| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
ก่อนอื่นต้องขอบคุณทุกท่านที่แวะมาหามาทักทาย และแสดงความเป็นห่วงเป็นใยกับเข่า Yongchan นะคะ โดยเฉพาะ คุณป้าประชาชื่น ที่กรุณาอีเมลมาถามเลยด้วย ดิฉันได้ชี้แจงตอบกลับไปแล้วนะคะ... ไม่ต้องกังวลค่ะ วันนี้ก็เลยว่าจะมาเล่าให้ฟังเสียหน่อยว่า แท้ที่จริงแล้วมันเกิดอะไรขึ้นกับเข่าอิช้าน... ความเดิม เข่าที่ปวดคือข้างขวาค่ะ ปวดมาได้สี่ปีแล้วค่ะ ครั้งแรกเป็นตอนสองอาทิตย์ก่อนไปเรียนที่อเมริกา ไม่ได้ไปวิ่งเล่นอะไรที่ไหน ยืนอยู่เฉยๆ ก็ปวดจี๊ดขึ้นมา แล้วก็เป็นๆ หายๆ มาโดยตลอด ตอนแรกก็งง แบบอะไรกัน... อายุแค่นี้(เลขสองตอนกลาง) ปวดเข่าแล้วเหรอ? จริงๆ ก็เคืองเข่าอยู่เหมือนกัน ว่าอะไรกัน ชั้นก็ไม่ได้หนักมากขนาดนั้นซักหน่อยนะ โอเค น้ำหนักชั้นเกินมาตรฐาน แต่ก็ไม่ได้มากนะเฟ้ย... ถ้าอย่างชั้นปวดเข่า แล้วคนอื่นเค้าอยู่กันได้ยังไง
ก็ทนปวดไปเรื่อยๆ แต่รู้สึกได้ว่าเป็นบ่อยขึ้น ปิดเทอมฤดูร้อน ไปเที่ยว คราวนี้ปวดมาก ปวดไม่เลิก และถึงกับงอเข่าไม่ได้เลย (ก็คือเดินไม่ได้นั่นเอง) และด้านข้างของเข่าบวมเป่งเลยค่ะ กลับมาก็เลยไปหาหมอที่คลินิคของมหาวิทยาลัย หมอบอกว่าเป็น เยื่อรองกระดูกเข่าอักเสบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ (แต่ทำไมมันเกิดกับหนูเร็วจังละคะหมอ?) หมอบอกว่าไม่มีทางรักษาให้หาย ก็ให้กินยาแก้ปวด แล้วก็ให้เฝือกเข่ามา ถ้าวันไหนเจ็บ ก็ใส่ นัยว่ามันจะช่วยให้กระดูกเข่าอยู่ในสภาพที่ควรจะเป็น ก็เป็นๆ หายๆ มาเรื่อยๆ อย่างนี้ล่ะค่ะ กลับมาเมืองไทย ก็ไปหาหมอที่ศิริราช คลินิคนอกเวลา หลังจากนั่งรออยู่ชั่วโมงกว่า ก็ได้พบหมอ หมอแตะๆ ที่เข่า แล้วก็บอกเหมือนหมอที่อเมริกา รักษาไม่หาย ต้องกินยาแก้ปวด ประเด็นคือ กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาที ตอนนั้นเคืองหมอสุดๆ แบบ โห... อะไรว้า นั่งรอตั้งนาน แต่หมอตรวจผ่านๆ มากเลย ตอนไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลพญาไท ก็ยังอุตส่าห์เพียรพยายามไปหาหมออีก หมอก็พูดเหมือนเดิม บอกให้ทำใจ เพราะมันจะปวดไปอย่างนี้แหละ ควรลดน้ำหนักด้วย และไม่ทำกิจกรรมที่สร้างภาระให้เข่ามาก ก็เลยทำใจว่า โอเค... มันจะไม่หาย แต่ก็รำคาญอาการนี้มาก เพราะว่าเดินมากๆ ก็จะปวด (แต่บางทีก็ไม่) ไปเที่ยวไหนก็ต้องลุ้น แต่หวยมักออกว่าปวดเข่าเสมอ... แต่คุณแฟนอิชั้น เธอไม่ยอมค่ะ เธอบอกว่ามันจะไม่มีทางหายได้ยังไง ลองมาหาหมอของชั้นมั่งสิ คุณหมอชื่อ Dr Moll เก่งมาก เชี่ยวชาญด้านเข่าโดยตรง รักษาแม่ชั้นมาแล้ว
