| << | กันยายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
พิมพ์หน้านี้
|
พูดถึงโตเกียวแล้ว คุณนึกถึงอะไรคะ? ฉันขอเสร่อนึกถึง ขนมโตเกียว ตามรถเข็นก่อนเป็นอันดับแรก สงสัยเป็นเพราะอ่านข่าวพธม.มากเกิน เลยพาลนึกถึงรถเข็นขายขนมข้างทาง ขนมโตเกียว ใส้ครีมและใบเตย อันละสองบาท ใส้ไส้กรอก หรือไข่นกกระทาอันละสามบาท ฉันจำได้ว่า ซื้อสิบบาท กินอิ่มเหมือนกันนะ คริ คริ
นี่ไม่ใช่ขนมโตเกียว แต่เห็นแล้วรู้สึกว่าญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ********************************** กลับมาเข้าเรื่อง ปลายเดือนมิ.ย. ฉันได้ไปญี่ปุ่นครั้งที่สาม และเป็นโตเกียวครั้งที่สอง ดีใจมาก เพราะฉันชอบญี่ปุ่นมากๆ ชอบศึกษาเกี่ยวกับสังคมบ้านเขา (การเมืองไม่สน) เพราะว่ามันช่างมีวัฒนธรรมอันโดดเด่น ความแตกต่างแบบสุดขั้ว แต่ผสมอยู่ในสังคมหนึ่งเดียวนี้ น่าสนใจเหลือเกิน ครั้งแรกที่ไปเหยียบแผ่นดินญี่ปุ่น คือเกือบสิบปีมาแล้ว ไปประชุมที่คิตะคิวชู ซิตี้ ห่างจากฟูกุโอกะ หนึ่งชั่วโมงรถบัส ครั้งนั้น เหมือนไปทำงาน ไม่ได้เห็นอะไรมาก แต่ก็หอบตุ๊กตาคิตตี้ของแถมจากแม็คโดนัลด์มาเต็มกระเป๋า (เดี๋ยวนี้อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้) สมัยนั้นแสนเชย กินปลาดิบก็ไม่เป็น ซูชิก็ไม่เป็น โซบะเย็นก็ไม่รู้เรื่อง... ก็นั่นมันตั้งแต่สมัยอาหารญี่ปุ่นยังไม่บูมนี่นะ
แต่ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ อย่าให้ได้เห็น จะรีบวิ่งเข้าใส่ทันที อิอิ ครั้งที่สอง ไปงานแต่งงานของเพื่อนที่โตเกียว น่าเสียดายมากๆ ที่เรามีเวลาเพียงแค่สามวัน... เลยไม่ได้ทันได้เห็นอะไรมากมาย เป็นครั้งแรกที่ไปเหยียบเมืองหลวงของญี่ปุ่น ได้เห็นชินจูกุ ฮาราจูกุ ชิบูย่า ครั้งแรก ทุกอย่างดูน่าสนุก น่าตื่นเต้นไปหมด คนเยอะจังเลย... ครั้งนี้ ฉันพาคุณแม่ไปเยี่ยมน้องชาย เป็นครั้งแรกที่ได้ไปอยู่แบบใช้ชีวิตจริงๆ เพราะอยู่กับน้องชาย มีบ้านให้อยู่ มีที่ๆ ให้รู้สึกว่าต้องกลับมาทุกเย็น มันเป็นห้องเล็กๆ ความกว้างไม่น่าถึงสามเมตร ความยาวก็ไม่น่าจะเกินแปดเมตร ห้องน้ำ ห้องครัวเล็กๆ สไตล์ญี่ปุ่น โชคดีมีชั้นลอย ใช้เป็นที่เก็บของได้ ชั้นลอยนี้ เราขึ้นไปนั่งตัวตรงไม่ได้นะคะ หัวติดกำแพงแล้วค่ะ ได้ข่าวว่านักเรียนคนอื่นเขาแชร์ห้องแบบนี้กันสองคน โอ้..ก้อด อยู่คนเดียวก็อึดอัดจะแย่แล้วนะ ฉันว่า แต่นี่เราอัดกันไปสามคน ไม่เป็นไรน่า แค่อาทิตย์เดียว ไปเที่ยวนี้ มีเวลามากมาย น้องชายมีเรียน จึงไม่ได้พาเที่ยว ฉันต้องพาคุณแม่เที่ยวเอง ตกใจเหมือนกันที่ตัวเองเครียดแบบไม่รู้ตัว เพราะต้องคิดโปรแกรมเองหมด แถมภาษาก็พูดไม่ได้ด้วย โชคดีที่คุณแม่ไม่เรื่องมาก แบบว่าต้องไปที่โน่นที่นี่ แม่บอกว่าได้มา ก็ถือว่าได้เที่ยวแล้ว แม่ทานง่าย อะไรก็ได้ ไกด์จำเป็นเลยเครียดน้อยลงหน่อย ถ้ามีลูกทัวร์ประเภทดีมานด์มากๆ คงได้มีลูกระเบิดลงกันบ้างนะเนี่ย...
ได้พาคุณแม่ไปไหว้พระพุทธรูปกลางแจ้ง ไดบุทสึ เป็นเพราะมีเวลา ได้เดินดูโน่นนี่ ดูวิถีชีวิตของคน ไปแต่ที่เดิมๆ สถานีเดิมๆ ห้างเดิมๆ เดินวนมันอยู่นั่น จนทะลุปรุโปร่ง (เพราะเราไม่ได้เที่ยวสะสมแต้ม) จากภาพร้านรวงที่ดูละลานตาในวันแรก บัดนี้ก็เริ่มหาทาง navigate ได้แล้ว การมาครั้งนี้ ได้ใช้ชีวิตแบบนี้ ทำให้มีอะไรอะไรในญี่ปุ่นหลายๆ อย่าง สะกิดใจฉันแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หนึ่ง เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน ชนะเลิศ ถ้าเยอรมนีจะเจ๋ง เก่ง ในเรื่องเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นรถ เครื่องจักร เครื่องยนต์ หลอดไฟ ฯลฯ แต่ฉันว่าญี่ปุ่น คือสุดยอดของเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน จะมีใครที่ไหนในโลก คิดโถส้วมที่ฉีดน้ำล้างก้นให้เราอีกไหมนะ? ไม่ได้มีแค่ที่ฉีดน้ำนะ เลือกได้ด้วยว่าจะเอาความแรงเท่าไร จะให้น้ำออกมาแล้วไหน จะอุ่น จะเย็น จะเอาลมเป่าก้นด้วยรึเปล่า? จะให้มันมีเสียงเวลาเราทำธุระไหม คนอื่นจะได้ไม่ได้ยิน ฯลฯ คิดได้ยังไงนะ หรือว่า เครื่องสั่งอาหารในร้านฟ้าสต์ฟู้ด ใส่เงินเข้าไป อยากกินอะไรก็กด ได้เป็นคูปองออกมา ในขณะเดียวกัน ออเดอร์ก็จะไปขึ้นในครัว แป๊บเดียวทันใจ มีข้าวหน้าหมูมาวางอยู่ตรงหน้า รีบเร่งอะไรกันขนาดนั้น(แต่ก็สะดวกจริงๆ)
โฉมหน้าของเครื่องสั่งกับข้าวอัติโนมัติ นี่ยังไม่นับของใช้ทั่วไป เช่น ถุงแขน (คือเหมือนปลอกแขน เอาไว้ใส่กันแดดเวลาขี่จักรยาน หรือต้องทำงานตากแดด) ที่ช่วยเบิ่งขนตา (เอาไว้ใช้เวลาปัดมาสคาร่า) และอีกมากมายสารพัดที่ช่วยให้คุณมีชีวิตที่ง่ายขึ้น (รึเปล่า?) สอง เป็นผู้หญิงญี่ปุ่นนี่ ลำบากจัง ฉันรู้สึกว่ามันเหนื่อยมากที่จะเติบโตมาในสังคมนี้ โดยเฉพาะถ้าคุณเป็นผู้หญิง (ผู้หญิงอาจจะเถียงฉัน เพราะว่าพวกเธอชินเสียแล้ว) ฉันสังเกตดูว่า ผู้หญิงแทบทุกคนที่ฉันเห็น แต่งหน้า เหมือนกันหมด รองพื้นให้หน้าขาวเด้งๆ เนียนๆ ตากลมๆ โตๆ ดัดขนตา ปัดมาสคาร่า เด้งๆ งอนๆ ทาปากลิปกลอสใสๆ คิกขุ อาโนเนะกันหมด เครื่องสำอางค์ทุกยี่ห้อก็จะมีผลิตภัณฑ์เหล่านี้ แข่งกันนำเสนอ
