พิมพ์หน้านี้
|
วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายเขมรในอีสานใต้ การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายเขมรที่อีสานใต้นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อันบ่งบอกถึงความเป็นท้องถิ่นเขมรอีสานใต้ได้อย่างน่าชื่นชม ไม่ว่าจะเป็นเสื้อ ผ้านุ่ง เป็นสิ่งที่แสดงถึงมรดกตกทอดจากรุ่นปู่ย่าตายายมาสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน นับแต่สมัยโบราณกระทั่งกว่าร้อยปีหลังถึงปัจจุบัน การแต่งกายของชาวไทยเขมรได้เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย แต่ ณ ปัจจุบันลูกหลานที่หวงแหนในวัฒนธรรมการแต่งกายของคนเขมรได้รื้อฟื้นช่วยกันกลับมาสวมใส่แต่งกายกลับมาเป็นที่นิยมกันอย่างมากขึ้นในโอกาสงานบุญและงานประจำปีต่างๆ ในสมัยโบราณหญิงชาวเขมรในอีสานใต้ก็มีความพิถีพิถันในเรื่องกายแต่งกายเช่นเดียวกับหญิงในภาคอื่นๆของไทยไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากเสื้อที่สวมใส่ ได้จากการตัดเย็บด้วยฝีมือล้วนๆ และที่ขาดไม่ได้คือผ้านุ่งที่มีเอกลักษณ์มาแต่โบราณ สวยงามไม่ว่าจะเป็น ผ้าสมอ ผ้าสกู ผ้ากระเนียว ผ้าอันปรม ผ้าโฮล ผ้าเก็บ ผ้าจดอ ผ้าโสร่ง
การแต่งกายแต่งกายแบบโบราณของพี่น้องชาวไทยเชื้อสายเขมรซึ่งสวมเสื้อเก็บ นุ่งผ้ากระเนียว ผ้าโฮล ปะโบล ในงานประเพณีบุญบั้งไปในเขตอำเภอขุขันธ์ ผู้หญิงเขมรสมัยโบราณในวัยสาวจะเข้าสู่วัยแต่งงานนั้น จะต้องรู้จักทอผ้าและตัดเย็บเสื้อไว้ใช้เมื่อยามออกเรือน การทอผ้านั้นถือเป็นงานที่ผู้หญิงเขมรต้องทำเป็น นอกจากนั้นการตัดเย็บเสื้อที่เรี่ยกว่า "อาวเก็บ" ต้องตัดเย็บเป็นเช่นกัน " อาวเก็บ" นั้น เป็นเสื้อคอกลม แขนกระบอก ผ่าหน้าใช้เม็ดเงินพดด้วงเป็นกระดุม ผ้าที่ใช้ตัดเย็บเป็นผ้าไหมลายลูกแก้วหรือชาวเขมรเรี่ยกว่า "ผ้าเก็บ" เป็นผ้าทอตั้งแต่สี่ตะกอ ผ้าที่ได้จะมีความหนา ถ่ายเทความร้อนได้ดี ขั้นตอนการตัดเย็บมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากซับซ้อน ตามเทคนิคภูมิปัญญาของคนเขมรโบราณ คือ เขาจะนำผ้าที่ได้ไปย้อมดำด้วยผลมะเกลือจนได้ที่ จากนั้นนำไปนึ่งอบกลิ่นด้วยปันเลือย(ไพล) หรือ ปการันเจก(ดอกลำเจียก) ซึ่งการนึ่งอบนี้จะทำให้กลิ่นซึมเข้าไปกับไอน้ำแทรกซึมเข้าเส้นไหมจะทำให้กลิ่นติดทนนานเป็นปี และนอกจากนั้นทำให้ไหมนิ่มยิ่งขึ้นด้วย เมื่อ
