• yongchan
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-03-07
  • จำนวนเรื่อง : 84
  • จำนวนผู้ชม : 47427
  • จำนวนผู้โหวต : 485
  • ส่ง msg :
<< กรกฎาคม 2007 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        



ถ้าคุณเห็นผู้หญิงไทยเดินมากับฝรั่ง คุณจะคิดว่า?
เธอต้องประกอบอาชีพแถวพัทยา ภูเก็ต ไม่ก็ซอยนานา แน่ๆ
0 คน
หูยส์ โชคดีจังเลย อิจฉา.. อยากได้มั่งจัง ฝรั่งเนี่ย เขาไปหากันที่ไหนนะ
0 คน
พวกฝรั่งขี้นก ไม่มีปัญญาหาในบ้านตัว ถึงต้องมาหาเอาข้างนอก เงินไม่ได้ซื้อได้ทุกอย่างนะเฟ้ย
1 คน
ผู้ชายไทยก็มีเยอะแยะ มัวแต่หลงฝรั่งอยู่ได้
0 คน
ไม่คิดอะไร คนเขาจะรักกันชอบกัน ก็เรื่องของเขา
0 คน
อื่นๆ (จะเป็นพระคุณมากถ้าท่านทิ้งเม้นท์ไว้ที่บ้านว่าคิดอย่างไรค่ะ)
0 คน

  โหวต 1 คน
วันอาทิตย์ ที่ 22 กรกฎาคม 2550
ก้าวย่างที่สำคัญของการบวชภิกษุณีในทิเบต แล้วเมืองไทยล่ะ?
Posted by yongchan , ผู้อ่าน : 961 , 21:06:13 น.   | หมวดหมู่ : เมืองไทยของเรา   เจ้าหนูจำไม  
พิมพ์หน้านี้


คุณเคยสงสัยไหมคะว่าทำไมผู้หญิงบวชเป็นภิกษุณีไม่ได้ ทั้งๆ ที่พระพุทธเจ้าก็เคยอนุญาตให้ผู้หญิงบวช และตรัสว่าศาสนาพุทธจะเจริญรุ่งเรืองได้ ต้องมีครบทั้งบริษัทสี่ - ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา?

Yongchan จำได้ว่าสงสัยแบบนี้มาตั้งแต่อยู่ป.5 เพราะว่าในหนังสือเรียนเขียนไว้อย่างนั้น เด็กหญิง Yongchan แค่รู้สึกว่า ถ้าการบวชคือหนทางลัดไปสู่การปรินิพพาน เด็กน้อยก็อยากบวชเหมือนกัน ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะตรัสรู้หรอกค่ะ แต่แค่อยากลองดู อยากมีโอกาสได้สัมผัสเส้นทางนี้บ้าง อยากบวชซักพรรษานึง เหมือนกับที่ผู้ชายเค้าทำกัน

แต่หนังสือบอกว่าบวชไม่ได้ พระสงฆ์ไทยก็บอกว่าบวชไม่ได้ เพราะการบวชภิกษุณี ต้องมีภิกษุณีมาบวชให้ด้วย ในเมื่อประเทศไทยไม่มีภิกษุณีแต่เริ่มแรก ผู้หญิงก็บวชไม่ได้ ท่านภิกษุณีธัมมนันทา ที่ไปบวชมาจากศรีลังกาเมื่อ 2534 (และเป็นภิกษุณีในปี 2536) ก็ไม่ได้รับการยอมรับ

ท่านธัมมะนันทา (อดีต ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์)

เมื่อเป็นเช่นนั้น Yongchan ก็ไม่ได้คิดต่อ แต่มีน้อยใจพระพุทธเจ้า ว่าทำไมพระองค์ท่านแอบไม่แฟร์เล็กน้อย (นอกจากไม่ยอมศึกษาหาข้อมูลแล้ว ยังไปโทษพระองค์อีก น่าตีจริงๆ)

ดังนั้น เมื่อได้ยินว่ามีการประชุมว่าด้วยการจัดการบวชภิกษุณีในทิเบต The "1st International Congress on Buddhist Women’s Role in the Sangha: Bhikshuni Vinaya and Ordination Lineages" ก็เลยรู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก มันทำให้เกิดความคิดว่า เอ๊ะ!? สิ่งที่คณะสงฆ์ไทยบอกว่า เป็นไปไม่ได้ มันจะทำให้เกิดขึ้นได้เหรอ? Is this mission possible?

 (องค์ดาไลลามะ เป็นผู้ริเริ่มการจัดการประชุม และมอบเงินห้าหมื่นฟรังก์สวิสให้เป็นทุนในการจัด)

ขอให้ข้อมูลพื้นฐานซักนิดว่า เรามักได้รับการสอนว่า ศาสนาพุทธในศรีลังกา ไทย และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นนิกายเถรวาท  นอกนั้น เป็นมหายาน (เรียกตามพระวินัยว่า ธรรมคุปต์) ซึ่งรวมทิเบตไปด้วย แต่จริงๆ แล้ว ทิเบตเค้ามีนิกายของเค้าเอง เรียกว่า มูลสรวาสติวาท (ออกเสียงว่า มู-ละ-สะ-ระ-วาด-ติ-วาด) ตามพระวินัยที่เค้ายึดถือ

สถานการณ์ในทิเบตก็คล้ายๆ ประเทศไทยค่ะ คือว่ามีพระสงฆ์ผู้ชาย แต่ไม่มีพระสงฆ์ผู้หญิง มาเป็นพันปีแล้ว ที่เราเห็นภิกษุณีนุ่งจีวรแบบทิเบต และปฏิบัติตามคำสอนแบบสงฆ์ในทิเบตนั้น แต่ละท่านต้องไปบวชมาจากคณะสงฆ์ในประเทศอื่นๆ เช่นไต้หวัน เกาหลี  และก็มักไม่ได้การยอมรับจากพระสงฆ์ผู้ชายหัวโบราณในทิเบต หัวอกเดียวกันกับภิกษุณีไทย เด๊ะๆ

(ท่านจำปา เซ็ตดรอน ภิกษุณีสายทิเบต ชาวเยอรมัน ผู้จัดการประชุมครั้งนี้)