ดูแค่ท่าก้มดูป้าย กับการสะพายกระเป๋าก็บอกได้แล้วว่าเป็นคนญี่ปุ่น การแต่งตัว แม้มันจะมีความหลากหลายในลวดลายและสีสัน แต่ก็ออกมาในแนวเดียวกัน ถ้าใส่กระโปรงสั้น ก็ต้องมีถุงน่องสีดำยาวๆ ถือกระเป๋า ตรงข้อศอก... โทรศัพท์ต้องใส่ถุง มีที่ห้อยเป็นรูปตัวการ์ตูนเล็กๆ มันเป็นอย่างที่ทั้งชาติจริงๆ (เรื่องโทรศัพท์นี้ ผู้ชายก็ไม่ละเว้น) ไม่ได้ว่าคนไทยไม่เป็น แต่รู้สึกว่าคนญี่ปุ่นเป็นหนักกว่า อาจจะเพราะคนญี่ปุ่นมักจะขาว ก็เลยดูเพลิน สวยเหมือนๆ กันหมด ฉันคิดต่อว่า แล้วยิ่งสังคมนี้เป็นสังคมที่เชิดชูการอยู่กันเป็นกลุ่ม ถ้าเกิดเป็นผู้หญิง แล้วไม่แต่งตัว อยู่ที่ญี่ปุ่นนี่คงแย่แน่ๆ เพื่อนคงไม่คบ เข้ากลุ่มไม่ได้ ขาดความมั่นใจ เป็นบ้า ฯลฯ เข้าใจได้เลยว่าทำไมถึงมีการ bully มี gangster
ช่วงที่ไป เป็นหน้าร้อน สาวๆ ใส่ชุดยูกาตะออกมาเดินกันมากมาย
ถึงไม่สาวก็แต่งชุดยูกาตะมาเดินนะจ๊ะ นอกจากนั้น ความเหนื่อยยากลำบากกาย ยังสังเกตได้จากการขายของ... ถ้าใครได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น ขอให้สังเกตว่ากว่าจะซื้อของหนึ่งชิ้น พนักงานจะต้องพูดว่า (ฟังไม่ออกหรอกนะ แต่สังเกตจากอาการได้ประมาณว่า) สวัสดีค่า ร้าน xxx ยินดีต้อนรับค่า ชมก่อนได้นะคะ... สดใหม่ทั้งนั้นนะคะ (พอเราสนใจสินค้า ถ้าถามได้ พวกเธอก็ต้องตอบคำถาม) (เมื่อตัดสินใจซื้อ) ค่ะ รับ xxx เป็นจำนวน xxx ชิ้นนะคะ ห่อไหมคะ? รับถุงเพิ่มไหมคะ? (หยิบของซึ่งเป็นกล่องอยู่แล้ว ไปห่อกระดาษ แล้วเอาใส่ถุง) ทั้งหมดเป็นเงิน xxx นะคะ รับเงินมา xxx นะคะ... เงินทอนนะคะ (ถ้าทอนเป็นแบงค์เยอะๆ ก็จะนับให้เราดูต่อหน้าอีกน่ะ) นี่คะของ ขอบพระคุณมากนะคะ โอกาสหน้าใช้บริการใหม่นะคะ ฉันรู้สึกว่ามันน่าเหนื่อยมาก พูดมากเหลือเกิน โค้งแล้วโค้งอีก กว่าจะขายได้แต่ละอย่าง (คนแก่ที่เขาหลังค่อมมากๆ ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนมีอาชีพขายของอย่างนี้รึเปล่านะ) ถ้าตัดให้มันกระชับ สั้นเข้า อาจจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเจริญเติบโตเร็วกว่านี้ก็ได้ (คิดไปนั่น) แต่ก็อีก ก็เข้าใจว่ามันเป็นวัฒนธรรม คุณลูกค้าก็คาดหวังว่าพนักงานจะต้องเอาใจใส่ดูแลให้ดีอย่างนี้ทุกคน เขาจึงยืนคิวรอกันอย่างยาวนาน (เป็นฉันก็เดินออกไปแล้ว)
