| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
คำเตือน: โปรดอ่านเพื่อความบันเทิง แต่กรุณาอย่าปฏิบัติตาม การเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่ท่านพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ ควรต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้าเป็นอย่างดี ก่อนอื่นต้องเรียนว่า ความรู้เกี่ยวกับประเทศเบลเยียมของ Yongchan มีค่าเท่ากับ 0.2 จากร้อยคะแนนเต็ม คือรู้แค่ว่าเป็นศูนย์กลางของสหภาพยุโรป และใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก ส่วนที่ตั้งของประเทศนี้ อยู่ตรงไหนนั้นไม่รู้ คือนึกมาตลอดว่าอยู่ด้านตะวันออกของเยอรมนี (โปรดดูรูปภาพประกอบ) จริงๆ ก่อนจะมา ก็ยังงงอยู่ว่าถ้าอยู่ทางด้านตะวันออก แล้วทำไมใช้ภาษาฝรั่งเศส มันน่าจะต้องใช้ภาษารัสเซียสิ (โง่มากเห็นไหมคะ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะ) (คิดมาตลอดว่าเบลเยียมตั้งอยู่แถบประเทศสีแดง (โปแลนด์และเช็คในปัจจุบัน) Yongchan มีธุระจำเป็นต้องเดินทางไปยังกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม นัดกับพี่ที่จะมารับว่ามาเจอกันตอนบ่ายโมงตรง แต่เนื่องจากรถไฟมาส่งที่สถานี ตั้งแต่สิบเอ็ดโมงครึ่ง Yongchan ก็เลยคิดว่า ไหนลองไปเดินเที่ยวบ้านเมืองเค้าเสียหน่อยสิ ก่อนมาได้ลองเสิร์ชหาข้อมูลในเน็ทนิดหน่อย เห็นว่า ที่พลาดไม่ได้คือ Grand Palace แหม... ชื่อเหมือนพระบรมมหาราชวังของไทยเลย สงสัยนักว่ามันจะต่างกับวัดพระแก้วบ้านเราแค่ไหน ในใจตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าว่า จะเดินไปในทิศทางเข้าสู่ใจกลางเมืองไปเรื่อยๆ ไม่กะให้ถึง Grand Palace หรอก ขอแค่ได้ถ่ายรูปโบสถ์ ปราสาทอะไรก็ได้ เอามาอวดชาวบล็อกโอเคเนชั่น ก็เป็นอันว่าเจ๋งล่ะ แหม...มีเวลาเดินเที่ยวชั่วโมงครึ่ง จะเอาอะไรมากมายเนอะ เก็บข้าวของเข้าตู้รับฝากแล้วYongchanก็เริ่มเดินทาง ก่อนออกจากสถานีรถไฟ ก็ได้ศึกษาป้ายแผนที่ของเมืองอย่างคร่าวๆ (เพราะไม่มีแผนที่ติดตัว) จริงๆ ต้องบอกว่าเห็นแผนที่แล้วก็อึ้งไป เพราะว่าตัวหนังสือมันเป็นแต่ภาษาฝรั่งเศส กับภาษาอะไรอีกซักอย่างซึ่งอ่านไม่ออกเหมือนกัน อันตัวYongchanกับภาษาฝรั่งเศสนี่ก็พูดรู้เรื่องมากกกกกกกกก ได้ประมาณว่า บองชู้...ก๊อมมองตะเลวู้ (สวัสดีจ้ะ สบายดีไหม?) แต่ก็ยังใจกล้า เอาวะ ดูจากแผนที่นี่แล้ว ให้เดินตรงไปเรื่อยๆ ถึงแยกแล้วเลี้ยวซ้าย จะเจอถนนใหญ่ แล้วก็เดินตามถนนนั้นไปเรื่อยๆ จะได้พบกับที่ท่องเที่ยวดังใจหมาย เอ้าลูกเสือเนตรนารี.. ลุย สิ่งที่เห็นเมื่อออกมาจากสถานีรถไฟตอนใต้ ก็คือ ความเสื่อมโทรมของบ้านเมือง คือว่ามันโทรมจริงๆ อ่ะค่ะ เหมือนที่อยุ่ของคนไม่มีรายได้ ไม่มีการศึกษา ไม่น่าเชื่อว่านี่คือบรัสเซลส์ เมืองหลวงของสมาคมยุโรป ถ้าอยู่อเมริกาก็ต้องบอกว่าเป็น brown county เป็นแหล่งเสื่อมโทรม ประมาณนั้น แม้จะรู้สึกเสียวๆ แต่ก็ยังจ้ำเดินต่อไป เอาน่า... ย่านที่อยู่รอบๆ หัวลำโพงของเรามันก็ไม่ได้สวยอะไรมาก เดินไปอีกหน่อยให้ถึงสยาม พารากอน อะไรเงี้ย มันก็จะสวยเองแหละ (ปลอบใจตัวเองสุดฤทธิ์) พอสุดถนน