แต่สิ่งที่แตกต่างระหว่างประเทศไทยกับทิเบต ก็คือผู้นำทางศาสนาของทิเบต องค์ดาไลลามะ ท่านเห็นว่า ผู้หญิงควรได้รับการบวชภิกษุณี ท่านเห็นว่าผู้หญิงก็มีศักยภาพไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชายเลย เพียงแต่ท่านก็ไม่แน่ใจว่า การจะจัดบวชนั้น จะทำได้หรือไม่? จะขัดกับพระไตรปิฎก พระวินัยหรือเปล่า? ท่านก็เลยสนับสนุนให้มีการวิจัยความเป็นได้ ทำมายี่สิบกว่าปีแล้วค่ะ

นอกจากทำวิจัยแล้ว ท่านก็จัดให้ผู้หญิงได้รับการศึกษาพระวินัย และบวชเป็นสามเณรีได้ ปัจจุบันนี้ก็เลยมีสามเณรีทิเบตหลายพันคนที่มีความรู้ความสามารถทุกอย่างรอจะบวชเป็นภิกษุณี บางคนบวชเรียนมาสิบห้าปีแล้ว แต่ยังเป็นสามเณรีอยู่ พอบวชเป็นพระไม่ได้ ก็ไปสอนคนอื่นต่อไม่ได้ ไม่ได้รับการยอมรับเทียบเท่ากับสงฆ์ ประกอบกิจกรรมของสงฆ์ไม่ได้ เป็นปัญหาคาใจเหลือเกิน 

(ประชุมที่มหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก มีทั้งภิกษุ ภิกษุณีเข้าร่วมการประชุม)

และในงานสัมมนาที่ Yongchan ไปมาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นผลมาจากความพยายามในการรื้อฟื้น การจัดบวชภิกษุณีอีกครั้งในทิเบตนี้ล่ะค่ะ โดยมีภิกษุ ภิกษุณี จากนิกายต่างๆ จากทั้งทิเบต และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาพุทธกว่าสามร้อยคน มานำเสนองานวิจัย ว่าจะจัดบวชภิกษุณีตามนิกายของทิเบตได้อีกไหม? ถ้าทำได้ จะทำอย่างไร? โดยสองวันแรก เป็นการเสนอรายงาน และถกเถียง วันที่สาม องค์ดาไลลามะ มาฟังข้อเสนอ และจะแสดงท่าทีว่า จะทำอย่างไรดี?

(แถวหน้าสุดมาจากทิเบต แถวกลางเป็นภิกษุณีไต้หวัน แต่มาจากแคลิฟอร์เนีย
แถวสุดท้ายเป็นพระจากเกาหลีค่ะ)

คณะสงฆ์ทั่วโลกบอกว่าจัดบวชภิกษุณีได้ ไม่ผิด และสนับสนุนให้มีการจัดบวชภิกษุณีร้อยเปอร์เซนต์ เรียกว่าเป็นเอกฉันท์ (ไม่ว่าจะเป็นนิกายใดๆ) แต่เรื่องพิธีการจะเป็นอย่างไรนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ รายละเอียดเยอะมาก  ประมาณว่าฮาร์ดดิสก์ในหัว Yongchan ระเบิดไปหลายรอบ ข้อมูลล้นทะลัก แทบจะเขียนวิทยานิพนธ์ได้เลยค่ะ

แต่เอาเป็นว่า หลักๆ แล้ว มีทางเป็นไปได้สองแบบ คือ

หนึ่ง จัดบวชครั้งเดียว โดยคณะสงฆ์ผู้ชายทิเบต ทีเดียวจบ ข้อดี คือสะดวก ประหยัด 

สอง จัดบวชสองครั้ง โดยผ่านทั้งพระสงฆ์ผุ้ชาย และผู้หญิง (ซึ่งตอนเริ่มต้น ก็ต้องเชิญภิกษุณีจากนิกายอื่นมาบวชให้ก่อน) ข้อดี คือนักบวชผู้หญิง ก็ได้มีส่วนรวมในกระบวนการคัดสรรด้วย และจะทำให้เกิดความผูกพันในหมู่ภิกษุณีด้วยกันมากขึ้น

(ท่านธัมมนันทา นำเสนอ paper)

ในขณะที่ภิกษุ ภิกษุณีทิเบตเห็นด้วยกับข้อหนึ่ง ภิกษุ ภิกษุณีจากต่างชาติเห็นด้วยกับข้อสอง แต่ทุกคนก็บอกว่าข้อไหนก็รับได้ทั้งนั้นแหละ แต่ขอให้ท่านดาไลลามะ เซย์เยส ว่าจัดบวชได้แล้วนะ

ความคาดหวังก็เลยมาตกอยุ่ที่องค์ดาไลลามะ เหมือนโดนกดดันจากสงฆ์ทั่วโลก (นี่พูดจากความรู้สึกของคนที่นั่งฟังมาตลอดสามวัน) ประมาณว่าท่านคะ วิจัยกันมายี่สิบปีแล้ว วิจัยจนไม่รู้จะวิจัยอะไรอีกแล้ว ตัดสินเถอะค่ะ

 (บรรยากาศตอนที่องค์ดาไลลามะมาถึง ถ้าพูดภาษาวัยรุ่น ก็ต้องบอกว่าท่าน ชิลล์ๆ เป็นกันเองมาก ยกมือไหว้คนอื่นด้วยนะ... ไม่ถือตัวเลย)

(ดูท่านั่งท่านซะก่อน พระที่นั่งด้วยกันอีกรูป เป็นล่ามค่ะ)

หลังจากฟังข้อเสนอทุกอย่างเสร็จ ท่านบอกว่าท่านสนับสนุนการจัดบวชภิกษุณีเต็มที่ แต่เรื่องนี้ยังมีภิกษุทิเบตจำนวนมากที่ “หัวโบราณ” และไม่เห็นด้วย ในเมื่อความคิดเห็นในบรรดาคนของท่านเองยังไม่เป็นเอกฉันท์ ท่านจึงยังไม่สามารถตัดสินได้ เพราะท่านไม่ใช่เผด็จการ