กว่าจะได้ขายแต่ละอย่าง ลำบากจริงๆ นะ นี่ยังไม่นับว่าภาษาญี่ปุ่น มีความซับซ้อนในแง่ความสุภาพมาก การพูดถึงหัวหน้าเรากับเพื่อนร่วมงาน หรือพูดกับลูกค้า จะใช้คำศัพท์ที่แตกต่างออกไป เหมือนกับคำว่า กิน กับ รับประทาน แต่มันซับซ้อนกว่านั้นมาก (น้องชายบอก) ซึ่งถ้าจะออกไปทำงานในโลกภายนอก ก็ต้องฝึกพูดภาษาแบบนี้ให้ได้ เหนื่อยอ่ะ เป็นผู้ชายก็เหนื่อยนะฉันว่า ต้องแต่งสูทไปทำงานทุกเช้า หัวหน้าชวนไปกินเหล้าต่อก็ต้องไป ทำงานดึกดื่น มาก่อนกลับทีหลัง กลับบ้านเร็วๆ ก็ไม่ได้ นั่งรถไฟก็เบียด ก็แน่น เหนื่อยนะ แต่ยังไงฉันก็ว่าผู้หญิงเหนื่อยกว่า... สาม ที่โตเกียวนี่ คนเยอะจริงๆ เลยเนาะ ฉันไปยืนรอน้องชายที่สถานีชินจูกุ ทางฝั่งตะวันตกมั้ง (ไม่ไกลจากตึกไทม์สแควร์) เวลาประมาณหกโมงครึ่ง
น้องๆ นักเรียนจูเนียร์ไฮ เห็นแล้วนึกถึงการ์ตูนที่เคยอ่านจริงๆ :D ไม่รู้คนมาจากไหนมากมาย... ผู้คนไหลมาเทมา จากทั้งทางออกของรถไฟ สายต่างๆ จากห้าง จากถนนข้างนอก เดินเข้ามาเพื่อจะไปขึ้นรถไฟ คนมันเยอะมาก ไหลมาไม่ขาดสาย ทั้งๆ ที่ออกมาแล้ว เดินผ่านไปแล้ว คนใหม่ๆ ก็เดินตามออกมาอีก เหมือนคลื่นกระทบฝั่ง ไม่มีวันจบสิ้น ไม่รู้คนมาจากไหนเยอะแยะ แล้วเขาจะไปที่ไหนกัน
บอกหนูหน่อย จะไปไหนกันเหรอคะพี่ ฉันเห็นแล้วเหนื่อยมาก อยากเป็นลมอยู่ตรงนั้น รู้สึกว่า อยู่ที่นี่ ยากจัง พื้นที่จะยืนก็แทบจะต้องแย่งกัน แล้วเวลาซื้อของอีกล่ะ ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่า คนที่ช้อปในห้างตรงนั้น (เซย์บุมั้ง) ช้อปกันได้ยังไง ในที่ๆ คนเยอะแบบนั้น ฉันว่าพารากอนวันเสาร์อาทิตย์คนเยอะมากแล้ว ไม่ได้เสี้ยวของชินจูกุตอนหลังเลิกงานเลยนะ จากที่เคยคิดว่าอยากมาอยู่ญี่ปุ่นซักสองสามปี เริ่มรู้สึกไม่แน่ใจแล้ว และ ฉันไม่แปลกใจเลยนะว่าทำไมคนญี่ปุ่นถึงชอบเมืองไทย ทำไมพนักงานบริษัทต่างๆ ต่างก็แย่งกันมาประจำที่เมืองไทย เมืองสบายๆ ชิลล์ๆ (ไร้กฎระเบียบและเริ่มจะไร้หลักการขึ้นทุกวัน) ว่าแล้วก็นะ... อยู่เมืองไทยดีที่สุดอยู่แล้ว...
ก่อนจากเอาป้ายเลือกตั้งมาให้ชมกัน ป้ายเลือกตั้งก็ยังมีตัวการ์ตูนได้อีก |