(รูปคุณหมอค่ะ ใจดี น่ารัก) ตอนแรกก็ไม่เชื่อเค้าหรอก เราก็หาหมอมาสามคนแล้ว เค้าพูดเหมือนกันหมดอ่ะ แต่พอย้ายสำมะโนครัวมาที่เยอรมนี แล้วมันปวดอีก ก็เลยว่าเอาวะ... ลองดู... กว่าจะนัดคิวหมอได้ ก็สองเดือนกว่านะคะ... ไปหาปุ๊บ หมอก็จับเอ๊กซเรย์เลย อ่านผลแล้วหมอบอกว่า เข่าคุณก็ดูดีนี่นา ไม่เห็นมีอะไร ว่าแล้วหมอ ก็บอกให้ถอดกางเกงแล้วไปนอนบนเตียงด้วย โฮ่ย... จะถอดได้ไง ก็ทั้งหมอ พยาบาล คุณแม่แฟน(ล่ามประจำตัว อิอิ) นั่งกันอยู่ตรึม ไม่มีม่านกั้น ไม่มีห้องหับอะไรเลย แต่เห็นทุกคนเค้าทำหน้าเฉยๆ ก็เลย... โอเค ถอดกันโต้งๆ เลยก็ด้าย.... เมื่อนอนบนเตียง หมอก็มาจับเข่าทั้งสองข้าง บิดไปบิดมา... อยากบอกว่าดีใจมากที่หมอจับเข่าและวินิจฉัยจริงๆ เพราะตั้งแต่ตรวจมา ไม่เคยมีใครมาจับเข่าเลยค่ะ แบบว่าทำให้ Yongchan รู้สึกว่าเออ... เค้าสนใจจะแก้ปัญหาให้เราจริงๆ นะ ตรวจเสร็จหมอบอกว่า เป็นไปได้ที่จะเป็นเยื่อรองกระดูกเข่าอักเสบ ซึ่งเป็นปัญหาท็อปฮิตอันดับสองของเข่า แต่ มันมีทางแก้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา ถ้าไม่แรงมาก ก็บำบัด ถ้าแรง ก็ผ่าตัด เปลี่ยนเยื่อ ประมาณนั้น แต่อย่ากระนั้นเลย ในเมื่อเราไม่รู้ว่าจริงๆ เข่าคุณเป็นอะไรกันแน่ ผมจะส่งคุณไปทำ MRI scan แล้วเรามาคุยกันอีกที
(เครื่องที่ไปนอนจริงๆ รุ่นเก่ากว่านี้หน่อยนะคะ) เครื่องที่ว่ามันเป็นดังรูปนะคะ เป็นการใช้พลังแม่เหล็กกำลังสูง กระตุ้นให้เนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายส่งสัญญาณเป็นคลื่นแม่เหล็กออกมา แล้วใช้คอมพิวเตอร์ประมวลผล ทำให้เห็นภาพอวัยวะข้างในได้สามมิติ เห็นรูปแต่ละชั้นของอวัยวะได้ชัดเจน เหมาะสำหรับการตรวจสอบว่ามีความเสียหาย หรือโรคร้ายในเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อของเรารึเปล่า (ถ้าคุณหมอท่านไหนมาอ่านแล้วเห็นว่าผิด แก้ไขได้เลยนะคะ อันนี้ Yongchan ก็แปลตามความเข้าใจของตัวเองนะคะ) ทราบว่าการตรวจแบบนี้ดีมาก แต่ก็แพงมาก โชคดีมีประกันสุขภาพ เลยไม่ต้องเสียตังค์ค่ะ กว่าจะได้คิวทำสแกน ก็อีกเดือนกว่า คุณแฟนอิชั้นตื่นเต้นกว่าอีก นัยว่าเฮียแกอยากนอนผ่านเข้าไปในเครื่องวงกลมมาก ทำเอาดิฉันตื่นเต้นไปด้วย มันเหมือนยานอวกาศน่ะค่ะ แต่พอเอาเข้าจริง มันเข้าไปแค่เข่าค่ะ (เซ็งเลย) ก่อนเข้าต้องถอดกางเกงก่อน เอาสิ่งต่างๆ ที่เป็นแม่เหล็ก โลหะออกจากตัวให้หมด แล้วก็นอนนิ่งๆ ห้ามขยับ เวลาเครื่องทำงาน เสียงดังมาก ต้องมีที่อุดหู ความรู้สึกเหมือนเครื่องมันยิงอากาศมาที่เข่าค่ะ อ้อ... บุรุษพยาบาลหน้าตาดีโคตรๆๆ ถ้าไม่เป็นเกย์จะดีใจมากค่ะ