ท่านบอกด้วยว่า ถ้าพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยุ่ก็คงดี เพราะพระองค์นี่แหละตัดสินได้เลย และท่านก็เชื่อว่าพระองค์จะบอกว่าบวชได้ เพราะมันเป็นการยกระดับศาสนาพุทธให้ครบสมบูรณ์เต็มที่ แต่เนื่องจากท่านไม่ใช่พระพุทธเจ้า ท่านก็บอกไม่ได้

(องค์ดาไลลามะพูดเป็นภาษาอังกฤษนะคะ
แต่ถ้าท่านติดตรงไหน ท่านจะบอกให้ล่ามแปลให้เดี๋ยวนั้นเลยค่ะ)

แหม... คนประชุม คนฟัง คนที่ทำวิจัยมาตลอดยี่สิบปี ก็แอบอกหักกันพอสมควร เพราะคิดว่าวันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนในประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาแล้วเชียว

แต่องค์ดาไลลามะ ก็พูดให้พวกเราได้ตระหนักว่า จริงๆ แล้วการมีภิกษุณีเกิดขึ้นในสังคมหนึ่งๆ นั้น มันไม่ใช่แค่การตัดสินว่าจะบวชได้หรือไม่ และพิธีกรรมจะเป็นอย่างไร แต่ภิกษุณีจะต้องประพฤติปฏิบัติ ทำกิจกรรมตามที่พระพุทธเจ้าบอกไว้ด้วย

ท่านบอกว่าพวกท่านยอมรับว่าภิกษุณีสายทิเบตที่บวชมาจากภิกษุณีนิกายอื่น ว่าเป็นภิกษุณีเต็มตัวในสายทิเบต (ก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับการยอมรับ) และขอให้ภิกษุณีเหล่านี้เริ่มปฏิบัติกิจของสงฆ์ที่สำคัญสามข้อ นั่นคือ ปาติโมกข์ (ปฏิบัติตามศีลของภิกษุณี) จำพรรษา และปวารณา ถ้าทำได้ปีนี้ให้เริ่มเลย ถ้าไม่ทัน ก็ให้เริ่มปีหน้า

ส่วนข้อเสนอจากคณะสงฆ์ทั้งหญิงและชายทั่วโลกนั้น ท่านจะนำกลับไปบอก ไปคุยกับพวกหัวโบราณในบ้านท่าน บางทีปีหน้าท่านอาจจะเชิญคณะสงฆ์เหล่านี้ไปคุยกับพระทิเบตเองเลยด้วย...

(เผื่อว่าท่านๆ เหล่านี้จะได้รู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้วเสียที และแท้ที่จริงแล้ว การบวชภิกษุณีให้ผู้หญิงน่ะ มันไม่ได้มีข้อเสียเลยนะ แต่มันกำลังจะทำให้ประชากรผู้หญิงในสังคมนั้นๆ มีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาพระพุทธศาสนา มีคนทำงานเพื่อศาสนามากขึ้น ทำให้ศาสนาแข็งแรงขึ้นด้วยซ้ำ) 

ฟังท่านแล้วก็เห็นด้วยว่าจริงอย่างท่านว่า และการปฏิบัติตามกิจของสงฆ์ดังกล่าว ก็เท่ากับว่าเกิดคณะภิกษุณีขึ้นแล้วจริงๆ  แม้ท่านจะไม่ได้เซย์เยส

ในฐานะชาวพุทธคนหนึ่ง อยากบอกว่า การไปประชุมครั้งนี้ ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต นอกจากจะเป็นหลักสูตรพระพุทธศาสนาแบบ(โคตร) เร่งรัดแล้ว มันตอบคำถามที่คาใจตัวเองมาตั้งแต่อายุสิบขวบได้ ว่าสิ่งที่ใครๆ บอกเราว่ามันเป็นไปไม่ได้นั้น จริงๆ แล้วมันเป็นไปได้ ทำให้รู้สึกว่าในท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องของ “ทัศนคติ” มากกว่า สิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็ไม่ได้แปลว่าจะมี ณ วันนี้ไม่ได้ ปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ ถ้าเรา “คิด” ที่จะแก้มัน

ในฐานะคนไทย เติบโตมากับสังคมที่มีประชากรนับถือศาสนาพุทธคิดเป็นเปอร์เซนต์แล้วสูงที่สุดในโลก แต่ผู้หญิงบวชไม่ได้ อยู่ในเมืองพุทธที่การเช่าพระเครื่องได้รับความนิยมสูงมากๆ ระดับที่คนเหยียบกันตายเพื่อจะเช่าจตุคามรามเทพ  เมื่อได้มาเห็นการต่อสู้เพื่อที่จะยกระดับพุทธศาสนาที่แก่นของศาสนาในครั้งนี้แล้ว ขอเรียนตรงๆ ว่าชื่นใจ โดยเฉพาะตรงที่ว่าพระสงฆ์ผู้ชายก็สนับสนุนการต่อสู้นี้เหมือนกัน

Yongchan ไม่รู้ว่าวันที่ประเทศไทย สังคมไทย คณะสงฆ์ไทยจะยอมรับการบวชภิกษุณีนั้นจะมาเมื่อไหร่ เพราะแม้แต่ท่านธัมมนันทาเองก็บอกว่า สิ่งใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุมครั้งนี้ ก็ไม่มีผลต่อคณะสงฆ์ไทยทั้งสิ้น แต่อย่างไร ขอเป็นกำลังใจให้ภิกษุณีไทยทุกท่านค่ะ


--- หมายเหตุ Yongchan มิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาพุทธ หากใช้คำอะไรผิดไป ต้องขออภัย และขอให้ผู้รู้ชี้แนะด้วยค่ะ ---


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 114
กู่ วันที่ : 07/08/2007 เวลา : 13.19 น.
http://www.oknation.net/blog/shadowy
 เตือนใจ ให้เตือนตน เกิดเป็นคน ไม่ง่ายดาย

แม้จะเป็นบทความเก่า
แต่ก็ยังอยากจะแสดงความเห็น
...
สังคมไทย แม้แต่แม่ชี ยังถูกละเลย
สถาบันแม่ชีไทย กว่าจะก่อตั้งได้ ก่อตั้งแล้ว ยังอยู่ลำบาก

การจะได้เรียน และปฏิบัติธรรมะ ของหญิงไทยที่ฝักใฝ่ในธรรม
ขอยืนยันว่า ริบหรี่เต็มทน
ความคิดเห็นที่ 113
ปุถุชน วันที่ : 28/07/2007 เวลา : 10.33 น.
http://www.oknation.net/blog/putushon
บล็อกอย่างเป็นทางการของปุถุชน > http://putushon.wordpress.com

มาช้า แต่มาแล้ว
ความคิดเห็นที่ 112
rainny วันที่ : 28/07/2007 เวลา : 08.46 น.
http://www.oknation.net/blog/rainny
Times

ตลาดวายไปหมดแล้ว กว่าจะได้เข้ามาอ่าน...

