่ว่าเป็นคนอเมริกัน เนื่องจาก เป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ตัวล่ำบึ้ก ดิฉันสันนิษฐานว่า ถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬา ก็ต้องเป็นทหารแน่ๆ ที่สำคัญจะต้องเป็นคนชอบกินเนื้อวัวมากๆ ไม่งั้นตัวไม่หนาได้ขนาดนี้ (ดิฉันคิดเอาเองนะ) พอได้ยินคำยืนยันว่าเป็นคนอเมริกัน หูหางดิฉันก็กระดิกทันที แบบว่าอยากตีซี้ด้วยสุดฤทธิ์ เพราะว่า หนึ่ง จะได้พูดภาษาอังกฤษแล้ว(เว้ย)... สอง อยากรำลึกความหลังเมื่อครั้งได้ไปเรียนที่นั่น แม้ว่าเราจะนั่งห่างกันเพียงแค่ระยะสามเก้าอี้นั่ง แต่มันช่างยากลำบากเหลือเกินที่จะได้คุยกัน เพราะหนึ่ง จัสตินโดนขนาบข้างด้วย นักเรียนผู้ชายอีกสองคน ซึ่งตัวสูงใหญ่ไม่แพ้กัน ทำให้ดิฉันไม่สามารถจะส่งสายตาหรือยิ้มสยามไปผูกมิตรได้ และพวกผู้ชายนี่ก็ชอบคุยกันเอง... ตัวดิฉันเป็นสาวเป็นนาง จะผ่าไปกลางวง ก็กระไรอยู่ อิอิ ^_^"
สอง ตาคนนี้คงเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง คือไม่ทักใครทั้งสิ้น น่ากลัวมากว่าถ้าไปทักแล้วจะโดนงับหรือเปล่า ที่สำคัญคือ แกชอบเอาหนังสือมาอ่าน แกจะนั่งอ่านอยู่คนเดียวระหว่างรอเข้าห้องเรียน ระหว่างพัก ซึ่งผิดวิสัยคนอเมริกันที่ดิฉันเคยพบเจอ (และจะไปรบกวนเค้าตอนอ่านหนังสือก็เกรงใจ) นอกจากนั้นหนังสือแต่ละเล่มที่อ่าน ก็ล้วนแต่เป็นหนังสือเชิงเสียดสี ว่าร้ายชาติอเมริกันทั้งสิ้น โดยเฉพาะ หนังสือของไมเคิล มัวร์ (Dude, where is my country?) ดิฉันเห็นก็แปลกใจว่า เอ.. อีตาคนนี้ สงสัยจะไม่ใช่คนอเมริกันธรรมดา
คันปากมาหลายวัน ด้วยความอยากพูดภาษาอังกฤษมากๆ วันนี้ระหว่างพักดิฉันก็ปรี่เข้าคุยกับเค้าเลย (โอ้ว... หญิงไทยใจกล้ามากๆๆ) ได้ความว่าบักจัสตินนี้ อายุย่างเข้า 28 ปี เป็นชาวเมืองบอสตัน เคยเป็นรับราชการทหาร เคยมาประจำการที่เยอรมนี และได้พบรักกับภรรยาคนปัจจุบัน ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาเอก ปัจจุบันนี้เค้าลาออกจากการเป็นทหารแล้ว และติดตามภรรยามาอยู่เยอรมนี โตขึ้น.. เอ๊ย... ถ้าพูดภาษาเยอรมันคล่องแล้ว เค้าอยากหางานเป็นช่างภาพ (ถ้าจะยังโตขึ้นได้มากกว่านี้อีก ก็ไม่รู้จะว่าไงแล้ว ฮ่วย) ด้วยนิสัยช่างซักถาม อยากรู้อยากเห็น ดิฉันก็ถามต่อว่า แล้วตอนเธอเป็นทหาร เธอเชี่ยวชาญด้านไหนเป็นพิเศษ? จัสตินตอบว่า เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านระเบิด (ฺBomb Specialist)