(ตรวจออกมาแล้ว ก็จะได้รูปเป็นอย่างนี้นะคะ ดูดี แต่ไม่รู้เรื่องว่ามันบอกอะไรมั่งค่ะ) โอเค... ผลออกมาคือว่า เนื้อเยื่อทุกอย่างเป็นปรกติดี แต่ พบซีสต์จำนวนหนึ่งอยู่ในเข่าค่ะ ซิสต์นี้เป็นน้ำ ไม่เป็นอันตราย แต่ไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร เมื่อนำผลกลับมาให้คุณหมอ หมอก็ทำหน้า งง มากๆ ประมาณว่า ไอ้นี่มันอะไรกันนะ เหมือนมันจะไม่ได้พบบ่อยนะคะ
(รูปโคลสอัพเข่าก็จะคล้ายๆ อย่างนี้นะคะ... แล้วหมอก็บอกว่าวิธีรักษาก็คือผ่าตัด หรือบำบัด โดยการบำบัด จะใช้เวลาสี่เดือน ถ้าไม่หายก็ต้องผ่า โดยส่วนตัวหมอชอบให้ทำบำบัดมากกว่า แต่หมอไม่อยากให้เสียเวลาสี่เดือนไปเปล่าๆ ปลี้ๆ ก็เลยให้ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดเข่า ขอความเห็นหมอ แล้วค่อยมาตัดสินใจ ปัจจุบัน ก็คือรอนัดหมอค่ะ ส่วนตัวแล้วก็อยากผ่านะคะ... คือให้มันหายไปเลยน่ะค่ะ รำคาญอาการปวดนี้จริงๆ ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรนะคะ เพราะคิดว่า ถ้าผ่าจริง ก็น่าจะเป็นการใช้เครื่องเจาะเข้าไปทำลายซีสต์มากกว่า ที่จะกรีดเนื้อ กรีดเข่าเข้าไปจริงๆ แฟนถามว่าดีใจไหมที่ได้รู้ว่าตกลงตัวเองปวดเพราะอะไร ก็ต้องบอกว่าดีใจค่ะ มันไม่คาใจแล้ว เห็นม้า... ชั้นไม่ได้หนักเกินไปซักหน่อย ชั้นไม่ได้ทำรุนแรงกับเข่า ประมาณเนี้ยอ่ะค่ะ แต่ถ้าถามว่าหมอเยอรมันเก่งกว่าหมอไทยและอเมริกันไหม? อันนี้ตอบได้ไม่เต็มปากนะคะ... คงเป็นเพราะที่นี่มีประกันสุขภาพ หมอจึงสามารถใช้เครื่องมือต่างๆ ได้ ตามที่ตนเห็นสมควร (แม้จะต้องรอนาน) ซึ่งถ้าอยู่เมืองไทย การตรวจแบบนี้สนนราคาหลายหมื่นบาท คงไม่มีหมอที่ไหนให้เราไปตรวจเครื่องนี้ เพียงเพราะปวดเข่า และเราก็คงจะไม่ยอมจ่าย ตอนนี้ก็เลยเล่นบทนางรอ ตกลงจะตัดสินใจทำอะไรกับเข่าแล้ว จะมาเล่าสู่กันฟังอีกทีนะคะ อ้อ... รอตรวจไปตรวจมาอย่างนี้ ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมฝรั่งหลายคนหนีไปหาหมอที่เมืองไทยค่ะ (หมายเหตุ - รูปแรกวาดเอง ที่เหลือเอามาจากเน็ทค่ะ) |