เรื่องนี้น่าสนใจและมีประโยชน์มากค่ะคุณหย่ง เคยสงสัยเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีภิกษุณีอีก ไม่อยากจะบอกว่าไม่เชื่อเรื่องพิธีกรรมหรืออะไรนะคะ แต่คิดว่าการที่คนเราฝักใฝ่ในเรื่องธรรมะ แล้วอยากจะสมัครเป็นผู้เผยแพร่อย่างเต็มตัวนั้น ไม่เห็นต้องมีพิธีกรรมหรืออะไรมาเป็นกฎเกณฑ์เลย แล้วพระที่หัวโบราณทั้งหลาย ก็แบบไม่อยากจะว่านะคะ แต่รู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะรับไม่ได้กับเรื่องนี้

ชอบตรงที่คุณหย่งสรุปตอนท้ายค่ะ

ปล. เคยมีคนบอกให้ไปบวชชีอยู่บ่อยๆ ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 111
BlueHill วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 15.17 น.
http://www.oknation.net/blog/charlee
ฟ้าคราม ป่าเขียว กาแฟหอมกรุ่น

บล็อกแทบแตกจริง ๆ คุณหย่ง
นึกไม่ถึงว่าประเด็นความเท่าเทียม -ไม่เท่าเทียมของศาสนา จะมีคนสนใจกันขนาดนี้
ความคิดเห็นที่ 110
นำผึ้งเดือนห้า วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 12.46 น.
http://www.oknation.net/blog/chicku


ธรรมะย่อมชนะอธรรม ถ้าคนเราตั้งมั่นอยู่ในหลักธรรมเมืองไทยก็คงสบายไปนานแล้ว
ความคิดเห็นที่ 109
3939900209466 วันที่ : 27/07/2007 เวลา : 08.41 น.
http://www.oknation.net/blog/pinitsatayanon
อิสระแห่งคำ ที่โบยระบัดอยู่ในจิตต์กวี


อรุณสวัสดิ์
จดหมายฉบับใหม่ ( สุดที่รัก )
ไปรับด้วย
ความคิดเห็นที่ 108
moosiam วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 23.11 น.
http://www.oknation.net/blog/mypicnews
***  รัก  กัน  วัน  ละ  นิด  จิต  แจ่ม  ใส ***

ผมเองก็มีหนังสือของท่านธัมมะนันทา (ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์) ได้มาหลายปีแล้วมีคนให้มา ตอนนั้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมากพอสมควร ผมเองชื่นชมและชื่นชอบท่านมาก ท่านเป็นผู้บุกเบิกไปบวชเป็นภิกษุณีและกลับมาเปิดโลกและมุมมองได้น่าประทับใจยิ่ง ศาสนาต้องมีบุคลากรแบบนี้ถึงจะเจริญและขอสนับสนุนให้มีภิกษุณีแบบนี้อีกเยอะๆนะครับ สาธุ ขอบคุณที่นำมาเผยแพร่ครับ
ความคิดเห็นที่ 107
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 22.46 น.
http://www.oknation.net/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

มาราตรีสวัสดิ์ก่อนไปนอนค่ะ ...
ความคิดเห็นที่ 106
sat11 วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 22.16 น.
http://www.oknation.net/blog/saturday11
เรื่องธรรมดาคิดอีกทีมันมีสิ่งไม่ธรรมดาอยู่เหมือนกัน  ซึ่งมันเป็นเรื่องของแต่ละคน

คุณ sat 11 คะ ดิฉันชอบมากเลยเพลงนี้ เคยอยากเอามาขึ้นบล็อกตัวเองหลายทีละ ... ดีใจจังได้มาฟังอีก
**********************************
ชอบจังมีคนชอบเหมือนเรา....
ความคิดเห็นที่ 105
thesaint วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 13.23 น.
http://www.oknation.net/blog/thesaint
ไพร่พลเป็นพันหาง่าย ทหารเอกคนเดียวหายาก


----- การบวชของผู้หญิงในศาสนาพุทธ เป็นเรื่องที่เกินกว่าจะหาข้อสรุปได้ เท่าที่ติดตามข่าวมานะครับ .... วันนี้ผมมาขอความช่วยเหลือฉันท์มิตร ที่มีให้กัน ถ้าว่างรบกวนมาหาผมที่บล๊อคด้วยนะครับ-----
ความคิดเห็นที่ 104
คนเลวที่แสนดี วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 07.35 น.
http://www.oknation.net/blog/natentertain
รับรู้ไว้ในใจแต่สิ่งดีงาม

เคารพในการตัดสินใจของพี่ค่ะ

ขอบคุณที่เอาเรื่องราวการสู้ชีวิตของพี่มาแบ่งปัน (ในเรื่องก่อนๆ) ได้อ่านหลายๆ ครั้ง ก็ประทับใจ

ถ้าเปลี่ยนใจก็มาบอกกันได้นะคะพี่
...............
พี่คงไม่เปลี่ยนใจหรอกค่ะ อย่างที่บอกแล้วว่า คงไม่เขียนตรงนี้ต่อแล้ว ....เพราะที่จริงก็ยังคงเขียนอยู่ที่โน่น น่าจะเคยผ่านตานะคะ ทุกวันนี้ก็คงทำที่โน่นให้ดีที่สุดต่อไปค่ะ

แล้วจะแวะมาติดตาม เยี่ยมเยียนค่ะ
ความคิดเห็นที่ 103
แม่หมู_de_mascot วันที่ : 26/07/2007 เวลา : 00.32 น.
http://www.oknation.net/blog/optimsticheart
(สาระ)กวน ป่วนใจ ราย(ร่าย ร้าย)สะดวก

