| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
พิมพ์หน้านี้
|
คราวก่อนเพิ่งเล่าไปถึงเรื่องบักจัสติน คนนั่งเรียนหนังสือข้างกันที่ไปรบที่อิรักมา วันนี้มีเรื่องอะเมซิ่งมาเล่าอีกแล้ว แต่เป็นคนที่นั่งอยู่ทางขวามือ เธอชื่อ เจนนี่ ค่ะ
(เลือกอยู่นานมากว่าจะเอาเจนนิเฟอร์ อนิสตัน หรือเจโลดี เจนนี่เป็นคนฟิลิปปินส์ รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนคอร์สที่แล้ว เจนนี่อายุประมาณสามสิบ อารมณ์ดีสม่ำเสมอ ชอบพูดเยอรมันคำ อังกฤษคำ เป็นที่ขำขันของเพื่อนๆ ในชั้นเรียน (ขำในความสามารถของเธอน่ะค่ะ) ตอนนี้เธอท้องกลมโต ลูกจะคลอดตอนเดือนพฤศจิกายนนี้แล้ว จริงๆ เจนนี่มีลูกแล้วหนึ่งคน กับแฟนเก่าที่ไม่เอาไหนชาวฟิลิปปินส์ของเธอ แฟนคนปัจจุบันของเธอเป็นนักธุรกิจชาวเยอรมัน มีอายุแล้วเหมือนกันและรักเจนนี่มาก (ได้ข่าวว่าทำงานบ้านปัดกวาดเช็ดถูให้เมียเป็นอย่างดี อิอิ) เจนนี่มาอยู่เยอรมันได้เกือบสองปีล่ะ และคาดว่าคงจะตั้งรกรากอยู่ที่นี่ ก็ด้วยความรู้จักกัน ก็เลยมองข้ามเธอไป ไม่เคยเอะใจว่าเธอจะมีภูมิหลังชวนให้พิศวงขนาดนี้ เรื่องมันมีอยู่ว่า เผอิญเมื่อวันก่อน เราเรียนเรื่องความเจ็บป่วยกันในห้องเรียน ก็มีการพูดคุยถึงอาชีพต่างๆ ในโรงพยาบาล เราได้เรียนคำว่า Hebamme" แปลว่า หมอตำแย (ถูกไม๊คะ พี่กระเจี๊ยบ พี่แม่น้องฯ) เธอก็โพล่งขึ้นมา บอกว่า ชั้นเรียนอันนี้นี่แหละ ชั้นเป็นหมอตำแย
ทั้งห้องก็อึ้งสิคะ ครูก็ถามใหญ่ เพราะว่าปรกติเราจะเห็นแต่เรียนเป็นหมอ พยาบาลใช่ไหมคะ? แต่นี่เธอยืนยันค่ะ ว่าเธอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการทำคลอดโดยตรง เรียนตั้งแต่อายุสิบหก สิบเจ็ด มาจบก็เกือบยี่สิบ ทำคลอดเด็กมาแล้วสามคน เป็นหมอตำแยก็อะเมซิ่งมาแล้ว แต่พอครูซักไปเรื่อยๆ ก็เลยได้เรื่องว่าเธอไม่ได้ แค่เป็นหมอตำแยเท่านั้น เจนนี่ยังเคยไปทำงานที่ซาอุดิอาระเบียมาแล้วด้วย... ป๊าด... ทำได้ยังไงนะนั่น? ซาอุฯ เนี่ยเป็นประเทศที่ดิฉันอยากไปมากๆ คืออยากไปเห็นว่ามันเป็นยังไง เพราะได้ข่าวว่า เป็นสังคมที่ปิดสุดๆ ผู้หญิงต้องคลุมหน้าหมด ไปไหนเองไม่ได้ ต้องมีผู้ชายไปด้วย ที่สำคัญ ผู้หญิงเข้าซาอุไม่ได้เลย เพราะประเทศนี้ไม่มีวีซ่าท่องเที่ยว จะเข้าได้มีแต่ติดตามสามี กับวีซ่าประกอบพิธีฮัจญ์ วีซ่าทำงานที่เคยได้ยินก็มีแต่แรงงานผู้ชาย อ้าว...แล้วหล่อนไปประกอบอาชีพอะไรที่นั่น? ชั้นไปเป็นพยาบาลให้ชายาคนที่สองของกษัตริย์ไฟซาลน่ะ
