| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |
พิมพ์หน้านี้
|
เนื่องด้วยว่าไปนอนป่วยอ้างว้างอยู่สองคืน ตามต่อด้วยพักฟื้นอีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ในที่ๆ internet ยังเป็นแบบ modem ต้อง เลือก เอาว่าจะทำให้โทรศัพท์ว่างพอที่โลกภายนอกจะติดต่อเราได้ หรือว่าจะติดต่อกับโลกไซเบอร์ที่สนุกเข้มข้นมีครบทุกรสชาติ แต่จับต้องไม่ได้ Yongchanเลยมีเวลาว่าง ได้คิดอะไรเล่นๆ เรื่อยเปื่อยพอสมควร รำพึงที่หนึ่ง สัจธรรม 1.1 ประโยคที่ติดหัวอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่ตอนที่คุณแม่สามีขับรถพาไปเข้าโรงพยาบาล คือ อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ บ่อยครั้งเรามักลืมตัว ลืมความจริงข้อนี้ไป จนกระทั่งเราป่วย เราถึงตระหนักว่า เวลาที่เราสุขภาพดี มันดีจริงๆ เลยนะ
(โรงพยาบาลมาร์คโกรนิงเงิน เป็นที่ๆ เชี่ยวชาญด้านข้อต่อโดยเฉพาะ) 1.2 ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ตอนแรกหมอบอกเราว่าฉีดยาชาแค่เข่าก็พอ ผ่าเสร็จกลับบ้านได้เลย จิ๊บๆ เอาเข้าจริง ถึงกับต้องวางยาสลบ และนอนดูอาการต่ออีกคืน... โธ่... หมอขา หมอจะรู้ไม๊ว่าหนูเนี่ย อกสั่นขวัญแขวนนะหมอ โรงหมอเนี่ย หนูไม่เคยนอนนะ วางยาสลบก็ไม่เคย แถมหมอกะหนูก็พูดกันคนละภาษาอีก ใจมันแป๊วนะหมอ...
1.3 สิ่งต่างๆ ในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง เรายังไม่แก่ (ขอย้ำ) ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ประสบกับโรคภัยที่ไม่ค่อยเจอในวัยคนหนุ่มสาว สิ่งต่างๆ ที่เราคิดว่าเป็นของเรา เป็นของจริง ของแท้แน่นอน บางทีมันก็ไม่ใช่ บางทีเพียงแค่ผลอยหลับไป ตื่นขึ้นมา โลกก็เปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว
(หลังจากฟื้นมาจากยาสลบ ก็พบว่าขาเราเปลี่ยนสีไปเสียแล้ว >,<) 1.4 เมื่อเราคิดว่าเราเป็นทุกข์ จงตระหนักว่าคนที่ทุกข์กว่าเรานั้นมีอีกมาก Yongchanแค่มีซีสต์ในเข่า และเยื่อหุ้มเข่าฉีกขาดเล็กน้อย น้องคนที่นอนเตียงข้างๆ กัน เธออายุแค่ยี่สิบ แต่เยื่อหุ้มเข่าพังทั้งชิ้น
(เตียงดิฉันเอง เตียงข้างๆ ที่มีพลาสติกคลุมอยู่ คือที่น้องเค้านอน หมอผ่าเอาเยื่อออกไปเมื่อเดือนที่แล้ว โดยหมอเอาเนื้อเยื่อนี่ไปเพาะ (ใช้เวลาประมาณสามอาทิตย์กระมัง) แล้วเอากลับมาใส่ใหม่ (อ่า... นี่เองที่เค้าเรียกว่า biotechnology ใช่ไหมเอ่ย) เมื่อใส่ไปแล้ว เธอจะต้องใช้เวลาพักฟื้นอีกเดือนครึ่ง เราผ่าต่อจากกัน แต่คืนหลังผ่า ในขณะที่Yongchanไม่เป็นอะไร เธออ้วกแทบทั้งคืน น่าสงสารมาก 1.5 จงใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท (ข้อนี้ขอเขียนให้ตัวเอง ไว้วันไหนฟุ้งซ่านจะกลับมาอ่าน) เมื่อต้องมานอนพักฟื้น นอนอยู่บนเตียง ขยับมากไม่ได้ กลายเป็นต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลา ทำให้ได้มาพินิจพิจารณาเรื่องราวของชีวิต ก็พบว่า 1.5.1 ในยามที่เราทุกข์ยาก ต้องพึ่งพาคนอื่นนั้น