น้องรัก..อ่านแล้ว หลังจากโฉบผ่านไปผ่านมา ดูรูปมั่ง อ่านนิดหน่อย ดูเม้นท์มั่ง...จนตอนนี้อ่าน หนำแล้ว อิ่มแล้ว
เอาล่ะ เรามาเริ่มกัน

พออ่านแล้ว..(แต่ก็ไม่ได้ไปวิจัยกะเค้าอ่ะนะ) รู้สึกคล้ายๆกับเราอาจแบ่งได้เป็น ๒ ประเด็น คือ
๑. เรื่องความเท่าเทียมกันระหว่างเพศ สิทธิมนุษยชนในการเข้าถึงศาสนาในชั้นลึกซึ้ง ขั้นเป็นผู้สืบทอด ผู้เผยแผ่ศานา
๒. เรื่องของการพัฒนาศาสนาให้ทันโลก แก่นของศาสนากับการเผยแผ่ศาสนาในยุคปัจจุบัน ตลอดไปจนถึงอนาคต

ก็ มองง่ายๆงี้นะ มองแบบหมูมองอ่ะ

ก็มาคิดเอาเอง ตามสิทธิมนุษยชนว่าด้วยการแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณะ อิ (แกล้งเขียนเวอร์ไปงั้น)

สมมติว่าในประเด็นแรก เรื่องการเท่าเทียมทางเพศ ยังไม่บังอาจก้าวล่วงไปสู่การประพฤติปฏิบัติระหว่างกันในฐานะภิกษุและภิกษุณี นะ ถามว่า หากประเด็นนี้ฟันธงเรียบร้อยว่า บวชได้ทันทีภิกษุณีนิกายทิเบต วันข้างหน้า..๑๐ ..๒๐..๓๐.....ปีข้างหน้า หากจะมีการขอบวชเพศที่ ๓ เพศที่ ๔ จะมีโอกาสเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะ เท่าที่ได้อ่านดู ภิกษุณีที่บวช ก็เพราะต้องการศึกษาศาสนาอย่างลึกซึ้ง ต้องการปฏิบัติอยู่ในศีล เท่าๆกับที่พระภิกษุปฏิบัติ แล้ว..ก็เลยสงสัยว่า
ศาสนา มีไว้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคน..ไม่จำกัดเพศ..หากเพศที่ ๓ ๔ หรือ ๕ เลื่อมใสศรัทธา อยากบวช และถือเป็นสมณเพศที่แบ่งแยกอย่างชัดเจน..จะ เป็น ไป ได้ ไหม หนอ
มันก็..น่าคิดอยู่

อย่างไรก็ดี...การที่ภิกษุณี ได้ห่าง และ เหมือนจะ "หาย" ไปจากศาสนา มาตั้งเป็นพันๆ ปี...มันอาจไม่ได้มีกรณีของการกดขี่ทางเพศ ปิตุลาธิปไตย ฯลฯ ใดๆ อันเกี่ยวเนื่องกับ "ชายเป็นใหญ๋" ก็ได้..แต่ คำตอบ มันอาจจะมาจาก เหตุ สถานการณ์ บางอย่างที่เกิดขึ้น..แล้ว สมควรแก่การเลือนหายไป ตรงนี้แม่หมุเองก็ไม่ได้ศึกษา มันอาจมีอะไรลึกซึ้งและชัดเจน ในตัวมันเองอยู่แล้วก็เป็นได้

งานวิจัย ที่ทำกันมากและนานขนาดนั้น อาจมีคำตอบ

แต่...ก็กลับมามองดู "สภาพ" ปัจจุบัน ที่เห็นๆกันอยู่ ก็ น่าห่วงอยู่ไม่ใช่น้อย
ใจหนึ่งก็รู้สึกยินดีว่าศาสนาได้ขยับก้าว ทันโลก(การประชุม) ใจหนึ่งก็ หวั่น เพราะ หากดาไลลามะฟันธง และมีผลมาถึงบ้านเราแล้ว..เรา จะต้งเผชิญกับเหตุการณ์ใดอีกบ้าง อนเกี่ยวเนื่องมาจากศาสนา

หาก " ธรรม" คือ ธรรมชาติ ก็ลองนึกเอาเล่นๆ ว่า ธรรมชาติ สร้างผู้ชายมา เพื่ออะไร และสร้างผู้หญิงมาเพื่ออะไร
ศาสนา เกิดที่หลัง..เป้นสิ่งที่มนุษย์(พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นมนุษย์นี่นา) สร้างขึ้น

ก็อาจต้องมองย้อนไปถึงต้นตอ สาเหตุของการต้องมีมนุษย์สองเพศ ที่แตกต่างกัน นี้ขึ้น

ทั้งนี้ ศาสนาบำรุงจิตใจมนุษย์ และมนุษย์ก็ทำนุบำรุงศาสนา

ก็เลยมองว่า

ภิกษุณี..มีได้หรือไม่ ในนิกาย...
กับประเด็นที่ว่า
บทบาท...ความเหมาะสม หลังจากตัดสินว่า มี หรือ ไม่มี ให้บวช หรือ ไม่ให้บวช

ความต้องคิดไปคู่กันให้มาก...เพราะโลกเราทุกวันนี้
บทบาทของชาย และ หญิง ทุกวันนี้...มันช่างแตกต่าง..จากสถานการณ์ เมื่อ ๒๕๕๐ ปี มาแล้ว...มาก

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเพศใด ศาสนาใด นิกายใด
ขอให้คุณธรรม เบ่งบานในใจ "คน" มันก็...ยากพอตัวอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะด้วยกลวิธีใด...ก็ขอให้เป็นไปด้วยดีเถิด


.............................
ง่า...เพลิดเพลินไปจนได้
การเขียนความคิดเห้นนี้เป้นเพียงทัศนคติ+พื้นฐานความรู้อันน้อยนิดในด้านศาสนา หากแต่ได้เห็นว่า การแตกหน่อคิด ในหลากหลายมุมมอง อาจมีส่วนช่วย สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ แง่มุมใหม่ๆ เพื่อการพัฒนาต่อไป หากผิดพลาดประการใด กรุณาแจ้งให้ผู้เขียนได้ทราบ และเรียนรู้เพิ่มขึ้นด้วย จักขอคุณยิ่งค่ะ