กรี๊ดๆๆๆ โอ้โห... ทำงานให้พระชายาเชียวนะ เจนนี่เล่าว่าเธอทำงานอยู่ในวัง พระชายาเป็นโรคเบาหวาน เจนนี่ก็มีหน้าที่ถวายยา วัดความดันเลือด ฯลฯ (ปัจจุบัน พระชายาเสียชีวิตไปแล้ว) เธอบอกว่าเธอได้งานนี้จากเอเจนซี่ที่ฟิลิปปินส์ ตอนแรกรายได้ก็แค่เดือนละ 300 ดอลล่าร์ อยู่ไปๆ ก็ได้เพิ่มเป็น 400 ดอลล่าร์ ไม่เยอะเลยนะในความรู้สึกของดิฉัน แต่เจนนี่บอกว่า มันก็เยอะกว่าอยู่ฟิลิปปินส์แหละน้า แม้เงินจะน้อย แต่ว่าก็มีช่วงโบนัส นั่นคือช่วงเดือนรอมฎอน ที่ทุกคนถือศีลอด รู้สึกเจนนี่ว่าจะได้เพิ่มอีกเยอะ เพราะว่าเป็นธรรมเนียมของชาวอิสลามที่จะแจกเงิน เวลาพระราชาแจกที ก็คงได้เงินเยอะถ้วนหน้า ยิ่งเป็นเจนนี่ซึ่งพูดภาษาอารบิกได้ด้วย (โอ้วมายก้อด) หล่อนน่าจะเป็นที่ประทับใจแก่ราชวงศ์โดยทั่วไป (อันนี้ดิฉันสันนิษฐานเอาเอง) ประสบการณ์ชีวิตที่ดีอีกอย่างก็คือ เวลาพระชายาไปหาหมอที่อังกฤษ สวีเดน เยอรมนี เธอก็ได้เดินทางด้วย และมีเบี้ยเลี้ยงเพิ่มด้วย (ลืมถามหล่อนไปว่าได้เพชรซาอุติดไม้ติดมือมาด้วยรึเปล่าน่ะ หุหุ) แต่เธอก็บอกว่าชีวิตที่กรุงริยาดห์ลำบากมาก เพราะว่าสังคมมันกดผู้หญิงมาก คือ นอกจากผู้หญิงจะต้องปิดหน้าคลุมทุกอย่างแล้ว ไปไหนเองก็ไม่ได้ ต้องมีผู้ชาย คือสามี ลูกชาย ไปด้วย ขับรถเองไม่ได้ ต้องผู้ชายขับเท่านั้น ในร้านอาหารจะแบ่งเป็นเซคชั่น คือ เซ็คชั่นผู้ชาย และเซคชั่นครอบครัว (ก็ผู้หญิงไปไหนเองไม่ได้ไงคะ) แม้แต่อยู่ในวัง ก็ห้ามผู้หญิงผู้ชายอยู่ด้วยกันสองต่อสอง จับได้ส่งกลับประเทศทันที เรื่องคลุมหน้านี่ก็เคร่งมาก เจนนี่บอกว่าเธอเคยไม่สวมผ้าคลุมศีรษะไปเดินห้าง (ก็เธอไม่ใช่มุสลิม) เคยถูกตำรวจศาสนาไล่ตีด้วยเหตุดังกล่าวด้วย เจนนี่บอกว่า พระชายาเอง วันๆ ก็ทำอะไรมากไม่ได้ ชีวิตก็วนเวียนอยู่แต่กับการกิน ปาร์ตี้ นอน ทำให้อ้วน อ้วนแล้วก็เป็นโรค ไม่แข็งแรง เฮ้อ... ชีวิตที่นั่นลำบากมากค่ะ แต่เจนนี่ก็ทำอยู่ห้าปี ใช้ชีวิตลำบากแล้วยังไม่พอ กลับไปบ้านก็ไปเจอว่าผู้ชายเฮงซวยไปมีเมียใหม่ ปวดใจสุดๆ เธอก็เลยย้ายไปทำงานและทำใจที่ดูไบ ได้เจอกับแฟนคนใหม่ แล้วก็ทำเรื่องย้ายมาอยู่เยอรมนี ใช้เวลาปีครึ่งเพื่อขอวีซ่า (ได้ข่าวว่า สถานทูตเยอรมนีให้วีซ่าชาวฟิลิปปินส์ยากมากๆๆๆ) **************************************** จบข่าวของสาวเจนนี่ แต่เรื่องเล่ายังไม่หมด เพราะว่าดิฉันบังเอิ๊ญ บังเอิญ ได้ไปพบพี่เจ้าหน้าที่ทูตฯ ที่เคยประจำอยู่ที่กรุงริยาดห์ พี่เค้ายืนยันว่าชีวิตความเป็นอยู่ลำบากมากสำหรับผู้หญิง เพราะฉะนั้นทั้งสถานทูตที่ริยาดห์ และสถานกงศุลที่เจดดาร์ จึงไม่มีผู้หญิงประจำการเลย... แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้หญิงไทยอยู่ในซาอุดิอาระเบีย และคุณเชื่อไหมว่า พี่เค้าเล่าว่า วิธีการของเธอผู้มีมานะเหล่านี้ คือถ้าไม่ใช่คนมุสลิม ก็ต้องไปเปลี่ยนศาสนา แล้วขอวีซ่ามาประกอบพิธีฮัจญ์ เข้ามาแล้วก็ไม่กลับออกไป ที่ชุมนุมของเธอเหล่านี้จะอยู่ที่บ้าน เป็นหลังใหญ่ๆ ลูกค้าที่รับส่วนมากจะเป็นชาวต่างชาติ ที่ไม่รับคนซาอุฯ เพราะว่าเดี๋ยวแห่กันมา แล้วตำรวจจะตามมาเจอ ส่วนมากความเป็นอยู่ค่อนข้างโอเค พี่เค้าเล่าต่อว่า คนส่วนมากที่มาคือไม่ค่อยสวย ประมาณว่าประกอบอาชีพนี้ที่อื่นไม่ได้แล้ว แต่ที่นี่ยังได้อยู่ เพราะมันไม่มีตัวเลือกมากนัก อยู่ที่นี่รายได้ค่อนข้างดี ถ้าจะมีปัญหาก็คือตกลงเรื่องผลประโยชน์ไม่ลงตัว ส่วนเรื่องถูกหลอกไม่รู้ว่าจะมาทำอะไรนั้นไม่มี ก็ถึงกับต้องไปเปลี่ยนศาสนาเลยนี่เนอะ ส่วนหญิงไทยที่ขายตัวที่บาห์เรนนั้น มีเป็นจำนวนมาก และพวกนี้ต้องรับแขกซาอุฯ ซึ่งป่าเถื่อน นิสัยไม่ดี ทราบมาว่าความเป็นอยู่ไม่ดีเลย น่าสงสารมาก **************************************** ฟังแล้ว หะแรกก็ต้องเรียนตรงๆ ว่า "ตลก" เพราะขำที่คนไทยช่างมีความพยายามกระเสือกกระสนจะมาขายตัวเหลือเกิน ขอโทษด้วยที่พูดเหมือนดูถูกความทุกข์ของคนอื่น แต่มันน่าทึ่งจริงๆ ค่ะ หะที่สอง ก็ต้องบอกว่าหมั่นไส้แขกผู้ชายอ่ะ คือแหม... ทำตัวเคร่งศาสนา กดขี่ผู้หญิงเหลือเกิ๊น (อย่ามาอ้างศาสนานะ ทำไมชาติมุสลิมอื่นเค้าไม่กดขี่อย่างนี้ล่ะ) แต่จริงๆ ตัวก็เที่ยวเหมือนผู้ชายอื่นๆ ทั่วโลกละว้า... สุดท้ายก็คงต้องบอกว่ารัฐบาลไทยควรเร่งให้ประชาชนคนไทยมีการศึกษาวิชาชีพ และพูดภาษาอังกฤษได้ พูดตรงๆ เจนนี่ไปเป็นพยาบาลให้พระชายาได้ ก็เพราะเธอได้ภาษาอังกฤษ คนฟิลิปปินส์ และอินโดฯ หลายคนทำงานแม่บ้านได้ เพราะพูดอังกฤษได้ แต่คนไทย ไม่ได้เลย เมื่อไม่ได้ ก็ต้องใช้แรงงานสถานเดียว แถมโดนดูถูกว่าโง่อีก พ่อแม่พี่น้องทุกท่าน ที่เผอิญได้แวะมาอ่านบล็อกดิฉันวันนี้ ก็อยากเชิญชวนให้ท่านสนับสนุนให้บุตรหลานเรียนภาษาอังกฤษค่ะ ไม่ได้บอกให้เลิกภูมิใจในความเป็นชาติไทยนะคะ แต่อยากให้มีทักษะซึ่งจะทำให้เราสามารถไปแข่งขันนอกประเทศได้ด้วยน่ะค่ะ |