ทำให้เราได้รู้ว่าเราไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวคนเดียว วันที่ต้องนอนหง่าวอยู่บนเตียง มันช่างรู้สึกดีใจเสียนี่กระไร เมื่อมีคนมาเยี่ยมหา... ดังนั้นต่อไปนี้ ใครป่วย ถ้าเป็นไปได้ จะไปเยี่ยม ถ้าไปไม่ได้ ก็แสดงความเป็นห่วงให้เขาได้รับรู้ เหมือนกับที่เราอยากได้ นอกจากนั้น ต้องพึงสังวรณ์และทำความดีไว้ล่วงหน้า เช่น ทำตัวเป็นลูก(ทั้งแท้ๆ และลูกสะใภ้) ที่ดี เป็นภรรยาที่ดี เป็นเพื่อนที่น่ารัก ยามเราตกทุกข์ได้ยาก เค้าจะได้ไม่กระหน่ำซ้ำเติม แต่มาช่วยเหลือ ดูแลเอาใจใส่เรา 1.5.2 โลกเราทุกวันนี้ช่างเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา อยากได้ อยากมี รถ บ้าน คอนโด กระเป๋าหรู โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ เสื้อผ้า รองเท้า ฯลฯ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว บางทีเราก็มีสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ไม่รู้จัก พอ หรือจริงๆ ก็รู้จักแหละ คำว่า พอ น่ะ แต่ทำใจไม่ได้ อยากได้นี่หว่า แต่ถ้าวันนึงที่ชีวิต/สุขภาพเราถึงจุดวิกฤต อยู่ระหว่างความเป็นความตาย รถเบนซ์ กระเป๋าหลุยส์ โทรศัพท์ Vertu เครื่องละสามแสน ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเราได้เลย สิ่งที่จะช่วยเราได้คือ "โอกาส ที่จะเข้าถึงหมอที่มีความสามารถรักษาเราได้ (ถ้าอยู่เมืองไทยก็หมายถึงว่าเราต้องมีเงินเก็บมากพอที่จะจ่ายค่ารักษาพยาบาลใช่ไหม?) และ เวลา ที่มากพอที่จะพอให้หมอใช้เวลาเยียวยาได้ (หมายความว่า อย่าทนจนถึงนาทีสุดท้าย เมื่อเห็นความเจ็บป่วย ผิดปกติใดๆ ในร่างกาย จงรีบปรึกษาแพทย์ อย่าปล่อยไว้)
คงเป็นเพราะว่าYongchanแอบเคืองหมอไทยและอเมริกันว่าทำไมจึงบอกว่าอาการเจ็บเข่าของอิชั้นรักษาไม่หาย (และหมอบอกให้ทำใจ) ในขณะที่หมอที่นี่เค้าสามารถวินิจฉัย และแก้ไขปัญหาไปได้ แต่เมื่อมาพิจารณาจากข้อเท็จจริง ก็พบว่าที่หมอที่เยอรมนีสามารถวินิจฉัยได้ถูกต้อง เพราะเค้าส่งYongchanไปทำ MTR สแกน ซึ่งทำให้เค้าเห็นว่ามันมีซีสต์ และรอยฉีกในเยื่อหุ้มเข่า ซึ่งไม่สามารถมองเห็นด้วยการเอ๊กซเรย์ เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ใช่เรื่องของความไร้สามารถของหมอ (หรือจะพูดว่าไร้แรงบันดาลใจที่จะรักษาดี?) แต่เป็นโอกาสในการเข้าถึงเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ ด้วย
ทีนี้ ไอ้การสแกนเครื่องที่ว่านี้ มันสนนราคาหลายหมื่นเหมือนกัน (เท่าที่ได้ยินมา ราคาจะแปลไปตามสิ่งและปริมาณที่ต้องการตรวจ) ถามว่า ถ้าYongchanอยู่เมืองไทย หมอจะให้ไปตรวจเครื่องนี้ไหม? บางทีหมอคงจะคิดแทนไปแล้วว่าถ้าปวดระดับนี้ ก็อย่าเพิ่งไปตรวจเครื่องนี้เลย เพราะมันแพง (มองโลกในแง่ดีอ่ะนะ) หรือถ้าหมอบอกจริง Yongchanก็ไม่แน่ใจว่าจะยอมไปตรวจหรือเปล่า กะอีแค่เจ็บๆ เป็นๆ หายๆ จะต้องเสียเงินหมื่นขนาดนี้เลยไหม? แต่คิดไปคิดมา ลึกๆ ก็คิดว่า อย่างน้อยหมอก็ควรจะบอกถึงความเป็นไปได้ในการรักษา