ด้วยความเคารพ
แม่หมู_de_mascot
ความคิดเห็นที่ 102
มิสนอราห์ วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 23.36 น.
http://www.oknation.net/blog/missnorah

อู้วววว...อ่านเมนท์ตาลายเลยว่ะแก (สารภาพว่าอ่านไม่ครบทุกเมนท์ด้วย)
ชั้นยังยืนยันว่า หากไม่ใส่แว่นกรอบเหลี่ยมไป สังคมมันพัฒนาได้ เราเปิดโอกาสสำหรับภิกษุณีได้อยู่แล้วว
ในเมืองไทย แต่ยังอีกไกลลลลลลว่ะ

ก่อนอื่นกระตุ้นให้บวชสามเณรีภาคฤดูร้อนก่อนดีมะ ก้ากก

ไม่ต้องไรมาก ตอนม็อบพระหน้าสภาถ้าได้มาเจอจะต๊กกะใจ กะพระบางรูปบางองค์ มะเข้าใจว่ามหาเถรสมาคมปล่อยไว้ได้มากขนาดนี้เลยหรอ
ความคิดเห็นที่ 101
แม่หมู_de_mascot วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 23.25 น.
http://www.oknation.net/blog/optimsticheart
(สาระ)กวน ป่วนใจ ราย(ร่าย ร้าย)สะดวก

101...ดัลเมเชี่ยน..เอ๊ย...มะช่าย หมูตัวที่ 101 ปากฎกายแล้ว...แม้ดีเลย์..แต่มีเลขสวย

แปะแล้วจ้า เดี๋ยวมาต่อให้หนำใจน้องรักเรย อิ
ความคิดเห็นที่ 100
ล่างฟานหวิน วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 23.20 น.
http://www.oknation.net/blog/langfanvhin
ประตูสวรรค์ หิมะทองคำ เต่าทองแดง เขากิเลน หนวดมังกร เขี้ยวพยัคฆ์                         "ไม่มีที่อยู่ สำหรับคนอ่อนแอ" จอมยุทธ์ '

พระฑิเบต ต่อสู้ เยอะจริงๆ ผมเองเห็นใจ มากครับ
ทั้งต่อสู้ ทางศาสนา ความเชื่อ แล้ว ยังทางด้าน ความเป็น ชนชาติ ประเทศ ฑิเบต อีกนะครับ
ความคิดเห็นที่ 99
รั้วสีขาว วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 23.15 น.
http://www.oknation.net/blog/seewesea

เป็นประเด็นร้อนนะครับคุณหย่ง แวะมาทักทาย และจะชวนไปดูภาพและฟังการแจมเพลงเพื่อมิตรภาพระหว่างรั้วสีขาวและ พี่บลูฮิวล์ ครับ ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 98
3939900209466 วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 23.13 น.
http://www.oknation.net/blog/pinitsatayanon
อิสระแห่งคำ ที่โบยระบัดอยู่ในจิตต์กวี

ส่งจดหมายครับ
ไปรับด้วย
ความคิดเห็นที่ 97
MoneyPenny วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 20.49 น.
http://www.oknation.net/blog/moneypenny
James Bond? Dream on...

มาเยี่ยมหย่งจังค่ะ

คนหัวโบราณนี่มีอยู่เยอะนี่คะ ดังนั้นยิ่งหากเป็นคนหมู่มาก ยิ่งยากใหญ่เลย พูดไปมันจะลามปามไปถึงความเป็นประชาธิปไตยได้หรือไม่ได้มันก็เกี่ยวกันนา

พี่นางฟ้าค่ะ (ปล. จำไม่ได้เหมือนกันว่าใครเป็นคนเล่นเพลงนั้น อิอิ)
ความคิดเห็นที่ 96
รวงข้าวล้อลม วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 20.16 น.
http://www.oknation.net/blog/roungkaw
กัลยาณมิตร    เป็นสิ่งหาง่ายเสมอ   แค่รู้จักคำว่า....ให้....และคำว่า...รับ 

ขอแสดงความคิดเห็นสักนิดนะคะว่า

อาจจะเป็นอย่างนี้หรือเปล่าคะ เพศสมณะ
เป็นเพศที่ละวาง เรื่องทางเพศแล้ว

ทีนี้ถ้ามีทั้งพระภิกษุ และภิกษุณี
ซึ่งมีทั้งสองเพศในที่เดียวกัน อาจจะ

หมิ่นเหม่ต่อการที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศ
กันได้ หรือบางครั้งมันอาจจะล่อแหลม
หักห้ามใจกันยาก เพราะอยู่ใกล้กัน

เค้าเลย วางกฏไว้อย่างนั้นไว้ก่อน

นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะคะ
ความคิดเห็นที่ 95
ITGLOBAL วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 20.13 น.
http://www.oknation.net/blog/global
โลกใบนี้มีแต่รัก

แต่ในเมืองไทย คงมีภิกษุณีอยู่บ้าง แต่คงมีจำนวนน้อยจริงๆ
ขอบคุณครับ
ความคิดเห็นที่ 94
เดอะเจิด วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 18.58 น.
http://www.oknation.net/blog/wai

เป็นอะไรที่ ละเอียดอ่อน มาก ๆ
ความคิดเห็นที่ 93
Ikkyu วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 15.25 น.
http://www.oknation.net/blog/ikkyu

เอ่อ เห็นว่าเรื่องนี้ hot เลยขอร่วม hot กะเขาด้วย

ผมว่าผู้หญิงก็น่าจะบวชเป็นพระได้นะ ไม่น่ามีปัญหาอะไร สมัยพุทธกาลยังมีเลยถ้าจำไม่ผิด แล้วเวลาแค่ 2000 กว่าปีผ่านไป ทำไมจะกลับมาบวชไม่ได้ล่ะคับ ก็เขาว่าคำสอนของศาสนาพุทธเป็นอมตะไม่ใช่หรือ

ผมว่าถ้าผู้หญิงอยากบวชก็ให้พวกเธอบวชเถอะคับ ไม่เป็นเป็นไรเลย เพศกับศรัทธาน่าจะเป็นคนละเรื่องกัน มันคงไม่ fair นักที่เราจะผูกขาดการถึงนิพพานไว้ที่เพศเดียว