(นี่ก็ไม่ใช่เพื่อนอิฉันอีก แต่เดาเอาว่า งานของเค้าน่าจะประมาณนี้) ป๊าดดดดดดดดดดดดดดดดดด....สิโถ่ โอ้โห คุณคะ ... จริงอย่างที่คุณครูเคยสอนว่า อย่าละเลยคนใกล้ตัว ใครเลยจะนึกว่าบักจัสตินที่นั่งห่างจากดิฉันไปแค่ระยะเก้าอี้สามตัวคนนี้ จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกู้ระเบิด ด้วยนิสัยคนที่ตกเป็นทาสวัฒนธรรมอเมริกัน ดูหนังฮอลลีวู้ดเป็นเนืองนิจ เลยอดถามไม่ได้ว่า แล้วมันจริงตามอย่างในหนังไหม ที่ว่าเปิดระเบิดออกมาแล้วมักจะเจอ สายไฟสีฟ้า กับสีแดง? แล้วชั้นจะต้องตัดสายไหนอ่ะ? แหม...ได้เจอกับผู้เชี่ยวชาญทั้งที ก็ต้องถามเสียหน่อย กะเอาเป็นความรู้ติดตัวในยามคับขันของชีวิตสุดฤทธิ์ ใครจะรู้วันนึงดิฉันอาจจะต้องผันตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระเบิดอย่าง นิโคล คิดแมนในหนังเรื่อง The Peacemaker ก็ได้
(คุณคะ อย่าทำเป็นเล่นไป เกิดเหตุการณ์เฉพาะหน้าขึ้นมา เราจะได้เตรียมตัวถูกไง แม่นบ่? ตานี่ก็หัวเราะ บอก หล่อน... มันไม่มีอย่างในหนังหรอก โดยมากเปิดมาเธอก็เจอโทรศัพท์มือถือแล้วก็มีสายไฟต่อเข้ากับระเบิด ถ้ามีคนโทรศัพท์เข้ามา ระเบิดก็ทำงาน (เอ๊ะ... ฟังแล้วคุ้นๆ เหมือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้แฮะ) สายไฟก็เป็นสายไฟธรรมดา ไม่มีหลายสีให้เลือกตัดด้วย (ย่ะ)
(ไม่มีสายไฟสีสันสวยงามให้หล่อนเลือกตัดแบบในหนังหรอก ยัย Yongchan!!!! >.<) จริงๆ อยากจะถามต่อว่า... แล้วเธอกู้ระเบิดยังไงล่ะ บอกวิธีกู้ระเบิดแบบง่ายๆ ให้ชั้นหน่อยได้ไหม? (ยังคงนึกอยากเป็นนิโคล คิดแมน -_-") แต่ก็กลัวจะโดนเค้าเบิ้ดกระโหลก แล้วสวนกลับมาว่า ถ้ากู้ระเบิดมันง่ายนัก จะมี expert ไว้หาอะไร...^_^"
(ถ้าดิฉันริอาจเป็นนักกู้ระเบิดจริง อาจจะวอดวายอย่างในรูปนี้ ฮ่าฮ่า :D) ดิฉันก็เลยเปลี่ยนเรื่อง และถามเค้าว่า แล้วเธอไปประจำการที่ไหนมาอีกรึเปล่า นอกจากเยอรมนี? บักจัสตินตอบหน้าตายว่า ไปอยู่อิรักมาสามปี... What!? สงครามอิรักเนี่ยนะ... ป๊าดดดดดดดดดดดดดดดดด.... (อีกรอบ) โอว...คุณคะ เลือดนักข่าวโอเคเนชั่น ดิฉันพุ่งปรี๊ดเลยล่ะ แบบว่า... โหย...มันจะมีซักกี่ครั้งนะ ที่เราจะได้เจอคนจริงๆ เจอคนตัวเป็นๆ ที่เคยไปรบในอิรักน่ะค่ะ... มือไม้สั่นไปหมดเลย เริ่มต้นไม่ถูกเลยว่าจะถามว่าอย่างไรดี ตื่นเต้นมากราวกับว่าจัสตินได้กลายร่างไปเป็น สุดหล่อแมท เดม่อน ขวัญใจดิชั้น (ฮ่าฮ่า)
(อันนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่อง แต่จะบอกว่าชอบมาก สรุปใจความได้ว่า จัสตินไปประจำการที่คูเวตอยู่หกเดือน ก่อนเคลื่อนพลเข้าอิรัก เป็นทหารกลุ่มแรกที่ข้ามพรมแดน เข้าไปที่นั่น.. เขาบอกว่าชีวิตที่นั่นบัดซบมาก (It sucks!) เพราะมีแต่ทะเลทราย แม้ว่าในค่ายทหารจะมีซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ มีทุกอย่างให้หาซื้อใช้ และกินได้เหมือนอยู่บ้าน แต่มันก็ไม่สบายเหมือนอยู่บ้าน หน้าที่การงานก็น่าเบื่อและเสี่ยงชีวิต คือต้องออกลาดตระเวนกะเช้า กลับมากินข้าวกลางวัน พัก แล้วออกไปตระเวนต่อ ถ้าใครเจอวัตถุต้องสงสัย ก็ต้องมาตามทหารหน่วยของอีตาจัสตินนี่แหละไปจัดการ โชคดีที่ตลอดระยะเวลาที่ไปประจำการ คนในทีมของเค้า ไม่มีใครเสียชีวิต คนที่เสียชีวิตส่วนมากจะเป็นพลทหารรบ แล้วก็พลรถถัง (เรียกชื่อถูกไหมเนี่ย)
(ขอเดาอีกว่าวิถีชีวิตของจัสตินในขณะนั้น น่าจะคล้ายๆ อย่างนี้ จัสตินเล่าต่อว่าเค้าไม่ค่อยได้ไปเจอชาวอิรักเท่าไร เพราะหน้าที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ จะอยู่แต่กับระเบิดเสียมาก แต่ก็รู้ว่า อัตราการตายระหว่างทหารอเมริกัน (บัดนี้ทะลุสามพันไปแล้ว) กับประชาชนตาดำๆ ชาวอิรัก น่าจะอยู่ที่ประมาณ หนึ่ง ต่อ สิบ (แล้วมันเคยมีข่าวรายงานความสูญเสียของประชาชนชาวอิรักในสื่ออเมริกันบ้างไหม ฮึ?) เค้าเล่าต่อว่า ตอนนี้คนในกองทัพไม่มีใครอยากอยู่อิรักหรอก ใครๆ ก็ไม่อยากตายทั้งนั้นแหละ แต่คนก็ไม่แคร์หรอกว่าใครผิดใครถูก เค้าก็แค่ทำตามหน้าที่ แล้วก็รอนับวันให้ครบกำหนดกลับบ้าน ครบกำหนดสัญญาสี่ปีที่เซ็นไว้ ดิฉันก็เลยถามต่อว่าแล้วตัวเธอล่ะ คิดอย่างไรกับบุช กับรัฐบาลชุดนี้ กับสงครามอิรัก ? << ดิฉันไม่เอารูปบุชมาลงนะคะ... ไม่ชอบ ไม่อยากเห็นหน้าเค้า >> จัสตินบอกว่าตอนที่เขาเข้าประจำการใหม่ๆ ก็คืออายุ 18 ปี ตอนนั้นเขายังโง่อยู่ ไม่เคยรู้อะไรทั้งสิ้น พอเข้าไปในกองทัพ ผู้บังคับบัญชาทุกคนก็บอกว่าทุกอย่างดี ทุกอย่างเรียบร้อย เค้าก็เชื่อเช่นนั้น ครั้นจะไปรบที่อิรัก ผู้บังคับบัญชาก็อ้างว่าเป็นเพราะอิรักมีอาวุธประสิทธิภาพทำลายล้างสูง (WMD -Weapon of Mass Destruction - หมายถึงนิวเคลียร์นั่นแหละ) พอไม่มีหลักฐานกองทัพ ก็บอกว่า อ้อ เราไปรบ เพราะอิรักมีอาวุธเคมี (Chemical Weapons) ก็จะไม่มีได้อย่างไร เพราะสหรัฐเป็นคนส่งไปให้เอง เอาไว้ใช้สู้กับอิหร่าน ช่วงทศวรรษ 80s แต่ตอนนี้มันหมดไปแล้ว จัสตินบอก... แต่ตอนนั้นก็เชื่อแหละ พอไม่มีหลักฐานอีก ทีนี้ก็เป็นเรื่อง ปฏิบัติการเพื่อปลดปล่อยอิรัก เรื่องประชาธิปไตย... เรียกว่าแถไปได้เรื่อยๆ >.