การแต่งกายแบบเขมรโบราณชายนุ่งโสร่ง หญิงสวมเสื้อเก็บ นุ่งผ้าถุงปะโบลผาดบ่าด้วยผ้าขาวม้า จดอ ในการละเล่นลูดอันแร ของชาวไทยเชื้อสายเขมรอีสานใต้ เสร็จจากขั้นตอนนี้ จึงเข้าสู่การวัดรูปทรงของผู้สวมใส่แล้วตัดผ้าให้ได้ตามขนาดรูปทรง คุณยายชาวเขมรในอำเภอขุขันธ์เล่าว่า " สมัยก่อนอีตอนที่ยังไม่มีกรรไกรใช้ยายตัดผ้าด้วยมีดโต้วางมีแล้วใช้ไม้ทุบที่สันมีดตัดเอาเพราะผ้าเก็บมันหนาต้องใช้มีดโต้ตัดถึงจะได้ " หลังจากนั้นเมื่อตัดผ้าตามรูปทรงเสร็จ จะเป็นการเย็บตะเข็บผ้าให้หมดกันรุ่ย จากนั้นจึงเป็นขั้นตอนการเย็บตะเข็บผ้าแต่ละด้านติดเข้ากันให้เป็นรูปทรงเสื้อโดยจะใช้ด้ายไหมหลากสี เช่น ขาว แดง ส้ม เขียว น้ำเงิน ตรงส่วนที่เย็บตะเข็บแบบนี้ชาวเขมรเรี่ยกว่า "เทอเเซว(การทำตะเข็บ)" ซึ่งด้วยที่เย็บจะตัดสีของเสื้อดูสะดุดตาสวยงาม และที่คอเสื้อจะทำเป็นลวดลายตามจินตนาการที่สวยงาม และที่สำคัญอย่างยิ่งของเสื้อแบบนี้คือ กระดุมเสื้อจะทำจากเงินพดด้วง เขมรเรี่ยกว่า ."ปรักดม " มีจำนวนตั้งแต่ 5 ถึง 10 เม็ด ซึ่งเม็ดเงินที่ติดบนเสื้อนี้จะบ่งบอกถึงฐานะความมั่งคั่งของคนสวมใส่ ขนาดของเม็ดเงินก็จะแตกต่างกันออกไป และเสื้อดังกล่าวจะมีน้ำหนักมากจากความหนาของเนื้อผ้าแล้วบวกกับน้ำหนักของจำนวนเม็ดเงินที่ติด สิ่งนี้เองยังมีคติอุบายความเชื่อ ของคนเขมรโบราณว่า " ยิ่งร่ำรวยมั่งมีมากเท่าใดภาระหน้าที่ความรับผิดชอบยิ่งมีมากเท่านั้น" เมื่อใส่เสื้อนี้แล้วจะเป็นการเตือนสติทุกครั้งเพราะความหนักของเสื้อ ปัจจุบันเสื้อดังกล่าวที่มีอายุเก่าแก่ ตัดเย็บและมีเงินพดด้วงที่เป็นตราของทางราชการโบราณติดอยู่จริงยังคงเหลืออยู่ไม่มากหนักเท่าที่พบ มีเสื้อของคุณยายเชื้อสายเขมรอายุกว่า70 ปีท่านหนึ่งในบ้านสวงษ์ ในอำเภอขุขันธ์จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งตกทอดมาจากรุ่นแม่ รวมอายุเกือบ ร้อยกว่าปี มีคนในหมู่บ้านใกล้เคียงแอบกระซิบบอกว่ายายหวงมาก ซึ่งมีคนมายืมเสื้อไปใส่ออกงานในต่างจังหวัดคุณยายถึงกับถอดเม็ดเงินออกทั้งหมดให้ไปแค่ตัวเสื้อ ซึ่งจริงๆยายไม่ยากให้แม้กระทั่งตัวเสื้อ แต่คนยืมเป็นญาติกัน "อาวเก็บ " นี้ ปัจจุบันมีการตัดเย็บขึ้นใช้กันอย่างแพร่หลายในแวดวงคนไทยเชื้อสายเขมรสวมใส่ในโอกาสงานประเพณีประจำปีต่างๆ และมีการตัดเย็บขายเป็นหัตถกรรมท้องถิ่น แต่กระดุมที่เป็นเม็ดเงิน พดด้วงนั้นหายากมา
หญิงวัยกลางคนชาวไทยเชื้อสายเขมรนุ่งผ้าโฮลจำเรี๊ยกปะเดา(ผ้าโฮลลายผ่าหวาย)ผ้านุ่งที่ขึ้นชื่อของชาวไทยเชื้อสายเขมร นั่งกวักไหมเข้าอัก " อาวเก็บ " จะสวมใส่กับ ผ้านุ่งไหมเขมรอย่างสวยงามไม่ว่าจะเป็นผ้า สมอ สกู อันปรม กระเนียว ผ้าโฮล โดยเฉพาะผ้าโฮล ผ้ากระเนียว ซึ่งจะนำมาต่อหัวผ้านุ่งเรี่ยกว่า "กบาลซัมป็วด" และต่อเชิงผ้านุ่งเรี่ยกว่า "ปะโบล" และที่ปะโบลนี้จะมีผ้าที่เรี่ยกว่า "ผ้าสะเลิก "ซึ่งมีน้ำหนักทอจากฝ้ายติดต่อที่ปลายปะโบลเพื่อให้ผ้าไหมทิ้งตัวดูพริ้วยิ่งขึ้น เหตุที่ต้องต่อหัวผ้านุ่งและเชิงผ้าเนื่องจากผ้าทอในสมัยโบราณจะมีหน้าฟันกี่ที่แคบเวลานุ่งจะมีขนาดสั้นจึงต้องใช้ผ้าเหล่านี้มาต่อให้ยาวขึ้นและยังทำให้เกิดความสวยงามมากยิ่งขึ้น