แต่ขอสารภาพอย่างตามประสาที่ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เติบโตมาในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผมอาจจะรู้สึกแปลกๆบ้างถ้าต้องกราบพระที่เป็นผู้หญิง (ผมพูดตอนที่ยังนึกภาพไม่ออกนะ บางที่ถ้าได้เห็นภาพจริงแล้วความคิดอาจจะเปลี่ยนก็ได้)

อ้อ ผมเห็นด้วยว่าการเถียงเรื่องนี้ดูฉลาดกว่าการเถียงเรื่องการให้ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเยอะเลย

ว่าไหม
ความคิดเห็นที่ 92
ขวัญผู้ยิ่งใหญ่จนมิอาจนอนคว่ำ วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 14.52 น.
http://www.oknation.net/blog/bloodybrother

เรื่องนี้คงจะล่อแหลมพอสมควรเพราะแม้แต่องค์ทะไลลามะยังไม่ตัดสินใจเลย
ความคิดเห็นที่ 91
Augustman วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 11.25 น.
http://www.oknation.net/blog/Augustman
• มอบทุกสิ่ง ด้วยใจ ใสพิสุทธิ์

สวัสดีครับ

แวะมาอ่านเรื่องราวดีๆ ที่ตัวเองก็สงสัยมานานเช่นกัน ครับ
ความคิดเห็นที่ 90
mayjune วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 09.58 น.
http://www.oknation.net/blog/juney
 บ้านหลังที่ ๒ เลขที่ - - http://www.oknation.net/blog/emotions

พี่หย่งย้ง
หนูก็เข้าไม่ค่อยถึงเท่าไร และโดยปกติไม่ค่อยศรัทธาพระสงฆ์ (ส่วนมากที่เจอจะไม่ค่อยดีน่ะค่ะ)
ต้องขอโทษด้วยที่คิดในแง่ลบ

แต่พออ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่า ถ้าคัดเลือกผู้สืบทอดและเผยแพร่พุทธศาสนาได้ก็คงดี ศาสนาคงเจริญและค้ำจุนจิตใจคนได้ดีกว่านี้
อย่างที่พี่หย่งย้งเขียนมานี้ดีจังค่ะ แต่ก็ยากเอาการเลยล่ะ เพราะสังคมมันฟอนเฟะและยึดถือค่านิยมผิดๆ กันไปแล้ว
ความคิดเห็นที่ 89
kikuno วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 09.55 น.
http://www.oknation.net/blog/konbini

ดีจังค่ะ ขอบคุณที่มาเล่าเรื่องดีๆ อย่างนีี้ให้ฟัง

ก่อนหน้าโน้น ไปญี่ปุ่น เสียดายตรงที่
วัดที่ขอไปค้างด้วยนั้นอาทิตย์ต่อไปจะจัดงาน
ที่มีท่านดาไลลามะมาร่วมงาน
เพราะเป็นวัดสายพุทธธิเบต ที่รับมาเกือบพันปีที่แล้ว
(ชิกน)
แต่ดิฉันอยู่ต่อไม่ได้ เลยไม่มีโอกาสได้เห็นท่านเลย

ดีจัง ที่คุณมีโอกาสได้เจอ
ความคิดเห็นที่ 88
อะหนึ่ง วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 05.59 น.
http://www.oknation.net/blog/mindhand
..อนึ่ง....คิดถึงพอสังเขป.. ..อะหนึ่ง..

ถ้าผู้หญิง บวชเป็นภิกษุณี ได้ในเมืองไทย ผมจะสนับสนุนให้ แม่ ผมบวชด้วยเลยครับ เพราะท่านชอบมากๆ ท่านบวชชี ทุกพรรษาเลย

แต่ก็คงอีกนานครับ เพราะขนาด สถาบันแม่ชีไทย ยังไม่ค่อยได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร
ในวัดต่างจังหวัด "แม่ชี" คือ "แม่ครัว" ของวัด(พระ)ครับ
ความคิดเห็นที่ 87
kokoyadi วันที่ : 25/07/2007 เวลา : 00.11 น.
http://www.oknation.net/blog/kokoyadi

ผมก็ยินดี เช่นกัน

และถือว่า คุณ ฟอลคอน เป็น กัลยาณมิตร ทางความคิด ความรู้

ผมถือว่า การเห็นต่าง ไม่ได้แปลว่า คุยกันไม่ได้...

แต่หาก ทำให้ตัวตนของ กันและกัน ชัดเจนขึ้น

ซึ่งต้องขอบคุณ คุณ ฟอลคอน เช่นกันครับ...
ถ้ามีประเด็นอะไรที่สนใจร่วมกัน
คงต้องขอความรู้และการชี้แนะเพิ่มด้วยนะครับ...
ความคิดเห็นที่ 86
falcon วันที่ : 24/07/2007 เวลา : 21.42 น.
http://www.oknation.net/blog/falcon
"ศิลปะอยู่เหนือพลัง ผู้ใดทิ้งศิลปะย่อมเอาตัวไม่รอด" บาจรีย์ เขตร ศรียาภัย

"เข้าใจธรรมได้ยาก" นี่ไม่ได้นี่ครับว่าใคร วรรณะไหน
ทุกคนมีสิทธิที่จะไม่เข้าใจ หรือเข้าใจได้ไม่เท่ากัน
ยาจกอาจเข้าใจ ในธรรมได้มากกว่าคหบดี ก็เป็นได้


แต่ "ไม่เหมาะที่จะรู้ธรรม" นี่เป็นการแบ่งแยกกีดกัน
เช่นการแบ่งวรรณของพราหมณ์เป็นต้น
ที่แบ่งชนชั้นกีดกันไม่ให้วรรณะอื่นให้ศึกษาธรรม

ส่วนที่คุณว่าเรื่องนี้

"มีเป้าหมายเพื่อเพียง เผยแผ่ให้ได้กว้างขวางมากที่สุดเท่านั้น"

ผมเห็นด้วย ก็ไม่เพราะเหตุผลที่ว่านี้หรือความเสื่อมแห่งพุทธศาสนา จึงค่อยๆเกิดขึ้น
การสร้างพิธีกรรมตามอย่างพราหมณ์ เพื่อสร้างศรัทธา
พรมน้ำมนต์ รดหัวกัน นี่พราหมณ์ทั้งนั้น ทำกันจนเป็นพุทธไปแล้ว
การผ่อนผันกันเรื่องพระวินัย ล้วนแล้วแต่เกิดจากฝ่ายมหายาน แทบทั้งสิ้น