แล้วให้เราเป็นคนตัดสินใจเอง ไม่ใช่บอกปัดไปเลยแบบนี้ (นะหมอ... หนูยังเคืองอยู่) ก็ต้องนับว่าเป็นโชคดี เพราะเมื่อมาอยู่เยอรมนี Yongchanมีประกันที่จ่ายครอบคลุมการรักษาทั้งหมด คุณหมอที่นี่จึงไม่ลังเลที่จะส่งYongchanไปตรวจสอบด้วยเครื่องมือต่างๆ ตามที่ควรจะเป็น และได้รับการผ่าตัดตามที่หมอเห็นสมควร (หลังจากรอคิวมาระยะหนึ่ง) Yongchanไม่มีข้อสรุปให้กับตัวเองในเรื่องนี้ ได้แต่คิดเล่นไปมา เพราะมันก็ไม่ใช่ว่าระบบรักษาพยาบาลที่เยอรมนี เลิศประเสริฐที่สุด คนมีรายได้ทุกคนถูกรัฐบังคับให้จ่ายค่าประกันรักษาสุขภาพอยู่แล้ว ซึ่งเป็นเงินไม่น้อยต่อเดือน (คนข้างตัวโดนไป 7%) คิดเป็นเงินก็เป็นหมื่นต่อเดือนเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็ไม่ใช่ว่าเราได้รับการรักษาฟรี แต่เป็นเพราะเราโดนบังคับจ่าย (ออมเงิน) เพื่อการรักษาพยาบาลไปแล้ว ทุกวันนี้ประเทศไทยก็มีประกันสังคม ท่านๆ ที่เคยไปใช้บริการก็คงพอทราบว่ามันเป็นอย่างไร Yongchanก็ไม่มีความรู้ว่ากับระบบการบริการสาธารณสุขในประเทศไทยนั้น เราจะทำอย่างไรต่อไปกันดี สำหรับตอนนี้ ก็ขอเชิญชวนให้ทุกท่านเก็บออมต่อไปค่ะ รำพึงที่สาม การมีแม่สามีที่ดี เป็นลาภอันประเสริฐ คุณพี่ aoikrub, GPEN และภัทรพร ต่างก็บอกให้Yongchanอ้อนคนข้างตัว Yongchanก็อยากจะอ้อนใจจะขาด แต่ว่าภาระหน้าที่ประจำเค้าก็มี ต้องไปทำงาน ส่วนโรงพยาบาลของYongchanมันก็ไม่ได้อยู่แถวบ้าน (ระยะทางประมาณกรุงเทพฯ สระบุรี) จึงเป็นหน้าที่ของคุณแม่สามีที่มาดูแลYongchanแทน Yongchanเนี่ย...ขอบอกว่าประทับใจท่านมาก คือว่ามารับ มาส่ง ดูแลอย่างดีตลอด ตอนพักฟื้นก็ทำกับข้าวให้กินทุกมื้อ เป็นห่วงเป็นใย ถามไถ่ตลอดเวลา ชนิดที่แบบต้องบอกเลยว่า ซาบซื้ง มากๆ เพราะเราก็ไม่แน่ใจว่าถ้าบทบาทมันสลับกัน เราจะทำให้ท่านได้อย่างนี้รึเปล่า? . ประทับใจตัวเองว่าช่างเป็นคนที่มีความเจริญอาหารเป็นเลิศเหลือเกิน แม้หลังจากผ่าตัดก็หาได้เหนื่อย ได้เพลียไม่ ความเจริญอาหารยังมีมากเหมือนเดิม ฮ่าฮ่าฮ่า ขนาดอาหารโรงพยาบาลยังอร่อยเลย คิดดู๊....
(ป้ายอาหาร ให้เราติ๊กเลือกว่าจะกินอะไรมั่ง ต้องส่งล่วงหน้าหนึ่งวัน)
(แล้วอาหารก็มาส่ง อย่างที่เราเลือกไว้ ^_^) สถานการณ์ปัจจุบัน ตอนนี้กลับมาอยู่แฟรงก์เฟิร์ทแล้วค่ะ ตัดไหมแล้ว (เจ็บโคตรๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ขอบอก ตั้งแต่ผ่าเข่าเนี่ย เจ็บที่สุดก็ตอนตัดไหมนี่แหละ สงสัยแผลมันติดกันดี มันเลยกินไหมเข้าไปด้วย อ๊ากส์) และก็ไม่ต้องเดินด้วยไม้เท้าแล้ว เดินขึ้นบันไดได้ แต่ลงบันไดยังไม่คล่อง เดี๋ยววันจันทร์จะไปเริ่มทำกายภาพบำบัดละ ได้ข่าวว่าต้องมีกระแสไฟจี้ๆ ด้วย ต้องไปดูว่ามันเป็นอย่างไร **************************************** ขอบคุณเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่านที่แวะมาหา ทั้งๆ ที่Yongchanไม่ได้ไปหาท่านเลยเป็นอาทิตย์ ขอบคุณทุกความห่วงใยที่มีให้ซาบซึ้งในมิตรภาพและความเป็นห่วงมากๆ ค่ะ |