หญิงวัยสูงอายุชาวไทยเชื้อสายเขมรยังคงนิยมนุ่งผ้าโฮลอยู่ที่บ้าน เป็นผ้าไหมยอดนิยมที่ใช้นุ่งในโอกาสงานสำคัญต่างๆ นอกจากนั้นหญิงเขมรจะมีผ้าไสบหรือผ้าเบี่ยงไหล่ที่เรี่ยกว่า ผ้าเก็บ เช่นเดียวกับผ้าที่ที่นำมาตัดเสื้อ โดยถ้าใช้ในงานบุญทั่วไปจะเป็นผ้าที่ย้อมดำจกมะเกลือ ส่วนถ้าเบี่ยงไปวัดจะเบี่ยงเป็นผ้าเก็บสีขาวไม่ย้อมดำ
ผู้หญิงไทยเชื้อสายเขมรวัยกลางคนสวมเสื้อแขนกระบอกลายลูกไม้แบบสมัยนิยมและนุ่งผ้ากระเนียวสีน้ำเงินเย็บติดชายผ้านุ่งด้วยมือผ้าอายุประมาณ เเปดสิบกว่าปี ถัดมาเป็นผ้ากระเนียวสีเปลือกไม้ปะโบล และหญิงสาวสวมเสื้อตามแบบสมัยนิยมนุ่งผ้าโฮล และผ้ากระเนียวสีแดงปะโบล ในโอกาสงานจ๊ะตึกเปรี๊ยะเเคเเจต(งานทรงน้ำพระเดือนเมษายน) เสื้อดังกล่าวนี้มีลักษณะคล้ายกับเสื้อของคนไทยในเชื้อสายวัฒนธรรมลาวและส่วย ซึ่งปัจจุบันนี้คนเขมรยังนิยมการใส่เสื้อที่ทันสมัยขึ้นโดยการตัดเย็บด้วยจักร นิยมตัดเป็นเสื้อผ้าลายลูกไม้และลายดอกไม้เล็กๆมีสีสันที่ดูจะเข้มๆสดๆครึ้มๆตามแต่วัย ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นวัยกลางคนถึงวัยสูงอายู ซึ่งจะเน้นเป็นแขนกระบอก ส่วนสาวๆวัยรุ่นจะใส่เสื้อตามสบายที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันผ้านุ่งยังคงนุ่งผ้าตามแบบโบราณดังที่กล่าวข้างต้น
หญิงไทยเชื้อสายเขมรวัยกลางคนสวมเสื้อลายดอกไม้เล็กๆแบบสมัยนิยมนุ่งผ้าโฮลปะโบล นิยมสวมใส่ในโอกาสงานบุญต่างๆ ส่วนผู้ชายเขมรผู้สูงศักดิ์ในสมัยโบราณจะนุ่งผ้าโจงกระเบน เขมรเรี่ยกว่า "จองกระเบ็น " โดยใช้ผ้าโฮลเปร๊าะ หรือ ผ้าสมปักเขมร เป็นผ้าทอหมัดหมี่สีสันที่สวยงามมีเชิงในตัว ทอยาวเป็นวาไม่เย็บชายผ้าติดกัน ส่วนผู้ชายโดยทั่วไปจะนุ่งผ้ากระเนียวกอเดีย เป็นผ้าไหมทอจากไหมควบปั่นเกลียวทั้งผืนทอยาวเป็นวาสำหรับนุ่งโจงกระเบน ปัจจุบันผ้าโฮลเปร๊าะไม่มีใครนุ่งแล้วแต่มาสมัยปัจจุบันมีการตัดแปลงเป็นลักษณะผ้าทอมัดหมี่สำหรับผู้หญิงนุ่งซึ่งลดความยาวลง ส่วนผู้ชายหันนิยมนุ่งโสร่งแทนผ้ากระเนียวกอเดีย การแต่งกายของชาวไทยเชื้อสายเขมรในเขตอีสานใต้นั้น แม้การสวมใส่เสื้อดังกล่าวจะไม่ค่อยมีให้พบเห็นมากนัก จะพบเจอก็ในโอกาสสำคัญระดับท้องถิ่นจังหวัด ซึ่งจะใส่กันอย่างเต็มยศ สวยงามตามแบบเขมรมาอวดกัน แต่ในชีวิตประจำวันปัจจุบันนี้คนเขมรยังคงนิยมสวมใส่ยึดถือกันมาเป็นเอกลักษณ์คือการนุ่งผ้าตามแบบเขมร และถึงอย่างไรวัฒนธรรมการเเต่งกายตามแบบชาวไทยเชื้อสายเขมรยังคงต้องลืมตาอ้าปากเผยแพร่ออกสู่สายตาคนทั่วไปให้ได้รู้จักกัน และต้องช่วยกันสืบสานวัฒนธรรมการแต่งกายนี้ต่อไปให้คงอยู่คู่ลูกหลานของเราสืบไป [wma=380,70]http://rachain2429.googlepages.com/1.wma[/wma] |