< จัสตินบอกว่าเค้ารู้ว่าคนอื่นๆ ในโลกคิดเห็นต่างออกไปอย่างไรบ้าง ตั้งแต่สมัยที่ยังประจำการอยู่ในอิรักแล้ว (คุณเมียสุดเลิฟนั่นแหละเป็นคนบอก) แต่เค้าเลือกที่จะไม่เชื่อ เพราะเค้าเติบโตมาในกองทัพ ฟังกองทัพกรอกหูทุกวัน ช่วงที่ได้กลับไปบ้านที่อเมริกา ดูทีวี ก็มีแต่ข่าวที่เป็นไปตามกองทัพบอก จะไม่ให้เชื่อได้ไง จนกระทั่งเค้าตัดสินใจไม่เป็นทหาร ไม่ต่อสัญญา และย้ายสำมะโนครัวมาอยู่เยอรมนี หู ตา และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หัวสมอง ของเค้าเลยเปิดกว้างมากขึ้น บัดนี้ เค้ารู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร และเมียเค้าก็สะใจทุกครั้ง ที่เค้ายอมรับว่าสิ่งที่เมียพูดนั้นถูกต้อง ว่ะฮ่าฮ่า :D ******************************* ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ เพราะว่านึกถึงม็อบที่สนามหลวง นึกถึงบ้านเมืองของเราในเวลานี้ ที่แบ่งฝักฝ่ายชัดเจน Yongchan รู้สึกว่าเราทุกคนควรจะเปิดใจให้กว้าง รับฟังความคิดเห็นของท่านที่มองต่างมุมด้วยค่ะ การที่คนอื่นคิดไม่เหมือนคุณไม่ได้แปลว่าเค้าโง่ จริงๆ เราน่าจะมองว่า ในขณะที่เรา(โคตร)มั่นใจในสิ่งที่เราเชื่อเลยนะ ทำไมมีคนอีกมากมายที่คิดต่างไปจากเรา เอ๊ะ...ทำไมเค้าถึงคิดไม่เหมือนเราล่ะ? ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะนึกอยากรู้ต่อไปว่า เค้าไปเห็นไปเจออะไรถึงได้คิดไม่เหมือนเรา ที่นี้ข้อมูลที่ต่างไปจากที่เรามีอยู่ มันก็จะเริ่มเข้าถึงตัว (และหัวสมอง) เรามากขึ้น เราก็จะมองได้รอบด้านและตัดสินใจได้ถูกต้องมากขึ้น ถึงแม้เราจะไม่เห็นด้วยกับเขา เราก็รู้ว่าเขาคิดยังไง รบร้อยครั้ง ก็ชนะร้อยครั้ง อีกข้อที่สำคัญมากๆ ที่ได้จากการคุยกับจัสตินในวันนี้ คือ เราต้องไม่ตัดสินคนจากเปลือกนอก การที่คนบางคนนิ่งเฉย ทำหน้าขึงขัง จริงจังไม่ได้แปลว่าเค้าหยิ่ง เค้าเพียงแต่อาจจะเกิดมาหน้าโหดแบบนั้นเอง (โฮะ โฮะ) จึงอาจต้องเป็นเรา ที่จะเสียสละ ทำตัวเข้าไปสนิทสนมกับเค้า ชวนเค้าคุย แต่ถ้าบางคนทักสองสามทีแล้วยังนิ่งเฉย ก็จงปล่อยให้เค้าอยู่อย่างนั้นต่อไปนะคะ... เดี๋ยวชวนครั้งต่อไป เค้าลุกขึ้นมากัด Yongchan ไม่เกี่ยวน้า ^_^" (ภาพทั้งหมด มาจากอินเทอร์เน็ต ยกเว้นภาพที่สอง Yongchan วาดเองค่ะ) ******************************* ขอบคุณทุกท่านที่มาเล่นสนุกกับแถ่กชื่อนี้ท่านได้แต่ใดมานะคะ... ไม่คิดว่าจะแพร่พันธุ์รวดเร็วอย่างนี้... ปลื้มใจจัง ^_^ Yongchan ตามไปอ่านให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ จนตัวเองจะกลายเป็นหมีแพนด้าไปเสียแล้วค่ะ (อ่านมาตั้งแต่วันจันทร์แล้วค่ะ...จนถึงวันนี้ก็ไม่รู้ว่าไปได้ถึงครึ่งแล้วรึยัง?) ถ้าใครโดนแถ่กแล้ว Yongchan ยังไม่ได้ไปเยี่ยม มาบอกได้เลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ :D |