ก็เลี้ยวซ้าย เจอถนนใหญ่อย่างแผนที่ว่า ไม่ผิดแน่แล้ว Yongchanก็เดินตรงไปเลยค่ะ... แต่เดินไปเรื่อยๆ ก็รู้สึกว่าเอ๊ะ... มันแปลกๆ นา ที่ว่าแปลกเพราะว่า สองข้างทาง เป็นตึกแถวแต่ค่อนข้างโทรม มีแต่ร้านรวงที่มีตัวหนังสืออาหรับ บนถนนก็มีแต่คนอาหรับ ที่มานั่งพูดคุย ดื่มน้ำชาในร้านน้ำชา ถ้าไม่ใช่คนอาหรับก็เป็นคนอาฟริกา ไม่มีคนขาวเลย โอว... บรัสเซลส์อะไรอย่างนี้ ไหนว่าเป็นเมืองหลวงของอียูไง มันต้องมีคนขาวมั่งสิวะ อ๊าย.. เดินผิดถนนๆ แน่ๆ เลยกู
(ถนนโทรมๆ ไม่ค่อยมีคนเดิน ที่เดิน ก็มีแต่คนอาหรับค่ะ ภาพจากอินเทอร์เน็ท) เมื่อตระหนักได้อย่างนั้น ความกลัวก็เริ่มเข้ามาเยือน รีบรวบกระเป๋ากล้อง กับกระเป๋าสะพายติดตัวไว้ แล้วเดินจ้ำอย่างเดียว อย่างว่าล่ะค่ะ ตึกก็โทรมๆ อากาศก็เย็นๆ ทำให้รู้สึกเสียวสันหลังวูบๆ ตอนแรกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ ว่าจะหาร้านอาหารเพื่อปลดทุกข์ ก็ต้องกลั้นไว้ เพราะกลัวเข้าไปในร้านแล้วมันจะฆ่าเอา (พูดให้เห็นภาพเฉยๆ นะคะ)... คนเขาก็มองนะ ว่าอีหมวยนี่มันหลุดมาจากไหน เพราะมันไม่มีคนชาติอื่นอยู่แถวนี้จริงๆ เดินไปได้สองกิโลกว่า ก็เริ่มเห็นความศิวิไลซ์มากขึ้น เริ่มเห็นรูปปั้นสไตล์โกธิค ฝรั่งเศส อะไรเงี้ย ก็เริ่มสบายใจขึ้น แต่ข้าศึกเริ่มประชิดตัว สุดท้ายได้ไปกล้อมแกล้มเป็นนักศึกษาศิลปกรรม ในมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งหนึ่ง มีนักเรียนกำลังเข้าคิวสมัครเรียนมากมาย อิชั้นก็มั่วเดินไปเข้าห้องน้ำ ไม่มองใครทั้งสิ้น... เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้วก็ออกเดินท่องเที่ยวต่อได้อย่างสบายใจ ยู้ฮู
(ต้องจับตีมือนะคะ พวกมือบอนเนี่ย ตึกสวยๆ พ่นสีจนหมดสวยเลย) เมื่อหายปวดท้อง ก็มีสติ เลยเดินข้ามไปอีกบล็อกหนึ่ง ก็จึงพบว่า ข้อสันนิษฐานที่ตัวเองเดินผิดถนน นั้นถูกต้องแน่แล้ว เพราะถนนที่เดินนี้ สวยงามมาก เดินไปก็เริ่มเห็นหอคอยอะไรไม่รู้สีขาวๆ เวลาก็เริ่มจะหมดแล้ว ก็ยังคิดว่าจะเดินกลับ หรือจะเอายังไงดี แต่มาถึงแล้ว ไม่ได้ถ่ายรูปอะไรซักหน่อย ก็ดูจะเสียชื่อนักข่าวโอเคเนชั่นมิใช่น้อย
(หอเนี้ยแหละที่เป็นแรงใจให้ก้าวเดินต่อไป)
(เบลเยี่ยมเป็นบ้านเกิดของตินตินค่ะ เพราะว่าผู้วาดเป็นคนเบลเยียม ชื่อนาย Herge) และแล้วก็ไม่ผิดหวัง เมื่อกัดฟันเดินมาถึงใจกลางเมือง ไม่นึกเลยว่าจะเดินมาได้ถึง Grand Palace อย่างใจหวัง ขอเอารูปอวดเป็นชุดๆ เลยนะ
(ตึกรอบจตุรัสกลางเมือง ศิลปะโกธิค)
(จากจตุรัสกลางเมืองข้างบน ถ้ามองไปทางซ้ายก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ ถ้าเป็นทางขวาก็คือศาลาว่าการเมืองค่ะ (เรียกว่า กลอง-ปล๊าซ) เห็นชายสองคนยืนมองตึกแล้ว ก็ไม่รู้ว่าชื่นชมในความงาม หรือว่าอยากจูงมือเข้าไปแต่งงานกันแน่ อิอิ (ล้อเล้นนะจ๊า))
(มองไปด้านหน้า)
(มองกลับมาด้านหลัง) ขากลับ เกิดความฉลาดขึ้นในสมอง เลยนั่งรถไฟใต้ดินกลับ ทำให้ได้รู้ว่าเดินทางไกลมาเป็นระยะทางสี่ป้ายสถานีรถไฟใต้ดิน ถ้าฉลาดซักหน่อย ก็น่าจะขึ้นรถไฟมาเสียตั้งแต่แรก จะได้เดินเที่ยวมากกว่านี้ แต่ก็อย่างว่าแหละค่ะคุณ มันต้องโง่มาก่อนฉลาดใช่ไหมคะ?