คอมเม้นท์ก่อนๆที่ผมยกข้อมูลมาทั้งหมดนี้
ยังมิใช่ความเห็นของผมเลยนะครับ
ผมเพียงแต่นำข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ว่า
ทำไมถึงไม่มีภิกษุณี และ ทำไมทางเถรวาทถึงไม่ยอมรับ เท่านั้น


ที่นี้จะว่ากันด้วยความเห็นของผมต่อกรณีนี้บ้าง

ผมไม่ปฏิเสธถ้าจะมีภิกษุณีเกิดขึ้นในประเทศไทย
ถ้ามีได้ ปฎิบัติได้เช่นที่ภิกษุ(ดีๆ) ทั่วไปปฏิบัติ ผมก็ยินดี

ศาสนาพุทธไม่ได้เป็นของใคร หรือของประเทศใดๆ
ต่างคนต่างมีความเชื่อ ความศรัทธา ต่างแต่จะเลือกกัน
ไม่แม้แต่บังคับให้นับถือ คุณจะนับถือหรือไม่ ไม่ได้มีการบังคับ
แต่การที่คนๆหนึ่ง เลือกที่จะบวชในนิกายหนึ่ง ของพุทธศาสนา
ซึ่งผ่อนผันให้คุณซึ่งไม่มีคุณสมบัติ ตามความเชื่อของอีกนิกายหนึ่ง
ได้บวชแล้ว ก็ถือเป็นภิกษุณีของนิกายนั้น ก็น่าจะเพียงพอ
ผมไม่ได้ปฏิเสธการมีตัวตนของภิกษุณี ในฐานะของภิกษุณีแห่งมหายานนิกาย
เพียงแต่เขาเหล่านั้นไม่ใช้คนของฝ่ายเถรวาทก็เท่านั้น

จะปฏิบัติธรรมในประเทศไทยก็ไม่มีข้อห้าม ไม่ได้บอกให้สึก

เหล่าภิกษุณีต่างหากที่เรียกร้องการมีตัวตน ในเถรวาทนิกาย
ซึ่งทำไม่ได้ เพราะเหตุผลเงื่อนไขตามที่ได้นำมาให้อ่านกัน

จะว่าไปแล้วภิกษุณีเหล่านั้นเรียกร้องเพื่ออะไร
ถ้าเพียงเพื่อการให้สังคมยอมรับ ว่าตนเองมีตัวตนอยู่ในสังคมพุทธ
สู้เอาเวลาที่เรียกร้องไปปฏิบัติธรรมไม่มีกว่าหรือ

หรือจะอ้างว่าเพื่อขยายฐานผู้เผยแผ่พระศาสนาให้กว้างขวาง
ถ้ากว้างขวางแบบประเทศไทยที่นับถือพุทธเพราะพ่อแม่นับถือมา
แต่ไม่ได้ศึกษาเรียนรู้ ก็เห็นจะไม่ต่างจากชาวพุทธที่ไหว้ผีสางกันอย่างที่เป็นอยู่
ไม่เห็นประโยชน์ที่จะขยายให้กว้างขวางแต่อย่างใด


โดยส่วนตัวผมเห็นว่าฝ่ายมหายานเป็นนักการศึกษามากกว่านักปฏิบัติ
ซึ่งผมชื่นชม พระนักปฏิบัติ มากกว่า พระนักการศึกษา
เพราะการศึกษาธรรมไม่จะเป็นต้องบวชก็ได้ ถ้าคุณคิดที่จะศึกษา
การบวชคือการตัดภาระเพื่อที่จะได้ ปฏิบัติธรรม ได้เต็มที่
แต่ถ้าบวชแล้วต้องมามีภาระ เรียกร้องสิทธิต่างๆนานา
เสียเวลาปฎิบัติธรรม สู้อยู่บ้านห่มขาวนั่งสมาธิมิดีกว่าหรือ

หมายเหตุ:เป็นความเห็นส่วนตัวที่มีพื้นฐานมาจากการอ่านและการศึกษาส่วนตัว

ยินดีที่ได้สนทนาด้วยนะครับคุณ kokoyadi
แต่คงต้องขอยุติการสนทนาเรื่องนี้ไว้เพียงแค่นี้

ด้วยว่าปกติผมไม่ชอบคุยเรื่องแนวนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ที่มาแส่บ้านคุณหย่งนี่ก็เพราะ เห็นมีแต่ "ความเห็นส่วนตัว"
อยู่บนจุดยืนเรื่องการกีดกันทางเพศ
ไม่มีใครเสนอเหตุผลจริงๆของฝ่ายเถรวาทเลย
(แม้แต่ข้อมูลที่นำมาให้ก็ยังไม่อ่านกัน)

ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก กล่าวไว้ถูกต้องโดยแท้
"จะมุ่งแต่แสดงความคิดเห็นโดยไม่แสวงหาความรู้ เป็นการเสียเวลา"

ขออภัยคุณหย่งเจ้าบ้านด้วย
ผมขอไปบ้าบอของผมตามเดิมล่ะคร้าบบบบบ
ความคิดเห็นที่ 85
Freedomheart วันที่ : 24/07/2007 เวลา : 19.37 น.
http://www.oknation.net/blog/Freedomheart



...เรื่อง แสวงหาความรู้...เรื่องการจดจำ...เรื่อง การแสดงความเห็น..
...นั่น คือ สภาวะหนึ่ง...ที่จะให้ผลแบบหนึ่ง...
...
...
...
...ในสมัยนั้นไม่มีปริยัติ มีแต่ปฏิบัติ และ ปฎิเวธ ... ...เมื่อปฏิบัติตามพระพุทธองค์ก็จะได้ ปฎิเวธ ...
...
...
...
...นี่กระมัง ที่พอเป็นเหตุผลในหลาย ๆ เหตุผลว่า ทำไมเกิดกระแสจตุคาม
...
...
...นี่กระมังที่ชาวต่างชาติ งงมากที่มาถึงเมืองไทย