(ร้านขายช็อคโกแลต มีอยู่ทั่วไปในใจกลางเมือง คอยล่อลวงเงินออกจากกระเป๋านักท่องเที่ยว ช็อคโกแลตแสนแพง ขีดละสองสามร้อยบาทนะคะ) ตอนเย็นได้พูดคุยกับพี่ๆ นักการทูตประจำเมืองบรัสเซลส์ ก็เล่าให้เขาฟังว่าเมื่อเช้าไปทำอะไรมา พี่ทุกคนร้องโอ้โห... บอกน้องทำไปได้ยังไงน่ะ ถนนนั้นไม่มีใครเค้าไปเดินกันหรอกนะ คนแปลกหน้าไปเดินที่นี่เสร็จทุกราย (ประมาณว่าแถวนั้นมีโจรล้วงกระเป๋าเยอะน่ะค่ะ) น้องโชคดีมากที่รอดมาได้... โอย...เขียนอีกก็เสียวอีก ว่ารอดมาได้ยังไง... แล้วพี่เค้าก็เล่าให้ฟังว่า อันประเทศเบลเยียมนี้ มีคนที่พูดฝรั่งเศส และดัชต์ อยู่เป็นจำนวนมาก ภาษาทางการก็คือสองภาษานี้ แต่คนสองกลุ่มนี้จะไม่ค่อยถูกกัน จะแข่งกันเอง ในเมืองบรัสเซลส์นี้เป็นแหล่งของคนฝรั่งเศส ถ้าออกนอกเมืองไป บางย่าน บางเมืองก็จะเต็มไปด้วยคนดัชต์ ใครจะมาอยู่ที่นี่ ถ้าจะให้ดี ควรพูดได้ทั้งสองภาษา ส่วนถนนที่ Yongchan ไปเดินผิดมานั้น ชื่อว่า Avenue de Stalingrad เป็นแหล่งของคนโมร็อคโค ซึ่งเป็นกลุ่มคนต่างชาติที่ใหญ่ที่สุดในเบลเยียม และสร้างปัญหาเรื่องการไม่ยอมรวมตัวเข้ากับคนท้องถิ่นเป็นอย่างมาก พวกนี้จะรวมกลุ่มอยู่กันเอง ไม่สนใจเรียนภาษา แล้วก็ไม่มีงานทำ ต้องพึ่งสวัสดิการของรัฐ อีกกลุ่มนึงที่ใหญ่ ก็คือคนอาฟริกา โดยเฉพาะจากคองโก ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นเบลเยียมมาก่อน คนโดยมากก็การศึกษาน้อย ไม่มีงานทำ ก็ต้องปล้น ต้องขโมยอยู่เรื่อยไป บ้านพี่นักการทูตบางคน โดนงัดไปแล้วสามรอบ ตำรวจก็เฉยๆ สงสัยคงจะจัดการไม่ไหว ฟังแล้วก็น่ากลุ้มใจแทน เหมือนต่างคนต่างอยู่ ต้องป้องกันตัวเอง... เอ๊ะ... ฟังแล้วเหมือนเมืองไทยป่ะคะเนี่ย? ฟังแล้วก็ทำให้นึกว่า อืม... แม้จะเบลเยียมจะเป็นศูนย์กลางของสมาคมยุโรป แต่ก็มีเรื่องให้ต้องจัดการแก้ไขมากมาย การมายุโรปจึงไม่ใช่การมาสวรรค์ เหมือนที่คนไทยหลายๆ คนคิดนะค่ะ แต่บางคนก็อาจจะรู้สึกสนุก เพราะว่าอยู่ไปเสียวไป ไม่รู้บ้านจะโดนงัดเมื่อไหร่ ขับรถไปจะโดนปล้นไหม? หุหุ อย่างไรเสีย ที่นี่ก็น่าเที่ยวค่ะ มีอะไรที่ Yongchan ยังไม่ได้เห็นอีกเยอะ และก็หวังว่าจะได้กลับมาที่นี่อีก อย่างที่เตือนไว้ข้างต้น ถ้าจะมา ก็เตรียมตัวมากันให้ดีๆ นะคะ... อย่ามาเสร่อแบบ Yongchan ไม่งั้นตัวใครตัวท่านนะคะ อย่าหาว่าไม่เตือน อ่ะ..ก่อนจากฝากรูปหอย อาหารขึ้นชื่อของเบลเยี่ยม... มาแล้วต้องมาทาน ไม่งั้นมาไม่ถึง... อิอิ
ป.ล. ไม่อยู่บ้านนะคะ... มาหาหมอรักษาเข่า...กลับมาอีกทีวันพุธค่ะ |